Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ชุมชนสนุก! > ชุมชนไทยเมท > *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
ผู้ดูแล: StaffThaimate
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*   (อ่าน 8462 ครั้ง)
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #225: 25 พ.ค. 10, 10:47 น

พงษ์พัฒน์ กล่าวว่า เป็นรางวัลที่ได้รับบทบาทจากผู้ที่เป็นพ่อนะฮะ ก็ขออนุญาตพูดถึงพ่อนิดหนึ่งก็แล้วกันครับ พ่อเป็นเสาหลักของบ้านนะครับ บ้านของผมหลังใหญ่นะครับ ใหญ่มาก เราอยู่กันหลายคน ผมเกิดมานี่บ้านหลังนี้ก็สวยงามมากแล้ว สวยงามและอบอุ่น แต่กว่าจะเป็นแบบนี้ได้ บรรพบุรุษของพ่อ เสียเหงื่อ เสียเลือด เอาชีวิตเข้าแลก กว่าจะได้บ้านหลังนี้ขึ้นมานะครับ จนมาถึงวันนี้ พ่อคนนี้ก็ยังเหนื่อยที่จะดูแลบ้าน และก็ดูแลความสุขของทุก ๆ คนในบ้าน

“ถ้ามีใครสักคนโกรธใครมาก็ไม่รู้ ไม่ได้ดั่งใจเรื่องอะไรมาก็ไม่รู้ แล้วก็พาลมาลงที่พ่อ เกลียดพ่อ ด่าพ่อ คิดจะไล่พ่อออกจากบ้าน ผมจะเดินไปบอกไปบอกกับคน ๆ นั้นว่า ถ้าเกลียดพ่อไม่รักพ่อแล้ว จงออกไปจากที่นี่ซะ เพราะที่นี่คือบ้านของพ่อ …”

นายพงษ์พัฒน์กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ขณะเมื่อกล่าวถึงตรงนี้เหล่าดารา นักแสดง และคนในวงการบันเทิงก็เริ่มปรบมือและโห่ร้องให้การสนับสนุน ขณะที่ “นก” ฉัตรชัย เปล่งพานิช เพื่อนนักแสดงถึงกับซาบซึ้งจนหลั่งน้ำตากับคำกล่าวของพงษ์พัฒน์

จากนั้นนักแสดงผู้ประกาศตนอย่างชัดเจนว่ารัก เทิดทูนและพร้อมจะปกป้องในหลวงก็กล่าวย้ำอีกครั้ง ท่ามกลางเสียงปรบมืออันกึกก้องว่า “เพราะที่นี่คือแผ่นดินของพ่อ … ผมรักในหลวงครับ … และผมเชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้ รักในหลวงเหมือนกัน พวกเราสีเดียวกันครับ ศีรษะนี้มอบให้พระเจ้าแผ่นดิน”

Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #226: 4 มิ.ย. 10, 10:49 น

คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น
 
 
 
โปรดช่วยกันเยียวยาประเทศไทย
 
 
 
 
 
เวลานี้ประเทศไทยของเราบอบช้ำจากพิษรักแรงหึงของบรรดาผู้ชื่นชอบตัวบุคคลและแนวทางที่ตนเองคิดว่า
"ดีกว่า" อีกฝ่าย จึงหาวิธีห้ำหั่นกันด้วยความรุนแรงทั้งคำพูดและการกระทำ
 
จนทำให้หน้าประวัติศาสตร์ของไทยที่เคยรักสงบมานานต้องเปลี่ยนไป
 
 
 
ในมุมมองของมนุษย์ "แก้วที่มันร้าว ก็ยากที่จะประสานให้เหมือนเดิม"
แต่ด้วยความเชื่อ"ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้สำหรับพระเจ้า"
(มธ.20.26,ลก.1.37)
 
เพราะแท้จริงแล้วชีวิตของเราแต่ละคนก่อนที่จะมารู้จักพระเจ้านั้น
เราถูกแยกจากพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่เพียงแค่แก้วที่ร้าว
 
แต่เป็นเสมือนหุบเหวกว้างใหญ่ที่แยกเราผู้เป็นคนบาปออกจากพระเจ้าผู้บริสุทธิ์(รม.3.23,5.12,6.23)
มนุษย์ไม่สามารถที่จะคืนดีหรือมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าได้ด้วยตนเอง
 
ตรงกันข้ามต้องถูกพิพากษาให้ตกลงในบึงไฟนรกตลอดนิรันดร์
นี่คือโทษทัณฑ์ที่เราสมควรได้รับ! แต่โดยพระคุณ ความรัก
และความเมตตาของพระเจ้า ผู้ไม่ประสงค์ให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศ (2ปต.3.9)
 
ทรงมีความรักที่เกินกว่าจะอธิบาย
ได้ประทานพระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งเป็นพระบุตรองค์เดียวของพระองค์มาเกิดในโลกนี้
เพื่อเป็นค่าไถ่บาปของเรา โดยการสิ้นพระชนม์บนกางเขน
แล้วถูกฝังในอุโมงค์
 
แต่เช้าวันที่สามทรงเป็นขึ้นจากความตาย ปรากฏให้ผู้คนจำนวนมากรับรู้
ก่อนเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ ทรงมีพระบัญชาให้สาวก ออกไปยังชนทุกชาติ
 
ประกาศข่าวดีนี้ให้คนได้รู้จักและกลับมาคืนดีกับพระเจ้าโดยทางพระองค์ (มธ.28.18-20)
 
 
 
การไถ่ การเยียวยาเกิดขึ้นได้โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ (อฟ.1.7)
พระเจ้ายกโทษความบาปผิดของมนุษย์โดยความเชื่อในพระเยซู
และทรงถือว่าเขาคนนั้นเป็นคนชอบธรรม
 
ประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า รับชีวิตนิรันดร์
ให้เป็นพลเมืองที่สามารถเข้าเฝ้าใกล้ชิด สนิทอยู่กับพระเจ้า
ทั้งในวันนี้และอนาคตนิรันดร์ (ยน.1.12,3.16,อฟ.2)
 
โดยมีประสงค์ให้ประกาศพันธกิจแห่งการคืนดีนี้กับทุกคน (2คร.5.16-21)
 
 
 
เป็นหน้าที่ของคุณและผม
คือทุกคนที่เชื่อในพระเยซูที่จะประกาศการคืนดีให้เกิดขึ้นกับคนไทยกว่า 65
ล้านคน เพื่อให้การเยียวยาทั้งฝ่ายร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ แก่คนไทย
 
ให้พลังแห่งความรัก ความเมตตา การยกโทษ
การสมานสามัคคีเกิดขึ้นและดำรงอยู่ในสังคมของเราสืบไป
โดยเริ่มต้นจากชีวิต ครอบครัว คริสตจักร
และชุมชนรอบข้างของเราก่อน...อาเมนไหมครับ ?

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #227: 20 มิ.ย. 10, 15:48 น

FIFAสั่งแบนนักเตะบราซิลห้ามถอดเสื้อโชว์จากกรณีกาก้าที่ถอดเสื้อโชว์ข้อความ
"ชีวิตผมเป็นของพระเยซู"
 
อาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553 08:37 น. -- INN : ข่าวกีฬา
https://www.innnews.co.th/sport.php?nid=230367
 
 
สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ออกคำสั่งห้ามนักเตะทุกคนในฟุตบอลโลก
2010 ครั้งนี้ แสดงอาการดีใจ ด้วยการถอดเสื้อ
โชว์ข้อความที่เตรียมไว้ในเสื้อยืดที่สวมลงสนามมาด้วย โดยเฉพาะ ริคาร์โด้
กาก้า ตัวรุกคนสำคัญทีมชาติ ที่ชอบทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง หลังยิงประตูได้
โดยทาง สหพันธ์ฟุตบอลบราซิล ได้ออกมายืนยันว่า ทาง ฟีฟ่า
ได้ติดต่อมาขอความร่วมมือ ห้ามไม่ให้นักเตะทีมชาติบราซิล
ถอดเสื้อแสดงข้อความใดๆ ต่อหน้าสาธารณะชนโดยเด็ดขาด
ไม่ว่าข้อความนั้นจะเป็นเรื่องส่วนตัว, การเมือง หรือ ศาสนา ก็ตาม
 
คำสั่งดังกล่าวของ ฟีฟ่า ออกมาเพื่อไม่ต้องการให้นักฟุตบอลคนใด เผย
ข้อความชักจูงจิตใจ คนอื่นๆ ดังจะเห็นได้จากกรณีของ กาก้า
นักเตะคนสำคัญของทีมชาติบราซิล ที่มักถอดเสื้อฟุตบอล แสดงข้อความ ไอ บี
ลอง ทู จีซัส (ชีวิตผมเป็นของพระเยซู) เพื่อแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้า
ที่ทำให้เขากลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง
หลังเคยประสบอุบัติเหตุอย่างรุนแรงจนเกือบเป็นอัมพาต เมื่ออายุ 18 ปี
 
*************************

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #228: 22 มิ.ย. 10, 14:07 น

 
ความฝันของเปโตร
โดย ดร.ประสิทธิ์ ฤกษ์พิศุทธิ์
 
 
เรื่องที่เราจะได้คุยกันเกี่ยวกับความฝันของเปโตร
หลายท่านคงจะคุ้นเคยกับท่านเปโตรในชื่ออื่นๆ เช่น เซนต์ปีเตอร์
หรือนักบุญปีเตอร์ ล้วนแต่หมายถึงสาวกคนสำคัญของพระเยซู
เรื่องราวของท่านเริ่มมีความโดดเด่นขึ้น
หลังเหตุการณ์พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน ถูกฝังไว้ในอุโมงค์
ในวันที่สามทรงฟื้นขึ้นจากความตาย และพระเยซูยังอยู่กับสาวกอีกสี่สิบวัน
ก่อนที่ถูกรับขึ้นไปบนท้องฟ้าท่ามกลางเหล่าสาวก จำนวน 500 คน
ตามคำยืนยันของท่านเปาโล หรือพอล
 
เปโตรเป็นชาวประมงเปรียบเทียบกับเปาโลถือได้ว่าเปโตรเป็นคนไร้การศึกษา
หรือมีการศึกษาระดับอ่านออกเขียนได้เท่านั้น
ความเข้าใจหลักการต่างๆในชีวิตของท่านได้มาจากการมีประสบการณ์กับพระเยซู
และเมื่อพระเยซูจากโลกนี้ไปแล้ว
ท่านก็ได้เรียนรู้หลักการในศาสนาจากการทรงนำของพระเจ้าผ่านทางการอธิษฐานและนิมิต
ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าสำแดงกับท่าน
 
เมื่อเวลาผ่านไปความเปลี่ยนแปลงของท่านเปโตรได้สะท้อนความยิ่งใหญ่และความมหัศจรรย์ของพระเจ้าที่คนสามัญต่ำต้อยคนหนึ่งสามารถจะมีความรู้ความสามารถและมีอิทธิพลต่อผู้คนนับพันนับหมื่น
และยังอบรมสั่งสอนให้คนเหล่านี้ อยู่ในความรักต่อพระเจ้าและเพื่อนมนุษย์
ความหวังถึงแผ่นดินของพระเจ้า ที่จะมาในภายหน้า
และความเชื่อในพระเจ้าจนยอมต่อการข่มเหงและความตาย ได้อย่างไม่สะทกสะท้าน
ท่านเปโตรเป็นชาวยิว
ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวยิวคือไม่คบค้าสนิทสนมกับคนที่ไม่ใช่ยิวหรือคนต่างชาติ
และคนยิวจะไม่เข้าบ้านหรือให้คนต่างชาติเข้าบ้าน
เพราะถือว่าคนต่างชาติเป็นคนมีมลทิน ไม่บริสุทธิ์
เป็นผู้ที่พระเจ้าทรงรังเกียจ เพราะพระเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์
จะมีส่วนกับสิ่งที่เป็นมลทินไม่ได้
ชาวยิวในสมัยของท่านจึงไม่รับประทานอาหารกับชาวต่างชาติ
ซึ่งคำว่าชาวต่างชาติถือว่าเป็นคำที่ดูหมิ่น
และปมความคิดนี้ยังเป็นปมที่เกาะติดกับความคิดของท่านเปโตร
จนมีอยู่วันหนึ่ง เปโตรอาศัยอยู่กับคนหนึ่ง ชื่อซีโมน เป็นช่างฟอกหนัง
ตึกของเขาอยู่ริมฝั่งทะเลเมืองยัฟฟา
(อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเยรูซาเลม) ประมาณเวลาเที่ยงวัน
เปโตรก็ขึ้นไปบนหลังคาตึกเพื่อจะอธิษฐาน ท่านก็หิวอยากจะรับประทานอาหาร
แต่ในระหว่างที่เขายังจัดอาหารอยู่ เปโตรก็เข้าสู่ภวังค์
และได้เห็นท้องฟ้าแหวกออกเป็นช่อง อะไรอย่างหนึ่งเหมือนผ้าผืนใหญ่
มีสี่มุมหย่อนลงมายังพื้นโลก ในนั้นมีสัตว์ทุกอย่าง คือสัตว์ที่เดิน
สัตว์เลื้อยคลาน และที่บิน มีพระสุรเสียงมาว่าแก่ท่านว่า "เปโตรเอ๋ย
จงลุกขึ้นฆ่ากินเถิด เปโตรจึงทูลว่า มิได้ พระเจ้าข้า
เพราะว่าสิ่งซึ่งเป็นของต้องห้าม หรือของมลทินนั้น
ข้าพระองค์ไม่เคยรับประทานเลย แล้วจึงมีพระสุรเสียงเป็นครั้งที่สอง
ตรัสแก่ท่านว่า ซึ่งพระเจ้าได้ทรงชำระแล้ว อย่าว่าเป็นของต้องห้าม"
เปโตรเห็นอย่างนั้นถึงสามครั้ง
แล้วสิ่งนั้นก็ถูกรับขึ้นไปในท้องฟ้าทันที" (กิจการ 10:9-15 )
 
ท่านเปโตรคิดสงสัยเรื่องนิมิตที่เห็นนั้นว่ามีความหมายอย่างไร
ในเวลาเดียวกันนั้น
พระเจ้าก็สำแดงนิมิตให้นายทหารโรมันคนหนึ่งชื่อโครเนลิอัสมาเชิญท่านเปโตรไปที่บ้าน
เปโตรจึงได้ปะติดปะต่อเรื่องที่เกิดขึ้นและสรุปเป็นบทเรียนไว้ดังนี้
ท่านกล่าวว่า "ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่า พระเจ้าไม่มีอคติ" หรือแปลว่า
ความบริสุทธิ์ ความชอบธรรมไม่ได้ขึ้นกับเชื้อชาติ
แต่อยู่ที่จิตใจที่ยำเกรงพระเจ้า ในที่สุดเปโตรก็รับคำเชิญของโครเนลิอัส
และพระเจ้าได้สำแดงให้เปโตรเห็นว่าพระเจ้าได้ประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์แก่คนต่างชาติด้วย
 
จากเหตุการณ์นี้ ความหมายของเรื่องความบริสุทธิ์ที่ทำให้ความเชื่ออย่าง
หยุมหยิมซึ่งมีอยู่ในความเข้าใจของสาวกได้รับการเปิดเผย เช่น
คริสเตียนชาวยิวบางคนได้สั่งสอนว่า
ถ้าคนต่างชาติไม่เข้าสุหนัตตามจารีตของโมเสส
จะไม่ได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า และเรื่องนี้กลายเป็นเรื่องบานปลาย
จนกลายเป็นว่าถ้าไม่ถือตามกฎของโมเสสก็จะไม่มีความรอด
เหตุการณ์นี้นำไปถึงเรื่องโต้แย้งทุ่มเถียงกันท่ามกลางหมู่ผู้เชื่อ
ถ้าไม่มีใครอธิบายให้กับที่ประชุมใหญ่ได้เข้าใจตรงกัน
เรื่องนี้ก็คงจะกลายเป็นรอยร้าวลึกและอาจนำไปถึงความแตกแยกของผู้เชื่ออย่างรุนแรงได้
เปโตรเป็นคนที่สามารถประสานให้ความคิดที่แตกต่างกันกลับมาเข้าใจกันได้
โดยได้อ้างถึงประสบการณ์ที่ท่านได้ประกาศข่าวดีเรื่องราวของพระเยซูคริสต์กับคนต่างชาติ
และพระเจ้าให้ความเสมอภาคกับคนต่างชาติ
โดยไม่ต้องถือธรรมเนียมปฏิบัติแบบโมเสส แต่พระเจ้าชำระใจ
ของชาวต่างชาติให้บริสุทธิ์โดยความเชื่อ
ทำให้ที่ประชุมมีความเข้าใจและมีความเห็นชอบร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง
 
และจากเหตุการณ์นี้ คริสตจักรของพระเจ้าได้ขยายตัวอย่างกว้างขวาง
ถึงแม้จะมีการข่มเหงคริสตจักรมากมายแสนสาหัส
ก็ยังไม่สามารถหยุดการเติบโตของจำนวนคริสเตียนได้
 
จากเหตุการณ์นิมิตสรรพสัตว์ พระเจ้าได้ให้ความเข้าใจความหมายใหม่เรื่อง
ความบริสุทธิ์กับเปโตร และเปโตรได้แบ่งปันประสบการณ์ใหม่นี้กับที่ประชุม
ทำให้คริสตจักรที่ทุ่มเถียงแตกแยกกลับมาเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
จากความฝันเล็กๆของคนสามัญธรรมดา
ทำให้ความฝันยิ่งใหญ่ของคริสตจักรยืนยงกว่าสองพันปีมาจนถึงทุกวันนี้
 
วันนี้คริสตจักรยังมีความขัดแย้งและมีความเห็นแตกต่างกัน
แต่คริสตจักรก็ยังดำเนินต่อไปได้
เพราะคริสตจักรยังมีความฝันหรือมีนิมิตที่ใหญ่กว่าที่ต้องไปให้ถึง
และเราต้องไม่หยุดที่จะหาความหมายใหม่ในประเด็นที่เราโต้แย้งกันอยู่
พวกเราต้องไม่ติดกับดักความหมายเดิมๆว่าสมบูรณ์แล้ว เพราะถ้าคิดเช่นนั้น
เราจะไม่มีทางที่จะปรองดองกันได้
แต่พระเจ้ายังทรงทำงานของพระองค์อยู่ต่อไป
และทรงสำแดงแก่คนอย่างท่านเปโตร เปิดเผยกับท่าน
และให้ท่านได้อธิบายความหมายที่สมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งความเข้าใจ
และการยอมรับซึ่งกันและกันจะมีมาก
จนเราจะต้องกล่าวเช่นเดียวกับท่านเปโตรว่า "ข้าพเจ้าเห็นจริงแล้วว่า
พระเจ้าไม่มีอคติ"
 
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 255 วันที่ 17-23 เมษายน
พ.ศ. 2553 หน้า 25 คอลัมน์ พระวจนธรรม โดย ดร.ประสิทธิ์ ฤกษ์พิศุทธิ์
 
 
--

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #229: 24 มิ.ย. 10, 12:40 น

Kaka นักฟุตบอลคริสเตียน
 
ดูภาพคลิก https://paulrudatsikira.files.wordpress.com/2008/07/kaka-i-belong-to-jesus.jpg
 
บอลโลกเริ่มแล้ว วันนี้ขอแนะนำทีมฟุตบอลหนึ่งที่ผมเชียร์ทุกครั้งในบอลโลก
คือ บราซิล ในครั้งนี้ขอแนะนำให้รู้จักนักเตะสุดหล่อคนหนึ่ง คือ
 
ริคาร์โด้ อิเซคสัน ดอส ซานโตส ไลเต้ (Ricardo Izecson dos Santos Leite)
หรือรู้จักกันในชื่อ ริคาโด้ กาก้า (Ricado Kak)
เป็นนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล ปัจจุบันสังกัดสโมสรฟุตบอลรีลมาดริด
สวมเสื้อหมายเลข 8
 
 
ริคาโด้ กาก้าเกิดเมื่อ 22 เมษายน ค.ศ. 1982ในบราซิเลีย ประเทศบราซิล
 
คำพยานชีวิต kaka
 
เนื่องจากเกิดและโตในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะ แตกต่างจากนักเตะคนอื่นๆ
ในทีมที่มาจากครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะยากจน
แต่ความแตกต่างทางฐานะก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใดเนื่องจากกาก้า
เองก็มีความรักในนักฟุตบอลอาชีพ และทุ่มเทเพื่อความฝันไม่น้อยกว่าใคร
 
ในกันยายน ปี 2000 เมื่อ กาก้าอายุได้ 18 ปี
เขาเกือบจะจบเส้นทางลูกหนังของเขาไปแล้ว
เมื่อประสบอุบัติเหตุในขณะที่กระโดดน้ำมาจากสปริงบอร์ด แต่ลงผิดจังหวะ
ทำให้ข้อกระดูกสันหลังแตกจนทำให้เกือบเป็นอัมพาต ในช่วงนั้นเขา
พักเยียวยาตัวเอง และเมื่อวันอาทิตย์มาถึง
ทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าโบสถ์บ่อยกว่าเดิม
 
หลังจากนั้น1 ปี อาการบาดเจ็บดังกล่าวก็หายดีเป็นปลิดทิ้ง
และกลับมาเล่นฟุตบอลได้อีกครั้ง ในเกม ทอร์เนโร่ ริโอ นัดชิงชนะเลิศ
โดยโค้ชส่งเขาลงเล่นเป็นตัวสำรองในช่วง 14 นาทีสุดท้าย ที่ทีมต้นสังกัด
เซาเปาโล ตามหลังคู่แข่งอยู่ 1ประตู และจากการตัดสินใจของโค้ช เซาเปาโล
ที่ส่ง กาก้า ลงสนามนั้น ผู้บรรยายในสนาม Commenter
ที่กำลังบรรยายเกมอยู่ถึงกับพูดออกมาว่า โค้ช เซาเปาโล นั้นต้องบ้าแน่ๆ
แต่หลังจากนั้น 2 นาที กาก้า ก็จัดการปิดปากผู้บรรยายรายนี้ด้วยการยิง
2ประตูช่วยให้ทีมพลิกมาคว้าชัยได้อย่างเหลือเชื่อ กาก้า
ให้เหตุผลการกลับมาในครั้งนี้ว่า เป็นผลมาจากการที่เขาเข้าโบถส์บ่อย
จนได้รับของขวัญจากพระเจ้า
 
และหลังจากวันนั้นชีวิตก็ไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไป
เพราะพระเจ้าที่เขาเชื่อมีแผนการที่ดีต่อเขา จากอุบัติเหตุครั้งนั้น
ทำให้ความเชื่อ และวางใจของเขาที่มีต่อพระเยซูยิ่งเพิ่มพูน
จนกลายเป็นความเชื่อที่เข้มแข็ง จะเห็นได้ว่า
เมื่อทุกครั้งที่เขายิงประตูได้
เขาจะชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อแสดงความขอบคุณต่อพระเจ้าที่ช่วยเหลือการยิงแต่ละลูกของเขา
และมากไปกว่านั้น หากแมชท์นั้นเป็นการแข่งขันในระดับสำคัญของประเทศ สโมสร
หรือระดับโลก เช่น ในปี 2004 คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา กับเอซี มิลาน
คว้าแชมป์ฟุตบอลโลก ในปี 2002 ให้กับทีมชาติบราซิลที่ประเทศเกาหลี
และญี่ปุ่น (นักฟุตบอลทีมชาติบราซิลชุดนี้
เกินครึ่งเป็นคริสตเตียนที่เข้มแข็ง) เป็นต้น
เขากล้าแสดงออกมากกว่าใครๆด้วยการถอดเสื้อของโมสรออก
แล้วโชว์เสื้อยืดอีกตัวที่เขาสวมไว้ข้างใน ซึ่งมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า
I Belong to Jesus หมายถึง ชีวิตผมเป็นของพระเยซู
สิ่งนี้แสดงถึงจิตใจภายในตัวกาก้าว่า เขามีความมั่นคงในพระเยซู
เป็นคริสตเตียนแท้ ที่กล้าจะแสดงจุดยืนในความเชื่อของเขา
และนอกจากนี้ยังสามารถพิสูจน์ได้อีกว่าเขามีชีวิตส่วนตัวกับพระเจ้าอย่างแน่นแฟ้น
จนพระเจ้าอวยพรเขาให้เป็นหัวมิใช่หาง
ตามที่พระองค์ทรงสัญญาต่อคนที่รักพระองค์ ไว้ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ .....
"จะเกิดผลดีในทุกสิ่ง"....
 
เขียนโดย ปัทมโรจน์ มากสุริวงศ์

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #230: 25 มิ.ย. 10, 11:49 น

"กินกับหลับ"คุณจะเลือกอะไร?
 
โดย ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์
 
 
"พ่อฉันบอกไว้ว่า ในโลกนี้มีคนอยู่ 2 ประเภท หนึ่งคือผู้ให้ และสองคือ
ผู้รับ ผู้รับนั้นอาจกินดีกว่า แต่ผู้ให้หลับสนิทกว่า" (My father said
there were two kinds of people in the world: givers and takers. The
takers may eat better, but the givers sleep better.) - Marlo Thomas -
 
ผมว่าข้อคิดข้างต้นน่าสนใจทีเดียว แต่จริงหรือที่โลกนี้มีคนแค่ 2 ประเภท?
 
จริงหรือที่มีคนกลุ่มหนึ่งเอาแต่รับโดยไม่เคยให้อะไรเลย และในขณะเดียวกัน
มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่รับอะไรจากใคร นอกจากให้อย่างเดียว?
ในโลกแห่งความเป็นจริง คงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
แต่คงจะมีคนประเภทหนึ่งที่มุ่งจะรับมากกว่าให้ ในขณะที่คนอีกประเภทหนึ่ง
ให้คุณค่าของการให้สูงกว่าการรับ
 
หากว่ามีบางคนเอาแต่รับ ในขณะที่มีบางคนเอาแต่ให้แก่ผู้อื่น
โดยไม่ยอมรับอะไรเลย
คนประเภทแรกอาจเป็นคนเห็นแก่ตัวที่พบเห็นได้ทั่วไปในสังคม
ส่วนคนประเภทหลัง
ถ้าไม่ใช่คนขาดสติก็ต้องเป็นวีรบุรุษผู้เป็นแบบอย่างแห่งการเสียสละ
 
จริงๆแล้วหลักจริยธรรมแห่งการให้เป็นหลักธรรมหลักที่ประจักษ์ชัดในพระคัมภีร์ไบเบิ้ล
โดยมีหลักการพื้นฐานข้อหนึ่งคือ "จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง"
 
หากว่าหัวใจของ "ความรัก" คือ "การให้" เราก็อาจจะพูดใหม่ได้ว่า
"จงให้แก่เพื่อนบ้านเหมือนให้แก่ตนเอง" นั่นคือ
คนเราต้องรู้จักรักตัวเองให้ถูกต้องก่อน
จึงจะรักคนอื่นอย่างถูกต้องได้เช่นกัน
หรือต้องรู้จักให้แก่ตัวเองหรือครอบครัวของตนอย่างเหมาะสมก่อน
จึงจะให้แก่ผู้อื่นอย่างเหมาะสมได้เช่นกัน
 
คนที่ "ให้" และ "รับ" ความรักเป็น จะเป็นสุข
คนที่รู้จักแต่รับๆโดยไม่ยอมให้ จะโดดเดี่ยว และเป็นทุกข์
เพราะคงไม่มีใครจะให้เราได้ทุกเรื่อง ทุกเวลาเสมอไป
 
ในทำนองเดียวกัน คนที่รู้จักแต่ให้ๆโดยไม่ยอมรับ
จะเป็นที่น่ารำคาญของคนอื่น และจะเป็นทุกข์เช่นกัน
เพราะผู้ที่รับจากเราตลอดเวลาโดยที่ไม่มีโอกาสให้อะไรแก่เราเป็นการตอบสนองบ้างเลย
จะรู้สึกอึดอัด จนหงุดหงิดเช่นกัน
 
ดังนั้น จึงย้ำอีกครั้งว่า คนเราต้องรู้จักทั้งการให้และการรับ
และจริงๆแล้วไม่ว่าจะให้หรือจะรับ
ถ้ากระทำด้วยความเต็มใจก็ล้วนแต่นำมาซึ่งความสุขทั้งสิ้น
เพียงแต่ว่าองค์พระเยซูคริสต์ตรัสชัดเจนว่า..."การให้ก็เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"
 
ฉะนั้นหากเป็นจริงตามที่คุณ Marlo Thomas กล่าวไว้
การรับจะนำความสุขระดับ "กินดี-อยู่ดี" มาให้ ส่วนการให้
จะนำความสุขระดับ "หลับดี-หลับสนิท" มาให้
 
จึงขึ้นอยู่กับตัวของคุณว่า คุณจะเลือกความสุขระดับใด?
แต่หากคุณถามยอดปราชญ์อย่างปัญญาจารย์ในสมัยโบราณ
ท่านจะตอบคุณชัดแจ้งดังนี้ว่า
 
"การหลับ ของกรรมกรก็ผาสุก ไม่ว่าเขาจะได้กินน้อยหรือได้กินมาก
แต่ความอิ่มท้องของคนมั่งมีก็ไม่ช่วยเขาให้หลับ" (ปัญญาจารย์ 5:12)
 
ดังนั้น หากผมต้องเลือก คุณคงรู้แล้วนะครับว่า ผมจะเลือกอะไร?
 
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับ 264 วันที่ 19-25 มิถุนายน
พ.ศ. 2553 หน้า 25 คอลัมน์ พลังชีวิต โดย ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #231: 26 มิ.ย. 10, 11:39 น

การฟื้นฟูจิตวิญญาณจริงหรือ? ตอน :
ล้มในพระวิญญาณ!
 
ธวัช เย็นใจ
 
"การฟื้นฟูในรูปแบบใหม่! เชิญรับการสัมผัสจากพระเจ้า
การเปลี่ยนแปลงในชีวิตคริสเตียนของท่าน

โดยทีมงานของคริสตจักรที่มีการฟื้นฟูทุกคนอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานับปี
และเป็นสื่อของการฟื้นฟูไปทั่วโลก"
 
นี่เป็นคำโฆษณาเชิญชวนให้คริสเตียนไปร่วมประชุมฟื้นฟูเพื่อ
"ล้มในพระวิญญาณ!"
 
ระหว่างที่มีการฟื้นฟู คนก็นิ่งไปและไหลลงไปนอนราบกับพื้น บางคนกระตุก
บางคนส่งเสียงแปลกๆ...คนที่ได้รับการอธิษฐานส่วนมากจะล้มลงไปนอนกับพื้น
การล้มลงไปนอนแบบนี้เรียกว่า การพักในพระวิญญาณ
 
คนที่มาอธิษฐานให้นั้นจะมีผู้ช่วยอีกคนหนึ่งมายืนด้านหลัง
เพื่อรับคนที่มักจะล้มลงเมื่อรับการอธิษฐาน
คนที่รับการอธิษฐานจะมีบางคนที่ยืนเฉยๆ หรือยืนสั่น
แต่ส่วนใหญ่จะล้มลงไปนอนสงบ จะมีบางคนนอนหัวเราะ
บางคนก็ไม่มีแรงลุกขึ้นจากพื้น เป็นเวลานานหลายชั่วโมง
การฟื้นฟูแบบนี้มาจากพระเจ้าหรือจากผีมารซาตาน?
 
มีคำถามว่า การประชุมแบบนี้ถูกต้องตามหลักคำสอนของพระคัมภีร์หรือไม่?
เพราะในโลกทุกวันนี้มีวิญญาณเท็จจำนวนมากที่เร่ร่อนไปทำการอัศจรรย์ต่างๆ
โดยแอบอ้างพระนามของพระเยซูคริสต์
หรือเป็นเพียงการชักจูงหรือเร้าอารมณ์
เป็นการอาศัยวิชาทางด้านจิตวิทยาไหม?
หรือว่ามีการตรียมการมาเพื่อแสดงละครฉากหนึ่งเท่านั้น โดยมีการจัด
"หน้าม้า" มาทำให้มันดูเหมือนจริงและน่าเชื่อถือ!
 
กลุ่มฟื้นฟูฯอ้างว่า เมื่อมีการสำแดงจากพระเจ้าจะมีการล้มลง
สาเหตุแห่งการล้มลงได้แก่
- พวกเขากลัวในความบริสุทธิ์ของพระเจ้า
- เพื่อเป็นการบังคับให้นอน อันเนื่องมาจากความเย่อหยิ่งและกบฏของมนุษย์
- เพื่อให้พักผ่อนหรือรับการรักษา
- การล้มไปข้างหลังอันเนื่องมาจากน้ำหนักพระสิริของพระเจ้า
 
คำกล่าวอ้างเหล่านี้ฟังเข้าทีดี
แต่ว่าเราต้องหาหลักฐานที่สอดคล้องกับพระคัมภีร์
มีบ้างไหมที่พระวจนะของพระเจ้ากล่าวถึงเรื่องเหล่านี้?
 
ข้อสังเกต :
กลุ่มฟื้นฟูฯ(ผงทองคำ)เหล่านี้มักจะอ้างพระคัมภีร์ตอนหนึ่งว่า
"มีอีกหลายสิ่งที่พระเยซูทรงกระทำ ถ้าจะเขียนไว้ให้หมดทุกสิ่ง
ข้าพเจ้าคาดว่า แม้หมดทั้งโลกก็น่าจะไม่พอไว้หนังสือที่เขียนนั้น" (ยน.
๒๑.๒๕) พวกเขาก็เลยตีความว่า
การอัศจรรย์บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้
เกิดขึ้นในสมัยพระคัมภีร์ แต่ไม่ได้บันทึกไว้!
ถ้าเป็นซะอย่างนี้แล้ว ก็เท่ากับพูดว่า
พระคัมภีร์ยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นะซิ?
โอ...ชักจะเลอะเทอะไปกันใหญ่แล้ว พี่น้องเอ๋ย!
 
ข้ออ้างว่า เอเสเคียลล้มลง
ผู้นำกลุ่มการฟื้นฟูจิตวิญญาณแบบที่กล่าวมาแล้วนี้
ได้อ้างพระคัมภีร์เดิมบางตอน ซึ่งก็ไม่ชัดเจนพอว่ามีการล้มในพระวิญญาณ
แต่อธิบายแบบเอา "สีข้างเข้าถู" โดยอ้างจากเอเสเคียล ๔๔.๔
ที่เอเสเคียลได้สัมผัสกับพระสิริของพระเจ้าในพระวิหารแล้วท่านก็กล่าวว่า
"ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงถึงดิน"
พระคัมภีร์ตอนนี้บอกชัดเจนว่า
(๑) เอเสเคียลได้พบกับพระสิริของพระเจ้า แล้วท่านก็ซบหน้าลงถึงพื้น
มิใช่เป็นการล้มหงายไปข้างหลัง
(๒) เอเสเคียลล้มลงไปเอง โดยไม่ต้องมีใครมาอธิษฐานวางมือที่หัวหรือไหล่
(หรือผลักหน้าผาก ผลักอก
หรือคนรอรับเข้ามาใช้เข่าดันที่ข้อพับขาด้านหลัง)
เป็นการซบหน้าลงด้วยความยำเกรงพระเจ้า
(๓) เอเสเคียลล้มลงไปโดยที่ไม่ต้องมีใครคอยมาอุ้มหรือรองรับ
ต่างจากกลุ่มฟื้นฟูจิตวิญญาณในสมัยปัจจุบันที่จะต้องจัดเตรียมคนมาคอยรับด้านหลัง
เพราะเกรงว่าศีรษะของผู้ถูกวางมือจะกระแทกกับพื้น และเป็นอันตรายต่อสมอง
 
 
การพักผ่อนในพระวิญญาณ
ผู้นำของกลุ่มการฟื้นฟูฯอ้างว่า "การที่คนของพระเจ้าล้มลงนั้น
เป็นการตอบสนองทางด้านร่างกายต่อการสำแดงหรือการสถิตอยู่ของพระเจ้า...ปรากฏการณ์ที่ชัดเจนมากที่สุดในการประชุมของพวกเขา
คือการล้มลง มักจะเรียกว่า การพักผ่อนในพระวิญญาณ จะยังคงมีสติ
แต่ติดต่อกับพระเจ้า พวกเขาจะรู้สึกหมดเรี่ยวแรงและไม่สามารถทำอะไรได้
นอกจากพักผ่อนกับพระเจ้า เมื่อพวกเขาได้นอกพักในพระเจ้าแล้ว
ชีวิตของพวกเขาจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก"
อ้างอับราฮัม
มีการอ้างพระคัมภีร์(แบบน้ำขุ่นๆ)จากประสบการณ์ของอับราฮัม
"อับราฮัมก็หลับสนิท" (ปฐก. ๑๕.๑๒) โดยอธิบายจากภาษาฮีบรูว่า
เป็นการหลับสนิทอย่างแท้จริง
เหมือนเมื่อพระเจ้าทรงบันดาลให้อาดัมหลับสนิท (ปฐก. ๒.๒๑)
ทำให้เกิดความสงสัยว่า
ตอนแรกเขาบอกว่าการล้มลงเป็นการพักผ่อนในพระวิญญาณ จะยังคงมีสติ
แต่น่าแปลกใจว่า คนหลับสนิทจะมีสติได้อย่างไร?
มีใครบ้างที่หลับสนิทแต่ยังมีสติอยู่?
คำพูดนี้มันขัดแย้งในตัวมันเองอย่างชัดเจน
 
อ้างทหารยาม ผู้นำกลุ่มกาฟื้นฟูฯได้ยกพระคัมภีร์มัทธิวบทสุดท้าย
"ยามที่เฝ้าอุโมงค์(พระศพของพระเยซู)กลัวทูตสวรรค์องค์นั้นจนตัวสั่น
และเป็นเหมือนคนตาย" (มธ. ๒๘.๔)
ถ้าอ่านให้ดีจะพบว่า
นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนที่ไม่เชื่อพระเจ้า(พวกทหารโรมัน)
พวกเขาเป็นศัตรูกับพระเยซูคริสต์
ท่าทีต่างจากอาการสั่นของผู้เชื่อในขณะที่นมัสการพระเจ้า!
 
อ้างเปาโล กลุ่มการฟื้นฟูฯได้เรื่องของเซาโลมาเป็นตัวอย่าง
"เซาโลก็ล้มลงถึงดิน และได้ยินพระสุร เสียงตรัสมาว่า เซาโล เซาโลเอ๋ย
เจ้าข่มเหงเราทำไม?" (กจ. ๙.๔) นี่ก็มาอีหรอบเดียวกัน
เนื่องจากเวลานั้นเปาโลเป็นฟาริสีและเกลียดชังพระเยซูยิ่งนัก
จึงพยายามข่มเหงผู้เชื่อและไล่จับคริสเตียนมาขังคุก
หากมีการต่อต้านขัดขืนก็จะฆ่าให้ตาย
พดง่ายๆก็คือต้องการทำลายคริสเตียนให้สิ้นซาก!
แต่ขอให้ผู้อ่านสังเกตว่า เปาโลไม่ได้ล้มลงในขณะอธิษฐาน
นมัสการและสรรเสริญพระเจ้า ดังนั้น
เราจะเอาเรื่องของเปาโลมาเทียบกับเรื่องล้มในพระวิญญาณไม่ได้หรอก
มันคนละกรณีกัน พวกกลุ่มฟื้นฟูไม่มีความมารู้ในพระคัมภีร์อย่างแท้จริง
จึงพยายามโยงใยและจับแพะชนแกะ
 
อ้างซาอูล
กลุ่มฟื้นฟูฯได้ยกเอาเรื่องที่ของซาอูลเผยพระวจนะและบรรทมเปลือยกายอยู่ตลอดคืน
(๑ ซมอ. ๑๙) ว่านั่นเป็นภาพเดียวกับการล้มลงในพระวิญญาณ
ฟังดูแล้วมันน่าขบขันนะ จะว่าน่าเกลียดน่าชังด้วยซ้ำไปก็ว่าได้
แค่ถูกวางมือและล้มลงไปคนเขาก็หาว่าคริสเตียนบ้า(หรือถูกผีเข้า)พออยู่แล้ว
นี่ถ้าคริสเตียนเลียนแบบซาอูลโดยเปลื้องผ้าเปลื้องผ่อนและนอนลง
พวกเราไทยซึ่งเป็นลูกของพระเจ้าก็ไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกันแล้ว!
 
.................................................
ในฐานะที่เราเป็นคริสเตียนไทย
มีเบื้องหลังจากขนบธรรมประเพณีที่ดีและงดงาม มีความสุภาพอ่อนน้อม
สงบเสงี่ยม สุขุมคัมภีร์ภาพ เรื่องของศาสนาถือว่าเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
ล้ำลึก สงบเงียบ เยือกเย็น สุขใจ และมีคุณค่าทางด้านจิตวิญญาณ
เราต้องระมัดระวัง ของประทานฝ่ายวิญญาณที่ถูกใช้อย่างเดินขอบเขตนั้น
ย่อมส่งผลเสียต่อตนเองและต่อส่วนรวม!
 
การที่เราจะมานมัสการพระเจ้าแบบต้องกระโดดโลดเต้น ร้องตะโกน
โวยวายโหวกเหวก กรีดเสียง

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #232: 2 ก.ค. 10, 13:40 น

ดิฉันได้อ่านบทความเรื่องล้มในพระวิญญาณที่พี่น้องมาโพสต์ไว้ทุกฉบับ
มีทั้งไม่เห็นด้วยและเห็นด้วย ในความคิดของดิฉันนั้น ดิฉันคิดว่า
ไม่ว่าใครจะมีประสบการณ์อย่างไร
คนที่มีประสบการณ์ก็ไม่ควรไปตัดสินคนที่ไม่มีประสบการณ์
ส่วนคนที่ไม่มีประสบการณ์ก็ไม่ควรไปตัดสินคนที่มีประสบการณ์
ถ้าใครที่ล้มในพระวิญญาณแล้วทำให้ชีวิตของเขาเติบโตกับพระเจ้ามากขึ้น
รักพระเจ้ามากขึ้น รักษาตัวให้บริสุทธิ์กับพระเจ้าได้มากขึ้น
คนที่ไม่ล้มก็ไม่ควรไปตัดสินว่าเขาทำผิด
ส่วนคนที่ล้มหรือมีประสบการณ์ในทำนองนี้
ก็ไม่ควรไปตัดสินหรือดูถูกคนที่ไม่ล้มว่าไม่โต ไม่เคลื่อนกับพระเจ้า
ไม่ลึกซึ้งกับพระเจ้า หรืออะไรก็ตามที่เป็นการตัดสิน
คนที่ไม่ล้มแล้วโตกับพระเจ้าก็มีมากมายถมไป ในฐานะคริสเตียนจะไทยหรือเทศ
เราต้องเข้าใจว่าวัฒนธรรมของผู้ใดควรเป็นสิ่งที่เราต้องยึดถือ
ของมนุษย์หรือของพระเจ้า?
เรารักษาวัฒนธรรมทุกอย่างที่ไม่ขัดกับพระคัมภีร์ใช่ไหม?
 
ข้าพเจ้าไม่คิดว่าการเต้น หรือปรบมือ เพื่อสรรเสริญพระเจ้า
หรือแม้แต่ตะโกนโห่ร้องด้วยความชื่นชมยินดีในพระเจ้า
จะสร้างความอับอายให้กับพระเจ้าตรงไหน แม้ว่าจะมีคริสเตียนที่อับอายก็ตาม
ถ้าหากคนเหล่านั้นทำด้วยหัวใจที่รักพระองค์ และไม่ได้ต้องการโชว์ออฟ
(อวด) และไม่ได้ทำเพราะเป็นความเคยชิน ในเรื่องนี้กับวัฒนธรรมไทย
ข้าพเจ้าเห็นเพียงอย่างเดียวที่ต้องระมัดระวัง คือ เรื่องกาลเทศะ
เวลาและสถานที่ที่เหมาะสม หมายความว่า ในเวลาหนึ่งๆ
ที่คนๆหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งๆ รู้สึกว่าพระเจ้าสัมผัสให้อยากโห่ร้อง หรือ
เต้นโลด แต่ปรากฎว่าในที่ประชุมแห่งนั้นไม่ได้อยู่ในกระแสเดียวกัน
ข้าพเจ้าก็เชื่อว่าผลของพระวิญญาณคือการบังคับตัวเองได้ก็สามารถใช้ได้ในเวลานั้น
นี่เข้าหลักการที่พระคัมภีร์บอกเราว่า "อย่าทำให้พีน้องสะดุด"
ท่านจะกินอะไรต่อหน้าพี่น้องแล้วทำให้พวกเขาสะดุด ท่านก็อย่ากินเลยดีกว่า
เรื่องนี้ก็เช่นเดียวกัน การล้มในพระวิญญาณ ไม่ใช่การเป็นลมหมดสติ
ท่านรู้สึกตัวและท่านก็ควบคุมตัวเองได้
แต่บางท่านบอกว่าไม่อยากขัดการเคลื่อนของพระวิญญาณ
ถ้าอย่างนั้นในที่ประชุมอย่างที่กล่าวข้างต้น
ท่านก็ควรปลีกตัวออกไปหาที่ส่วนตัวเพื่อปล่อยให้พระเจ้าทำงานภายในคุณอย่างเต็มที่
ถ้าเป็นที่ประชุมที่อยู่ในกระแสเดียวกันและเปิดอย่างเต็มที่
ท่านจะล้มยังไงก็ไม่มีปัญหา จะเต้นสุดเหวี่ยงแค่ไหนก็ไม่เป็นอะไร
 
พี่น้องที่รัก พระเยซูบอกว่า เรารู้จักต้นได้ด้วยผลของมัน
ขออย่าให้เราตัดสินกันที่รูปแบบภายนอกหรือวิธีการ (ที่ไม่ใช่ความบาป)
แต่ขอให้เราดูผลที่เกิดขึ้นตามมาในชีวิตของผู้คนดีกว่าไหม?
การนมัสการแบบเงียบๆ สำรวม ก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตของท่านจะไม่เติบโต
หรือในทางตรงกันข้าม การนมัสการแบบเต้นโลด
แสดงความรู้สึกเต็มที่ต่อพระเจ้า
ก็ไม่ได้ทำให้เติบโตมากกว่าอีกรูปแบบหนึ่ง คนจะลึกซึ้งกับพระเจ้าหรือไม่
ท่าทางหรือการแสดงออกภายนอกเป็นเพียงองค์ประกอบเสริมอย่างหนึ่ง
องค์ประกอบหลักและสำคัญคือหัวใจของเราในขณะที่ทำสิ่งเหล่านั้นมากกว่า
 
ขอให้เราอวยพรกันและกัน
ขนาดคนนอกครอบครัวของพระเจ้าที่พวกเขาทำบาปกันหนักหนา
แบบว่าผิดพระคัมภีร์อย่างเห็นชัดๆ เรายังอธิษฐานอวยพรพวกเขาได้
แล้วทำไมเราที่เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน มีความคิดที่แตกต่างกัน
แต่มีพ่อคนเดียวกัน แค่น้องทำไม่เหมือนกับพี่
เราจะตอบสนองด้วยกันตัดสินกันหรือ ใครทำอะไรแล้วทำให้เขาโตกับพระเจ้า
มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี และทำให้ถูกที่ ถูกเวลา
แม้ว่าไม่เหมือนกับเรา ก็ให้เราอวยพรกันและกันดีกว่าไหม?
 
ขอพระเจ้าอวยพระพรพี่น้องคริสเตียนทุกท่าน ไม่ว่าจะอยู่ในกระแสใด
ขอให้ท่านซาบซึ้งในความรักของพระเจ้าและก้าวสู่ความไพบูลย์แห่งสง่าราศีของพระองค์
เพื่อเราจะเป็นเจ้าสาวผู้ทรงงดงามของพระองค์ผู้เป็นเจ้าบ่าวในวันที่พระองค์ทรงเสด็จกลับมา
 
ผู้รับใช้ของพระคริสต์
สิริรัตน์ ภู่ชัย

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #233: 7 ก.ค. 10, 11:01 น

Subject: แบ่งปันประสบการณ์ การประกาศพระนามพระเยซูคริสต์
 
 
เรียน บก ข่าวคริสตชน
 
ขอแบ่งปันประสบการณ์และคำพยาน การประกาศพระนามของพระเยซูเจ้าอีกรูปแบบหนึ่งครับ
 
พระเยซูคริสต์ไม่ใช่พระเจ้าทางศาสนาที่ตายไปแล้ว และช่วยใครไม่ได้
แต่เป็นพระเจ้าที่มีชีวิตอยู่และสามารถช่วยทุกคนที่ถ่อมตัวลงแสวงหา
เรียกหาพระองค์ได้ ผมและครอบครัวขอเป็นพยานด้วย บทความนี้และ
ด้วยภาพถ่ายวีดีทัศน์เหล่านี้
 
ถ้าท่านเชื่อพระ เยซูท่านจะพ้นจากเคราะห์กรรมเวรกรรม ไม่ต้องไปชดใช้กรรม
ไม่ต้องไปปล่อยปลาไหล ปล่อยนก ปล่อยเต่าเพื่อสร้างบาปซ้อนบาป
เพราะการทำอย่างนั้น มันยิ่งเป็นการสร้างบาปสร้างกรรมแก่สัตว์เหล่านั้น
เพราะมันถูกจับมาเพื่อให้คนเอาไปปล่อยในที่ที่มันไม่คุ้นเคย
ไม่มีแหล่งอาหารที่มันรู้จัก แล้วพวกมันจะสามารถมีชีิวิตอยู่ได้อย่างไร
ศาสนาและ ไสยศาสตร์สอนให้คนทำดี แต่มีใครทำดีไม่มีบาปได้บ้าง
 
พระเยซูสอนว่า ถ้าท่านทั้งหลายวางใจในเราท่านทั้งหลายจะไม่พินาศแต่จะมีชีวิตอันเป็นอมตะ
ท่านไม่ต้องเอาเงินไปซื้อบุญกับศาสนาใดๆ รวมทั้งศาสนาคริสต์ด้วย
เพราะพระเจ้าไม่ได้ตัดสินมนุษย์ด้วยการมีบุญมาก หรือมีบุญน้อย
แต่พระเจ้าจะช่วยคนเหล่านั้นทุกคนที่รู้ตัวว่าเป็นคนบาป ช่วยตัวเองไม่ได้
ถูก โรคร้ายวิญญาณผี รบกวน ขอให้ท่านมาหาพระเยซู พระองค์ช่วยท่านได้อย่างแน่นอน
 
อ่านต่อที่นี้ Readmore at
https://reewat.blogspot.com/2010/07/casting-out-demons-and-healing-sick-no_04.html
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #234: 13 ก.ค. 10, 13:07 น

แตกต่างแต่ไม่แตกแยก!

ธวัช เย็นใจ
 
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความเรื่อง "การล้มในพระวิญญาณ"
ลงในเว็บไซต์ของคริสตชนไทยและในเว็บไซต์ของผมเอง (www.thaisermons.com)
ปรากฏว่าหลังจากนั้นมีเสียงตอบรับเซ็งแซ่ ทั้งด้านบวกและด้านลบ
คือมีหลายคนเห็นด้วยตามหลักการของพระคัมภีร์ แต่ก็มีหลายคนคัดค้าน
ขุ่นเคืองใจและรุ่มร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ
ผมถือว่านี่เป็นเรื่องของประชาธิปไตยของคริสเตียนครับ
ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องเห็นด้วยกันจึงจะถือว่าเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้
สุภาพสตรีท่านหนึ่งอ่านบทความเรื่องนี้(ทั้งๆที่ไม่ค่อยสนใจอ่านเรื่องราวของคริสเตียนแบบนี้เท่าไหร่)และเขียนมายาวเหยียดบอกว่าทั้งหมดทั้งปวงที่ว่ามานั้น
เห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์ แต่บางคนก็บอกด้วยความตกอกตกใจว่า หยุดเถอะ
อย่าเถียงกันในเรื่องนี้เลย เพราะไม่เสริมสร้างจิตวิญญาณ (โอว..โฮลี่
โฮลี่!)
มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งชื่ออาจารย์รีวัฒน์ ได้กรุณาเขียนจดหมายไฟฟ้า (E-
Mail) มาบอกว่า "คุณธวัช เย็นใจ คุณเป็นนักเขียนที่ก่อให้เกิดความแตกแยก
และผมจะไม่อ่านหนังสือของคุณธวัชอีกต่อไป
เพราะไม่เชื่อในเรื่องฤทธิ์เดชของพระเจ้า" ผมก็เลยต้องตอบท่านไปว่า
ประการแรก สิ่งที่ท่านบอกมานั้นผมขอบคุณอย่างมาก แต่ขอปฏิเสธเด็ดขาดว่า
มิได้มีเจตนาให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มคริสเตียนแต่อย่างไร
เป็นเพียงแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ผมเห็นว่าเป็นอย่างนี้
ถ้าท่านเห็นเป็นอย่างอื่นก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้
จากนั้นเราจะพากันไปหาหลักฐานจากในพระวจนะของพระเจ้าด้วยกันและถือว่าพระคัมภีร์เป็นข้อยุติ
(ตกลงไหมครับ?)
ประการที่สอง ท่านบอกว่า คุณธวัชไม่เชื่อในเรื่องฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
ผมคิดว่านั่นเป็นการด่วนสรุปเกินไป
เพราะท่านแทบจะไม่รู้จักผมเลยว่ามีหัวนอนปลายเท้าและความเป็นมาอย่างไร
อยากจะเล่าประวัติสักนิด ตอนเป็นวัยรุ่นนั้นผมทำบาปทำชั่วสารพัด
เป็นนักดื่มตัวยง นักเที่ยวกลางคืน ติดยาเสพติด
มั่วเซ็กส์และถูกจองจำอยู่ในคุกนานนับปี หลังจากพ้นโทษมาแล้ว
วันหนึ่งผมก็ได้พบกับองค์พระเยซูคริสต์ ได้สัมผัสกับความรัก พระคุณ
สันติสุขและรอดพ้นจากความผิดบาป มีชีวิตนิรันดร์
นี่คือฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ผมสามารถสัมผัสแตะต้องได้
และฤทธิ์อำนาจนี้ดำรงอยู่ในตัวผมจนถึงทุกวันนี้ครับ
ขอบพระคุณพระเจ้า
ที่ผมมีโอกาสไปเรียนพระคัมภีร์ถึงสองสถาบัน(แต่ไม่จบสักแห่ง)
ต่อมาอีกหลายปีเขาสงสารจึงให้ประกาศนียบัตรมาหนึ่งใบ
ปริญญาตรีศาสนศาสตร์หนึ่งใบ
และปริญญาโททางด้านศิษยาภิบาลศาสตร์(M.Min)อีกหนึ่งใบ
แต่จำไม่ได้ว่าเอาแผ่นกระดาษเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่ไหน
คงจะทิ้งอยู่แถวห้องเก็บของใต้บันไดที่ไหนสักแห่ง!
เมื่อได้ถวายตัวและรับใช้พระเจ้ามานานหลายปี (รับใช้พระเจ้าตั้งแต่อายุ
๒๒ ปีจนปัจจุบันเลย ๖๐ปีแล้วครับ-แฮ่!) เคยทำงานหลายอย่าง
ทั้งองค์การและคริสตจักร
สอนในสถาบันพระคริสตธรรมและตั้งคริสตจักรหลายแห่ง
ได้พบได้เห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้ามากมาย เช่น การหายโรค การพูดภาษาแปลกๆ
(นั่นต้องเป็นของจริงนะครับ) การขับผีวิญญาณชั่ว ฯลฯ
ผมเชื่อเรื่องเหล่านี้อย่างไม่มีข้อสงสัย
เพระมีบันทึกไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์
แต่ถ้าอะไรที่ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์หรือคลุมเครือก็เพียงตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน
และเสนอความคิดเห็นออกมาเป็นบทความหรือข้อเขียน...ก็แค่นั้น!
เปาโลบอกแก่สมาชิกในคริสตจักรโครินธ์ว่า
"พวกท่านต้องพูดด้วยความละอายว่า เราอ่อนแอเกินไป" (๒ คร. ๑๑.๒๑)
ผมขอพูดตรงๆเหมือนกันว่า คริสเตียนไทยเรา(หลายคน)ก็อ่อนแอเกินไป
เปราะบางมาก มักมองเพียงแง่มุมเดียว ขี้น้อยอกน้อยใจ
เหมือนไข่ในหินที่ต้องคอยโอ๋ตลอดเวลา อ่อนไหวง่ายเหลือเกิน
ใครแตะต้องไม่ค่อยได้ บางครั้งดันทุรัง และไตร่ตรองน้อย
หลับหูหลับตาเชื่อไปเรื่อย แล้วแต่ผู้นำจะจูงจมูกไปทางไหน
โดยไม่ได้ศึกษาค้นคว้าพระคริสตธรรมคัมภีร์ให้ถ่องแท้
เพื่อจะรู้แจ้งเห็นจริง แบบนี้น่าเป็นห่วงจริงๆ
มันเหมือนกับพวกที่เดินขบวนปิดถนนประท้วงเย้วๆ
หลงคารมของแกนนำกับนายใหญ่ที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้างในแดนไกล
และคนกลุ่มนี้เอาแต่ฟังความข้างเดียว
ผู้คนก็เลยบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตเหมือนผักเหมือนปลา
บ้านเมืองก็วินาศสันตะโรลุกเป็นไฟไง!
ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณจะต้องต้านแรงเสียดทานได้ดี
มีคนบอกผมว่าแกะตัวที่แข็งแรงที่สุดจะเบียด ดัน
และแทรกตัวเองไปอยู่ตรงกลางฝูง ซึ่งเป็นที่ปลอดภัยที่สุด
แต่สำหรับผู้นำคริสเตียนผมคิดว่า
จะต้องอยู่รอบนอกคอยระมัดระวังศัตรูที่จะเข้ามาจู่โจมคือ พวกหมาป่า
(คำสอนเท็จ) สิงโต (อำนาจการควบคุม) และผีมารซาตาน
เหล่าวิญญาณชั่วและเนื้อหนังฝ่ายต่ำ
ก็มาคิดว่า ในยามปกติเรายังอ่อนไหว(อ่อนแอ)กันขนาดนี้
ยามเกิดหน้าสิ่วหน้าขวานจะเป็นอย่างไรหนอ เช่น มีการกดขี่ข่มเหง
และการทำลายล้างความเชื่อของคริสเตียน
และการไล่ล่าประหัตประหารชีวิตขึ้นมา เราจะสามารถทนทานได้หรือ?
(จินตนาการไม่ออกจริงๆ!)
ในพระคัมภีร์ทั้งเดิมและใหม่เราจะพบว่า "ความคิดเห็นแตกต่างกัน"
เป็นเรื่องปกติ เช่น อับราฮัมกับโลตมีความเห็นต่างกันในเรื่องที่ดินทำกิน
ทั้งสองก็แยกทางกันเดิน แต่วันหนึ่งเมื่อโลตประสบกับปัญหา
เราจะเห็นว่าอับราฮัมก็รีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทันที
ในพระธรรมกาลาเทียเราพบว่า เปาโลกับเปโตรต่างก็เป็นอัครทูตทั้งคู่
แต่วันหนึ่งเปาโลเห็นพฤติกรรมของเปโตรเปลี่ยนไป
ในเรื่องท่าทีต่อคนต่างชาติ ท่านทนไม่ไหวจึงตำหนิต่อหน้าอย่างตรงไปตรงมา
เปโตรก็มิได้โกรธและคิดว่าเปาโลเป็นศัตรู
แต่ทั้งสองได้จับมือกันที่จะทำพันธกิจของพระเยซูให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
โดยเปาโลตั้งเข็มไปที่กลุ่มคนต่างชาติ
ส่วนเปโตรมีเป้าหมายมุ่งไปที่กลุ่มคนยิว (กท.๒.๙-๑๔)
ในพระธรรมกิจการเราก็พบกรณีไม่เห็นด้วยกันของนักประกาศสองคน คือ
เปาโลกับบารนาบัส ปัญหามันจากมีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องของมาระโก
เปาโลเห็นว่าในการเดินไปประกาศข่าวประเสริฐในเที่ยวต่อไป
จะไม่เอามาระโกไปด้วย เพราะเขาละทิ้งท่านแบบ "เลิกร้างกลางคัน"
แต่บารนาบัส(ชื่อนี้หมายถึงลูกแห่งการหนุนน้ำใจ)ยังให้โอกาสแก่ชายหนุ่มมาระโก
และอยากจะพาไปด้วย เมื่อตกลงกันไม่ได้
ท่านทั้งสองก็จับมือกันแบ่งกันเป็นสองทีมและแยกย้ายกันไปประกาศเรื่องพระคริสต์
แล้วพระเจ้าทรงอวยพระพรให้ทั้งสองทีมก็เกิดผลอย่างมากมาย (กจ. ๑๕.๓๖-๔๑)
อีกตัวอย่างหนึ่งจากคริสตจักรเมืองโครินธ์
ในสมัยนั้นถือว่าเป็นโบสถ์ใหญ่ที่เจริญก้าวหน้าอย่างมากมาย
สมาชิกเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ
มีการใช้ของประทาน(เกือบทุกชนิด)ฝ่ายวิญญาณกันอย่างกว้างขวาง
จนอาจเรียกว่าใช้แบบ "ฟุ่มเฟือย" ก็ว่าได้
แต่คริสเตียนโครินธ์มีความเห็นที่แตกต่างกัน ศีลธรรมเสื่อมโทรม
ขาดความเป็นระเบียบวินัย คริสเตียนเป็นคดีความฟ้องกันถึงโรงถึงศาล

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #235: 13 ก.ค. 10, 13:08 น

แตกต่างแต่ไม่แตกแยก!

ธวัช เย็นใจ
 
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความเรื่อง "การล้มในพระวิญญาณ"
ลงในเว็บไซต์ของคริสตชนไทยและในเว็บไซต์ของผมเอง (www.thaisermons.com)
ปรากฏว่าหลังจากนั้นมีเสียงตอบรับเซ็งแซ่ ทั้งด้านบวกและด้านลบ
คือมีหลายคนเห็นด้วยตามหลักการของพระคัมภีร์ แต่ก็มีหลายคนคัดค้าน
ขุ่นเคืองใจและรุ่มร้อนเป็นฟืนเป็นไฟ
ผมถือว่านี่เป็นเรื่องของประชาธิปไตยของคริสเตียนครับ
ไม่จำเป็นที่ทุกคนต้องเห็นด้วยกันจึงจะถือว่าเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้
สุภาพสตรีท่านหนึ่งอ่านบทความเรื่องนี้(ทั้งๆที่ไม่ค่อยสนใจอ่านเรื่องราวของคริสเตียนแบบนี้เท่าไหร่)และเขียนมายาวเหยียดบอกว่าทั้งหมดทั้งปวงที่ว่ามานั้น
เห็นด้วยร้อยเปอร์เซนต์ แต่บางคนก็บอกด้วยความตกอกตกใจว่า หยุดเถอะ
อย่าเถียงกันในเรื่องนี้เลย เพราะไม่เสริมสร้างจิตวิญญาณ (โอว..โฮลี่
โฮลี่!)
มีสุภาพบุรุษท่านหนึ่งชื่ออาจารย์รีวัฒน์ ได้กรุณาเขียนจดหมายไฟฟ้า (E-
Mail) มาบอกว่า "คุณธวัช เย็นใจ คุณเป็นนักเขียนที่ก่อให้เกิดความแตกแยก
และผมจะไม่อ่านหนังสือของคุณธวัชอีกต่อไป
เพราะไม่เชื่อในเรื่องฤทธิ์เดชของพระเจ้า" ผมก็เลยต้องตอบท่านไปว่า
ประการแรก สิ่งที่ท่านบอกมานั้นผมขอบคุณอย่างมาก แต่ขอปฏิเสธเด็ดขาดว่า
มิได้มีเจตนาให้เกิดความแตกแยกในกลุ่มคริสเตียนแต่อย่างไร
เป็นเพียงแสดงความคิดเห็นเท่านั้น ผมเห็นว่าเป็นอย่างนี้
ถ้าท่านเห็นเป็นอย่างอื่นก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้
จากนั้นเราจะพากันไปหาหลักฐานจากในพระวจนะของพระเจ้าด้วยกันและถือว่าพระคัมภีร์เป็นข้อยุติ
(ตกลงไหมครับ?)
ประการที่สอง ท่านบอกว่า คุณธวัชไม่เชื่อในเรื่องฤทธิ์อำนาจของพระเจ้า
ผมคิดว่านั่นเป็นการด่วนสรุปเกินไป
เพราะท่านแทบจะไม่รู้จักผมเลยว่ามีหัวนอนปลายเท้าและความเป็นมาอย่างไร
อยากจะเล่าประวัติสักนิด ตอนเป็นวัยรุ่นนั้นผมทำบาปทำชั่วสารพัด
เป็นนักดื่มตัวยง นักเที่ยวกลางคืน ติดยาเสพติด
มั่วเซ็กส์และถูกจองจำอยู่ในคุกนานนับปี หลังจากพ้นโทษมาแล้ว
วันหนึ่งผมก็ได้พบกับองค์พระเยซูคริสต์ ได้สัมผัสกับความรัก พระคุณ
สันติสุขและรอดพ้นจากความผิดบาป มีชีวิตนิรันดร์
นี่คือฤทธิ์อำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ผมสามารถสัมผัสแตะต้องได้
และฤทธิ์อำนาจนี้ดำรงอยู่ในตัวผมจนถึงทุกวันนี้ครับ
ขอบพระคุณพระเจ้า
ที่ผมมีโอกาสไปเรียนพระคัมภีร์ถึงสองสถาบัน(แต่ไม่จบสักแห่ง)
ต่อมาอีกหลายปีเขาสงสารจึงให้ประกาศนียบัตรมาหนึ่งใบ
ปริญญาตรีศาสนศาสตร์หนึ่งใบ
และปริญญาโททางด้านศิษยาภิบาลศาสตร์(M.Min)อีกหนึ่งใบ
แต่จำไม่ได้ว่าเอาแผ่นกระดาษเหล่านี้ไปเก็บไว้ที่ไหน
คงจะทิ้งอยู่แถวห้องเก็บของใต้บันไดที่ไหนสักแห่ง!
เมื่อได้ถวายตัวและรับใช้พระเจ้ามานานหลายปี (รับใช้พระเจ้าตั้งแต่อายุ
๒๒ ปีจนปัจจุบันเลย ๖๐ปีแล้วครับ-แฮ่!) เคยทำงานหลายอย่าง
ทั้งองค์การและคริสตจักร
สอนในสถาบันพระคริสตธรรมและตั้งคริสตจักรหลายแห่ง
ได้พบได้เห็นการอัศจรรย์ของพระเจ้ามากมาย เช่น การหายโรค การพูดภาษาแปลกๆ
(นั่นต้องเป็นของจริงนะครับ) การขับผีวิญญาณชั่ว ฯลฯ
ผมเชื่อเรื่องเหล่านี้อย่างไม่มีข้อสงสัย
เพระมีบันทึกไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์
แต่ถ้าอะไรที่ไม่ปรากฏในพระคัมภีร์หรือคลุมเครือก็เพียงตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน
และเสนอความคิดเห็นออกมาเป็นบทความหรือข้อเขียน...ก็แค่นั้น!
เปาโลบอกแก่สมาชิกในคริสตจักรโครินธ์ว่า
"พวกท่านต้องพูดด้วยความละอายว่า เราอ่อนแอเกินไป" (๒ คร. ๑๑.๒๑)
ผมขอพูดตรงๆเหมือนกันว่า คริสเตียนไทยเรา(หลายคน)ก็อ่อนแอเกินไป
เปราะบางมาก มักมองเพียงแง่มุมเดียว ขี้น้อยอกน้อยใจ
เหมือนไข่ในหินที่ต้องคอยโอ๋ตลอดเวลา อ่อนไหวง่ายเหลือเกิน
ใครแตะต้องไม่ค่อยได้ บางครั้งดันทุรัง และไตร่ตรองน้อย
หลับหูหลับตาเชื่อไปเรื่อย แล้วแต่ผู้นำจะจูงจมูกไปทางไหน
โดยไม่ได้ศึกษาค้นคว้าพระคริสตธรรมคัมภีร์ให้ถ่องแท้
เพื่อจะรู้แจ้งเห็นจริง แบบนี้น่าเป็นห่วงจริงๆ
มันเหมือนกับพวกที่เดินขบวนปิดถนนประท้วงเย้วๆ
หลงคารมของแกนนำกับนายใหญ่ที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้างในแดนไกล
และคนกลุ่มนี้เอาแต่ฟังความข้างเดียว
ผู้คนก็เลยบาดเจ็บและสูญเสียชีวิตเหมือนผักเหมือนปลา
บ้านเมืองก็วินาศสันตะโรลุกเป็นไฟไง!
ผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณจะต้องต้านแรงเสียดทานได้ดี
มีคนบอกผมว่าแกะตัวที่แข็งแรงที่สุดจะเบียด ดัน
และแทรกตัวเองไปอยู่ตรงกลางฝูง ซึ่งเป็นที่ปลอดภัยที่สุด
แต่สำหรับผู้นำคริสเตียนผมคิดว่า
จะต้องอยู่รอบนอกคอยระมัดระวังศัตรูที่จะเข้ามาจู่โจมคือ พวกหมาป่า
(คำสอนเท็จ) สิงโต (อำนาจการควบคุม) และผีมารซาตาน
เหล่าวิญญาณชั่วและเนื้อหนังฝ่ายต่ำ
ก็มาคิดว่า ในยามปกติเรายังอ่อนไหว(อ่อนแอ)กันขนาดนี้
ยามเกิดหน้าสิ่วหน้าขวานจะเป็นอย่างไรหนอ เช่น มีการกดขี่ข่มเหง
และการทำลายล้างความเชื่อของคริสเตียน
และการไล่ล่าประหัตประหารชีวิตขึ้นมา เราจะสามารถทนทานได้หรือ?
(จินตนาการไม่ออกจริงๆ!)
ในพระคัมภีร์ทั้งเดิมและใหม่เราจะพบว่า "ความคิดเห็นแตกต่างกัน"
เป็นเรื่องปกติ เช่น อับราฮัมกับโลตมีความเห็นต่างกันในเรื่องที่ดินทำกิน
ทั้งสองก็แยกทางกันเดิน แต่วันหนึ่งเมื่อโลตประสบกับปัญหา
เราจะเห็นว่าอับราฮัมก็รีบยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทันที
ในพระธรรมกาลาเทียเราพบว่า เปาโลกับเปโตรต่างก็เป็นอัครทูตทั้งคู่
แต่วันหนึ่งเปาโลเห็นพฤติกรรมของเปโตรเปลี่ยนไป
ในเรื่องท่าทีต่อคนต่างชาติ ท่านทนไม่ไหวจึงตำหนิต่อหน้าอย่างตรงไปตรงมา
เปโตรก็มิได้โกรธและคิดว่าเปาโลเป็นศัตรู
แต่ทั้งสองได้จับมือกันที่จะทำพันธกิจของพระเยซูให้เจริญก้าวหน้าต่อไป
โดยเปาโลตั้งเข็มไปที่กลุ่มคนต่างชาติ
ส่วนเปโตรมีเป้าหมายมุ่งไปที่กลุ่มคนยิว (กท.๒.๙-๑๔)
ในพระธรรมกิจการเราก็พบกรณีไม่เห็นด้วยกันของนักประกาศสองคน คือ
เปาโลกับบารนาบัส ปัญหามันจากมีความคิดเห็นแตกต่างกันในเรื่องของมาระโก
เปาโลเห็นว่าในการเดินไปประกาศข่าวประเสริฐในเที่ยวต่อไป
จะไม่เอามาระโกไปด้วย เพราะเขาละทิ้งท่านแบบ "เลิกร้างกลางคัน"
แต่บารนาบัส(ชื่อนี้หมายถึงลูกแห่งการหนุนน้ำใจ)ยังให้โอกาสแก่ชายหนุ่มมาระโก
และอยากจะพาไปด้วย เมื่อตกลงกันไม่ได้
ท่านทั้งสองก็จับมือกันแบ่งกันเป็นสองทีมและแยกย้ายกันไปประกาศเรื่องพระคริสต์
แล้วพระเจ้าทรงอวยพระพรให้ทั้งสองทีมก็เกิดผลอย่างมากมาย (กจ. ๑๕.๓๖-๔๑)
อีกตัวอย่างหนึ่งจากคริสตจักรเมืองโครินธ์
ในสมัยนั้นถือว่าเป็นโบสถ์ใหญ่ที่เจริญก้าวหน้าอย่างมากมาย
สมาชิกเจริญเติบโตฝ่ายจิตวิญญาณ
มีการใช้ของประทาน(เกือบทุกชนิด)ฝ่ายวิญญาณกันอย่างกว้างขวาง
จนอาจเรียกว่าใช้แบบ "ฟุ่มเฟือย" ก็ว่าได้
แต่คริสเตียนโครินธ์มีความเห็นที่แตกต่างกัน ศีลธรรมเสื่อมโทรม
ขาดความเป็นระเบียบวินัย คริสเตียนเป็นคดีความฟ้องกันถึงโรงถึงศาล

 

Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #236: 25 ส.ค. 10, 16:44 น

 
คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น
 
สุขใจที่ได้คอย
 
 
ความสามารถในการรอคอย เป็นหนึ่งในคุณสมบัติของคนที่มีวุฒิความเป็นผู้ใหญ่
เป็นความสามารถที่จะอดทน อดกลั้น รู้จักกาลเทศะ และอะไรควรหรือไม่ควร
ซึ่งตรงกันข้ามกับคนที่เป็นเด็กมักจะไม่สามารถอดทนรอคอยได้มากนัก
แต่มักตามใจตนเอง เรียกร้องให้ได้มาตามที่ต้องการในเวลาที่รวดเร็วทันใจ
โดยไม่สนใจเรื่องความเหมาะสมของสิ่งใด ๆ
 
พระเยซูคริสต์ทรงยกตัวอย่างเด็กที่เล่นอยู่กลางตลาด
และเรียกร้องให้คนที่เดินผ่านไปมาให้ทำตามที่เขาต้องการ แต่เมื่อคนอื่น ๆ
ไม่ทำตาม เขาก็ร้องเอะอะโวยวาย (ลก.7.31-35)
จากเรื่องดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่พระเยซูตำหนิพวกฟาริสีที่ไม่ยอมรับยอห์นผู้ให้บัพติสมาว่าเป็นผู้เผยพระวจนะ
และไม่ยอมรับพระเยซูในฐานะพระผู้ช่วยให้รอด
แต่พวกเขาคิดเอาตามใจของตนเองว่าใครควรจะเป็นอย่างไร
ซึ่งเป็นการยึดตามความคิดสติปัญญาของตนเองเท่านั้น
แต่สุดท้ายพระเจ้าก็พิสูจน์ให้ทุกอย่างประจักษ์ว่ายอห์นและพระเยซูเป็นใคร
ดังที่พระเยซูตรัสว่า
"แต่พระปัญญาก็ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้องแล้วโดยบรรดาคน ที่ทำตาม
พระปัญญานั้น"
 
พวกฟาริสีแม้จะเป็นผู้มีความรู้และมีอายุมากพอตามบทบัญญัติ
ที่จะสามารถเป็นผู้นำทางศาสนา แต่กลับไม่สามารถอดทนรอคอยความจริง
และไม่สามารถยอมรับความจริงที่แตกต่างจากความคิด ความรู้ของตนเอง
เขาคิดว่าตนเองเป็นผู้กำหนดความจริง และนั่นเป็นเหตุให้พวกเขาตรากฎหมาย
กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ให้คนอื่น ๆ ปฏิบัติตาม
รวมทั้งปรับโทษคนที่ไม่สามารถทำตามกฎของเขาด้วย จากบัญญัติ 10 ประการ
ที่พระเจ้ามอบให้โมเสสประกาศต่อชนชาติอิสราเอลปฏิบัติตาม
แต่พวกฟาริสีได้เพิ่มเติมข้อหยุมหยิมจำนวนมาก
พระเยซูชี้ให้พวกเขาเห็นว่า เขาใส่ใจทำแม้สิ่งที่เล็ก ๆ ที่แทบคาดไม่ถึง
แต่กลับละเลยสิ่งสำคัญไป
 
"วิบัติแก่พวกเจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด
เพราะพวกเจ้าถวายทศางค��

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #237: 28 ส.ค. 10, 10:52 น

 
คิดอย่างบัณฑิต โดย บัณฑิต ดาแว่น
 
ผู้ชนะมีพียงหนึ่งเดียว
 
 
 
การแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้
มาถึงรอบรองและชิงชนะเลิศแล้ว
แต่ละรอบที่ผ่านมาคงทำให้กองเชียร์ลุ้นระทึกเหมือนกัน รอบ 8
ทีมสุดท้ายก็ส่งผลให้อดีตแชมป์โลก 5 สมัยอย่างบราซิลม้วนเสื่อกลับบ้าน
ตามมาด้วยอาเจนติน่าที่แพ้เยอรมันอย่างหมดรูป
มาราโดน่าจึงไม่ต้องแก้ผ้าวิ่งรอบเมืองตามที่เคยลั่นวาจาไว้
 
การแข่งขันครั้งนี้ทีมจากเอเชียได้แสดงศักดาให้ชาวโลกประจักษ์
ทั้งญี่ปุ่นและเกาหลีใต้สามารถทะลุถึงรอบ 16 ทีม
ส่วนเกาหลีเหนือก็เป็นทีมม้ามืดเข้ารอบแรกมาด้วย
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้คนไทยหวนกลับมาถามกันเองอีกครั้งว่า
"เมื่อไหร่บอลไทยจะไปบอลโลก ?" และมีผู้ให้คำตอบกลับมาว่า
"บอลไทยคงไปบอลโลกได้แค่ความฝัน และการพนันเท่านั้น"
คงต้องรอลุ้นกันต่อไปว่าไทยเราจะก้าวผ่านเงาของตัวเองไปได้เมื่อไหร่
แต่สิ่งที่ช่วยไทยไว้ได้คือ ช่วงนี้คนไทยมีความสุขกับการเชียร์บอล
จึงทำให้มองข้ามปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจไปชั่วขณะหนึ่ง ดังที่
"สวนดุสิตโพล" มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
สำรวจความคิดเห็นจากประชาชนในกรุงเทพฯปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,251 คน
กรณี 4 ข่าวเด่นที่เกิดขึ้นในช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก 2010 การก่อวินาศกรรม /การลอบทำร้าย ไข่ไก่แพง
และโครงการประชานิยม เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็น ระหว่างวันที่ 1-3
กรกฎาคม 2553 ผลปรากฏว่า ข่าวเด่นที่ประชาชนสนใจมากเป็นพิเศษ ได้แก่
อันดับ 1 ฟุตบอลโลก 2010 57.28% อันดับ 2 การก่อวินาศกรรม
/การลอบทำร้าย 21.89% อันดับ 3 โครงการประชานิยม 12.09% อันดับ
4 ไข่ไก่แพง 8.74% (ค้นมาจากhttps://www.ryt9.com/s/sdp/934330 เมื่อ
จันทร์ที่ 5 กรกฎาคม 2553)
 
การแข่งขันย่อมมีผู้แพ้และชนะ กล่าวคือ ทุกคนต้องการชัยชนะ
แม้ว่าความจริงไม่สามารถจะเป็นอย่างนั้นได้ เพราะสุดท้าย
"ผู้ชนะจะมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น" นี่คือสัจธรรมของโลกนี้
ที่มีการแข่งขันเพื่อชัยชนะตามมาตรฐานและกติกาที่ตกลงกันไว้
แต่หากมองเรื่องการแข่งขันและชัยชนะตามแนวทางของพระเจ้าในพระคัมภีร์
จะพบว่า แต่ละคนมีโอกาสรับชัยชนะ และชัยชนะนั้นได้มาเนื่องจาก
พระเยซูคริสต์ผู้ทรงมีชัยเหนือทุกสิ่งแล้ว
และทรงพร้อมที่จะประทานชัยชนะให้กับคนที่เชื่อศรัทธาในพระองค์ทันที
(1คร.153-4,55-57 ,1ยน.5.4-5,วว.3.21) พระเยซูคริสต์ผู้เดียวเท่านั้น
ที่เป็นผู้มีชัยอย่างแท้จริง เป็นผู้เดียวที่เกิดมาอย่างบริสุทธิ์
ดำเนินชีวิตอย่างบริสุทธิ์
และสิ้นพระชนม์อย่างไร้ผิด(ฮบ.9.4,1ปต.2.21-23)
ที่สำคัญเป็นขึ้นจากความตายอย่างยิ่งใหญ่ และทรงพระชนม์อยู่ตลอดไป
ไม่มีใครที่มาก่อนและหลังจะเป็นเช่นนี้ได้อีก (ฮบ.1)
 
การแข่งขันทั่วไปของโลกนี้ อาจมีบางครั้งแพ้ บางครั้งชนะ
แต่พระเยซูทรงมีชัยชนะอย่างยั่งยืนตลอดไป ทั้งในสวรรค์ และแผ่นดินโลก
ชัยชนะในการแข่งขันอาจทำให้คนทั้งประเทศยินดี
แต่วันข้างหน้าชัยชนะอาจเปลี่ยนเป็นของคนอื่น
ส่วนชัยชนะของพระเยซูเพียงผู้เดียวสามารถช่วยให้ทั้งโลกมีความหวัง
ความยินดีที่ได้รอดพ้นจากบาป หากเชื่อมั่นศรัทธาในพระองค์
เป็นการรอดพ้นแบบถาวรโดยพระคุณ
และมีสิทธิ์ร่วมฉลองชัยกับพระเยซูคริสต์ตลอดไป
 
พระเยซูได้ชัยชนะแต่เพียงผู้เดียวแล้ว
ทรงพร้อมจะประทานชัยชนะนั้นให้กับทุกคน
เพียงแต่ว่าคุณและผมยินดีที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในชัยชนะนั้นหรือไม่เท่านั้นเอง
ผมคนหนึ่งละที่ขอมีส่วน แล้วคุณละ ! หรือคนเรารู้จักและคนอื่นๆอีกละ !
จะช่วยให้เขามีส่วนร่วมอย่างไรดี ?
 
 
 
E-mail: bandhitda***

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #238: 29 ส.ค. 10, 16:06 น

วิตกกังวล
 
โดย ดร.เฮ็นรี ซี. ซัน
 
 
 
ในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีหลายตอนที่พูดถึงความวิตกกังวล
พระเยซูก็ทรงเน้นไม่ให้วิตกกังวลมากกว่าเน้นไม่ให้ทำบาป
 
"อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย
แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน
การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ
จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์" (ฟิลิปปี 4:6-7)
 
ไม่กลัว
 
ความกลัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของมนุษย์คือกลัวความตาย
ถ้าใครไม่กลัวตาย เขาก็คงไม่กลัวอะไรอื่นอีก
อันที่จริงพระเจ้าทรงควบคุมชีวิตและความตายของมนุษย์ทุกคน
พระองค์อาจเอาชีวิตของบางคนไปหรือประทานชีวิตให้กับบางคนก็ได้
 
"พระเจ้าทรงประหารและทรงให้ชีวิต พระองค์ทรงนำลงไปถึงแดนคนตายและนำขึ้นมา
พระเจ้าทรงกระทำให้ยากจนและทรงกระทำให้มั่งคั่ง
พระองค์ทรงกระทำให้ต่ำลงและพระองค์ทรงยกขึ้น
พระองค์ทรงยกคนยากจนขึ้นจากผงคลี พระองค์ทรงยกคนขัดสนขึ้นจากกองขยะ
กระทำให้เขานั่งร่วมกับเจ้านาย และได้ที่นั่งอันมีเกียรติเป็นมรดก
เพราะว่าเสาแห่งพิภพเป็นของพระเจ้า พระองค์ทรงวางพิภพไว้บนนั้น" (1
ซามูเอล 2:6-8)
 
เมื่อเราได้รับการประกันว่าชีวิตนิรันดร์แล้ว
เราไม่ต้องกลัวสิ่งอื่นใดอีก แม้แต่การถูกโยนลงในถ้ำสิงโต
หรือในไฟที่ลุกอยู่ เราไม่จำเป็นต้องกลัวการทนทุกข์ฝ่ายร่างกาย
หรือภัยธรรมชาติวิกฤตทางเศรษฐกิจ อุบัติเหตุ หรือแม้แต่ความตาย
 
ทำไมเราจึงไม่กลัวตาย? ก็เพราะว่าสวรรค์นั้นน่าอยู่กว่าโลกมาก
อัครทูตเปาโลกล่าวว่า "เพราะเราดำเนินโดยความเชื่อ มิใช่ตามที่ตามองเห็น
เรามีความมั่นใจ
และเราปรารถนาจะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้ามากกว่าอยู่ในร่างกายนี้" (2
โครินธ์ 5:7-8)
 
เพื่อนของดานิเอลสามคนคือ ชัครัค เมชาค และเอเบดเนโก
ถูกนำไปเป็นเชลยในกรุงบาบิโลนในฐานะทาส
แต่ได้กลายมาเป็นข้าราชการของกษัตริย์เนบูคัสเนสซาร์
เขาไม่ยอมกราบไหว้รูปเคารพทองคำที่กษัตริย์สั่งให้ทุกคนกราบไหว้ ดังนั้น
เขาจึงถูกน้ำไปโยนในกองเพลิง
 
กษัตริย์ให้โอกาสแก่พวกเขาเป็นครั้งสุดท้าย
แต่พวกเขาก็ปฏิเสธไม่ยอมนมัสการรูปเคารพนั้น โดยกล่าวว่า
"ถ้าพระเจ้าของพวกข้าพระบาทผู้ซึ่งพวกข้าพระบาทปรนนิบัติ
พอพระทัยจะช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พันจากเตาที่ไฟลุกอยู่ ข้าแต่พระราชา
พระองค์ก็ทรงช่วยกู้พวกข้าพระบาทให้พ้นพระหัตถ์ของฝ่าพระบาท
ถึงแม้ไม่เป็นเช่นนั้น ข้าแต่พระราชา ขอฝ่าพระบาททรงทราบว่า
พวกข้าพระบาทก็ไม่ปรนนิบัติพระของฝ่าพระบาท
หรือนมัสการปฏิมากรทองคำซึ่งฝ่าพระบาทได้ทรงตั้งขึ้น" (ดาเนียล 3:17-18)
 
แล้วกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ทรงเกรี้ยวกราดนัก รับสั่งให้มัดชัดรัค เมชาค
และเอเบดเนโก และโยนเข้าไปในเตาไฟทั้งที่ยังถูกมัดอยู่
ขณะนั้นกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ประหลาดพระทัย ทรงลุกขึ้นโดยฉับพลัน
พระองค์ตรัสว่า "เรามัดสามคนโยนเข้าไปในไฟมิใช่หรือ แต่เราเห็นสี่คน
มือไม่ได้ถูกมัด กำลังเดินอยู่กลางไฟและเขาทั้งหลายก็ไม่เป็นอันตราย
รูปร่างของคนที่สี่นั้นคล้ายกับองค์เทพบุตร"
 
แล้วเนบูคัดเนสซาร์เสด็จมาใกล้ประตูเตาที่ไฟลุกอยู่นั้น ทรงกล่าวว่า
"ซัดรัค เมชาค และเอเบดเนโก ผู้รับใช้ของพระเจ้าสูงสุด จงออกมาเถิด
จงมาที่นี่" แล้วทั้งสามก็เดินออกมาจากไฟ ผมที่ศีรษะของเขาก็ไม่งอ
เสื้อก็มิได้ไหม้ และไม่มีกลิ่นไฟที่ตัวเขาทั้งหลายเลย (ดาเนียล 3:17-27)
 
ตลอดประวัติศาสตร์
สาวกของพระเยซูคริสต์หลายพันคนถูกข่มเหงและถูกฆ่าเพราะพระกิตติคุณ
แต่ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าพวกเขาหวาดกลัว ตรงข้าม
พวกเขากลับอธิษฐานขอพรและขอพระเจ้ายกโทษให้กับศัตรู
เช่นเมื่อประชาชนจะเอาหินขว้างสเทเฟน
ขณะกำลังอ้อนวอนองค์พระผู้เป็นเจ้าอยู่ว่า "ข้าแต่พระเยซูเจ้า
ขอทรงโปรดรับจิตวิญญาณของข้าพระองค์ด้วย"
 
สเทเฟนก็คุกเข่าลงร้องเสียงดังว่า "ข้าและองค์พระผู้เป็นเจ้า
ขอโปรดอย่าทรงถือโทษเขาเพราะบาปนี้" เมื่อกล่าวเช่นนี้แล้วก็ล่วงลับไป
(กิจการ 7:59-60)
 
ศจ.ดร.บัวขาบ รองหานาม แปล
 
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 5 ฉบับ 265 วันที่ 26 มิถุนายน-2
กรกฎาคม พ.ศ. 2553 หน้า 25 คอลัมน์ พระวจนธรรม โดย ดร.เฮ็นรี ซี. ซัน

 
 

 
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #239: 31 ส.ค. 10, 12:00 น

สิ่งที่เศรษฐีควรทำ
 
โดย ดร.ไสว บุญมา 4 กรกฎาคม 2553 ASTVผู้จัดการ
 
โดย...ไสว บุญมา
 
ในช่วงเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา วอร์เรน บัฟเฟตต์และบิล เกตส์
นัดพบกับบรรดามหาเศรษฐีหลายครั้งโดยมีเดวิด
ร็อกกี้เฟลเลอร์เป็นเจ้าภาพครั้งแรก
จุดมุ่งหมายของการพบกันได้แก่การปรึกษาหารือเรื่องการบริจาคทรัพย์สินช่วยเพื่อนมนุษย์
หลังการพบกันครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา
พวกเขาได้ข้อตกลงว่า
จะเชิญชวนมหาเศรษฐีที่มีทรัพย์สินระดับพันล้านดอลลาร์ให้พิจารณาบริจาคทรัพย์ของตนคนละไม่ต่ำกว่า
50% เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์
การบริจาคจะมีผลในระหว่างที่ยังมีชีวิตอยู่หรือเมื่อสิ้นชีวิตแล้วก็ได้โดยการเขียนคำมั่นสัญญาลงในเว็บไซต์ชื่อ
givingpledge.org
 
คำมั่นสัญญานี้ไม่มีผลทางกฎหมาย หากเป็นการให้เพียงคำสัญญา
แต่ไม่มีใครสงสัยว่าคนอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์
จะไม่รักษาสัญญาที่เขาเขียนไว้
เพื่อแสดงถึงความจริงใจว่าเขาไม่เฉพาะแต่จะเชิญชวนผู้อื่นให้บริจาค
หากตัวเองก็ทำด้วย วอร์เรน บัฟเฟตต์
ได้เขียนคำมั่นสัญญาลงในเว็บไซต์นั้นเป็นคนแรกว่า
เขาจะสละทรัพย์สินของเขาไม่ต่ำกว่า 99% ช่วยเพื่อนมนุษย์
 
ในคำมั่นสัญญาที่ยาวราว 1 หน้ากระดาษ วอร์เรน บัฟเฟตต์
พูดถึงหลายอย่างรวมทั้งสิ่งเหล่านี้ด้วย 1)
จริงอยู่ทรัพย์สินที่เขาจะให้นั้นมีค่านับหมื่นล้านดอลลาร์ก็จริง
แต่หากวัดกันในด้านของการเสียสละแล้วมันยังน้อยเมื่อเทียบกับคนอื่นอีกมาก
ทั้งนี้เพราะแม้เขาจะยก 99% ของทรัพย์สินให้การกุศล
เงินที่เหลือยังมากมาย
ยังผลให้เขาไม่ต้องเสียสละอะไรที่จำเป็นต่อชีวิตของเขาเลย
ต่างกับผู้สละทรัพย์อีกจำนวนมากที่แม้จะบริจาคเพียงไม่กี่ดอลลาร์
แต่เงินนั้นอาจมาจากงบประมาณสำหรับซื้ออาหารซึ่งผู้บริจาคจะต้องอด
 
2) หลายๆ
คนรวมทั้งลูกและน้องสาวของเขาด้วยสละเวลาซึ่งมีค่ายิ่งกว่าทรัพย์สินเพื่อช่วยผู้อื่น
ส่วนเขาสละเฉพาะทรัพย์สินเท่านั้น 3)
เขากำหนดว่าทรัพย์สินของเขาจะต้องถูกใช้ให้หมดไปหลังจากเขาตายครบ 10 ปี
4) เขามองว่าการสะสมของมีค่าทางวัตถุต่างๆ
ไม่มีความสำคัญเพราะสิ่งเหล่านั้นแหละคือโซ่รัดคอของผู้สะสม 5)
สิ่งที่มีค่ากว่าวัตถุคือสุขภาพและเพื่อน 6)
ทรัพย์สินที่เขาบริจาคไปนั้นแม้จะเก็บไว้ก็จะไม่ทำให้เขาและลูกๆ
มีความสุขเพิ่มขึ้น ตรงข้ามมันจะทำให้เพื่อนมนุษย์จำนวนมากมีชีวิตดีขึ้น
 
อาจเป็นที่ทราบกันดีว่า ทรัพย์สินของเศรษฐี เช่น วอร์เรน
บัฟเฟตต์ และบิล เกตส์ ส่วนใหญ่อยู่ในรูปหุ้นบริษัท
มูลค่าของทรัพย์สินจึงขึ้นลงตามราคาของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์
เมื่อปีที่แล้ว นิตยสารฟอร์บส์ประเมินว่าทรัพย์สินของวอร์เรน บัฟเฟตต์
มีค่าราว 37,000 ล้านดอลลาร์
หรือกว่าหนึ่งล้านล้านบาทหลังจากหักส่วนที่เขาบริจาคเพื่อการกุศลแล้ว
เมื่อปี 2549 วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ให้คำมั่นสัญญากับ บิล เกตส์
ว่าเขาจะเริ่มบริจาคทรัพย์สินของเราราว 83% ให้แก่มูลนิธิของบิล เกตส์
เพื่อให้มูลนิธินั้นนำไปใช้ในกิจการช่วยเพื่อนมนุษย์
การให้คำมั่นสัญญาครั้งนี้จึงมีค่าเท่ากับการบริจาคเพิ่ม
 
อาจมีผู้สงสัยว่าเพราะอะไร วอร์เรน บัฟเฟตต์
จึงไม่ยกทรัพย์สินให้ลูก
คำตอบคือเขายกให้ลูกทั้งสามคนไปนับพันล้านดอลลาร์แล้ว เขามองว่าลูกๆ
น่าจะพอเลี้ยงตัวได้แม้จะไม่ทำอะไรให้ทรัพย์สินนั้นงอกเงยขึ้นไปอีก
ถ้าพวกเขาไม่สามารถรักษาสมบัติไว้ได้ก็ไม่สมควรจะได้รับเพิ่ม
ส่วนตัวของเขาเองซึ่งตอนนี้อายุจะครบ 80
ปีในเดือนสิงหาคมที่จะมาถึงก็ไม่ต้องการอะไรมากเนื่องจาก 1%
ของทรัพย์สินก็มีค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์แล้ว
 
ยิ่งกว่านั้น
เขาใช้ชีวิตค่อนข้างสมถะคืออยู่บ้านหลังเดิมซึ่งมีการต่อเติมบ้างเล็กน้อยจากบ้านที่เขาซื้อเมื่อหลายสิบปีก่อน
(ดูรูป) เขาไม่สะสมของมีค่าต่างๆ ทางวัตถุ เท่าที่ผ่านมา
เขาขอเงินเดือนจากบริษัทที่เขาเป็นเจ้าของรวมแล้วปีละ 1
แสนดอลลาร์เท่านั้นซึ่งเขาบอกว่าพอใช้
ต่างกับเจ้าของและผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่และนักลงทุนโดยทั่วไปซึ่งได้ค่าตอบแทนนับสิบล้านดอลลาร์ต่อปี
 
ในปัจจุบัน ชาวอเมริกันที่มีทรัพย์สินระดับมหาเศรษฐีมีจำนวนมาก
เมื่อปีที่แล้วนิตยสารฟอร์บส์ประเมินว่า 400
คนที่รวยที่สุดมีทรัพย์สินรวมกันได้ราว 1.2 ล้านล้านดอลลาร์
สำนักข่าวบางแห่งประเมินว่าคนเหล่านี้บริจาคเงินเพื่อการกุศลโดยเฉลี่ยประมาณ
10% ของทรัพย์สินซึ่งก็มีค่ากว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์อยู่แล้ว
หากการเชิญชวนของวอร์เรน บัฟเฟตต์ ประสบความสำเร็จ
การบริจาคก็จะเพิ่มขึ้นซึ่งอาจถึงเป้าหมายที่ 6 แสนล้านดอลลาร์ก็ได้
แน่นอนเงินจำนวนนี้ย่อมจะมีผลดีมหาศาลต่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ณ
วันนี้ยังไม่มีการประเมินว่าเป้าหมายนี้จะมีโอกาสเป็นไปได้แค่ไหน
 
มหาเศรษฐีหลายๆ คนอาจไม่ร่วมด้วยในขณะที่บางคนอาจบริจาคเกิน 50%
ของทรัพย์สิน เช่น บิล เกตส์ ซึ่งเคยพูดไว้นานแล้วว่า
เขาจะยกทรัพย์สินราว 95% ให้มูลนิธิเพื่อการกุศลของเขา
ส่วนลูกสามคนจะปันส่วนที่เหลือกันซึ่งก็มีค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์
อาจเป็นที่ทราบกันแล้วว่า เขาและภรรยาได้บริจาคให้มูลนิธิของเขาแล้วราว 3
หมื่นล้านดอลลาร์และมูลนิธินั้นได้นำรายได้ไปบริจาคให้แก่โครงการต่างๆ
ทั่วโลกหลายพันล้านดอลลาร์แล้ว นอกจากนั้น
เขายังได้เกษียณจากงานเมื่ออายุเพียง 53
ปีเพื่ออุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้แก่การกุศล ผู้ต้องการทราบรายละเอียด
อาจเข้าไปดูเว็บไซต์ของมูลนิธินั้นได้ที่https://www.gatesfoundation.org
 
อาจเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า
แนวคิดเรื่องการยกมรดกและทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้แก่มูลนิธิเพื่อการกุศลไม่ใช่ของใหม่ในสังคมอเมริกันแม้จะมีบางคนกระแหนะกระแหนว่ามันเป็นการกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมรดก
เรื่องนี้อาจมีส่วนของความเป็นจริงอยู่บ้างสำหรับเศรษฐีบางคน
สิ่งที่อาจไม่เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปคือ มหาเศรษฐี เช่น บิล เกตส์
คิดไกลกว่าเรื่องภาษีมรดก
 
เมื่อสมัยที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช
ต้องการจะผ่านกฎหมายยกเลิกภาษีมรดกเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตัวเองและเศรษฐีด้วยกัน
ชาวเมริกันกลุ่มหนึ่งซึ่งมีพ่อของบิล เกตส์
เป็นหัวจักรใหญ่ได้ต่อต้านอย่างกว้างขวางเพราะพวกเขาเห็นว่าภาษีมรดกมีประโยชน์และพวกเขายินดีที่จะจ่ายให้แก่สังคมในเมื่อสังคมเอื้อให้เขาเป็นมหาเศรษฐี
 
การที่มหาเศรษฐีเชิญให้เดวิด ร็อกกี้เฟลเลอร์ ซึ่งตอนนี้อายุ 95
ปีแล้วเป็นเจ้าภาพในการพบกันครั้งแรกนั้นมีนัยสำคัญยิ่งคือ
เขาเป็นหลานคนสุดท้ายของจอห์น ดี. ร็อกกี้เฟลเลอร์
ซึ่งผู้ติดตามความเป็นไปของบรรดามหาเศรษฐีจัดให้เป็นผู้ร่ำรวยที่สุดในโลกตลอดกาล
จอห์น ดี.
ร็อกกี้เฟลเลอร์บริจาคทรัพย์สินส่วนใหญ่ให้แก่องค์กรการกุศลโดยเฉพาะมูลนิธิร็อกกี้เฟลเลอร์ซึ่งเมืองไทยก็ได้รับประโยชน์โดยตรง
 
ในยุคนั้น มหาเศรษฐีที่รองลงมาจากจอห์น ดี.
ร็อกกี้เฟลเลอร์ได้แก่แอนดรูว์ คาร์เนกี

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #240: 12 ก.ย. 10, 13:46 น

เครื่องมือสำคัญที่สุดของมาร
 
***
"**ตาของข้าพเจ้าจ้องตรงพระเจ้าเสมอ** **
เพราะพระองค์จะทรงถอนเท้าของข้าพเจ้าออกจากข่าย"**(สดุดี 25**:**15)***
 
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับมารที่นำเอาเครื่องมือต่างๆมาประมูลขาย
สินค้าที่ราคาแพงก็มี - ความเย่อหยิ่ง ความขี้เกียจ ความทรนง ความเกลียดชัง
อิจฉาริษยา หึงหวง
 
แต่มีอยู่เครื่องมือหนึ่งทีมีป้ายติดไว้ข้างใต้ว่า *"ไม่ขาย" *หลายคนพูดกันว่า
"เครื่องมืออะไรน่ะ? แล้วทำไมถึงไม่ขาย?"
 
มารตอบว่า *"เอาหละ อันนี้ผมตัดใจขายให้ไม่ได้หรอก
เป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดนั่นคือ - ความท้อถอย - ด้วยเครื่องมือนี้
ผมสามารถเจาะเข้าไปในใจคนได้ และเมื่อเข้าไปได้แล้ว
ผมสามารถสั่งให้ทำอะไรก็ได้ที่ผมต้องการ... แทบทุกอย่าง"*
 
ต้องให้ผมบอกมั้ยครับว่าทำไมคุณถึงท้อถอย? ขอสรุปให้ฟังสั้นๆ -
ก็คุณกำลังถอนสายตาไปจากองค์พระผู้เป็นเจ้าน่ะสิครับ
 
คุณรู้สึกท้อถอย หมดกำลังใจหรือเปล่าครับ? ถ้าเปล่า ก็ให้สรรเสริญพระเจ้า
และไปมองหาใครบางคนที่คุณสามารถไปให้กำลังใจที่พวกเขาต้องการได้ในองค์พระเยซูคริสต์
บางทีอาจเป็นเพื่อนข้างบ้าน เพื่อนร่วมงาน หรือคู่ชีวิตของคุณเอง**
 
โดย : *Pastor Adrian Rogers*
 
Daily devotional
 
Love worth finding ministries: www.lwf.org
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
- ความท้อถอยเกิดได้กับทุกคน ผู้ใหญ่ตัวโตๆกล้ามใหญ่ เด็กๆในวัยเรียน
สาวมั่นที่ใครเห็นก็นับถือ ไม่เว้นแม้แต่ลูกๆของพระเจ้า
แต่สิ่งหนึ่งที่เราเรียนรู้คือ ความท้อถอยเป็นอุปกรณ์อันสำคัญของพวกมาร
ท้อได้บ้างเป็นเรื่องปกติแต่อย่าถอย เปิดทางให้มารเป็นอันขาด
- อธิษฐานเผื่อคนที่กำลังต่อสู้กับความยากลำบากในการดำเนินชีวิต
ขัดสนเงินทอง เจ็บป่วย เหน็ดเหนื่อย ความสัมพันธ์ หรือกำลังท้อถอยฝ่ายวิญญาณ
ไม่มีอะไรดีไปกว่าคำอธิษฐานมอบฝากไว้กับพระเจ้าค่ะ - ขอพระเจ้าอวยพร
 
https://www.churchofjoy.net/3560

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #241: 14 ก.ย. 10, 12:02 น

เมืองสวรรค์เป็นรางวัล
 
เรียบเรียงจาก "Heaven is a Gift"
 
ของ "Jack McArdle"
 
โดย "เจตานังค์" เรียบเรียง
 
ครานั้นมีคุณครูผู้หนึ่งเกิดเสียชีวิตลงอย่างกะทันหัน
และวิญญาณของเขาได้ถูกส่งไปยังเมืองสวรรค์
เขามาถึงยังประตูสวรรค์อันลือชื่อ
และแน่นอนว่าท่านนักบุญเปโตรยืนรออยู่ที่หน้าประตูแล้ว และกล่าวกับเขาว่า
"เดี๋ยวก่อนสิ ท่านจะไปไหนเหรอนั่นน่ะ?"
 
เขาตอบท่านนักบุญไปว่า "ผมกำลังจะเข้าไปด้านในนั้นครับ"
 
ท่านนักบุญบอกว่า "ท่านเข้าไปไม่ได้หรอก"
 
"ทำไมละครับ" เขาถามตอบทันควัน
 
"ก็มันไม่ได้เข้าไปง่ายๆ นะสิ" ท่านนักบุญตอบ
 
"ทำไมล่ะ" เขายังคงสงสัย
 
"คือที่นี่เรามีกติกาการนับคะแนนสะสม
ไหนดูสิว่าท่านมีคะแนนมากพอที่จะเข้าเมืองสวรรค์ได้ไหม"
ท่านนักบุญเปโตรอธิบาย
 
"โอ้ ผมไม่คิดว่าที่นี่จะมีกติกาแบบนี้กับเขาด้วย
แล้วต้องมีสักกี่คะแนนถึงจะเข้าสวรรค์ได้ล่ะครับ" เขาถามอีก
 
นักบุญเปโตรบอกกับเขาว่า "ก็ราวๆ หนึ่งพันคะแนนที่เราต้องการ"
 
ครูได้ฟังถึงกับตะลึงและหน้าถอดสีเล็กน้อย นักบุญเปโตรจึงกล่าวต่อว่า
"เอาน่า ไหนลองบอกเรามาสิว่าเมื่อยังมีชีวิตอยู่ท่านได้ทำสิ่งใดบ้าง"
 
ครูทำหน้าครุ่นคิด เอามือลูบคางก่อนจะพูดว่า
"ผมไปร่วมมิสซาตอนเช้าทุกวันเป็นเวลา 40 ปี"
เขาตอบพร้อมสีหน้ากระหยิ่มและคิดว่านั่นคือไพ่เด็ดของตน
 
นักบุญเปโตรตอบว่า "มันไม่พอหรอก นั่นท่านได้เพียงคะแนนเดียวเท่านั้น"
 
หัวใจของครูหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม นักบุญเปโตรก็ถามต่อว่า "มีอีกไหม หมดแล้วหรือ"
 
"มีอีกสิ ผมเป็นอาสาสมัครในประเทศกลุ่มโลกที่สาม
เป็นสมาชิกกลุ่มวินเซ็นต์ เดอ ปอล
และยังเป็นสมาชิกของอีกสององค์กรการกุศล" เขาเล่าด้วยความภูมิใจ
 
นักบุญเปโตรกลับเร่งเร้าต่อ "เร้าเข้าสิมีอะไรอีก คุณทำบุญทั้งปีรวมกันได้เท่าไหร่"
 
"อาจจะราวๆ 25,000 บาทได้มั้งครับ" เขาตอบแบบไม่ค่อยมั่นใจ
 
นักบุญเปโตรกล่าวชื่นชมว่า "ไม่เลว ใช้ได้ งั้นเอาไปอีกหนึ่งคะแนน"
 
ถึงตอนนี้คุณครูรู้สึกหมดหวัง ทำไมตัวเองถึงเหมือนจมอยู่ในปลักโคลน
พูดกับตัวเองว่า
"ถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงเป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้าแล้วที่จะทำให้เราได้เข้าประตูสวรรค์"
 
เมื่อได้ยินดังนั้น นักบุญเปโตรก็หันมาพูดกับเขาว่า "ดี
ท่านเชื่อแบบนั้นล่ะก็ เอาไปเลยหนึ่งพันคะแนน
ถ้าเชื่อเช่นนั้นจริงก็ผ่านประตูเข้าไปได้แล้ว
เพราะว่าสวรรค์นั้นถือเป็นสุดยอดที่สุด และละเอียดอ่อน
เป็นของรางวัลเที่ยงแท้จากพระเป็นเจ้า"
 
https://www.issara.com/newblog/?p=1860

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #242: 18 ก.ย. 10, 10:43 น

ที่ๆคุณจะไปจบลง
 
 
เพราะว่าถ้าเขาไม่ได้รู้จักทางชอบธรรมนั้นเสียเลย
ก็ยังจะดีกว่าที่เขาได้รู้แล้ว
แต่กลับหันหลังให้พระบัญญัติอันบริสุทธิ์ที่ได้ทรงโปรดมอบให้แก่เขานั้น
(2เปโตร 2:21)
 
พวกเราหลายคนคงคุ้นเคยกับเรื่องบุตรน้อยหลงหายดี
แต่ถ้าเป็นเรื่องหมูหลงหายล่ะครับ? มีอยู่ในพระคัมภีร์ครับ:
 
เพราะว่าถ้าเขาไม่ได้รู้จักทางชอบธรรมนั้นเสียเลย
ก็ยังจะดีกว่าที่เขาได้รู้แล้ว
แต่กลับหันหลังให้พระบัญญัติอันบริสุทธิ์ที่ได้ทรงโปรดมอบให้แก่เขานั้น
พฤติกรรมได้เกิดกับเขาตามสุภาษิตซึ่งเป็นความจริงที่ว่า
สุนัขเลียกินสิ่งที่มันสำรอกออกมา และสุกรที่คนล้างมันให้สะอาด
แล้วกลับลุยลงไปนอนในปลักอีก (2เปโตร 2:21-22)
 
มีเหตุผลหลายประการที่ผมรู้ว่าพระคัมภีร์เป็นความจริง
และสองสิ่งนั้นมาจากข้อพระคำด้านบน
ผมเคยเห็นสุนัขกลับไปเลียกินสิ่งที่มันสำรอกออกมา ถ้าคุณเลี้ยงสุนัข
คุณก็คงเคยเห็น สำหรับหมูนั้น ถ้าคุณจับมันมา แต่งตัวเสียใหม่
ฉีดน้ำหอมให้ด้วย แต่ทันทีที่ได้โอกาส มันจะตรงดิ่งไปที่โคลน ทำไมครับ?
เพราะหมูก็คือหมู
 
ดังนั้นถ้ามีใครอ้างตัวว่าเป็นคริสเตียน
นี่คือวิธีดูว่าเขาคนนั้นตามพระเยซูไปจริงหรือเปล่า ผู้เชื่อ
ถึงแม้หลงหายไปบ้าง แต่จะกลับมาหาพระเจ้าเสมอ อย่างไรก็ตาม
ผู้ไม่เชื่อจะไม่ทำ เมื่อเขียนเรื่องนี้ ท่านยอห์นกล่าวว่า
"เขาเหล่านั้นได้ออกไปจากพวกเรา แต่เขาเหล่านั้นก็ไม่ใช่พวกเรา
เพราะว่าถ้าเขาเป็นพวกของเรา เขาก็จะอยู่กับเราต่อไป แต่เขาได้ออกไปแล้ว
ซึ่งก็เป็นที่ปรากฏชัดแล้วว่าเขาเหล่านั้นหาใช่พวกของเราไม่" (1ยอห์น
2:19)
 
ดังนั้นเมื่อเรามองไปยังคนที่ดูเหมือนหลงหายไปจากองค์พระผู้เป็นเจ้า
แล้วเราสงสัยว่าเขาสูญเสียความรอดไปหรือยัง
ผมคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่พวกเขาไม่เคยรับความรอดมาตั้งแต่แรก
เพราะบทพิสูจน์ที่แท้จริงคือคุณจะไปจบลงที่ตรงไหน
 
Pastor Greg Laurie
 
อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie
 
PO Box 4000, Riverside, CA 92514
 
https://www.churchofjoy.net/3555

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #243: 23 ก.ย. 10, 11:01 น

23/07/53
 
เมื่อเราไม่มีแม่ให้กอด
 
อีกไม่กี่อาทิตย์ก็ใกล้จะถึงวันแม่แล้ว มีคนเคยกล่าวไว้ว่า
"ถ้าเราไม่เคยเจอกับการสูญเสีย
เราจะไม่รู้ว่าสิ่งนั้นมีคุณค่ากับเรามากแค่ไหน"
เช่นเดียวกับแม่ของฉันเมื่อคิดถึงวันแม่ทีไร ก็อดน้ำตาไหลไม่ได้
วันนี้ฉันไม่มีโอกาสเรียกแม่ว่า "แม่" อีกต่อไปแล้ว
เพราะแม่ได้จากฉันไปด้วยโรคหัวใจล้มเหลวกะทันหัน ณ เวลานั้น
ใจของฉันเหมือนมันจะขาดตามแม่ไปด้วย
ฉันไม่เคยเจอกับการสูญเสียอะไรที่มากมายเช่นนี้มาก่อน
 
 
"แม่" เป็นผู้หญิงคนเดียวที่ฉันรักมากที่สุดในชีวิต
เวลาที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ ไม่เคยมีวันไหนที่แม่จะไม่ขยัน
แม่ตื่นตั้งแต่ไก่โห่ ทำอาหารให้สามีและลูก ๆ ทานทุกวัน
หลังจากนั้นแม่จึงออกไปทำงาน
กลับมาบ้านแม่ก็ยังเป็นแม่บ้านที่ดีตลอดชีวิตของแม่
ไม่มีสิ่งใดบกพร่องเลย ทำให้นึกถึงพระคำพระเจ้าในสุภาษิต 31:27-29 ที่ว่า
"เธอดูแลการงานในครัวเรือนของเธอและไม่ชุบมือเปิบ ลูก ๆ
ของเธอตื่นขึ้นมาก็ชมเชยเธอ สามีของเธอก็สรรเสริญเธอว่า
สตรีเป็นอันมากทำอย่างดีเลิศ แต่เธอเลิศยิ่งกว่าเขาทั้งหมด"
ตั้งแต่ฉันลืมตาดูโลกก็เห็นแม่ทำงานมาตลอด
ฉันหวังว่าเมื่อฉันเรียนจบได้งานดี ๆ
ทำจะให้แม่ได้หยุดพักและเลี้ยงดูท่านไปจนตลอดชีวิต
 
แต่ก็ไม่มีวันนั้น...
 
ฉันรู้ว่าวันที่แม่ประทับใจที่สุดคือ
วันที่ฉันได้สวมเสื้อครุยและรับปริญญาเป็นวันที่แม่สวยที่สุด
แม่ยิ้มและภูมิใจกับความสำเร็จของฉันแม่ไม่เคยพูดให้ฉันได้ยิน
แต่แม่ก็จะป่าวประกาศบอกกับญาติพี่น้องของแม่ว่าลูกสาวคนนี้ได้รับปริญญาแล้ว
และอีกวันหนึ่งที่แม่ดีใจที่สุดเช่นกัน คือ วันที่พี่สาวได้แต่งงาน
ฉันพาแม่ไปตัดชุดเป็นผ้าไหมไทยที่สวยที่สุดให้แม่ได้ใส่
แม่ยิ้มด้วยความปลื้มใจ
 
 
ปีหนึ่งของวันแม่ สิ่งที่ฉันไม่เคยทำให้แม่ฉันก็มีโอกาสได้ทำเพื่อท่าน
คือ เอาดอกมะลิไปกราบที่ตักของแม่ แม่ก็ลูบหัวและให้พรกับฉัน
แม่ของฉันได้รู้จักกับพระเจ้าแล้ว
ถึงแม้ว่าเบื้องหลังจะมีมารซาตานที่คอยรบกวนชีวิตของแม่มาตลอด
แต่ฉันก็เชื่อว่าพระเจ้าทรงยุติธรรมกับแม่ของฉันเสมอ
ขอบคุณแม่ที่ให้ฉันได้เกิดมา แม่เลี้ยงดูเราทั้ง 4 คนด้วยความรัก
เมื่อขาดแม่ไปเหมือนบ้านขาดความรักและความอบอุ่นไปทันที
 
แต่ขอบคุณพระเจ้าวันนี้ฉันยังมีพ่อ มีพี่สาวน้องชายและหลานชายอีก 1 คน
ที่ยังให้กอดได้อยู่ ฉันไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าหากวันหนึ่งพวกเขาจากไป
หรือฉันจากพวกเขาไปก่อน
โดยที่ยังไม่ได้รู้จักพระเจ้าหรือไม่ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดฉันจะทนได้อย่างไร?
 
 
ณ เวลาเช่นนั้นผู้ที่มาเติมเต็มความรักในครอบครัวของฉันที่มันขาดหายไปคือ
พระเจ้า พระองค์สัญญาว่า พระองค์จะไม่ละหรือทอดทิ้งลูกของพระองค์เลย
พระองค์อยู่ด้วยกับฉันตลอดเวลา พระองค์คอยซับน้ำตาทุกหยดที่ไหลออกจากตา
พระองค์อยู่ด้วยเวลาที่ฉันไม่มีใคร
พระองค์จัดเตรียมพี่น้องคริสเตียนที่คอยรักและห่วงใยให้กำลังใจเสมอมา
จนฉันสามารถลุกขึ้นมาได้อีกครั้ง
 
หลังจากสูญเสียแม่ฉันจึงได้ใคร่ครวญกับชีวิตว่า
"ชีวิตเราเกิดมาเพื่ออะไรกันแน่" เพื่อ กิน เที่ยว ดื่ม มีครอบครัว
ช่วยเหลือคนอื่นได้บ้าง แสวงหาชื่อเสียง เงินทอง อำนาจ เกียรติยศ ฯลฯ
อย่างฝ่ายโลกที่เขาแข่งขันกันและทำเช่นนั้นหรือ ? แล้วก็ตายจากไป
 
ไม่นะ ชีวิตของฉันจะไม่จบอยู่เพียงแค่นี้และฉันก็ได้คำตอบสำหรับชีวิตคือ
"มีชีวิตอยู่เพื่อรับใช้พระเจ้า" (โรม 1:16)
เพราะว่าข้าพเจ้าไม่มีความละอายในเรื่องข่าวประเสริฐ
เพราะว่าข่าวประเสริฐนั้นเป็นฤทธิ์เดชของพระเจ้า
เพื่อให้ทุกคนที่เชื่อได้รับความรอด..
 
 
สิ่งที่ฉันปรารถนาในระหว่างที่มีลมหายใจอยู่นี้ คือ
การได้ประกาศความรักของพระเจ้าให้กับคนในครอบครัวที่ฉันรักได้ต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดในชีวิต
และฉันยังคงเชื่อและไว้วางใจในพระสัญญาที่ตรัสว่า
"จงเชื่อและไว้วางใจในพระเยซูเจ้าและท่านจะรอดได้ทั้งครอบครัวของท่านด้วย"
และจะประกาศกับทุกคนทั้งที่มีโอกาสและไม่มีโอกาสจะได้ยินได้ฟังข่าวประเสริฐ
ไม่ใช่เพียงประกาศเท่านั้น แต่ต้องมีการอธิษฐาน
ติดตามผลและเลี้ยงดูอย่างสม่ำเสมอ เท่าที่เราจะสามารถทำได้
ส่วนที่เหลือพระองค์จะทำแทนเรา
 
วันแม่ใกล้จะมาถึงแล้ว 12 สิงหาคม 2010 อย่าลืม "กอดแม่"
และอธิษฐานเผื่อท่าน
ประกาศความรักของพระเจ้าให้แม่ของท่านได้รู้จักกับพระองค์นี่เป็นของขวัญยิ่งใหญ่ที่สุดที่เราจะมอบให้กับท่านได้ในวันแม่
ผู้ที่มีแม่ที่เชื่อในพระเจ้าแล้ว ขอบคุณพระเจ้า
ขอให้ท่านปรนนิบัติเอาใจใส่และดูแลแม่ของท่านเป็นอย่างดี
 
ก่อนที่ท่านจะ....ไม่มีแม่ให้กอด.
 
 
กันยารัตน์ เทียมทัน
 
(ขอแนะนำ อาจารย์กันยารัตน์ เทียมทัน
นักเขียนใหม่และทีมงานคนใหม่ในกองบรรณาธิการของข่าวคริสตชน
ดูรายละเอียดในหน้ากองบรรณาธิการ)

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #244: 3 ต.ค. 10, 13:34 น

ความมั่นคงที่ไม่ได้ป้องกันไว้
 
เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง
(1โครินธ์ 10:12)
 
ผมว่าน่าสนใจ ที่บุคคลยิ่งใหญ่หลายท่านในพระคัมภีร์ที่โดดเด่นในเรื่องต่างๆ
กลับล้มลงในเรื่องเหล่านั้นเสียเอง เมื่อนึกถึงเอลียาห์
เราคิดถึงเรื่องความกล้าหาญ ท่านเข้าไปเฝ้าอาหับและเยเซเบล
กษัตริย์และราชินีแห่งอิสราเอล
พร้อมกับประกาศว่าฝนจะไม่ตกจนกว่าท่านจะกล่าวอนุญาต
ท่านท้าทายผู้เผยวจนะของพระบาอัล ให้มาพนันขันต่อ
และท่านมีชัยชนะเมื่อได้ร้องออกพระนามขององค์พระผู้เป็นเจ้า
แต่ต่อมาเรากลับพบว่าท่านวิ่งหนีและเข้าไปหลบซ่อนตัวในถ้ำ
เพราะราชินีเยเซเบลประกาศจะตามฆ่าท่าน
 
แซมสันที่รู้จักกันดีในพละกำลังเหนือธรรมชาติ
ท่านสามารถฆ่าพวกฟิลิสเตียได้ด้วยกระดูกหรือวัตถุใดก็ตามที่อยู่ใกล้มือ
แต่แซมสันกลับพลาดท่าเสียพลังไปเพราะเรื่องผิดศีลธรรม
 
เรารู้เรื่องความเชื่อของอับราฮัม
แต่ท่านกลับพูดโกหกถึงสองครั้งโดยหลอกว่าซาราห์ภรรยาของท่านเป็นน้องสาว
เพราะกลัวภัยจะมาถึงตัว
 
พระคัมภีร์เตือนว่า "เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว
ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง" (1โครินธ์ 10:12)
บางครั้งคุณก็พลาดไปในสิ่งที่คุณคิดว่าคุณมั่นคงที่สุด
ถ้าคุณรู้ว่าคุณอ่อนแอในจุดไหน คุณก็จะป้องกันที่จุดนั้น
แต่ถ้าคุณคิดว่าบางจุดคุณมั่นคงดีแล้วคุณก็จะไม่ป้องกันเต็มที่
 
แต่ขอให้ทราบไว้ว่า -
ความมั่นคงที่ไม่ได้ป้องกันไว้คือความอ่อนแอเป็นสองเท่า
คุณอาจจะระมัดระวังในจุดที่คุณอ่อนแอ
แต่ลดการป้องกันลงในจุดที่คุณคิดว่ามั่นคงดีแล้ว
และจุดนี้แหละคือจุดที่ทำให้คุณพลาดท่าล้มลง
 
ดังนั้นขอให้ระวัง เพราะเมื่อคุณคิดว่าคุณคงไม่พลาด
คุณก็กำลังอยู่ในความเสี่ยงที่จะพลาดท่าและล้มลง
 
Pastor Greg Laurie
 
อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie
 
PO Box 4000, Riverside, CA 92514
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
กรุงเทพฯฝนตกทุกวัน สัญจรไปมาค่อนข้างลำบาก
ประชาชนคนเดินดินธรรมดาก็ชีวิตเสี่ยงภัยทุกวัน ระมัดระวังกันด้วยนะคะ
 
ระวังทางกายแล้วอย่าลืมจิตใจ จิตวิญญาณด้วย ประมาทไม่ได้เลย
สวมยุทธภันฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าไว้ดีกว่า จะได้อุ่นในทุกเวลา -
ขอพระเจ้าปกป้องทุกท่านค่ะ
 
https://www.churchofjoy.net/3606

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #245: 19 ต.ค. 10, 13:23 น

สื่อนอกยก "ทักษิณ" ติด 1 ใน 5 "อดีตผู้นำที่เลว"
 
"ฟอรีน โพลิซี" สื่อนอกในเครือวอชิงตันโพสต์ ตีพิมพ์บทความ
"อดีตผู้นำที่เลว" ยก "ทักษิณ" เทียบชั้นอดีตผู้นำเยอรมนี-สเปน-ไนจีเรีย
รวมทั้ง "โจเซฟ เอสตราดา" อดีตผู้นำทรราชของฟิลิปปินส์ ยกเหตุคอร์รัปชัน-
ละเมิดสิทธิมนุษยชน นำไปสู่การถูกยึดอำนาจ
ทำแสบปลอมชื่อพำนักในเยอรมันนานนับปี แถมพกพาสปอร์ตผิดกฎหมาย ชี้
เสื้อแดงเผาเมืองเป็นความโกธรเกรี้ยวที่ตอบโต้รัฐบาล
ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานคอร์รัปชันจริง นับแต่หลบหนีออกนอกประเทศ
 
เว็บไซต์ www.foreignpolicy.com ซึ่งเป็นของนิตยสาร "ฟอรีน
โพลิซี" (Foreign Policy) เจ้าของเดียวกับหนังสือพิมพ์ เดอะวอชิงตัน
โพสต์ ได้ตีพิมพ์บทความที่ชื่อว่า Bad Exes หรือ "อดีตผู้นำที่เลว"
โดยผู้เขียนที่ชื่อ Joshua E.Keating เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา
ซึ่งเนื้อหาในเว็บไซต์แห่งนี้ ยังตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Foreign Policy
ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ภาษา ได้แก่ อารบิก บูกาเรีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น
โปรตุเกส เกาหลี และ สเปน อีกด้วย
 
บทความดังกล่าวมีเนื้อหาโดยสรุประบุถึงพฤติกรรมผู้นำประเทศ
ที่เป็นตัวอย่างไม่ดีในการบริหารประเทศ โดยในตอนต้น บทความดังกล่าว
ระบุว่า นายกรัฐมนตรี และประธานาธิบดีเกือบทั้งหมด
เมื่อลาจากตำแหน่งอันยิ่งใหญ่แล้ว
ก็มักจะอุทิศชีวิตสร้างสรรค์สิ่งที่งดงามให้แก่โลก
หรืออย่างน้อยก็หลีกเร้นเข้าสู่โลกสมถะ แต่ยังมีอดีตผู้นำอีก 5 คน
ซึ่งไม่เคยมีวิถีเช่นนั้นเลย
 
สำหรับอดีตผู้นำประเทศที่ถูกพูดถึงในบทความ ได้แก่ นายแกร์ฮาร์ด
ชโรเดอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของเยอรมนี, นายโคเซ มารีอา อัซนาร์
อดีตนายกรัฐมนตรีของสเปน, นายโอลูเซกัน โอบาซันโจ
อดีตประธานาธิบดีของไนจีเรีย, นายโจเซฟ เอสตราดา
อดีตประธานาธิบดีของฟิลิปปินส์ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย โดยมีเนื้อหาที่กล่าวถึง พ.ต.ท.ทักษิณ
ดังต่อไปนี้
 
ดูภาพและรายละเอียด https://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9530000142506

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #246: 20 ต.ค. 10, 10:58 น

เชื่อในพระเจ้า
 
 
ถ้าไม่มีความเชื่อก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้พระเจ้าพอพระทัย
ด้วยว่าผู้ที่จะมาหาพระเจ้าต้องเชื่อว่า พระองค์ทรงดำรงอยู่
และประทานบำเหน็จแก่คนเหล่านั้นที่แสวงหาพระองค์อย่างจริงจัง (ฮีบรู
11:6 )
 
จะมีคนที่คอยบอกคุณว่า "คุณจะไปไม่รอด คุณไม่มีวันทำอะไรได้
คุณมันไม่เอาไหน" ผมเคยมีครูท่านหนึ่งที่เขียนบนสมุดพกผมว่า "เกร็ก ลอรี่
จะไม่มีวันทำอะไรได้ เพราะที่เขาทำคือนั่งฝันมองออกไปนอกหน้าต่างทั้งวัน
และเอาแต่วาดการ์ตูน" ผมทำแบบนั้นจริงหรือ? ครับจริงๆ
แต่สิ่งที่ผมอ่านจากรายงานของครูที่เขียนถึงผู้ปกครอง
ก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขหรือให้กำลังใจผมเลย
 
แม้กระทั่งในงานรับใช้ ผมก็ยังได้ยินแต่เรื่องเดิมๆ ผมอายุ 20
ตอนที่ก่อตั้งองค์กรที่เดี๋ยวนี้ รู้จักกันดีในนาม Harvest Christian
Fellowship และผู้คนก็ยังพูดว่า "คุณตั้งโบสถ์ไม่ได้หรอก อายุยังน้อย
มันจะไปไม่รอด เพราะคุณไม่มีคุณสมบัติพอ"
 
ต่อมาเมื่อเริ่มพันธกิจสงครามเพื่อพระคริสต์ (Crusade ministry)
ผู้คนก็พากันพูดอีกว่า "ทำไม่ได้หรอก สงครามเลิกแล้ว
ไม่มีใครออกไปทำสงครามแบบนี้กันอีกต่อไป" ทุกสิ่งที่เราทำ
จะถูกต่อต้านอยู่เสมอ จะมีคนคอยพูดจาบั่นทอน อันที่จริงเมื่อมาถึงตอนนี้
กลับกลายเป็นที่เรื่องคาดเดาได้ ถ้าไม่มีการต่อต้านสิ
ผมคงสงสัยว่าต้องมีอะไรผิดพลาดแน่ คนที่เคยวิพากษ์วิจารณ์ไปอยู่ที่ไหน?
คนที่ชอบพูดว่าไม่มีทางทำได้ล่ะ อยู่กันที่ไหน?
 
ผมไม่ได้กำลังสนับสนุนให้เราอวดอ้าง หรืออวดดีในเรื่องใดนะครับ
แต่กำลังบอกว่าในฐานะผู้ติดตามพระเยซูคริสต์
เราควรเดินทีละก้าวด้วยความเชื่อ และดูว่าพระเจ้าทรงทำสิ่งใด
ผมขอลองพยายามดีกว่าเป็นคนไม่เอาไหนเพราะไม่เคยลอง
 
บางคนเป็นได้แค่นักวิจารณ์ ไม่ยอมเปิดใจรับซักเรื่อง
ที่น่าเศร้าสำหรับคนเหล่านั้นคือ ชีวิตเขาไม่มีวันทำอะไรได้เลย
แต่สำหรับคนที่กล้าเสี่ยง พระเจ้าสามารถทำอัศจรรย์ได้ในทุกสิ่ง
วันนี้พระเจ้ากำลังขอร้องให้คุณกล้าทำในเรื่องใดอยู่หรือเปล่าครับ?
 
Pastor Greg Laurie
 
อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie
 
PO Box 4000, Riverside, CA 92514
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ได้ลองลงมือทำดีกว่า ไปบ่นเอายามแก่ว่า
"รู้งี้ทำไปซะตั้งแต่ตอนนั้นดีกว่า"
 
ขอพระเจ้าให้เราเป็นนักปฎิบัติ ไม่ใช่นักวิจารณ์
และให้เรามอบการงานไว้ที่องค์พระผู้เป็นเจ้าให้พระองค์ทรงนำ

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #247: 21 ต.ค. 10, 11:51 น

ความปิติของบิดา
 
"เหตุฉะนั้น ถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาป
ยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์ จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์"
(มัทธิว 7:11)
 
ไม่นานมานี้ ผมได้ไปผจญภัยตามชั้นที่เรียงขายของเล่นสีเป็นสีชมพู
ผมไม่เคยเดินแถวนี้มาก่อน เพราะดูแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจ
ของเล่นตรงนั้นมีแต่ของเด็กผู้หญิง ผมเคยแต่ไปซื้อของเล่นเด็กผู้ชาย
ซื้อของเล่นให้ลูกชายเป็นเรื่องง่ายเพราะผมจะซื้อเฉพาะที่ผมชอบ
แล้วพวกเขาก็ชอบทุกอย่างที่ผมซื้อให้
แต่เดี๋ยวนี้มีหลานเป็นเด็กผู้หญิงสามคน
ทำให้ผมรู้ว่าซื้อของเล่นเด็กผู้หญิงนั้นเป็นคนละเรื่อง
เด็กผู้หญิงชอบในสิ่งที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
แต่เมื่อผมเริ่มใส่ใจสำรวจไปเรื่อยๆ
ทำให้ผมได้เรียนรู้มากขึ้นไปพร้อมกับหลานๆ ผมเริ่มสนุก
และทำสิ่งนี้ได้อย่างมีความสุข พวกเขาเป็นความปิติยินดีของผมครับ
และที่เหนืออื่นใด ผมต้องยั้งใจไว้บ้าง ไม่เช่นนั้นจะตามใจพวกเขาจนเคยตัว
 
เมื่อเรามาวางใจในพระเยซูคริสต์
พระคัมภีร์บอกเราว่าเราได้รับการอุปถัมป์เข้าสู่ครอบครัวของพระเจ้าแล้ว
และเรามีพระบิดาในสวรรค์ที่ปรารถนาจะอวยพรเรา พระเยซูตรัสว่า
"ฝูงแกะเล็กน้อยเอ๋ย อย่ากลัวเลย
เพราะว่าพระบิดาของท่านชอบพระทัยจะประทานแผ่นดินนั้นให้แก่ท่าน" (ลูกา
12:32) พระบิดาของเราไม่เคยหวงสิ่งใดเลย พระองค์ทรงมีพระทัยกว้างขวาง
พระองค์อยากประทานสิ่งของต่างๆมากมายให้แก่เรา อยากอวยพระพรเรา ในมัทธิว
7:11 กล่าวว่า "เหตุฉะนั้นถ้าท่านทั้งหลายเองผู้เป็นคนบาปยังรู้จักให้ของดีแก่บุตรของตน
ยิ่งกว่านั้นสักเท่าใด
พระบิดาของท่านผู้ทรงสถิตในสวรรค์จะประทานของดีแก่ผู้ที่ขอต่อพระองค์"
 
พระเจ้าไม่เพียงแต่อภัยบาป ไม่ถือโทษ
และนำเราออกจากพันธนาการของบาปที่เกาะเราอยู่เท่านั้น
แต่ยังทรงรับเราเข้าเป็นบุตรด้วย ผมคิดว่ามันมหัศจรรย์มาก
ผมยืนจำเพาะพระพักตร์ด้วยความยำเกรง พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด
ทรงมีพระทัยอยากทำอะไรๆหลายอย่างให้คนอย่างพวกเราครับ
 
Pastor Greg Laurie
 
อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie
 
PO Box 4000, Riverside, CA 92514
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
ถ้าชีวิตเป็นที่พอพระทัย ขอสิ่งใด พระเจ้าก็จะประทานให้ เป็นพระสัญญาที่แน่นอน
แต่ปัญหาคือ ชีวิตไม่น่าพอพระทัย ขอแบบไร้ขีดจำกัด
และเมื่อพระเจ้าไม่ประทานให้ ก็โกรธและพาลเอากับพระองค์

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #248: 22 ต.ค. 10, 10:24 น

พระบัญญัติประการที่แปด
 
 
 
คนที่เคยขโมยก็อย่าขโมยอีก แต่จงใช้มือทำงานที่ดีดีกว่า
เพื่อจะได้มีอะไรๆ แจกให้แก่คนที่ขัดสน (เอเฟซัส 4:28)
 
การลักขโมยกำลังแพร่ขยายออกไปในสังคมของเราทุกวันนี้จนเราไม่ทันรู้ตัว
ว่ามันได้กลายเป็นเรื่องร้ายแรงไปแล้ว
เราต้องเก็บของแทบทุกอย่างใส่ตู้ล็อคไว้
เราเห็นพนักงานเก็บเงินนั่งอยู่หลังกระจกกันกระสุน
เรามีระบบกันขโมยติดที่รถทั้งๆที่พอมันดังไม่เห็นมีใครใส่ใจ
เราติดสัญญาณกันขโมยที่รั้วบ้าน หรือเราติดป้ายสุนัขดุทั้งๆที่ไม่มีสุนัข
 
บทความในนิตยสารนิวส์วีคเรื่อง "โจรกรรมที่น่ากลัว"
ชี้ให้เห็นว่ามีสินค้ากว่า 13 ล้านๆชิ้นที่ถูกขโมยไปในแต่ละปี
อันที่จริงผู้จัดการร้านค้าปลีกในแอลเอกล่าวว่า
เธอใช้ประพฤติกรรมของการขโมยสินค้าของพวกวัยรุ่น
เป็นตัวชี้วัดว่าสินค้าประเภทไหนขายดี
 
จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยในฟลอริดา
สินค้าในห้างหายไปเพราะฝีมือพนักงานขายเองมากกว่าโดนลูกค้าขโมย
และส่วนมากจับไม่ได้ จึงไม่มีการไปแจ้งความไว้
แต่บริษัทที่จัดหางานประเมินไว้คร่าวๆว่า
มูลค่าของที่ถูกขโมยไปน่าจะสูงถึง 120 ล้านๆเหรียญต่อปีทีเดียว
ลักขโมยกำลังเป็นปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
 
ผลสำรวจในหมู่วัยรุ่นที่ถูกถามว่าทำไมถึงไม่ขโมย
เปิดเผยว่าที่พวกเขาไม่ขโมยเพราะกลัวถูกจับได้
และอีกอย่างกลัวว่าจะถูกเจ้าของตามล้างแค้น และอีกเหตุผลคือ
เพราะไม่ได้อยากได้ของนั้นๆ - ทำไม่ไม่มีใครพูดเลยว่า
ขโมยเป็นสิ่งที่ผิด? หรือ การลักขโมยเป็นบาป?!!
 
นี่คือพระดำรัสของพระเจ้าเรื่องการลักขโมย: "คนที่เคยขโมยก็อย่าขโมยอีก
แต่จงใช้มือทำงานที่ดีดีกว่า เพื่อจะได้มีอะไรๆ
แจกให้แก่คนที่ขัดสน" (เอเฟซัส 4:28)
ลักขโมยเป็นบาปผิดจำเพาะพระพักตร์พระเจ้า
และพระองค์ทรงเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ
จึงทรงบัญญัติไว้ในพระบัญญัติสิบประการ "อย่าลักทรัพย์" (อพยพ 20:15)
 
Pastor Greg Laurie
 
อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie
 
PO Box 4000, Riverside, CA 92514
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
* เราต้องระวังให้ดี ลักขโมยไม่ใช่แค่หยิบของๆคนอื่นตอนทีเผลอ
แต่การใช้ของที่ไม่ใช่ของเรา เอาของที่ทำงานมาใช้ที่บ้าน ฯลฯ
ก็เป็นการลักขโมยทั้งสิ้น
* ขอพระเจ้าเมตตาให้เราตั้งใจแน่วแน่จะเป็นคนซื่อสัตย์
และพยายามทำให้ได้ - พระเจ้าอวยพรค่ะ
 
https://www.churchofjoy.net/3784

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #249: 24 ต.ค. 10, 14:22 น

โดย ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์
 
สุขเพราะให้
 
 
 
คนส่วนใหญ่มีความสุขจากการรับ แต่คนบางคนมีความสุขกับการให้
 
องค์พระเยซูคริสต์ตรัสเป็นอมตะวาจาไว้ว่า
"การให้เป็นเหตุให้มีความสุขยิ่งกว่าการรับ"
คนไม่เคยให้จะไม่มีทางมีความสุขที่แท้จริง
แต่ต่อให้มีความสุขก็เป็นความสุขชั่วคราว เป็นระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น
คนที่คิดแต่จะมีความสุขจากการรับ
จะพบว่าความสุขเช่นนี้ไม่อิ่มเอมใจอย่างที่คิด แต่คนที่เรียนรู้จักการให้
จะได้สัมผัสกับความสุขที่เกินกว่าจะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบได้
 
ในการให้นั้นต้องมีทั้งผู้รับและผู้ให้ ผู้รับนั้นมักจะมีความสุข
แต่ผู้ให้จะมีความสุขมากกว่าผู้รับเสมอไป
และการให้จะมีความหมายก็ต่อเมื่อมีผู้รับที่ได้รับในสิ่งที่เขาต้องการมาก
ที่สุด การให้สิ่งที่ผู้รับไม่ต้องการนั้น
แม้ผู้ให้จะมีความสุขเพียงใดก็ตาม แต่จะไม่ก่อเกิดความสุขใจให้แก่ผู้รับ
 
การให้ที่แท้จริงจึงไม่ได้วัดกันที่ปริมาณหรือราคาของสิ่งที่ให้
แต่วัดกันที่ความใส่ใจ
และความพิถีพิถันในการบรรจงเลือกสรรในสิ่งที่ผู้รับต้องการมากที่สุด
แม้ว่าสิ่งที่ให้นั้นจะไม่ได้เป็นสิ่งที่มีราคาแพงแต่อย่างใด
และการให้เช่นนี้จะทำให้ผู้รับมีความสุข และผู้ให้มีความสุขที่สุด
 
ดังตัวอย่างเช่น บางทีสิ่งที่ลูกต้องการจากพ่อแม่อาจไม่ใช่ของเล่นแพงๆ
หรือของขวัญใหม่ที่หายาก แต่สิ่งที่เขาต้องการอาจเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
ราคาถูก นั่นคือ อยากให้พ่อแม่ให้เวลากับเขา โดยการพาเขาไปเดินเล่น
หรือขี่จักรยานด้วยกันเท่านั้น!
 
หรือบางครั้งสิ่งที่ภรรยาต้องการจากสามีอาจไม่ใช่ของขวัญหรูหราราคาแพง
เธอแค่ต้องการให้เขาแสดงความรักและยืนยันคุณค่าในตัวของเธอ
ด้วยการพาเธอออกไปใช้เวลาโดยลำพังสองต่อสองแค่นั้นเอง
 
หรือบางทีสิ่งที่สามีต้องการจากภรรยาก็อาจไม่ใช่อะไรมากมายเลย
ก็เพียงแค่อยากให้เธอเลิกบ่นว่าหรือวิพากษ์วิจารณ์ตัวเขา
และพูดจาให้เกียรติหรือหนุนใจเขาให้มากขึ้น แค่นั้นเอง
 
วันนี้ คุณต้องการได้รับสิ่งใดจากคนใกล้ตัวของคุณบ้าง?
 
ลองคิดถึงความต้องการของเขาหรือเธอก่อนแล้วให้สิ่งที่เขาหรือเธอต้องการนั้นดูสิครับ
แล้วคุณจะแปลกใจกับความสุข 2 ชั้นที่คุณจะได้รับ
 
หนึ่งคือ คุณมีความสุขที่คุณได้เห็นคนที่คุณรักมีความสุข
หลังจากที่เขาหรือเธอได้รับของขวัญที่ต้องการในเวลานี้
 
และสองก็คือ
คุณจะมีความสุขที่คุณจะได้รับในสิ่งที่คุณปรารถนาจากคนที่คุณรักในภายหลัง
 
ใช่ครับ การให้และการรับล้วนทำให้คนเรามีความสุข แต่อย่าลืมว่า
สุขเพราะให้ อย่างไรๆก็มีมากและยาวนานกว่าสุขเพราะรับ
ไม่เชื่อลองทำดูสิครับ แล้วคุณจะเห็นด้วยกับคำกล่าวของฮาเรียต เชฟเพิร์ด
(Harriet Shepard) ที่กล่าวว่า...
 
"เรามีความสุขมากที่สุด
เมื่อเรามีส่วนมากที่สุดในการช่วยให้คนอื่นมีความสุข" (Our happiness is
greatest when we contribute most to the happiness of others.)
 
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 274 วันที่ 28 สิงหาคม - 3
กันยายน พ.ศ. 2553 หน้า 25 คอลัมน์ พลังชีวิต โดย ศจ.ธงชัย
ประดับชนานุรัตน์

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #250: 26 ต.ค. 10, 11:16 น

 

Subject: ที่มาของซาตาน
 
 
 
ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยคนหนึ่งได้ถามนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์.
 
"พระเป็นเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างจริงหรือ?" ศาสตราจารย์ถาม
 
"จริง" นักศึกษาตอบ.
 
ศาสตราจารย์พูดต่อว่า "ถ้า หากพระเป็นเจ้าสร้างทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาจริง
ดังนั้นพระเป็นเจ้าก็สร้างความชั่วร้ายขึ้นมาด้วย
และเนื่องจากความชั่วร้ายมีอยู่จริง ตามหลักตรรกะที่เราเรียนมา
พระเป็นเจ้าก็คือความชั่วร้ายนั่นเอง" นักศึกษาพากันเงียบกริบ
ศาสตราจารย์ดูมีท่าทีพึงพอใจและคุยโวว่า
เขาได้พิสูจน์อีกครั้งว่าความเชื่อทางคริสตศาสนานั้นเป็นแต่เพียงเรื่องงม
งายเท่านั้น
 
นักศึกษาคนหนึ่งยกมือขึ้นและขอพูด
"ผมจะขอถามคำถามท่านเรื่องหนึ่งได้ไหมครับศาสตราจารย์?"
 
"ได้ซิ แน่นอน" ศาสตราจารย์ตอบ .
 
นักศึกษาคนนั้นยืนขึ้น "ศาสตราจารย์ครับ, ความเย็นมีอยู่จริงหรือไม่ครับ ?"
 
"เธอถามคำถามอะไรของเธอนี่ ? แน่นอนมันย่อมมีอยู่จริงนะซิ.
เธอไม่เคยรู้สึกหนาวเย็นบ้างเลยหรือไง?"
นักศึกษาคนอื่นๆต่างงุนงงในคำถามของหนุ่มคนนั้น
 
นักศึกษาหนุ่มพูดต่อ "ความ จริงนะครับ , ความเย็นไม่มีอยู่จริง.
ตามกฎทางฟิสิกส์,
สิ่งที่เราเรียกว่าความเย็นนั้นแท้ที่จริงคือการขาดความร้อน
สสารสามารถส่งผ่านและถ่ายเทความร้อนกันได้
และความร้อนก็ถ่ายเทจากสสารหนึ่งไปสู่สสารหนึ่ง ศูนย์องศาสมบูรณ์
(Absolute zero = -460 degrees F) ก็คือการขาดความร้อนโดยสิ้นเชิง
ในสภาวะเช่นนั้นสสารจะเฉื่อยและไม่มีปฏิกิริยาต่ออุณหภูมิ--
ความเย็นไม่มีอยู่จริง
เรานิยามคำนี้ขึ้นเพื่ออธิบายถึงความรู้สึกเมื่อเราขาดความร้อนเท่านั้น
ครับ."
 
และนักศึกษาหนุ่มก็พูดต่ออีก "ศาสตราจารย์ครับ แล้วความมืดมีอยู่จริงหรือไม่ครับ? "
 
ศาสตราจารย์ตอบ "ใช่......มันมีอยู่จริง."
 
นักศึกษาจึงพูดขึ้น "ท่าน ตอบผิดอีกครั้งแล้วครับ ,
ความมืดไม่มีอยู่จริงหรอก . แท้จริงความมืดก็คือการขาดแสงสว่าง
เราสามารถศึกษาเรื่องของแสงได้ แต่เราไม่สามารถศึกษาเรื่องความมืดได้เลย
เราใช้แก้วปริซึมในการแยกแสงออกเป็นหลายสีและศึกษาช่วงความถี่ของแสงแต่ละสี
ได้ แต่คุณไม่สามารถวัดค่าของความมืด
รังสีของแสงสามารถเข้าไปในโลกของความมืดและทำให้มันสว่างไสว
ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าอวกาศมืดมากน้อยแค่ไหน?
ก็โดยการวัดปริมาณของแสงสว่างที่มีอยู่ใช่ไหม?
ความมืดเป็นคำนิยามที่มนุษย์ใช้เพื่ออธิบายถึงสิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่มีแสง
สว่างนั่นเอง ."
 
 
นักศึกษาหนุ่มคนนี้ก็ถามคำถามอีก "ท่านครับ แล้วความชั่วมีอยู่จริงหรือไม่ครับ ?"
 
คราวนี้ศาสตราจารย์ตอบอย่างไม่ค่อยมั่นใจ "แน่ นอน
ตามที่ฉันบอกเอาไว้แล้ว เราก็เห็นอยู่ทุกๆวันนี่นา ในชีวิตประจำวันของเรา
มีอาชญากรรมและความรุนแรงอยู่ทุกหนทุกแห่งในโลกซึ่งก็คือความชั่วร้ายนั่น
แหละ."
 
นักศึกษาตอบอีก "ความชั่วไม่ มีอยู่จริงหรอกครับท่าน,
หรือมิฉะนั้นมันก็ไม่มีอยู่ด้วยตัวของมันเอง.
ความชั่วก็คือการขาดพระเป็นเจ้า
มันก็เหมือนกับความมืดและความเย็นนั้นแหละครับ
มันเป็นคำนิยามที่มนุษย์ใช้อธิบายถึงการขาดพระเป็นเจ้า
พระเป็นเจ้าไม่ได้สร้างความชั่วร้ายขึ้นมา
ความชั่วร้ายแตกต่างจากความเชื่อหรือความรักซึ่งมีอยู่จริง
เช่นเดียวกับแสงสว่างและความร้อน
ความชั่วร้ายเป็นผลลัพท์ที่เกิดขึ้นเมื่อมนุษย์ไม่มีความรักของพระเป็นเจ้า
ในหัวใจของเขา เช่นเดียวกับความเย็นที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีความร้อน
หรือความมืดที่เกิดขึ้นเมื่อไม่มีความสว่างนั้นแหละครับ ."
 
ศาสตราจารย์หย่อนตัวลงนั่ง นิ่งอึ้งไป.
 
นักศึกษาหนุ่มผู้นั้นมีชื่อว่า - อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
 
...
 
ในความเป็นจริง แม้เดิมซาตานจะเคยเป็นลูซิเฟอร์
หัวหน้าทูตสวรรค์ที่พระเจ้าสร้างก็จริง
แต่ความชั่วร้ายในตัวมันก็มิได้มีต้นกำเนิดมาจากพระเจ้า
แต่มีต้นกำเนิดมาจากตัวของมันเอง (เทียบ ยอห์น 8:44)
สาเหตุที่ทำให้ต้นกำเนิดแห่งความชั่วร้ายนี้อุบัติขึ้นในตัวของมันเอง
ก็มาจากการที่มันแยกตัวเองจากพระเจ้า ไม่พึ่งพิงพระเจ้า
เป็นเอกเทศจากพระเจ้า จึงคิดตั้งตนขึ้นเสมอพระเจ้า (อิสยาห์ 14:12-15)
 
ขณะที่พระเจ้าเนรมิตสร้างมนุษย์
พระองค์ประสงค์ให้มนุษย์พึ่งพิงพระองค์โดยการกินต้นไม้แห่งชีวิต
ซึ่งต้นไม้แห่งชีวิตก็เป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ที่เล็งถึงตัวของพระเจ้าเอง
เมื่อมนุษย์ไม่พึ่งพิงพระองค์ ไม่กินพระองค์เป็นต้นไม้แห่งชีวิต (ยอห์น
6:57; 15:5)แต่ไปรับเอาต้นไม้แห่งความรู้ดีและชั่วเข้ามาแทนพระเจ้า
(ซึ่งทั้งความรู้ ความดี และความชั่วก็ล้วนแต่ไม่ใช่พระเจ้า
มีแต่จะส่งเสริมให้เราเป็นอยู่โดยไม่ต้องพึ่งพิงพระเจ้า)
มนุษย์ก็เลยยิ่งแยกไปจากพระเจ้า ยิ่งเป็นหนึ่งกับซาตาน
 
สำหรับพระเจ้าแล้ว
การกระทำของมนุษย์ที่พระองค์ทรงเห็นว่าชั่วร้ายที่สุดก็คือการไปพึ่งพิงสิ่งอื่น
ยึดเอาสิ่งอื่นมาหล่อเลี้ยงชีวิตของตน แทนที่พระเจ้า
ผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งชีวิต
และเป็นการหล่อเลี้ยงแห่งชีวิตที่แท้จริงของเรา(เยเรมีย์ 2:13)
 
วันนี้ เราดำเนินชีวิตโดยพึ่งพิงพระองค์หรือไม่? เราเป็นคนดี
ด้วยความพยายามของเรา หรือเพราะเราพึ่งพิงพระเจ้า? เราปรนนิบัติพระเจ้า
ด้วยความร้อนรนของเรา
หรือโดยยึดพระเจ้าเป็นต้นกำเนิดที่หล่อเลี้ยงชีวิตแก่เรา?
ความสว่างที่เราได้จากการอ่านพระคัมภีร์ มาจากความฉลาดของเรา
หรือมาจากพระวิญญาณที่ฉายส่องในการอธิษฐาน (เทียบ อิสยาห์ 50:11)?

 
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #251: 31 ต.ค. 10, 15:48 น

ความว่างเปล่า...มาจากความว่างเปล่า
 
คุณเคยไปอยู่ในที่ๆตอนกลางคืนมืดสนิท ไม่มีแสงไฟ
แล้วมองขึ้นไปบนสวรรค์มั้ยครับ?
ผมและภรรยาเคยไปพักแรมอยู่ในต่างจังหวัดที่ห่างไกล
ตอนกลางคืนเราไปเดินเล่นที่ท่าน้ำกัน นอนลง แล้วมองดูดาว ท้องฟ้าใสมาก
ใสเหมือนท้องน้ำ เราเห็นดวงดาวมากมาย เป็นโกฎ เป็นล้าน
ทำให้รู้สึกเกรงขาม ในบางคืนที่ท้องฟ้าแจ่มใส
ลองออกไปเงยหน้าดูสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้าง
"ฟ้าสวรรค์ประกาศพระสิริของพระเจ้า...." (สดุดี 19:1)
แล้วคุณจะเห็นพระสิริของพระเจ้า
 
เมื่อคุณเงยหน้าดูดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน
และมองเห็นจักรวาลอันยิ่งใหญ่ที่พระเจ้าสร้าง
แค่นี้ก็เพียงพอที่จะยืนยันในสิ่งที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ :
"คนโง่รำพึงในใจ ว่าไม่มีพระเจ้า" จากความว่างเปล่า คือความว่างเปล่า
 
ฟ้าสวรรค์ประกาศสิ่งใด? ประกาศถึงพระสิริของพระเจ้า
มองขึ้นไปดูดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า และคิดถึงพระสิริที่ปรากฎอยู่ที่นั่น
 
เมื่อคุณเห็นพระสิริของพระเจ้า คุณจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระองค์
("....และภาคพื้นฟ้าสำแดงพระหัตถกิจของพระองค์" สดุดี 19:1)
ถามตัวเองดูสิว่า ใครเป็นผู้สร้าง? พระเจ้าทรงเป็นพระผู้สร้าง
เป็นฝีพระหัตถ์ของพระองค์
มีอำนาจใดจะยิ่งใหญ่ไปกว่าที่สำแดงถึงการทรงสร้าง
คุณไม่จำเป็นต้องมีปริญญาเอกเพื่อจะรู้ว่า
ความว่างเปล่ามาจากความว่างเปล่า
 
ผมชอบคำพูดว่า "พระเจ้าทรงก้าวออกมาจากหลังม่านแห่งความว่างเปล่า
ประทับบนความว่างเปล่า พระองค์ตรัส และทุกสิ่งก็เกิดขึ้น" ด้วยพระดำรัส
ทุกสิ่งก็อุบัติขึ้น บรรดาคนที่มองหาทฤษฎี Big Bang
ควรจะไปมองหาว่าใครอยู่เบื้องหลังสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด
 
โดย: Pastor Adrian Rogers
 
จาก: Daily treasure from the Words
 
Love worth finding ministries: www.lwf.org
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
 
ยิ่งรู้จักพระเจ้ามากขึ้น ยิ่งประทับใจในการทรงสร้าง
ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ วิวทิวทัศน์
และที่มหัศจรรย์ที่สุดคือมนุษย์ แต่น่าแปลกที่มนุษย์กลับมองไม่ออก
มัวคิดอะไรไมรู้ ยุ่งยากซับซ้อน
และหาข้อพิสูจน์สมเหตุสมผลมาสนับสนุนความคิดตัวเองไม่เคยได้สักที
ขอพระเจ้าเปิดตาใจให้เราสามารถชื่นชมฝีพระหัตถ์ของพระเจ้าได้ในทุกสิ่งทรงสร้าง
และสำคัญที่สุด นำสิ่งต่างๆเหล่านั้นกลับคืนสู่สภาพดี
เพื่อให้โลกนี้น่าอยู่สำหรับคนรุ่นหลังๆ - ขอบคุณพระเจ้าค่ะ
 
Church of Joy

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #252: 2 พ.ย. 10, 13:22 น

วันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2553 เวลา 18:30:00 น. มติชนออนไลน์
 
"โอบามา" แจงสาเหตุที่เป็นคริสเตียน
หลังชาวอเมริกันส่วนใหญ่มองเป็นมุสลิม
 
ประธานาธิบดีบารัค โอบามาแห่งสหรัฐฯ
ได้เปิดเผยถึงความศรัทธาทางศาสนาของเขาเมื่อวานนี้
โดยกล่าวว่าตัวเขาเลือกที่จะเป็นคริสเตียน
ขณะที่ได้ระบุย้ำถึงความเชื่อของเขาต่อความสำคัญของการเปิดกว้างทางด้านศาสนา
 
ปธน.โอบามา ซึ่งผลสำรวจบ่งชี้ว่า
ชาวอเมริกันจำนวนมากคิดว่าเขาเป็นชาวมุสลิมนั้น
ได้ถูกถามโดยผู้เข้าร่วมงานรณรงค์รายหนึ่งในรัฐนิว เม็กซิโกว่า
เหตุใดเขาจึงเป็นคริสเตียน
 
"เป็นเพราะคำสอนของพระเยซูคริสต์ที่ตรัสกับผม
ถึงรูปแบบของชีวิตที่ผมต้องการในการเป็นผู้ดูแลพี่น้องของผม
และการปฏิบัติต่อบุคคลอื่นๆเช่นเดียวกับที่อยากให้เขาปฏิบัติต่อผม"
 
"ผมคิดว่าความเข้าใจในเรื่องที่ว่าพระเยซูคริสต์ทรงสละพระชนม์ชีพของพระองค์เพื่อไถ่บาปของผม
ได้แสดงถึงความถ่อมตนที่เราทุกคนต้องมีในฐานะที่เป็นมนุษย์ โดยเรามีบาป
มีความบกพร่อง และการกระทำความผิด
ซึ่งเราสามารถได้รับให้มีชีวิตอยู่ต่อไปผ่านทางพระเมตตาของพระผู้เป็นเจ้า"
 
ปธน.โอบามา แทบไม่ค่อยได้พูดถึงความเชื่อทางศาสนาของเขา
แม้ชาวอเมริกันจำนวนมากใช้ความเชื่อทางศาสนาเป็นกฏเกณฑ์ในการเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมือง
 
ปธน.โอบามากล่าวว่า ศาสนามีความหมายมากขึ้นสำหรับเขาเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่
 
"แม่ของผมเป็นหนึ่งในบุคคลที่เคร่งศาสนามากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่ผมรู้จัก
แต่แม่ไม่ได้พาผมเข้าโบสถ์ ดังนั้นผมจึงนับถือศาสนาคริสต์ในเวลาต่อมา"
 
ปธน.โอบามา ซึ่งให้การสนับสนุนอย่างแข็งขันสำหรับสิทธิของชาวมุสลิม
ในการสร้างศูนย์ชุมชนใกล้กับอาคารเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์
ที่ถูกโจมตีเมื่อวันที่ 11 กย. 2001 กล่าวว่า
เขาได้พยายามที่จะแสดงความเชื่อทางศาสนาของเขาผ่านทางการทำงานของเขา
 
"ผมคิดว่างานบริการสาธารณะของผม
เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะแสดงถึงความศรัทธาของผมในศาสนาคริสต์"
ปธน.โอบามากล่าว
 
"ในฐานะของประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา
ผมเป็นคนหนึ่งที่มีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า
รากฐานของความแข็งแกร่งส่วนหนึ่งของประเทศนี้ก็คือ
การยอมรับประชาชนที่มีศรัทธาและไม่มีศรัทธาทางศาสนา"

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #253: 4 พ.ย. 10, 10:20 น


HOME:ครอบครัวสุขสันต์ "สัมผัสด้วยใจ สร้างได้ด้วยการกระทำ"
 
โดยปัทมโรจน์ มากสุริวงศ์ คริสตจักรแห่งพระบัญชา กรุงเทพฯ
 
ผมได้มีโอกาสไปให้โอวาทในงานแต่งงานของพี่น้องในคริสตจักร
เมื่อวันเสาร์ที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา
มีข้อคิดน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้อ่าน จึงได้นำมาแบ่งปันในวันนี้
 
 
 
ผมคิดว่าปัญหาครอบครัวเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย
ไม่ว่าจะเป็นการหย่าร้าง การนอกใจคู่สมรส
เด็กเกิดมาขาดความรักจากผู้เป็นพ่อแม่ เนื่องจากมีลูกเมื่อยังไม่พร้อม
เพราะมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร หน่วยงานในสังคมพยายามแก้ไขปัญหา
โดยรณรงค์ใช้อุปกรณ์ "คุมกำเนิด" ในความคิดผมคิดว่าเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ
แทนที่จะ "คุมกำเนิด" ผมว่าควรจะ
"คุมกำหนัด"น่าจะดีว่าเพราะเป็นการแก้ไขที่กระบวนความคิด คิดถูก
การกระทำที่ถูกก็ตามมา
 
 
 
ตามหลักการของพระคัมภีร์สอนเราในเรื่องเพศ
ว่าต้องคิดให้ถูกต้อง คิดผิดก็เป็นความบาปทางความคิด
ต้องจัดการควบคุมไม่ส่งผลทำผิดทางการกระทำ เรียกว่า "คุมกำหนัด"
 
 
 
มัทธิว 5:27-28
 
27 "ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา
 
28 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า
ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น
ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว
 
 
 
ก่อนที่จะเลือกใครสักคนมาแต่งงานและอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัว
ต้องแสวงหาการทรงนำจากพระเจ้า และพัฒนาความสัมพันธ์ จากการเป็นเพื่อน
เป็นคู่รัก คู่หมั้นและคู่สมรส
ผมขอบคุณพระเจ้าสำหรับผู้นำในคริสตจักรที่สอนผม
และให้คำแนะนำตั้งแต่ก่อนแต่งงาน จนมีชีวิตครอบครัว การรู้จักกันดีพอ
ทำให้เกิดความเข้าใจและมาสู่การตัดสินใจร่วมกันในการสร้างครอบครัว
 
 
 
มีบทเพลงจากหนังเรื่องหนึ่ง ร้องว่า "ยินดีที่ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก
แค่รู้ว่ารักก็พอใจ แค่คำว่าไม่รู้จัก ไม่รู้จัก
รักเราก็ไม่ได้น้อยลงจริงไหม แค่มีเธอใกล้ๆ มันก็ใช่ ที่สุดแล้ว"
 
 
 
เนื้อหาข้างต้นเป็นท่อนร้องรับของเพลงวัยรุ่นที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้
และเป็นเพลงประกอบภาพยนต์ที่กำลังทำเงินอย่างมากมาย
เนื้อหาของภาพยนต์คือ ชายหนุ่มอกหักคนหนึ่งได้เดินทางไปเที่ยวต่างประเทศ
ต่อมาพลัดหลงกับกลุ่มทัวร์ และได้ไปพบกับนางเอกที่เดินทางไปเที่ยวคนเดียว
และมาโดนแฟนบอกเลิก ทำให้ทั้งคู่สนิทสนมกัน เป็นเพื่อนกัน
และลงเอยด้วยรักกัน โดยที่ทั้งสองคนไม่รู้จักแม้นแต่ชื่อเสียงเรียงนาม
 
 
 
หนังเรื่องนี้ ชื่อว่า "กวน มึน โฮ" แต่ ผมขอเปลี่ยนเป็น "ชวน มา
โฮม(Home)" ชวนมาอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน สร้างครอบครัวด้วยความรัก
เริ่มต้นจากความรู้จัก จนมั่นใจ และตัดสินใจ ไม่ใช่ความสัมพันธ์ชั่วคืน
เป็นความสัมพันธ์ชั่วคราว แบบเพลง"ไม่รู้จักเธอไม่รู้จักฉัน"
เพลงประกอบหนังเรื่อง "สายลับจับบ้านเล็ก"
 
 
 
ดังนั้นควรจะเลือกใครคนที่ใช่ ไม่ใช่คนที่ชอบ เพราะบางทีคนถูกใจ
บางทีอาจจะไม่ถูกต้อง เพราะเราต้องแสวงหาการทรงนำจากพระเจ้าเพื่อแต่งงาน
กันมาอยู่ในครอบครัวเดียวกัน
 
 
 
ปฐมกาล 2:24 เพราะเหตุนั้นผู้ชายจึงจากบิดามารดาของตนไปผูกพันอยู่กับภรรยา
และเขาทั้งสองจะเป็นเนื้อเดียวกัน
 
 
 
 
 
ผ มเชื่อว่า พระคริสตธรรมคัมภีร์ (Bible) เป็นคู่มือแห่งชีวิต
เป็นข้อปฏิบัติพื้นฐานในทุกด้านก่อนเราออกจากโลกนี้ (BIBLE : Basic
Instruction Before Leaving Earth) รวมถึงการดำเนินชีวิตครอบครัว
 
 
 
ขอนำหลักการพระคัมภีร์ มาเรียงร้อยเป็นคำภาษาอังกฤษ คือ คำว่า"HOME" คือ
 
 
 
บ้านนี้ต้องพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง สดุดี 127:1
ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงสร้างบ้าน บรรดาผู้ที่สร้างก็เหนื่อยเปล่า
ถ้าพระเจ้ามิได้ทรงเฝ้าอยู่เหนือนคร คนยามตื่นอยู่ก็เหนื่อยเปล่า
 
 
 
มีบทกวีบทหนึ่งของ Frank Crane กล่าวไว้ว่า ... ความงดงามของบ้าน คือ
ความปรองดองกลมเกลียว ความมั่นคงของบ้าน คือ ความภักดีที่มีต่อกัน
 
ความยินดีของบ้าน คือ ความรัก ความหลากหลายของบ้าน คือ ลูก ๆ
ที่อยู่ร่วมกันในบ้าน กฎของบ้าน คือ การรับใช้ปรนนิบัติกันและกัน และ
ผู้ค้ำจุนบ้านนี้ ก็คือ "
 
 
 
"ครอบครัวสุขสันต์ สัมผัสด้วยใจ สร้างได้ด้วยการกระทำ"
 
 
 
H-Honor : ครอบครัวที่ให้เกียรติต่อกัน เป็นที่นับถือต่อคนทั้งปวง
 
 
 
ให้ความหมายถึง สิ่งที่ควรค่าแก่การให้เกียรติ ฮีบรู 13:4
จงให้การสมรสเป็นที่นับถือแก่คนทั้งปวง
และให้เตียงสมรสปราศจากความชั่วช้าเพราะคนมีชู้ และคนที่ล่วงประเวณีนั้น
พระเจ้าจะทรงพิพากษาโทษเขา
 
 
 
พระคัมภีร์ให้ความสำคัญในชีวิตสมรสต้องเป็นที่นับถือ
อยู่ในความบริสุทธิ์(Holy)
ภาพงานสมรสในโลกนี้เป็นภาพสะท้อนความสัมพันธ์ในทางที่บริสุทธิ์
ของผู้เชื่อ (คริสตจักร)เป็นเจ้าสาว และพระเจ้าเป็นเจ้าบ่าว (คำว่า Holy
คือการรักษาความบริสุทธิ์ ให้เป็นที่นับถือ แยกไว้สำหรับพระเจ้า)
 
 
 
เอเฟซัส 5:24-28
 
24 คริสตจักรยอมฟังพระคริสต์ฉันใด ภรรยาก็ควรยอมฟังสามีทุกประการฉันนั้น
 
25 ฝ่ายสามีก็จงรักภรรยาของตน เหมือนอย่างที่พระคริสต์ทรงรักคริสตจักร
และทรงประทานพระองค์เองเพื่อคริสตจักร
 
26 เพื่อจะได้ทรงทำให้คริสตจักรบริสุทธิ์ โดยการทรงชำระด้วยน้ำและพระวจนะ
 
27 เพื่อพระองค์จะได้มีคริสตจักรที่มีสง่าราศี ไม่มีตำหนิริ้วรอย
หรือมลทินใดๆเลย แต่บริสุทธิ์ปราศจากตำหนิ
 
28 เช่นนั้นแหละ สามีจึงควรจะรักภรรยาของตนเหมือนกับรักกายของตนเอง
ผู้ที่รักภรรยาของตนก็รักตนเอง
 
คำว่า "Honor"ไม่ใช่ Horror"หมายถึงหนังสยองขวัญ
คงจะสยองขวัญแน่ก็ครอบครัวไม่สงบ เหมือนดังบทเพลง "Home" ของคุณธีร์
ไชยเดช เนื้อหาประมาณว่า "ดอกไม้ ประตู แจกัน ดินทราย ต้นไม้ใหญ่ แก้วน้ำ
จานชาม บันได โคมไฟ ที่สวยงาม ...บ้านนี้จะงามอย่างไร ถ้าไม่มีเธอ
ให้ความหมายว่า มีเธอบ้านก็จะงดงาม แต่ถ้าไม่มีความรัก ไม่ให้เกียรติกัน
ข้าวของที่กล่าวมา ก็จะเป็น แก้วน้ำ แจกัน จานบินที่ขว้างไส่กัน
 
ดังนั้นอยู่ในบ้านเดียวกัน ต้องเอาใจใส่กันให้เกียรติต่อกัน
มีคำเรียกใหม่ ว่า "ที่รัก" หรือ "ฮันนี่ (Honey)"เป็นต้น
มาจากความรักที่ให้เกียรติผู้ที่เป็นสามีหรือภรรยา
เพราะเรียกมาจากความรู้สึกข้างใน และต้องรักษาสิ่งนี้แม้เวลาเปลี่ยนไป
หรือ สังขารจะเปลี่ยนแปลง อย่ามีคำพูดที่เรียกแทนชื่อว่า "ตาแก่ ยายแก่"
จาก "ฮันนี่ ที่รัก" กลาย "หันหนี" หันหนีหายไปจากบ้าน
 
และครอบครัวจะต้องรักษาความบริสุทธิ์ในทางชอบธรรม ไม่ผิดประเวณี
นอกใจคู่สมรส เป็นแบบอย่างจนเป็นที่นับถือของคนทั้งปวง
 
 
 
O-Offering : ครอบครัวแห่งการให้ ให้ความรักต่อกัน
และแบ่งปันความรักออกไปสู่ผู้อื่น
 
เราอาจจะให้ได้แม้ไม่ได้รัก แต่ถ้ารักแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ให้
ความรักในครอบครัวไม่ใช่ให้แค่กันและกันแต่เป็นการให้ความรักออกไป
 
มีคำกล่าวว่า "การแบ่งปันความสุขให้ผู้อื่น
เพิ่มความสุขให้กับตนเองเป็นสองเท่า การแบ่งเบาความทุกข์ของผู้อื่น
ลดความทุกข์ของตนเองลงครึ่งหนึ่ง"
 
 
 
การให้ทำให้เกิดสุขทั้งผู้รับและผู้ที่ให้
พระเจ้าจึงสอนคริสตชนให้รักเพื่อนบ้าน

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #254: 5 พ.ย. 10, 11:05 น

 
รูปแบบของการสื่อสาร
โดย ศจ.ดร.เสรี หล่อกัณภัย
 
ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยและสังคมโลกในปัจจุบัน
มีสาเหตุมาจากการสื่อสาร
ถึงแม้ปัจจุบันเราจะมีเครื่องมือสื่อสารที่ทันสมัยมากก็ตาม
นอกจากนี้ก็ยังมีสังคมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ Social Network
ชนิดใดก็ตาม แต่มนุษย์เราก็ยังพูดกันไม่รู้เรื่องอยู่ดี
แม้แต่การโพสต์ข้อความบางอย่าง ถ้าคนอ่านไม่พอใจก็จะถูกโจมตีอย่างหนัก
นักการเมืองก็ได้ให้ความสำคัญกับสื่อสารมวลชนเป็นอย่างมาก
แต่คนส่วนหนึ่งก็ไม่ไว้วางใจการเสนอข้อมูลผ่านสื่อสารมวลชนของฝ่ายตรงข้าม
และพยายามหาช่องทางอื่นๆที่จะเสนอความคิดเห็นของฝ่ายตน
 
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารได้ชี้ให้เราเห็นว่า
ในการสนทนานั้นความหมายของเนื้อหาจะอยู่ที่คำพูดเพียง 30% เท่านั้น
ที่เหลืออีก 70% อยู่ที่ท่าทางหรือสิ่งอื่นรอบข้างของผู้พูด
นักวิชาการชาวเอเชียได้ตั้งข้อสังเกตว่า
ความหมายที่ไม่ได้อยู่ในคำพูดของคนเอเชียนี้สูงถึง 90% ทั้งนี้
เพราะคนเอเชียมีวัฒนธรรมที่ไม่พูดอะไรตรงๆ เรามีเรื่องของหน้าตา
เรื่องของการให้เกียรติ และเรื่องของพวกพ้อง และการเกรงใจกันอีก ดังนั้น
หากเราจะรู้ความจริง เราต้องไปเสาะหาข้อมูลจากที่อื่น ไม่ใช่จากตัวผู้พูด
ซึ่งทำให้การแก้ไขปัญหายากขึ้นไปอีก
หลายครั้งเมื่อมีความพยายามที่จะสื่อสารด้วยคำพูดแล้วยังไม่รู้เรื่องกัน
ก็ต้องมีการกระทำที่เป็นสัญลักษณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดินขบวนประท้วง
และในช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ก็มีการยิงระเบิดบ้าง
ซึ่งผู้กระทำก็พยายามจะสื่อสารความหมายบางอย่างออกมา
แม้การสื่อสารนี้อาจจะไปถึงผู้รับสารได้โดยตรง
แต่บางครั้งผู้รับสารก็ยังไม่เข้าใจว่าผู้สื่อสารต้องการอะไร
จึงมีการกระทำที่เป็นสัญลักษณ์อย่างต่อเนื่อง
ยิ่งผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งไม่เข้าใจใหญ่
 
หากเราต้องการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่นี้
เราคงต้องตีความหมายให้ถูกต้องว่าผู้พูดต้องการสื่อสารอะไรกับเรากันแน่
และคงต้องสังเกตภาษากายหรือองค์ประกอบอื่นๆให้ดีว่า
ความต้องการที่แท้จริงของคู่สนทนาคืออะไร
ในสมัยที่พระเยซูทรงสั่งสอนประชาชนและรักษาคนเจ็บป่วยให้หายจากโรคด้วยการยกโทษความผิดบาปของคนป่วยนั้น
มีผู้นำทางศาสนาบางคนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยได้ตำหนิพระเยซูในใจว่า
"คนนี้หมิ่นประมาทพระเจ้า" พระเยซูก็ตรัสกับพวกเขาว่า
"ทำไมพวกท่านจึงคิดการชั่วอยู่ในใจ? การที่พูดว่า
'บาปต่างๆของท่านได้รับอภัยแล้ว' กับการพูดว่า 'จงลุกขึ้นเดินไปเถิด'
แบบไหนจะง่ายกว่ากัน? ทั้งนี้ เพื่อให้ท่านรู้ว่า
บุตรมนุษย์มีสิทธิอำนาจในโลกที่จะอภัยบาปได้"
พระองค์จึงตรัสสั่งคนง่อยว่า "จงลุกขึ้นยกที่นอนกลับไปบ้านของท่าน"
(มัทธิว 9:4-6) สิ่งที่พระเยซูทรงกระทำนั้น ทำให้เราเห็นว่า
พระองค์ไม่เพียงเป็นผู้รักษาโรคหรือผู้สั่งสอนคนให้ทำความดีเท่านั้น
แต่พระองค์ยังทรงเป็นผู้ที่รู้ถึงความคิดในใจของคนที่คอยจับผิดพระองค์
พระองค์เป็นนักสื่อสารที่ยิ่งใหญ่
พระองค์ไม่เพียงแต่สามารถตอบสนองความต้องการภายนอกของเรา
แต่พระองค์สามารถตอบสนองความต้องการที่อยู่ในใจของเราได้ด้วย
พระองค์ไม่ได้ประเมินมนุษย์เราที่คำพูด
แต่พระองค์ทรงประเมินตัวเราที่ความคิดของเรา
แม้แต่พระคริสตธรรมคัมภีร์ก็ไม่ได้สื่อสารกับมนุษย์เพียงตัวหนังสือที่อ่านเท่านั้น
แต่ยังสื่อสารเข้าไปในส่วนลึกของมนุษย์
ดังผู้เขียนพระธรรมฮีบรูได้กล่าวว่า
"เพราะว่าพระวจนะของพระเจ้านั้นมีชีวิตและทรงพลานุภาพอยู่เสมอ
และคมยิ่งกว่าดาบสองคมใดๆแทงทะลุกระทั่งแยกจิตและวิญญาณ
ทั้งข้อกระดูกและไขในกระดูก
และสามารถวินิจฉัยความคิดและความมุ่งหมายในใจด้วย" (ฮบ. 4:12)
 
หากเราจะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกันจริงๆแล้ว
เราจะต้องพยายามสื่อสารกันอย่างจริงใจ
และสื่อสารกันแบบเข้าให้ถึงความคิดที่แท้จริงว่า
ฝ่ายตรงกันข้ามนั้นต้องการอะไรกันแน่ ความต้องการที่แท้จริงของเขาคืออะไร
 
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 279 วันที่ 2 - 8 ตุลาคม
พ.ศ. 2553 หน้า 25 คอลัมน์ พระวจนธรรม โดย ศจ.ดร.เสรี หล่อกัณภัย

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #255: 7 พ.ย. 10, 13:08 น


ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง
 
"เรารู้ว่า พระเจ้าทรงช่วยคนที่รักพระองค์ให้เกิดผลอันดีในทุกสิ่ง
คือคนทั้งปวงที่พระองค์ได้ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์" (โรม 8:28)
 
ผมเคยอ่านเกี่ยวกับชาวนาคนหนึ่งกวาดเอาเศษใบไม้กิ่งไม้แห้งมากองไว้ตั้งใจจะเผาไฟทิ้ง
เขาสังเกตุเห็นมีนกมาทำรังที่บนกองเศษไม้แห้งนั้น เขาจึงทำลายรังนกเสีย
วันรุ่งขึ้นเขากลับไปที่กองเศษไม้นั้นอีก ก็เห็นนกมาทำรังขึ้นใหม่
เขาจึงทำลายทิ้ง วันต่อๆมาก็เช่นกัน พอนกสร้างรัง เขาก็ทำลายมันทิ้ง
เป็นอยู่หลายวันจนนกยอมแพ้ไม่มาสร้างรังอีกเลย
 
ผมมองเห็นภาพนกกลับไปที่รังเดิมของมันแล้วพูดกับนกตัวอื่นๆในครอบครัวว่า
"ไม่เข้าใจเลย
ทำไมแผนการดีๆในการสร้างรังใหม่ของเราจึงถูกทำลายลงหมดสิ้น"
 
ครับ มีมือที่มองไม่เห็นกำลังทำการบางอย่าง
บางอย่างที่นกอาจคิดว่ามันแย่จริงๆ แต่ที่จริงแล้วมันดีมากๆต่างหากครับ
 
กลับไปอ่านโรม 8:28 อีกครั้ง สังเกตุดู
จะเห็นว่าพระจ้าไม่ได้ตรัสว่าทุกสิ่งเป็นสิ่งดี
เพราะทุกสิ่งไม่ได้ดีไปหมด ยังมีเรื่องร้ายๆมากมายที่ในโลกนี้
ประเด็นคือพระเจ้าทรงแสนดี
พระองค์เท่านั้นที่สามารถนำทุกสิ่งมารวมกันจนเกิดผลอันดีสำหรับพวกเราครับ !
 
โดย: Pastor Adrian Rogers
 
Daily devotional
 
Love worth finding ministries: www.lwf.org
 
 
ยิ่งโตและเดินทีละก้าวกับพระเยซู ยิ่งเห็นความจริงมากมายในพระคำข้อนี้
ในท่ามกลางสิ่งร้ายที่เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม
ในภาพรวมใหญ่แล้วเห็นพระคุณพระเจ้าซ่อนอยู่มากมาย
ใครก็ตามที่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ทุกข์ใจ มองหาพระคุณให้เจอ
เมื่อเจอแล้วจะซาบซึ้งในความรักของพระเจ้าอย่างไม่น่าเชื่อ -
ขอพระเจ้าอวยพระพรค่ะ
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #256: 9 พ.ย. 10, 11:12 น

Subject: ขอเชิญร่วมงานประชุม "เปิดรับไฟจากสวรรค์" 11-13 พ.ย. คจ.ใจสมาน
สุขุมวิท 6
 
 
 
ทุกถ้อยคำที่กล่าวถึงประเทศไทย
เป็นการทรงเปิดเผยสำแดงถึงสิ่งที่พระเจ้า ได้ทรงวางแผนการไว้สำหรับชนชาตินี้
และอะไรก็ตามที่พระเจ้าตรัสไว้ ก็ย่อมจะเกิดขึ้น และสำเร็จเป็นจริงแน่
แต่เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อไรเราจึงจะลงมือทำ และก้าวเท้าออกไปให้พระเจ้าใช้
เพื่อที่คำเผยพระวจนะนั้นจะสำเร็จเป็นจริงขึ้น
 
พระเจ้าทรงปรารถนาที่จะกระทำการยิ่งใหญ่ในตัวเรา แก่เรา และผ่านตัวเรา
เพื่อว่าพระสิริของพระองค์ และพระนามอันยิ่งใหญ่
ของพระองค์จะถูกสำแดง และยกชูขึ้นในประเทศนี้
 
*นี่เป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวครั้งยิ่งใหญ่ในประเทศไทย*
ขอให้เรามารวมตัวกัน และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในฐานะเป็นพระกายของพระคริสต์
ขอให้เราร่วมมือร่วมใจกัน นำแผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่ในประเทศไทย
 
พระเจ้าทรงต้องการให้ *"ประเทศไทยเป็นดาวจรัสแสงสำหรับการฟื้นฟูในทวีปเอเซีย" *
พระเจ้าทรงปรารถนาให้ *
"ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในฐานะเป็นชนชาติแห่งไฟของพระเจ้า"*
 
พระเจ้าได้ทรงเรียกผู้รับใช้ของพระองค์ จากประเทศอินเดีย คือ
อาจารย์วิจิ เศคาริยาห์ และ อาจารย์ฟินนี่ สตีเฟ่น ซามูเอล
 
[image: viji passport photo.jpg][image: FINNY1.jpg]
 
*ให้ปลุกเร้าพระกายของพระคริสต์ในประเทศนี้ *
เพื่อตอบสนองสิ่งที่พระเจ้าทรงเรียกให้พวกเขาทำ พระเจ้าทรงกำลังเปิดเผย
และสำแดงพระสิริของพระองค์แก่ประเทศไทย และทรงต้องการที่จะนำการฟื้นฟู
ครั้งยิ่งใหญ่มาสู่ชนชาตินี้
 
ทางมูลนิธิสื่อใจไทย (MGF) ร่วมกับ Lord's Prayer Partners ประเทศอินเดีย
ร่วมจัดงาน การประชุม "การเปิดรับไฟจากสวรรค์"
ในวันพฤหัสบดี ที่ 11 ถึงวันเสาร์ที่ 13 พฤศจิกายน 2010
เวลา 09.00 - 21.30 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ คริสตจักรใจสมาน สุขุมวิท 6
(ไม่เสียค่าใช้จ่าย)
 
และมีการถ่ายทอดสดผ่านทางเว็บไซค์ www.mediaofgrace.org
 
ในการประชุมดังกล่าวนี้จะมี*การบรรยาย* ในเวลา *09.00 - 17.30 น.*
เกี่ยวกับการเยียวยารักษาจิตวิญญาณ และการทรงเจิมของพระวิญญาณบริสุทธิ์
 
และในช่วง*นมัสการเปิดรับไฟจากสวรรค์* เวลา *18.30 - 21.30 น. *
โดยจะใช้ทีมนมัสการที่มาจากหลากหลายคริสตจักร
 
ทั้งนี้*วัตถุประสงค์หลัก*ในการจัดงานเพื่อให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
ระหว่างพี่น้องต่างคริสตจักร และนำการฟื้นฟูมาถึงยังประเทศไทย
ให้เป็นไปตามคำเผยพระวจนะของพระเจ้าที่มาถึงประเทศไทย
เชิญท่านมาเป็นส่วนหนึ่งในการเคลื่อนอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าเหนือประเทศไทย
สอบถามเพิ่มเติม 02-722-8744, 083-085-5002, info.mgf@gmail.com
 
ขอเชิญชม VTR แนะนำงานสัมมนาได้ตาม link นี้ค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=oEN_sNj4_-g
 
[image: Poster_Open heaven fire_Thai .jpg]
 
 
--
มูลนิธิสื่อใจไทย
Media of Grace Foundation
+662 722 8744, +668 6736 2525
165 Pattanakarn 46 Suanluang
Bangkok 10250 Thailand
 
ดูโปสเตอร์คลิกหัวข้อข่าว

 


--------------------------------------------------------------------------------
"แค่ร่วมโหวต" เรื่องฮาๆ ที่ฮาไม่ออกกับ Ink Tank
ลุ้นรับ New iPod Shuffle

www.buzzidea.tv

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #257: 10 พ.ย. 10, 10:42 น

ได้เวลา"อุดช่องโหว่"ประเทศไทย
 
โดย ศจ.สมเกียรติ วรรณศรี
 
 
 
นับแต่วันที่ 1 ตุลาคม ไปจนถึงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2010 เป็นเวลา 40
วันที่ "คริสต์ศาสนิกชนในประเทศไทย" ได้ตั้งจิตร่วมใจกัน จัดให้เป็น
"วาระแห่งการอดอาหารอธิษฐานวิงวอนขอพรเพื่อประเทศไทย" ขึ้น ทั้งนี้
เนื่องเพราะมีใจรักและห่วงใยในความเป็นไปของประเทศชาติ
ที่มีปัญหาหนักๆหลายเรื่องที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน อาทิ
ปัญหาการฉ้อฉล ฉ้อโกง ที่ได้ครอบงำและกินลึกเข้าไปในทุกระดับชั้นของสังคม
ไม่ว่าจะเป็นโครงการใน "ระดับชาติ" หรือ "ระดับท้องถิ่น"
ล้วนแต่มีปัญหาในเรื่องของการโกงกินด้วยกันแทบทั้งสิ้น
หรือจะในเรื่องของปัญหาเกี่ยวกับความขัดแย้ง บาดหมาง การแบ่งข้าง แยกพวก
ที่ปกคลุมไปทั่วทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะในภาคส่วนของทางราชการ
ของหน่วยงาน องค์กร ในภาคส่วนทางการเมือง และภาคประชาชนคนไทยด้วยกันเอง
 
มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจอย่างเหลือทน เพียงเพราะมีความฝักใฝ่
มีความนิยมชมชอบในหลักการ แนวนโยบายของพรรคการเมืองแตกต่างกัน
ถึงกับออกมาใช้กำลังประทุษร้าย ห้ำหั่น ใช้ความรุนแรงต่อกัน
อีกทั้งยังมีการกีดกัน แบ่งปันพื้นที่ ว่าจังหวัดโน้น ภาคนี้
เป็นถิ่นพื้นที่ของใคร หรือจะในเรื่องของการปล้นจี้ ฉกชิงวิ่งราว
การฉุดคร่าข่มขืน ที่นับวันมีแต่จะเพิ่มความรุนแรงมากขึ้นๆ
รวมทั้งในบางพื้นที่ยังได้มีการลงมือเข่นฆ่ากันอย่างป่าเถื่อน
โหดร้ายทารุณ ไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก สตรีหรือคนชรา
ก็ยังลงมือฆ่าได้ ถึงแม้บางรายจะก้มลงกราบเพื่อร้องขอชีวิตไว้แล้วก็ตาม
 
ต้องยอมรับว่าในแต่ละประเด็นปัญหา ล้วนแต่นำมาซึ่งความถดถอย
ก่อให้เกิดวิกฤต และสร้างผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของผู้คนได้ไม่น้อย
เพราะมันได้นำเอาความรู้สึกแปลกแยก สร้างความแตกร้าว
ได้นำเอาความทุกข์ยาก ความลำบาก ความอดอยาก
การพลัดพรากและความสูญเสียมาให้คนไทยอย่างถ้วนหน้า ในเวลาที่รวดเร็ว
แม้ในบางครั้งจะไม่มีใครต้องการหรือเรียกหา
แต่ทว่าพิษภัยหรือผลพวงจากปัญหาต่างๆเหล่านี้
ก็ยังส่งผลกระทบมาให้อย่างเต็มๆ
 
ที่สังคมไทยต้องเป็นไปแบบนั้นก็เพราะมี "ช่องโหว่" ขนาดใหญ่
นอกจากจะเป็นเพราะเราขาดความรู้
ไม่มีความเข้าใจในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นๆที่มีความแตกต่างกันแล้ว
ยังเป็นเพราะเราต่างมีค่านิยม และกรอบความคิด ในการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้อง
จึงส่งผลทำให้ทัศนคติ ท่าที มุมมอง และการตอบสนองของผู้คนผิดเพี้ยนไป
ดังนั้น ในประเทศนี้แม้จะมีคนเก่ง มีความสามารถมาก
เต็มไปด้วยความรู้อยู่มากมาย แต่เมื่อไร้ซึ่งคุณธรรม ขาดสติปัญญา
ไม่มีศีลธรรม ขาดจริยธรรม และไม่นำเอาหลักธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวใจ
คนบางคนจึงสามารถลงมือกระทำสิ่งชั่วช้าเลวทราม กล้าที่จะก่อกรรมทำเข็ญ
ลงมือเข่นฆ่าและทำลายชีวิตคนอื่นๆได้อย่างง่ายดาย โดยไม่รู้สึกละอายใจ
และไม่หวั่นเกรงต่ออาญาแผ่นดินแต่อย่างใด
ซึ่งเป็นคุณลักษณะชีวิตตรงกับที่พระคัมภีร์ (เอเฟซัส 4:17-19)
ได้สรุปเอาไว้ว่า "มีใจที่ปราศจากโอตตัปปะ" กล่าวคือ
ไม่หลงเหลือความละอายและเกรงกลัวที่จะกระทำความผิดบาปอยู่อีกเลยนั่นเอง
 
ด้วยเหตุนี้คริสต์ศาสนิกชนไทยในฐานะที่เป็นกลุ่มคนที่พระเจ้าเลือกไว้
ซึ่งมีใจรักและห่วงใยในความเป็นไปของบ้านเมืองอยู่ไม่น้อย
จึงมีความตั้งจิตร่วมใจกันที่จะตอบสนองต่อพระดำรัสขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่
ประสงค์ให้เราได้ทูลวิงวอนทูลขอต่อพระองค์เพื่อแผ่นดินนี้
ดังที่ทรงตรัสไว้ว่า "เรามองหาใครสักคนในพวกเขา ที่จะสร้างสร้างกำแพงขึ้น
และยืนต่อหน้าเราอุดช่องโหว่เพื่อแผ่นดินนั้น..." (เอเสเคียล 22:30)
ทั้งนี้ ก็เพื่อประเทศชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา
จะได้ไม่ตกต่ำและดำดิ่งลงไปสู่ความ "เสื่อมทรุด" และเป็นสังคมที่
"เสื่อมถอย" มากไปกว่านี้
เพราะเรามีความเชื่อตามที่พระคัมภีร์มีสอนไว้ว่า "ถ้าประชากรของเรา
ผู้ซึ่งเราเรียกกันโดยชื่อของเรานั้น จะถ่อมตัวลงและอธิษฐาน
และแสวงหาหน้าของเรา และหันเสียจากทางชั่วของเขา
เราจะฟังจากสวรรค์และจะอภัยบาปของเรา และจะรักษาแผ่นดินของเขาให้หาย" (2
พงศาวดาร 7:14) นั่นเอง
 
ดังนั้น ตลอดเวลา 40 วันแห่งการอธิษฐาน ร่วมกันทั่วประเทศในครั้งนี้
คริสต์ชนไทยมีจุดมุ่งเน้น 4 ประการ ที่ตั้งใจนำมาใช้ในการ "จดจ่อ"
เพื่อวิงวอนทูลขอการอวยพระพรจากองค์พระผู้เป็นเจ้าก็คือ
อยากจะเห็นประเทศไทยเป็นสังคมที่ช่วยกัน "ยืนหยัด"
ต่อต้านความไม่ยุติธรรม ความไม่ถูกต้อง
สิ่งที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลายอย่างแข็งขัน และช่วยกัน "หยุดยั้ง"
กระแสความนิยมชมชอบการใช้กำลัง ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นทำร้ายกัน
และนอกจากนี้ เพราะอยากจะเห็นสังคมไทยไวในการ "หยิบยื่น"
น้ำใจและให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนพี่น้องร่วมชาติที่ขาดปัจจัยที่จำเป็นต่อ
การธำรงชีวิต
โดยเฉพาะในขณะที่ประสบกับวิกฤตและพิบัติภัยต่างๆกันอย่างทันท่วงที
และตั้งใจที่จะช่วยกัน "เยียวยา" เพื่อนพี่น้องร่วมชาติอีกจำนวนมาก
ที่กำลังบอบช้ำจากความสูญเสีย อยู่ในภาวะที่อ่อนแรง ท้อแท้ใจ
และเก็บซ่อนความเจ็บแค้นเอาไว้ลึกๆข้างในให้หายดี
ให้กลับมามีแรงใจที่จะทำสิ่งดีและมีคุณประโยชน์ให้กับสังคมประเทศชาติร่วม
กันต่อไป
 
ขอพระเจ้าทรงโปรดอวยพระพรและประทานกำลังใจให้กับพี่น้องไทยทุกคน
 
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 280 วันที่ 9-15 ตุลาคม
พ.ศ. 2553 หน้า 25 คอลัมน์ พระวจนธรรม โดย ศจ.สมเกียรติ วรรณศรี

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #258: 14 พ.ย. 10, 13:21 น

Subject: ความรู้สึกสงบสุข ท่ามกลางพายุร้าย
 
 
ความรู้สึกสงบสุข ท่ามกลางพายุร้าย
 
 
"สันติสุข ไม่ใช่ชีวิตที่ปราศจากปัญหา
แต่คือความรู้สึกสงบสุขท่ามกลางพายุร้ายของชีวิต" ... ริค วอร์เร็น
จากหนังสือ พลังเปลี่ยนชีวิต
 
 
 
กุญแจ 5 ประการสู่สันติสุขแท้
 
1. เชื่อฟังหลักการของพระเจ้า
 
พระคำของพระเจ้าคือ คู่มือสำหรับชีวิตเรา ซึ่งประกอบไปด้วย หลักการสุขภาพ
การเงิน ธุรกิจ การงาน การเงิน ชีวิตคู่ และอื่นๆ
 
ถ้าเราเพิกเฉยต่อหลักการ(พระคำ) ก็เท่ากับเรา
ยอมกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา และไม่อาจโทษใครได้นอกจากตัวเอง!!
 
 
 
2. ยอมรับการให้อภัยจากพระเจ้า
 
ความรู้สึกผิด เป็นตัวบ่อนทำลายสันติสุขอันดับหนึ่งของคนส่วนใหญ่
 
เมื่อเรารู้สึกผิด เรารู้สึกว่าถูกอดีตหลอกหลอนไล่ล่าเราอยู่
พระเจ้ากระตือรือร้น เต็มใจ และรอคอยที่จะอภัยและชำระเรา
 
พระเจ้ามียางลบความผิดที่ใหญ่มาก ... ถ้าเราสารภาพบาปของเรา
พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา
 
 
 
3. จดจ่อที่การอยู่ด้วยของพระเจ้า
 
เราต้องรู้ว่าพระเจ้าอยู่กับเราเสมอ และต้องหัดรับรู้ถึงการอยู่ด้วยของพระองค์
 
เราเลือกได้ว่าเราจะจดจ่ออยู่ที่ปัญหาของเราหรือที่พระเจ้าผู้เป็นคำตอบ
 
จดจ่อที่การอยู่ด้วยของพระเจ้า พระองค์อยู่ภายในเราและทรงสัญญาว่า
จะไม่มีวันทอดทิ้งคุณ
 
"ความเครียด" เป็นตัวบอกว่า เราได้ละสายตาจากพระเจ้า ไปจดจ่อที่สถานการณ์แล้ว
 
เวลาเรามองปัญหาเราก็เริ่มเครียด
 
เราต้องจำไว้ว่า ความเครียดเป็นวิธีหนึ่งที่พระเจ้าเตือนเราให้
เพ่งความสนใจให้ถูกที่
 
ปัญหาส่วนใหญ่ของเราเกิดจากการที่เรากระวนกระวาย ไม่นิ่ง และไม่จดจ่ออยู่กับพระเจ้า
 
...จงนิ่งเสีย และรรู้ว่าเราคือพระเจ้า...
 
"แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ
จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของทั้งทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์"
 
 
 
4. วางใจในพระประสงค์ของพระเจ้า
 
แม้ขณะที่หลายอย่างดูไม่เข้าท่าหรืออยู่เหนือการควบคุมของเรา
เราต้องวางใจในพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะเราทำได้แค่นั้นจริงๆ
 
"อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง" แปลว่า อย่าพยายามหาคำตอบทุกอย่างในชีวิตด้วยตนเอง
 
ตราบใดที่เราพยายามกระ***กระสนหาคำตอบให้กับทุกสิ่ง
เท่ากับว่าเราไม่วางใจพระเจ้าจริงๆ
 
เราต้องวางใจพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา และของคนที่เรารักด้วย
 
เมื่อเราทำอย่างนี้ เราก็ได้รับพระสัญญาของพระองค์ที่ว่า พระองค์จะทรง
"นำ"ชีวิตของเรา ดังพระคำที่ว่า "พระองค์จะทรงนำให้วิถีของเจ้าราบรื่น"
 
หลายคนพยายามที่จะนำชีวิตของตนเอง แต่ก็ลงเอยด้วยเส้นทางที่ไร้จุดหมาย
เต็มไปด้วยเรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้
 
การวางใจให้พระเจ้าเป็นผู้นำชีวิต คือสันติสุขที่แท้จริง
 
 
 
5. ขอสันติสุขของพระเจ้า
 
ถ้าอยากได้สันติสุขจากพระเจ้า เราต้องขอ
 
"อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย
แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน
การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ
จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์"
 
ถ้าเราไม่อธิษฐาน เราก็มีแนวโน้มที่จะวิตกกังวล
 
เมื่อแรงกดดันเพิ่มขึ้น อย่าตื่นตระหนก ... จงอธิษฐาน
 
การอธิษฐานเป็นการคลายเครียดอย่างยอดเยี่ยม
 
พระองค์รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคุณอยู่แล้ว แถมยังไงๆ พระองค์ก็ยังรักคุณ
 
บอกความในใจ สิ่งที่รบกวน ความจำเป็นและปัญหาของคุณ
 
ผลพลอยได้ที่วิเศษสุดจากคำอธิษฐาน คือ สันติสุข
 
 
 
________________________________
 
สรุปมาจากบทหนึ่งของหนังสือ "พลังเปลี่ยนชีวิต" ครับ
 
Last Updated on Tuesday, 05 October 2010 22:02
 
ที่มา www.gracezone.org
 
 
 
ความมั่งมีในชีวิตคริสเตียน (The Christian's Riches)
 
 
 
Monday, 02 March 2009 00:09
 
ในพระเยซูคริสต์เราจะพบกับ
 
A LOVE that can never be fathomed (ความรักที่ไม่สามารถหยั่งความลึกได้);
 
A LIFE that can never die (ชีวิตที่ไม่พบกับความตาย);
 
A RIGHTEOUSNESS that can never be tarnished (ความชอบธรรมที่ไม่เคยด่างพร้อย);
 
A PEACE that can never be understood (สันติสุขที่ไม่สามารถเข้าใจได้);
 
A REST that can never be disturbed (การพักสงบที่ไม่เคยถูกรบกวน);
 
A JOY that can never be diminished (ความชื่นชมยินดีที่ไม่เคยลดลง);
 
A HOPE that can never be disappointed (ความหวังที่ไม่เคยผิดหวัง);
 
A GLORY that can never be clouded (สง่าราศีที่ไม่เคยถูกบดบัง);
 
A HAPPINESS that can never be interrupted (ความสุขที่ไม่เคยถูกขัดจังหวะ);
 
A LIGHT that can never be darkened (ความสว่างที่ไม่เคยมืดมิด);
 
A STRENGTH that can never be enfeebled (ความเข้มแข็งที่ไม่เคยอ่อนลง);
 
A BEAUTY that can never be marred (ความสวยงามที่ไม่เคยมีรอยขีดข่วน);
 
A PURITY that can never be defiled (ความบริสุทธิ์ที่ไม่เคยถูกเจือปน);
 
A WISDOM that can never be baffled (สติปัญญาที่ไม่เคยสับสน);
 
RESOURCES that can never be exhausted (แหล่งของความบริบูรณ์ที่ไม่เคยหดหาย).
 
ที่มา www.gracezone.org

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #259: 14 พ.ย. 10, 13:27 น

Subject: ความรู้สึกสงบสุข ท่ามกลางพายุร้าย
 
 
ความรู้สึกสงบสุข ท่ามกลางพายุร้าย
 
 
"สันติสุข ไม่ใช่ชีวิตที่ปราศจากปัญหา
แต่คือความรู้สึกสงบสุขท่ามกลางพายุร้ายของชีวิต" ... ริค วอร์เร็น
จากหนังสือ พลังเปลี่ยนชีวิต
 
 
 
กุญแจ 5 ประการสู่สันติสุขแท้
 
1. เชื่อฟังหลักการของพระเจ้า
 
พระคำของพระเจ้าคือ คู่มือสำหรับชีวิตเรา ซึ่งประกอบไปด้วย หลักการสุขภาพ
การเงิน ธุรกิจ การงาน การเงิน ชีวิตคู่ และอื่นๆ
 
ถ้าเราเพิกเฉยต่อหลักการ(พระคำ) ก็เท่ากับเรา
ยอมกับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นตามมา และไม่อาจโทษใครได้นอกจากตัวเอง!!
 
 
 
2. ยอมรับการให้อภัยจากพระเจ้า
 
ความรู้สึกผิด เป็นตัวบ่อนทำลายสันติสุขอันดับหนึ่งของคนส่วนใหญ่
 
เมื่อเรารู้สึกผิด เรารู้สึกว่าถูกอดีตหลอกหลอนไล่ล่าเราอยู่
พระเจ้ากระตือรือร้น เต็มใจ และรอคอยที่จะอภัยและชำระเรา
 
พระเจ้ามียางลบความผิดที่ใหญ่มาก ... ถ้าเราสารภาพบาปของเรา
พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ก็จะทรงโปรดยกบาปของเรา
 
 
 
3. จดจ่อที่การอยู่ด้วยของพระเจ้า
 
เราต้องรู้ว่าพระเจ้าอยู่กับเราเสมอ และต้องหัดรับรู้ถึงการอยู่ด้วยของพระองค์
 
เราเลือกได้ว่าเราจะจดจ่ออยู่ที่ปัญหาของเราหรือที่พระเจ้าผู้เป็นคำตอบ
 
จดจ่อที่การอยู่ด้วยของพระเจ้า พระองค์อยู่ภายในเราและทรงสัญญาว่า
จะไม่มีวันทอดทิ้งคุณ
 
"ความเครียด" เป็นตัวบอกว่า เราได้ละสายตาจากพระเจ้า ไปจดจ่อที่สถานการณ์แล้ว
 
เวลาเรามองปัญหาเราก็เริ่มเครียด
 
เราต้องจำไว้ว่า ความเครียดเป็นวิธีหนึ่งที่พระเจ้าเตือนเราให้
เพ่งความสนใจให้ถูกที่
 
ปัญหาส่วนใหญ่ของเราเกิดจากการที่เรากระวนกระวาย ไม่นิ่ง และไม่จดจ่ออยู่กับพระเจ้า
 
...จงนิ่งเสีย และรรู้ว่าเราคือพระเจ้า...
 
"แล้วสันติสุขของพระเจ้าที่เกินความเข้าใจ
จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของทั้งทั้งหลายไว้ในพระเยซูคริสต์"
 
 
 
4. วางใจในพระประสงค์ของพระเจ้า
 
แม้ขณะที่หลายอย่างดูไม่เข้าท่าหรืออยู่เหนือการควบคุมของเรา
เราต้องวางใจในพระประสงค์ของพระเจ้า เพราะเราทำได้แค่นั้นจริงๆ
 
"อย่าพึ่งพาความรอบรู้ของตนเอง" แปลว่า อย่าพยายามหาคำตอบทุกอย่างในชีวิตด้วยตนเอง
 
ตราบใดที่เราพยายามกระ***กระสนหาคำตอบให้กับทุกสิ่ง
เท่ากับว่าเราไม่วางใจพระเจ้าจริงๆ
 
เราต้องวางใจพระเจ้าสำหรับชีวิตของเรา และของคนที่เรารักด้วย
 
เมื่อเราทำอย่างนี้ เราก็ได้รับพระสัญญาของพระองค์ที่ว่า พระองค์จะทรง
"นำ"ชีวิตของเรา ดังพระคำที่ว่า "พระองค์จะทรงนำให้วิถีของเจ้าราบรื่น"
 
หลายคนพยายามที่จะนำชีวิตของตนเอง แต่ก็ลงเอยด้วยเส้นทางที่ไร้จุดหมาย
เต็มไปด้วยเรื่องที่ตัดสินใจไม่ได้
 
การวางใจให้พระเจ้าเป็นผู้นำชีวิต คือสันติสุขที่แท้จริง
 
 
 
5. ขอสันติสุขของพระเจ้า
 
ถ้าอยากได้สันติสุขจากพระเจ้า เราต้องขอ
 
"อย่าทุกข์ร้อนในสิ่งใดๆเลย
แต่จงทูลเรื่องความปรารถนาของท่านทุกอย่างต่อพระเจ้า ด้วยการอธิษฐาน
การวิงวอน กับการขอบพระคุณ แล้วสันติสุขแห่งพระเจ้าซึ่งเกินความเข้าใจ
จะคุ้มครองจิตใจและความคิดของท่านไว้ในพระเยซูคริสต์"
 
ถ้าเราไม่อธิษฐาน เราก็มีแนวโน้มที่จะวิตกกังวล
 
เมื่อแรงกดดันเพิ่มขึ้น อย่าตื่นตระหนก ... จงอธิษฐาน
 
การอธิษฐานเป็นการคลายเครียดอย่างยอดเยี่ยม
 
พระองค์รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับคุณอยู่แล้ว แถมยังไงๆ พระองค์ก็ยังรักคุณ
 
บอกความในใจ สิ่งที่รบกวน ความจำเป็นและปัญหาของคุณ
 
ผลพลอยได้ที่วิเศษสุดจากคำอธิษฐาน คือ สันติสุข
 
 
 
________________________________
 
สรุปมาจากบทหนึ่งของหนังสือ "พลังเปลี่ยนชีวิต" ครับ
 
Last Updated on Tuesday, 05 October 2010 22:02
 
ที่มา www.gracezone.org
 
 
 
ความมั่งมีในชีวิตคริสเตียน (The Christian's Riches)
 
 
 
Monday, 02 March 2009 00:09
 
ในพระเยซูคริสต์เราจะพบกับ
 
A LOVE that can never be fathomed (ความรักที่ไม่สามารถหยั่งความลึกได้);
 
A LIFE that can never die (ชีวิตที่ไม่พบกับความตาย);
 
A RIGHTEOUSNESS that can never be tarnished (ความชอบธรรมที่ไม่เคยด่างพร้อย);
 
A PEACE that can never be understood (สันติสุขที่ไม่สามารถเข้าใจได้);
 
A REST that can never be disturbed (การพักสงบที่ไม่เคยถูกรบกวน);
 
A JOY that can never be diminished (ความชื่นชมยินดีที่ไม่เคยลดลง);
 
A HOPE that can never be disappointed (ความหวังที่ไม่เคยผิดหวัง);
 
A GLORY that can never be clouded (สง่าราศีที่ไม่เคยถูกบดบัง);
 
A HAPPINESS that can never be interrupted (ความสุขที่ไม่เคยถูกขัดจังหวะ);
 
A LIGHT that can never be darkened (ความสว่างที่ไม่เคยมืดมิด);
 
A STRENGTH that can never be enfeebled (ความเข้มแข็งที่ไม่เคยอ่อนลง);
 
A BEAUTY that can never be marred (ความสวยงามที่ไม่เคยมีรอยขีดข่วน);
 
A PURITY that can never be defiled (ความบริสุทธิ์ที่ไม่เคยถูกเจือปน);
 
A WISDOM that can never be baffled (สติปัญญาที่ไม่เคยสับสน);
 
RESOURCES that can never be exhausted (แหล่งของความบริบูรณ์ที่ไม่เคยหดหาย).
 
ที่มา www.gracezone.org

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #260: 21 พ.ย. 10, 13:33 น

 
ยุทธภัณฑ์ป้องกันมาร (Spiritual Armor Against the
Devil)
 
โดย ปัทมโรจน์ มากสุริวงศ์ คริสตจักรแห่งพระบัญชา กรุงเทพฯ
 
จากพระธรรม เอเฟซัส บทที่ 6:10-17 พระธรรมตอนนี้ อัครทูตเปาโล
กล่าวถึงการเตรียมรับมือกับมารซาตานในสงครามฝ่ายวิญญาณ
โดยให้ผู้เชื่อดำเนินชีวิตอย่างระมัดระวัง รับกำลังที่มาจากพระเจ้า
และสวมยุทธภัณฑ์ให้พร้อม เพื่อจะมีชัยชนะในสงครามฝ่ายวิญญาณ ยุทธภัณฑ์ทั้ง 6 ชิ้น
ในการป้องกันมารซาตาน มีดังนี้
1. ความจริง (ข้อ 14ก) (The belt of truth) "เหตุฉะนั้นท่านจงมั่นคง
เอาความจริงคาดเอว..."
พระวจนะเปรียบความจริงเป็นเข็มขัดที่คาดเอวเพื่อทำให้ชุดออกรบมีความกระชับและพร้อมสำหรับการต่อสู้เสมอ
อันเป็นการสะท้อนความหมายว่า
ให้เรายึดความจริงแห่งข่าวประเสริฐและความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้าไว้
ในการรบของสงครามฝ่ายวิญญาณก็เช่นเดียวกัน คริสตชนต้องรู้กาลเวลา ในการทำการรบ
*"รู้เขา รู้เรา
รบร้อยครั้งชนะทั้งร้อยครั้ง"*เราต้องตั้งมั่นคงในความจริงแห่งพระวจนะและรู้กลอุบายของศัตรู(อฟ.6:10-14)
และเคลื่อนทัพไปตามการทรงนำและเวลาอขงพระเจ้า
2. ความชอบธรรม (ข้อ 14ข) (The breastplate of righteousness) "...
เอาความชอบธรรมเป็นทับทรวงเครื่องป้องกันอก"
ความชอบธรรมเป็นเสมือนเครื่องป้องกันใจของเรา
 
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับ กำแพงเมืองจีน
หนึ่งในสุดยอดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น
กล่าวกันว่าต้องใช้เงินและแรงงานคนจำนวนมหาศาลในการก่อสร้าง
ด้วยหวังว่าเมื่อสร้างเสร็จแล้ว
ความยิ่งใหญ่ของกำแพงจะช่วยปกป้องอาณาจักรของจากศัตรูผู้รุกรานได้ แต่ปรากฏว่า
ข้าศึกสามารถเข้ามาโจมตีเมืองได้ถึง 3 ครั้ง
โดยไม่ต้องทำลายกำแพงเมืองให้เสียหายแต่อย่างใด ...
ข้าศึกสามารถเข้าเมืองได้ด้วยวิธีใด
ก็ด้วยวิธีง่าย ๆ คือการติดสินบนทหารยามที่เฝ้าประตูเมืองเพื่อให้เปิดประตูให้
"...ความล้มเหลวของกำแพงเมืองจีนอยู่ที่คน คนไม่ซื่อสัตย์
มักสร้างความเสียหายอันยิ่งใหญ่เสมอ..."
ชีวิตของเราก็เช่นเดียวกัน ความไม่ชอบธรรมในชีวิตของเรา
จะนำผลเสียหายมาสู่ชีวิตของเราได้ อย่าปล่อยให้มารมาติดสินบน
ใช่เล่ห์กลล่อลวงเราให้หลง เปิดช่องประตูใจให้มารเข้าไปโจมตี
แต่จงสวมความชอบธรรมเป็นเกราะป้องกันประตูใจของเรา เอเมนไหมครับ
ในช่วง 40วันที่เราเตรียมใจอธิษฐานเผื่อประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1ต.ค.ถึง 9 พ.ย.
2010นี้ เราจะเป็นคนทหารยามที่เฝ้ายามที่กำแพงอธิษฐานเผื่อ อุดช่องโหว่ที่
ผมเชื่อว่า หลังจากการสัมมนา "Refining Fire for Revival:ไฟชำระสู่การฟื้นฟู"
ในวันที่ 15 -17 ต.ค.นี้โดย Dr.Chuck Pierce และทีมงานจาก Glory of Zion
คริสตจักรทั่วประเทศไทยจะเห็นการฟื้นฟูจากพระเจ้า
"ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงประเทศไทย ด้วยไฟแห่งการฟื้นฟู"
3.ข่าวประเสริฐ (ข้อ 15) (The gospel of peace) "และเอาข่าวประเสริฐแห่งสันติสุข
ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความพรั่งพร้อมมาสวมเป็นรองเท้า"
 
รองเท้าของทหารโรมันในเวลานั้น จะมีสายรัดเพื่อยึดเท้าให้แน่น
และที่พื้นรองเท้ามีการตอกตะปูไว้สำหรับยึดกับพื้นดิน
เพื่อเวลาทำการสู้รบจะยืนได้อย่างมั่นคง
สะท้อนการดำเนินชีวิตที่ยึดมั่นในข่าวประเสริฐ
และการประกาศข่าวประเสริฐแห่งสันติสุขออกไปในทุกที่ทุกแห่ง
ฉะนั้นความงดงามของเท้าผู้เชื่อ
คือการสวมรองเท้าแห่งข่าวประเสริฐออกไปตามการประกาศข่าวดีให้กับทุกคน
 
4. ความเชื่อ (ข้อ 16) (The shield of faith) พระวจนะกล่าวว่า
"...จงเอาความเชื่อเป็นโล่
ด้วยโล่นั้นท่านจะได้ดับลูกศรเพลิงของพญามารเสีย"
อาวุธชนิดหนึ่งที่มารซาตานใช้โจมตีผู้เชื่อ
คือการหลอกลวงและการทำให้สงสัยในพระสัญญา ในความดีงาม และในความรักของพระเจ้า
โล่แห่งความเชื่อ จึงสามารถดับศรเพลิงแห่งการโป้ปดนี้ได้ และเมื่อเราเชื่อ
เราจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า มีสุภาษิตบทหนึ่งกล่าวว่า
*เขา.. .ผู้สูญสิ้นทรัพย์สินไป เขา..สูญเสียมากเหลือเกิน
เขา... ผู้สูญสิ้นเพื่อนไป เขา..สูญเสียมากกว่า
เขา... ผู้สูญสิ้นความเชื่อศรัทธา เขาผู้นั้น..สูญเสียทั้งหมด
("He who loses money, loses much; He who loses a friend, loses more; He who
loses faith, loses all.")*
วันนี้ขอให้เรารักษาความเชื่อไว้อย่างเต็มกำลัง จนกว่าจะถึงวันสุดท้าย (*2 ทธ.
4:7 )* เอเมนไหมครับ
 
5. ความรอด (ข้อ 17ก) (The helmet of salvation) พระวจนะกล่าวว่า"
จงเอาความรอดเป็นหมวกเหล็กป้องกันศีรษะ..." ศีรษะเป็นอวัยวะที่สำคัญ
เป็นศูนย์รวมความคิดและการสั่งการไปยังร่างกาย
เราก็จะยังคงรักษาความรอดที่พระเจ้าประทานให้แก่เราได้
ที่ประเทศอิตาลี ศิลปินหนุ่มคนหนึ่ง พยายามที่จะแกะสลักหินอ่อน
รูปปั้นทูตสวรรค์ ศิลปินหนุ่มคนนี้ ใช้ความพยายามอย่างมาก ลงมือ ลงแรง
และใช้เวลายาวนาน เมื่อเสร็จสมบูรณ์แล้ว ศิลปินหนุ่มคนนี้ก็ได้ ขอให้
 
ไมเคิลแองเจลโล มาตรวจดู รูปปั้นหินอ่อนอันนี้ ไมเคิลแองเจลโล
ตรวจดูอย่างละเอียด ถี่ถ้วน ทุกกระเบียดนิ้ว มันดูเหมือนจะเป็นงานที่สมบูรณ์แบบ
ไร้ที่ติ แม้แต่นิดเดียว
แต่แล้ว หัวใจของ ศิลปินหนุ่มคนนี้ ก็แทบจะแตกสลาย เมื่อได้ยิน ไมเคิลแองเจลโล
พูดบอกว่า "มันขาดเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น !" เวลาผ่านไป ศิลปินหนุ่มคนนี้
ต้องไปถาม ไมเคิลแองเจลโล ถึงความหมายของ คำพูดในวันนั้น
ไมเคิลแองเจลโล ตอบบอกว่า "สิ่งที่ขาดเพียงสิ่งเดียว คือชีวิต !"
ผู้ดำเนินชีวิตห่างไกลจากพระเจ้าก็ไม่ต่างกับรูปปั้นที่ขาดชีวิต
 
วันนี้ขอให้เรามีชีวิตกับพระเจ้า
มั่นใจในความรอดที่มาผ่านทางพระโลหิตของพระเยซูคริสต์
ดำเนินกับพระองค์อย่างคนที่รู้จักกันอย่างสนิทสนมแล้วชีวิตของเราจะมีชีวิต
ทั้งชีวิตในฝ่ายกายภาพที่สดชื่น เข็มแข็งเสมอยามเผชิญปัญหา และชีวิตฝ่ายวิญญาณ
คือ ความรอดที่ได้รับจากพระเจ้า
6. พระวจนะ (ข้อ 17ข) (God's word: the sword of the Spirit) พระวจนะกล่าวว่า
"...จงถือพระแสงของพระวิญญาณ คือ พระวจนะของพระเจ้า"
การต่อสู้ด้วยพระแสงดาบเป็นภาพการโต้ตอบกลับไป
เราต้องโต้ตอบการโจมตีของมารด้วยพระวจนะ คือสัจธรรมความจริงของพระเจ้า
ที่ถูกสำแดงผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์
เมื่อเราต่อสู้อย่างเต็มกำลังโดยยึดพระวจนะไว้ มารซาตานก็จะพ่ายแพ้ไปในที่สุด (
ยก.4:7)
ถึงเวลาแล้วที่คริสตชนต้องตอบโต้กลับ (Strike back!)
พญามารให้พ่ายแพ้แตกทัพกลับบ้านเก่า
ด้วยการอธิษฐานซึ่งเป็นเสมือนปืนใหญ่ฝ่ายวิญญาณที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงในการจัดการกับมาร(
อฟ.6:18) เพราะพระโลหิตของพระเยซูคริสต์ที่กางเขน
ได้จัดการมารและประจานมารถึงความพ่ายแพ้ไปแล้ว
ขอคืนพื้นที่ของโลกนี้คืนจากมารที่แอบอ้างครองอยู่
และขอให้แผ่นดินของพระเจ้ามาตั้งอยู่ (มธ.6:10)
และเราทั้งหลายจะมีชัยชนะร่วมครอบครองกับพระเยซูคริสต์
ในการเสด็จกลับมาของพระองค์!
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://pattamarot.blogspot.com/
เข้าไปฟังคำสอนของอ.นิมิต พานิช
และอ่านบทความต่างๆได้ที่ https://www.uccfellowship.com/


 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #261: 26 พ.ย. 10, 10:56 น

ความยุติธรรม พระเมตตา และพระคุณ
 
 
"...องค์พระผู้เป็นเจ้าประทานพระคุณและเกียรติ
ไม่มีสิ่งดีอันใดที่ทรงหน่วงเหนี่ยวไว้จากผู้ที่ดำเนินชีวิตอย่างไร้ที่ติ"
(สดุดี 84:11)
 
มีคำอยู่สามคำที่มาอยู่ด้วยกันที่โคนไม้กางเขนที่เนินหัวกระโหลก :
 
ความยุติธรรม
พระเมตตา
พระคุณ
 
ความยุติธรรมคือสิ่งที่เราสมควรได้รับตามการกระทำของเรา
พระเมตตาคือไม่ต้องรับผลตามที่เราสมควรได้รับ
พระคุณคือได้รับในสิ่งที่เราไม่สมควรได้
 
แต่เดี๋ยวก่อนครับ พระคุณเป็นมากกว่านั้น
พระคุณคือสิ่งที่ผู้ประทานให้ต้องจ่ายราคาแพง แพงมากครับ
พระคุณมีค่าเท่ากับชีวิตของพระบุตรพระเจ้า
พระเยซูทรงประทานพระองค์เองให้อย่างทุกข์ทรมาน
และด้วยพระโลหิตโดยไม่คิดมูลค่า
 
ทราบหรือไม่ว่าพระคุณวิ่งติดตามเรา? และถ้าพระเจ้าวิ่งช้ากว่าพวกเรา
เราจะไม่มีวันรอด พระคุณออกตามหาคนบาป หาคนชั่ว หาคนที่ไม่ควรได้
และไม่สมควรจะได้รับ
 
คุณเป็นคนที่นำพระคุณไปแจกจ่ายหรือเปล่าครับ? ไปหาใครสักคนในวันนี้
ทำบางสิ่งดีๆให้กับเขา - สิ่งที่พวกเขาไม่สามารถทดแทน หรือชดใช้ให้คุณได้
บางทีอาจเป็นคนแปลกหน้าที่คุณจะไม่มีวันได้พบกันอีก
 
โดย : Pastor Adrian Rogers
 
Daily devotional
 
Love worth finding ministries: www.lwf.org
 
 
 
หน้าที่หลักของคริสเตียนคือนำข่าวประเสริฐ นำพระคุณ พระเมตตา
และความรักของพระเจ้าไปสู่คนมากมายในโลกนี้โดยเริ่มจากใล้ตัวเราก่อน -
วันนี้คุณนำพระคุณไปแจกจ่ายใครหรือยัง?

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #262: 28 พ.ย. 10, 13:25 น

โดย ดร.เฮ็นรี ซี ซัน
 
ไม่ทำบาป
 
 
พระคัมภีร์กล่าวว่า "ผู้ใดบังเกิดจากพระเจ้า ผู้นั้นไม่กระทำบาป
เพราะสภาพของพระเจ้าดำรงอยู่กับผู้นั้น และเขากระทำบาปไม่ได้
เพราะเขาเกิดจากพระเจ้า" (2 ยอห์น 3:9)
 
ในพระธรรม 1 ยอห์น 5:18 บันทึกไว้ว่า "เราทั้งหลายรู้ว่า
คนที่เกิดจากพระเจ้าไม่ทำบาป แต่พระบุตรของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองรักษาเขา
และมารร้ายไม่แตกต้องเขา"
 
ผู้ใดบังเกิดใหม่โดยพระเจ้า ปรกติจะไม่มีทำบาป แต่บางครั้งก็ยังทำบาป
ดังนั้น คำว่า "ไม่ทำบาป" หรือ "ไม่มีบาป" หมายความว่า
คนที่บังเกิดใหม่แล้วจะเลิกทำบาป คือเขาจะไม่มีนิสัยทำบาปเป็นปรกติวิสัย
เพราะพระเจ้าทำให้เขารู้สึกทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ
จนเขาต้องหยุดทำบาป
 
เมื่อผู้ที่บังเกิดใหม่แล้วทำบาป เขาจะรู้สึกเจ็บปวดเสียใจมาก
เหมือนคนที่เอามือไปถูกเตาร้อนๆ เขาจะรีบชักมือกลับเพราะความเจ็บปวดนั้น
มีแต่คนที่ความรู้สึกทางประสาทตายด้าน เช่น
คนโรคเรื้อนเท่านั้นที่จะไม่รีบชักมือกลับ
 
ดังนั้น ถ้าบุคคลใดอ้างว่าบังเกิดใหม่แล้ว
แต่ยังดำเนินชีวิตในความบาปอย่างไม่สะทกสะท้าน
เขาก็ยังไม่ได้บังเกิดใหม่จริงๆ
 
แต่เมื่อใครบังเกิดใหม่ เขาก็ไม่ได้กลายเป็นเหมือนทูตสวรรค์ในทันที
เขายังมีธรรมชาติเก่า ยังอยู่ในเนื้อหนัง จึงถูกล่อลวงให้ทำบาปอยู่เสมอ
โดยความใคร่ของเนื้อหนัง โดยโลกียวิสัยหรือโดยมารซาตาน
 
ดังนั้น การต่อสู้ระหว่างฝ่ายเนื้อหนังกับฝ่ายวิญญาณ
จึงเริ่มขึ้นตั้งแต่นาทีที่เขาบังเกิดใหม่ ดังที่อาจารย์เปาโลได้กล่าวว่า
"โอย ข้าพเจ้าเป็นคนน่าสมเพชอะไรเช่นนี้
ใครจะช่วยข้าพเจ้าให้พ้นจากร่างกายนี้ ซึ่งเป็นของความตายได้" (โรม 7:24)
 
อย่างไรก็ตาม ผู้ที่บังเกิดใหม่แล้ว สามารถเอาชนะเนื้อหนัง โลกียวิสัย
และมารซาตานได้ด้วยการทรงสถิตอยู่ของพระเจ้า ดังนั้น
บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ว่า "ลูกทั้งหลายเอ๋ย ท่านเป็นฝ่ายพระเจ้า
และได้ชนะเขาเหล่านั้น
เพราะว่าพระองค์ผู้ทรงอยู่ในท่านทั้งหลายเป็นใหญ่กว่าผู้นั้นที่อยู่ในโลก" (1ยอห์น
4:4)
 
เมื่อคนที่บังเกิดใหม่แล้วพลาดทำความบาป สิ่งที่ต้องทำก็คือ
 
ประการแรก เขาจะรู้สึกอายและรู้สึกผิด
และรู้สึกเจ็บปวดในหัวใจต่อสิ่งที่ตนทำลงไป
เขาควรสารภาพความผิดบาปต่อพระเจ้า
 
ประการที่สอง เขาควรกลับใจใหม่ ตั้งใจจะไม่ทำผิดทำบาปอีก
และหันหลังให้ความบาปอย่างสิ้นเชิง ละทิ้งชีวิตคริสเตียนฝ่ายเนื้อหนัง
หันมาดำเนินชีวิตที่เปี่ยมล้นด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า
 
ประการที่สาม เขาควรจะขอบคุณพระเจ้าสำหรับการให้อภัยของพระองค์
ซึ่งพระองค์ได้อภัยให้ทั้งสิ้นแล้ว
เมื่อเขาได้บังเกิดใหม่พร้อมกับชำระเขาให้ปราศจากบาปทั้งสิ้น
โดยพระโลหิตของพระเยซูคริสต์เจ้า ทั้งบาปในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
โดยเหตุนี้ เขาจึงไม่มีบาป
 
พระคัมภีร์กล่าวว่า "เมื่อมีการลบบาปแล้ว
ก็ไม่มีการถวายเครื่องบูชาลบบาปอีกต่อไป" (ฮีบรู 10-18)
มีเพียงสิ่งเดียวที่ชำระบาปของเราได้คือ พระโลหิตของพระเยซูคริสต์
"เพราะเลือดโคผู้และเลือดแพะไม่สามารถชำระบาปให้หมดสิ้นไปได้" (ฮีบรู
10:4)
 
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 281 วันที่ 16 - 22 ตุลาคม
พ.ศ. 2553 หน้า 25 คอลัมน์ พระวจนธรรม โดย ดร.เฮ็นรี ซี ซัน

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #263: 30 พ.ย. 10, 17:21 น

พระสัญญาว่าจะถูกกดขี่ข่มเหง
 
แท้จริงบรรดาคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า
ในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง (2ทิโมธี 3:12)
 
ถ้าคุณดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า คุณจะถูกกดขี่ข่มเหง แน่ใจได้เลย
ไม่ใช่แค่อาจจะ แต่เป็นมากน้อยขนาดไหน และเมื่อไหร่
 
เราชอบอ้างถึงพระสัญญาของพระเจ้า
เราชอบอ้างพระสัญญาในเรื่องของการจัดเตรียมและปกป้องดูแล
แต่มีกี่คนกันที่อ้างถึงพระสัญญาข้อนี้
"แท้จริงบรรดาคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า
ในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง" (2ทิโมธี 3:12)?
ผมเองก็ไม่เคยอ้าง...ใครบ้างล่ะ ที่อยากถูกกดขี่ข่มเหง?
 
แต่พระเยซูตรัสว่า "บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม
ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง
และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข" (มัทธิว
5:10-11)
 
ในคำเทศนาบนภูเขา คำว่า "เป็นสุข" มีอยู่หนึ่งครั้งในแต่ละข้อ
แต่ในข้อพิเศษนี้ พระเยซูทรงใช้ถึงสองครั้ง
เพื่อย้ำว่าพระเจ้าจะทรงประทานพรมากมายแก่ผู้ที่ถูกกดขี่ข่มเหง
 
ธรรมชาติของความชอบธรรมคือกล้าเผชิญหน้า
ความจริงที่ว่าเมื่อคุณเชื่อในพระเยซู คนอื่นจะไม่ค่อยชอบใจ
เพราะพระเยซูตรัสไว้แล้วว่า "เพราะทุกคนที่ประพฤติชั่วก็เกลียดความสว่าง
และไม่มาถึงความสว่าง ด้วยกลัวว่าการกระทำของตนจะปรากฏ" (ยอห์น 3:20)
 
ผู้คนมีข้ออ้างต่างๆนาๆที่ทำไมพวกเขาถึงไม่อยากเป็นคริสเตียน
แต่ผมจะบอกว่าเหตุผลแท้จริงที่ทำไมคนไม่ยอมมาหาพระเยซูเพราะพวกเขาไม่ต้องการให้การประพฤติชั่วเป็นที่ปรากฎ
ไม่ต้องการยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป
 
คุณเป็นตัวแทนของพระคริสต์ และความจริงที่ว่าเมื่อคุณติดตามพระเยซู
คุณจะเผชิญกับการถูกข่มเหง เพราะ
"บรรดาคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า
ในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง"
 
Pastor Greg Laurie
 
อนุญาตโดย Harvest Ministries with Greg Laurie
 
PO Box 4000, Riverside, CA 92514
 
ข่าวประชาสัมพันธ์
พระเยซูสัญญาไว้แล้วว่าคนที่ถูกกดขี่ข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม
ผู้นั้นจะ "เป็นสุข" และจะได้ "แผ่นดินสวรรค์"
ถูกกดขี่ข่มเหง เป็นวาระ "ชั่วคราว" แต่ "เป็นสุข และได้แผ่นดินสวรรค์"
เป็นวาระแห่ง "นิรันดร" ... เกินคุ้มมั้ยคะ?...สรรเสริญพระเจ้า

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #264: 1 ธ.ค. 10, 10:44 น

โดย ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์
 
อิทธิพลลบ
 
 
 
คนแต่ละคนล้วนมี อิทธิพลต่อใครบางคน พ่อแม่มีอิทธิพลต่อลูก
บางทีลูกก็มีอิทธิพลต่อพ่อแม่ พ่อค้าหัวใสเห็นความจริงข้อนี้
จึงมักผลิตสินค้าล่อใจบรรดาผู้เป็นลูกให้อยากได้
เป็นเหตุให้พ่อแม่ยอมควักเงินซื้อของนั้นให้แก่ลูก
เช่นเดียวกับสามีมีอิทธิพลต่อภรรยา แต่ที่เห็นชัดเจนมากกว่าก็คือ
ภรรยามีอิทธิพลต่อสามีเช่นกัน
บรรดาพ่อค้าแม่ค้าหัวแหลมก็ตระหนักในข้อเท็จจริงนี้
เป็นเหตุให้ผู้เป็นสามีต้องล้วงเงินหรือหยิบการ์ด (เครดิต)
ออกมารูดจ่ายเพื่อซื้อสิ่งที่ภรรยาพอใจ
 
ใช่ครับ คนเราแต่ละคนมักมีอิทธิพลต่อคนบางคน ขนาดคนที่ไม่เคยรู้จักกัน
ก็อาจมีอิทธิพลต่อกันได้อย่างเหลือเชื่อ
อย่างเช่นคนที่เป็นผู้นำหรือนักคิดนักเขียนเจ้าลัทธิบางคน
อาจมีอิทธิพลต่อคนที่อ่านผลงานของเขา
และโน้มน้าวให้ผู้ที่ชื่นชอบเขากระทำตามในสิ่งที่เขาเสนอ
หรือแม้แต่ศิลปินนักแสดงนักร้องก็อาจมีอิทธิพลต่อแฟนคลับที่คลั่งไคล้พวกเขา
และอิทธิพลที่สูงเช่นนั้นอาจชักจูงให้บรรดาสาวกของพวกเขากระทำอะไรก็ได้
แม้แต่ฆ่าตัวตาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อศิลปินคนโปรดของพวกเขากระทำเช่นนั้นให้เห็นเป็นแบบอ
ย่าง
 
เมื่อไม่นานมานี้ มีการสำรวจโดยสถานีวิทยุบีบีซี ภาคเวิลด์ เซอร์วิส
เกี่ยวกับประเทศที่มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุด
ที่น่าประทับใจและดีใจก็คือประเทศแคนาดา
ได้รับการมองดูว่าเป็นชาติที่ส่งอิทธิพลด้านบวกมากที่สุดของโลก
แต่ประเทศที่ได้รับการมองว่าเป็นประเทศที่มีอิทธิพลในด้านลบมากที่สุดของโลก
คือ อิสราเอลและอิหร่าน
ทั้งๆที่อิสราเอลน่าจะเป็นประเทศที่แผ่อิทธิพลในทางบวกต่อโลกมากที่สุด
เพราะพระเจ้าทรงเลือกสรรชนชาติอิสราเอลผ่านทางการทรงเรียกอับราม
ผู้เป็นต้นตระกูล ซึ่งต่อมาภายหลังท่านได้เปลี่ยนชื่อเป็นอับราฮัม
และจากอับราฮัมกลายมาเป็นประเทศอิสราเอลในปัจจุบัน
 
อิสราเอลจึงได้รับการกำหนดมาให้เป็นแสงสว่าง
ที่ส่องแก่บรรดาประชาชาติทั้งหลายในโลก
พวกเขาได้รับพรสวรรค์มากมายจากพระเจ้าเบื้องบน
แต่น่าเสียดายที่เพราะความดื้อและความบาปของพวกเขาทำให้พวกเขาต้องกลายเป็น
ชาติพันธุ์ที่ต้องทนทุกข์ทรมานแสนสาหัสตลอดประวัติศาสตร์
ทำให้พวกเขาเป็นชนชาติที่ดูเหมือนจะเห็นแก่ตัวและก้าวร้าวที่สุดประเทศหนึ่ง
ในเวทีโลก
 
จึงเป็นเหตุให้เกิดการรังเกียจต่อต้านพวกเขาและกลายมาเป็นจุดกำเนิดของ
การก่อการร้าย โดยเริ่มจากชาวปาเลสไตน์พลัดถิ่น (PLO)
และขยายไปเป็นองค์กรต่อต้านอิสราเอลหรือยิวที่อำมหิตที่สุดในโลก
เป็นเหตุให้สหรัฐอเมริกาที่สนับสนุนอิสราเอลมาตลอดต้องกลายเป็นเป้าการก่อ
การร้ายที่ได้รับผลแห่งความเจ็บปวดมากที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเหตุการณ์ 9-11 (วันที่ 11 กันยายน 2001)
ที่สะเทือนขวัญคนทั่วโลก
 
หากกลับมาย้อนมองดูตัวของคุณบ้างล่ะครับ
วันนี้ตัวของคุณมีอิทธิพลในด้านใดต่อคนที่อยู่รอบตัวของคุณและสังคมที่คุณ
อยู่ ครั้งสุดท้ายที่มีคนบอกกับคุณอย่างจริงใจว่า
คุณมีอิทธิพลต่อเขาหรือเธอในเชิงบวก คือเมื่อไร?
และเรื่องใดที่คุณมีอิทธิพลในเชิงสร้างสรรค์ต่อเขา?
หากมีคนบอกกับคุณเช่นนั้นจริง ผมขอแสดงความยินดีกับคุณด้วย
แต่หากว่าไม่มีใครกล่าวชื่นชมต่อคุณเช่นนั้นเลย
คุณก็ควรจะเฉลียวใจบ้างแล้วนะครับ
 
แต่นั่นยังไม่เลวร้ายเท่ากับว่ามีคนกล้าพูดใส่หน้าคุณว่า
คุณมีอิทธิพลในทางลบต่อเขาหรือผู้อื่น หากมีเช่นนั้นจริงๆ
คุณน่าจะสำนึกเสียใจและรีบปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคุณเสียใหม่ได้แล้วนะครับ
จะบอกให้
 
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 282 วันที่ 23-29 ตุลาคม
พ.ศ. 2553 หน้า 25 คอลัมน์ พลังชีวิต โดย ศจ.ธงชัย ประดับชนานุรัตน์

 


--------------------------------------------------------------------------------

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #265: 2 ธ.ค. 10, 16:03 น

โดย ไก่นักบุญเปโตร
 
 
 
อย่าทำบุญเอาหน้า
 
 
 
พระเยซูเจ้าตรัสกับประชาชนทั้งหลายว่า "จงระวัง
อย่าปฏิบัติศาสนกิจของท่านต่อหน้ามนุษย์เพื่ออวดคนอื่น
มิฉะนั้นท่านจะไม่ได้รับบำเหน็จจากพระบิดาของท่านผู้สถิตในสวรรค์...ท่านทำบุญมือขวาอย่าให้มือซ้ายรู้...พระบิดาจะประทานบำเหน็จให้ท่าน" (มธ
6:1-4)
 
ไม่มีใครในโลกนี้จะบอกว่า "ฉันทำบุญเอาหน้านะเนี่ย" ดอกครับ
มีแต่เล่าความดีของตนให้คนอื่นฟังเท่านั้น เช่นฉันไปสร้างวัดที่นั่น
ที่นี่ ฉันไปทำบุญให้เด็กกำพร้า สร้างโรงเรียนไว้หลายๆแห่ง ฯลฯ
ฉันไม่เอาหน้าดอก อย่าไปบอกใครนะ
 
ฉันทำบุญตั้งเยอะ ไม่เห็นออกชื่อฉันสักหน่อย
น่าจะติดชื่อไว้หน้าวัดให้คนอื่นได้รับรู้บ้าง จริงๆฉันก็ไม่เอาหน้าดอก
แล้วไปนั่งน้อยใจ เสียใจ บ่นกับคนโน้นคนนี้ทั่วไปหมด
คนทำบุญไม่เอาหน้าแบบนี้มีเยอะเลย
 
การทำดี มิใช่แค่ทำบุญทำทานเท่านั้น การสวดภาวนา จำศีล อดอาหาร
การแสดงความรักต่อผู้อื่นอย่างจริงใจ เช่น
ช่วยเหลือผู้อื่นในทุกๆเรื่องด้วยความยินดี เต็มใจและทันที
หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส อดทน
และอภัยความผิดบกพร่องของผู้อื่นอย่างจริงใจนี่แหละ ทำดีแท้ๆ
ได้ไปสวรรค์แน่ๆ จริงๆ เขาจะได้ไปสวรรค์ในโลกนี้ด้วยแล้ว
 
ตรงข้าม คนทำบุญเอาหน้า
บ่อยๆเขาจะไม่ได้หน้าแล้วยังถูกติฉินนินทาว่าร้ายอีกต่างหาก
คนอื่นอาจชมต่อหน้า แต่ด่าว่าลับหลังเป็นเช่นนี้เยอะเลย แล้วบุญก็ไม่ได้
สวรรค์ก็ไปไม่ถึงตั้งแต่ในโลกนี้แล้วด้วย
 
ยิ่งกว่านั้นใครที่เห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบคนอื่น ฉ้อโกง ปลิ้นปล้อน
หลอกลวง ด่าว่าทะเลาะกับคนทั่วไป และอื่นๆที่ชั่วร้ายต่างๆมากมาย
จะมีใครนิยมชมชอบเขาไหม เขาเองจะมีความสุขใจไหม
เขาจะได้รางวัลในสวรรค์อีกไหม เขาจะกล้าถามพระเยซูเหมือนเปโตรไหมว่า
"ผมขี้โกงมาเยอะแล้ว ผมจะได้รับอะไรตอบแทนบ้าง?" (มธ 19:27-28)
คงไม่กล้าถามแน่ๆ ถึงแม้จะถาม คำตอบจะเป็นอย่างไร
"...จงเอามันไปทิ้งในที่มืดภายนอก
ที่นั่นจะมีแต่เสียงร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน" (มธ 25:30)
หมายถึงโทษนรกนั่นเอง
 
พระเยซูเชิญให้เราทุกคนทำดี โดยไม่ต้องหวังผลตอบแทนจากมนุษย์
ยิ่งกว่านั้นจงชื่นชมยินดีเถิด เมื่อทำดีแล้วไม่มีใครชม
มิหนำซ้ำยังติฉินนินทา ด่าว่าร้ายอีกต่างหาก จงชื่นชมยินดีเถิด
รางวัลของท่านในสวรรค์ใหญ่ยิ่งนัก (มธ 5:11-12)
 
ใครจะมีบุญกว่าผู้ที่ถูกด่าว่า ถูกเบียดเบียน ข่มเหง และยังยิ้มให้
สุขใจได้ คนเหล่านี้สามารถเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส สุขใจในโลกนี้
มีรางวัลในสวรรค์อีกด้วย ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง
ขอให้ทุกคนมีบุญเช่นนี้ตลอดไปด้วยครับ
 
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 282 วันที่ 23-29 ตุลาคม
พ.ศ. 2553 หน้า 24 คอลัมน์ ข้างธรรมาสน์ โดย ไก่นักบุญเปโตร

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #266: 3 ธ.ค. 10, 17:50 น


ทำเนียบพ่อต้นแบบ
 
โดย ปัทมโรจน์ มากสุริวงศ์ คริสตจักรแห่งพระบัญชา กรุงเทพฯ
 
สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ในเดือนนี้เป็นเดือนธันวาคม
ซึ่งเป็นเดือนที่มีความสำคัญสำหรับปวงชนชาวไทย เป็น
เดือนแห่งความภาคภูมิใจของคนไทย เพราะมีวันสำคัญ คือในวันที่ 5
ธันวาคมเป็นวันพระราชสมภพของพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย
พระองค์ทรงเป็นศูนย์รวมใจแห่งความศรัทธาของคนไทยทั้งชาติ
 
ประโยคสำคัญที่ยังตราตึงหัวใจคนไทยคือ "เราจะครอง แผ่นดินโดยธรรม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม "
เป็นประโยคที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่
หัวเมื่อครั้งเสด็จขึ้นครองราชย์ในปีพุทธศักราช 2489
ทรงมีพระปฐมบรมราชโองการไว้ว่าดังนี้
และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมาเป็นเวลามากกว่า 60 ปีแล้ว
ท่านทรงตั้งมั่นอยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างมิเคยเสื่อมคลาย
 
ในวันที่ 5 ธันวาคมของทุก ปี จึงถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ
เพื่อให้เราได้ระลึกถึงพระคุณของพ่อหลวงของปวงชนชาวไทย
และเป็นวันที่เราทุกคนได้ระลึกถึงคุณพ่อผู้เป็นผู้นำครอบครัวและเป็น
ต้นแบบของเราในการดำเนินชีวิตของเรา สำหรับผมแล้ว คุณพ่อของผม
เป็นครูคนแรกของผม ที่สอนสั่งและเป็นต้นแบบในการดำเนินชีวิต
คุณพ่อของผมเป็นครูโดยชีวิตและอาชีพของท่านมากว่า 40 ปี
ก่อนเกษียนอายุราชการ
 
คำขวัญประจำใจของท่านที่ให้ไว้ในวันเกษียนอายุราชการ คือ
"ชีวิตคนเราก็เท่านี้ ทำความดีก่อนจากกัน"
 
พ่อจึง เป็นต้นแบบของชีวิต!
 
การเป็น "พ่อ" ถือเป็นบทบาทหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง
อาจกล่าวได้ว่าพ่อเป็นผู้กำหนดอนาคตของครอบครัว อนาคตของสังคม
และอนาคตของประเทศชาติเลยทีเดียว
เป็นบทบาทที่ยืนอยู่บนความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ในการเลี้ยงดู
สร้างชีวิตลูกให้เติบโตขึ้นอย่างมีคุณภาพ
 
มีข้อคิดเรื่องพ่อ ตอนหนึ่งกล่าวว่า "หน้าที่
ที่สำคัญยิ่งของพ่อก็คือการรับผิดชอบในการเป็นแบบอย่างชีวิตให้แก่ลูก
เพื่อลูกจะสามารเลียนแบบความคิด ค่านิยม บุคลิกลักษณะและพฤติกรรมต่าง ๆ
ของพ่อในการดำเนินชีวิตได้
เป็นเหมือนการประทับตราแห่งความเหมือนเพื่อสืบทอดให้กับคนรุ่นต่อไป"
 
"เช่นเดียวกับที่ชาวสวนรับ ผิดชอบต่อผลผลิตที่อยู่ในสวนของตนเช่นใด
พ่อก็เช่นกัน ย่อมต้องรับผิดชอบต่อบุคลิกภาพและความประพฤติของลูกฉันนั้น"
 
ในวันแม่ที่ผ่านมา ผมได้เขียนบทความ "ความรักตัวแม่"
และรวบรวมเรื่องราวของคุณแม่ที่ถูกบันทึกในพระคัมภีร์
เป็นทำเนียบแม่ดีเด่น ในครั้งนี้ขอจัดทำ "ทำเนียบ พ่อต้นแบบ"
พระวจนะของพระเจ้าได้ให้แบบอย่างคุณพ่อที่ดีไว้มากมาย แต่ใน
ครั้งนี้ขอยกตัวอย่างไว้ 3 ท่านดังนี้ครับ
 
1. พ่อผู้จัดเตรียม อนาคต - อับราฮัม (ปฐก.24:1-9)
 
อับราฮัมมีบุตรคืออิสอัค ท่านได้ดูแลเอาใจใส่เขาอย่างดี
อับราฮัมตระหนักดีว่าอิสอัคคือเชื้อสายของท่าน
ผู้ที่พระเจ้าจะอวยพรและทำให้พระสัญญาที่พระเจ้าตรัสกับท่านไว้สำเร็จ
(ปฐก.7:15) เมื่อชรามากขึ้น
อับราฮัมเป็นห่วงถึงอนาคตเรื่องการเลือกคู่ครองของลูก
ท่านเกรงว่าการอยู่ในแผ่นดินคานาอัน
จะเป็นเหตุให้อิสอัคได้แต่งง่านกับหญิงต่างชาติ กราบไหว้รูปเคารพ
ท่านจึงให้คนใช้ที่ท่านไว้วางใจช่วยจัดการหาหญิงชาวฮีบรูซึ่งเป็นชนชาติที่
ยำเกรงพระเจ้าให้แก่เขา เพื่ออิสอัคจะมีอนาคตที่ดี
โดยดำเนินชีวิตตามน้ำพระทัยของพระเจ้า
 
พ่อที่ดีย่อมอยากเห็นลูกมีอนาคต ที่ดี คำสั่งสอนของพ่อในเรื่องต่างๆ
จะช่วยเตรียมชีวิตลูกไปสู่การมีอนาคตที่ดี
พระเยซูคริสต์เองก็ทรงเป็นพ่อผู้จัดเตรียมอนาคตที่ดีให้แก่ผู้ที่เชื่อวางใจ
ในพระองค์ พระองค์ทรงมอบคำสอนเพื่อให้เราดำเนินชีวิตอยู่ในน้ำพระทัยของพระองค์
และทรงจัดเตรียมที่สำหรับเราบนสวรรค์ (ยน.14:3)
ผู้เชื่อทุกคนจึงสามารถมั่นใจในอนาคตที่ดีเมื่อดำเนินชีวิตติดตามพระองค์
 
2. พ่อผู้เป็นแบบอย่างชีวิต - โยบ (โยบ 1:1-5)
 
พระวจนะกล่าวว่า โยบเป็นคุณพ่อที่ดี เพราะเป็นแบบอย่างของ
"คนดี รอบคอบและเที่ยงธรรม" (ข้อ 1) โยบเป็นหัวหน้าครอบครัวใหญ่
เป็นบิดาของบุตรชายเจ็ดคน และบุตรหญิงสามคน ทั้งยังมีฝูงสัตว์
และคนรับใช้มากมายพระวจนะกล่าวว่าเขา "เป็นบุคคลที่มั่งคั่ง
และใหญ่โตที่สุดในบรรดาชาวตะวันออก" (ข้อ 3)
สะท้อนถึงการมีลักษณะชีวิตที่ดี
พระเจ้าจึงยกชูชีวิตของโยบให้ครอบครองสิ่งใหญ่โต
และมีชื่อเสียงดีเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไป
โยบใช้เวลาในการอบรมบุตรอย่างใกล้ชิด โดยการที่ท่านเองทำเป็นแบบอย่าง
และวางมาตรฐานที่ดีงามไว้ในชีวิตของลูก
 
พ่อที่ดีย่อมเป็นแบบอย่างให้ ลูกเห็นได้
พระเยซูคริสต์เองก็ทรงเป็นแบบอย่างแก่เราด้วยชีวิตของพระองค์เอง
เพื่อให้เราเลียนแบบจากพระองค์ (อฟ.5:1) และไปสู่ความไพบูลย์ในพระคริสต์
 
3. พ่อผู้สนับสนุนลูกในทางพระเจ้า - ดาวิด (1 พศด.28:9-10)
 
ดาวิดเป็นคุณพ่อที่รักพระเจ้ามาก
วิญญาณความรักพระเจ้าได้ถ่ายทอดถึงซาโลมอนราชโอรสของพระองค์
(1พกษ.3:3) ดาวิดพยายามสนับสนุนซาโลมอนในทางพระเจ้า
ไม่เพียงสนับสนุนซาโลมอนให้ "รู้จักพระเจ้า" ในความประเสริฐของพระองค์
แต่ยังสนับสนุนให้ "ปรนนิบัติพระองค์" (ข้อ 9) อีกด้วย
 
พ่อที่ดีย่อมสนับสนุนลูกให้ ดำเนินในความถูกต้องชอบธรรม
คือวิถีทางของพระเจ้า พระเยซูคริสต์เอง
ผู้เป็นบิดาในฝ่ายวิญญาณของเราก็ทรงสนับสนุนเราให้มีชีวิตกับพระเจ้า
รู้จักพระเจ้า และปรนนิบัติพระองค์
โดยทรงมอบพระมหาบัญชาไว้ให้กับผู้เชื่อทุกคนให้ออกไปประกาศข่าวประเสริฐ
(มธ.28:19-20)
คุณพ่อจึงเป็นต้นแบบที่ดีที่ทำให้ลูกเห็นและสนับสนุนลูกในการทำ สิ่งที่ดี
 
ครั้งหนึ่ง จอห์น เวสลีย์ ผู้รับใช้พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ได้กล่าวไว้บอกว่า
"ให้เราทำความดีมากที่สุด เท่าที่จะทำได้ ด้วยทุกวิธี ในทุกหนทาง
ในทุกที่ ในทุกเวลา กับทุกคน และทำนานที่สุด เท่าที่จะทำได้"
 
ขอหนุนใจทุกท่านเนื่องในเทศกาลวันพ่อแห่งชาติในปีนี้
เราทุกคนขอร่วมเทิดทูนพระคุณของ คุณพ่อร่วมกัน
และในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดยการร่วมกันสานสิ่งดีที่พ่อหลวงที่ทรงทำไว้ ด้วยการทำสิ่งดีให้พ่อดู
บทกลอนทำดีเพื่อพ่อบทหนึ่งได้กล่าวว่า
 
การทำดี ทำ ถูก นั้นมีค่า
การ ทำดี ถูกเวลา ค่ามหันต์
การทำดี ถูกคน ผลอนันต์
 
การทำดี เป็นประจำ นั้นแหละดี
 
พ่อเป็นต้นแบบที่ดี เราควรเลียนแบบ
และควรจะเป็นแบบอย่างที่ดีต่อไปให้ลูกหลานของเราต่อไป ....
 
อ่านบทความรายละเอียดได้ที่ https://pattamarot.blogspot.com/
และติดตามคำสอนและบทความต่างๆ ของคริสตจักรแห่งพระบัญชา ได้ที่
https://www.uccfellowship.com/

 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #267: 9 ธ.ค. 10, 11:18 น

โดย ดร.ประสิทธิ์ ฤกษ์พิศุทธิ์
 
Wasting is Unjust ความสูญเปล่าเป็นความไม่ชอบธรรม
 
 
ครั้งหนึ่งพวกผู้นำศาสนายิวได้กล่าวหาพระเยซูว่า
คบหากับคนบาปหรือผิดศีลธรรม
และคนเก็บภาษีหรือคนที่ทรยศต่อเพื่อนเพื่อเงิน
พระเยซูจึงได้ตอบโต้พวกยิวด้วยคำอุปมาหลายเรื่อง เช่นเรื่องแกะหาย
เหรียญหาย บุตรน้อยหลงหายและผู้จัดการเจ้าปัญญา
ทั้งสี่เรื่องมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน
 
เรื่องแกะหายเป็นเรื่องที่เล่าถึงชายคนหนึ่งมีแกะร้อยตัวหายไปหนึ่งตัว
เจ้าของได้ไปหาแกะที่หลงหาย เมื่อพบแล้วก็พาแกะนั้นกลับบ้านด้วยความยินดี
 
เรื่องเหรียญหาย เป็นเรื่องของหญิงคนหนึ่งมีเหรียญเงินสิบเหรียญ
และหายไปหนึ่งเหรียญ
หญิงนั้นหาจนพบด้วยความยินดีจึงอดไม่ได้ต้องบอกกับเพื่อนบ้านให้มาร่วมยินดีกับเธอ
 
เรื่องบุตรน้อยหลงหายเป็นเรื่องของชายคนหนึ่งมีลูกชายสองคน
ลูกคนเล็กขอแบ่งทรัพย์สมบัติแล้วนำเงินทั้งหมดที่ได้ไปใช้ชีวิตเสเพลจนเงินหมด
ต้องเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างเลี้ยงหมู
ชีวิตตกต่ำสุดขีดจึงตัดสินใจกลับไปหาพ่อ เมื่อถึงบ้านพ่อรอรับและให้อภัย
พ่อดีใจมากเหมือนตายจากกันและได้ฟื้นคืนชีพ
เหมือนกับลูกหายไปแล้วได้พบกันอีก
 
เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องของอภิมหาเศรษฐีมีผู้จัดการที่ฉ้อฉลทำให้ทรัพย์สินสูญเปล่า
จึงตัดสินใจไล่ผู้จัดการออก แต่ผู้จัดการคนนี้ฉลาด
เริ่มต้นใช้ทรัพย์สินของเศรษฐีผูกมิตรกับลูกหนี้ทุกคนโดยการลดหย่อนหนี้สินให้
เศรษฐีถึงกับออกปากชมผู้จัดการคนนี้ว่าเป็นคนฉลาด
รู้จักใช้ทรัพย์สินเพื่อสร้างมิตรภาพ
 
พระเยซูต้องการสอนสาวกของพระองค์ว่า
ความชอบธรรมไม่ใช่การแยกตัวจากคนไม่ชอบธรรม แต่การละเลย "คน"
แม้จะเป็นคนไร้ศีลธรรมหรือคนเห็นแก่เงินต่างหากที่เป็นความไม่ชอบธรรม
ทำให้ลูกของพระเจ้ากลายเป็นความสูญเปล่าสิ่งเหล่านี้ต่างหากเป็นความไม่ชอบธรรมในสายพระเนตรของพระเจ้า
 
ทั้งสี่เรื่องนี้มีความเกี่ยวโยงกัน
ประเด็นของทุกเรื่องอยู่ที่การไม่ทำให้เกิดความสูญเปล่า
และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก เพื่อนกับเพื่อน
เป็นความถูกต้องชอบธรรม เป็นความฉลาด
เป็นเป้าหมายของกิจกรรมทุกอย่างของชีวิต
 
กิจกรรมที่ว่าไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงแกะคือการเกษตร
กิจกรรมดูแลทรัพย์สินคือการเงินการธนาคาร เรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัว
และเป็นเรื่องการจัดการของผู้จัดการคือการทำธุรกิจ
ทั้งหมดนี้ครอบคลุมกิจกรรมทุกอย่างของเรา
เราอาจถามว่าแกะจะหายไปสักตัวหนึ่ง เหรียญหายไปสักเหรียญหนึ่ง
คนจะใช้ชีวิตเสเพลสักคนหนึ่ง ทำงานแบบทิ้งๆขว้างๆมันจะอะไรนักหนา
คำตอบก็คือ
เมื่อทุกคนคิดเช่นนี้โลกก็เต็มไปด้วยของและคนที่ไม่มีใครต้องการเต็มโลก
แต่ถ้าเราตั้งใจว่าต่อไปนี้เราจะไม่ทำอะไรให้สูญเปล่า ขยะก็ไม่ล้นโลก
คนที่หิวโหยใกล้ตาย 1.3 พันล้านคนจะมีอาหารพอกิน ธุรกิจทำร้ายสังคมจะลดลง
อากาศเสียจะลดลง บรรยากาศของโลกจะสะอาดขึ้น
 
ถ้าความสูญเปล่าเป็นความไม่ชอบธรรมและเป็นหลักการที่ครอบคลุมการทำธุรกิจ
จุดมุ่งหมายการทำธุรกิจควรเป็นอย่างไร บางท่านก็อาจกำลังคิดถึงกำไรสูงสุด
บางท่านก็อาจกำลังคิดถึงกิจการมูลนิธิต่างๆที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่มักใช้คำนี้เพื่อจะลดหย่อนภาษีหรือได้รับประโยชน์บางอย่าง
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่า สูญเปล่าน้อยกว่า
ค่าบริการถูกกว่าหรือให้ความพอใจแก่ผู้รับบริการมากกว่ากิจการที่มีจุดมุ่งหมายอย่างอื่น
ประเด็นของเรื่องนี้เพื่อเสนอกับผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ควรแบ่งกิจการหรือธุรกิจโดยพิจารณาประเด็น
"การไม่แสวงหาผลกำไร"
เพราะจะทำให้เข้าใจผิดได้ว่าธุรกิจทุกอย่างมีเพียงจุดมุ่งหมายเพียงหนึ่งประการคือ
"ไม่แสวงหาผลกำไร" ส่วนธุรกิจอื่นๆที่เหลือมีจุดมุ่งหมายคือ
"แสวงหาผลกำไร"
ข้อเสียตามมาคือทำให้คนที่อยากช่วยสังคมไม่กล้าเข้ามาทำธุรกิจด้วยจุดมุ่งหมายอื่นที่อาจเป็นประโยชน์กับสังคม
เช่น ช่วยให้คนมีงานทำ รักษาสิ่งแวดล้อม
ส่งเสริมศีลธรรมและยังไม่ขอยกเว้นภาษี
 
ดังนั้น
จึงควรใช้หลักการลดความสูญเปล่ามากน้อยเป็นตัวแบ่งประเภทธุรกิจหรือกิจการ
และเราไม่ควรพิจารณาแต่เพียงประโยชน์มากน้อยเป็นเกณฑ์
เพราะยังมีธุรกิจที่มีประโยชน์แต่ก่อให้เกิดความสูญเปล่ามากมาย เช่น
ธุรกิจยาสูบ ทำให้คนมีงานทำจำนวนมาก
แต่ในเวลาเดียวกันทำให้คนเสียชีวิตมากมาย อาจมากกว่าการจ้างงานก็เป็นได้
 
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 6 ฉบับ 282 วันที่ 23-29 ตุลาคม
พ.ศ. 2553 หน้า 25 คอลัมน์ พระวจนธรรม โดย ดร.ประสิทธิ์ ฤกษ์พิศุทธิ์

 
 
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #268: 12 ธ.ค. 10, 13:37 น

J Jane Janenarong
 
J Jane เขียน
"ข้อแตกต่างระหว่างเรา กับ "พระเจ้า"
คุณบอกว่า: "มันเป็นไปไม่ได้"
พระเจ้าตรัสว่า: "ทุกอย่างเป็นไปได้" (ลูกา 18:27
คุณบอกว่า: "ฉันเหนื่อยเหลือเกิน"
พระเจ้าตรัสว่า: "เราจะให้เจ้าได้หายเหนื่อย" (มัทธิว 11:28-30)
คุณบอกว่า: "ไม่มีใครรักฉันเลย"
พระเจ้าตรัสว่า: "เรา...รักเจ้า" (ยอห์น 3:16)"

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : *ชีวิต + ความจริง + ความรัก = คืออะไร?*
        ความคิดเห็นที่ #269: 15 ธ.ค. 10, 15:02 น

นักวิจัยอังกฤษระบุว่า
สุราเป็นสารเสพติดอันตรายที่สุดเมื่อคำนึงถึงผลร้ายที่เกิดขึ้นกับผู้ดื่มและสังคม
 
MCOT Online ลอนดอน 1 พ.ย.- นักวิจัยอังกฤษระบุว่า
สุราเป็นสารเสพติดอันตรายที่สุดเมื่อคำนึงถึงผลร้ายที่เกิดขึ้นกับผู้ดื่มและสังคม
 
คณะนักวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย
คณะกรรมการวิทยาศาสตร์อิสระว่าด้วยยาเสพติดและที่ปรึกษาศูนย์สังเกตการณ์ยาเสพติดและการติดยายุโรป
ได้จัดทำตารางอันดับความอันตรายของสารเสพติดขึ้นใหม่
เพราะการจำแนกประเภทสารเสพติดในปัจจุบันไม่คำนึงถึงอันตรายเท่าใดนัก
ตารางใหม่จัดให้สุราอันตรายเป็นอันดับหนึ่ง เฮโรอีน อันดับ 2
โคเคนสำหรับสูบ หรือสูดควัน อันดับ 3 เห็ดเมา อันดับ 5 แอลเอสดี อันดับ 7
เอ็กตาซี หรือยาอี อันดับ9 แวเลี่ยม หรือยานอนหลับ อันดับ 15 กัญชา
อันดับ 20 แอมเฟตามีน อันดับ 23 ยาสูบ อันดับ 26
การจัดอันดับคำนึงถึงอันตรายต่อผู้เสพ เช่น การเสียชีวิต การติดยา
การสูญเสียความสัมพันธ์กับผู้อื่น และอันตรายต่อสังคม เช่น อาชญากรรม
ความขัดแย้งในครอบครัว ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ความแตกแยกของชุมชน
 
 
องค์การอนามัยโลกประเมินว่า สุราเป็นสาเหตุที่ทำให้เสียชีวิตปีละ 2.5
ล้านคน จากโรคหัวใจ โรคตับ อุบัติเหตุบนถนน การฆ่าตัวตาย และมะเร็ง
คิดเป็นร้อยละ 3.8 ของการเสียชีวิตทั่วโลก และเป็นสาเหตุอันดับ 3
ที่ทำให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรและพิการ.-สำนักข่าวไทย

 

Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้