Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

หน้า: 1
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: The Social Network ชีวิตติดบล๊อก  (อ่าน 373 ครั้ง)
Guest
mevarick
เรทกระทู้
« เมื่อ: 6 มี.ค. 11, 14:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ถ้าจะให้ผมเดาทางล่วงหน้าสำหรับว่าที่ตัวเต็งรางวัล อคาเดมี่ อวอร์ด หรือ รางวัล “ออสการ์” ที่เรารู้จักกันดีในช่วงเวลานี้ คงไม่มีหนังเรื่องใด ที่ผมจะมองข้ามไปได้แม้แต่เรื่องเดียว แต่เรื่องที่ผมจะเทใจเชียร์ให้ มากที่สุด น่าจะเป็น “ The Social Network ” หนังที่ตามไปสำรวจชีวิตเบื้องต้นในช่วงวัยรุ่นของเจ้าพ่อ เฟซบุ้ค มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ที่ทำออกมา ได้ใจผมไปเต็ม ๆ เรื่องนี้ครับ
แม้ในทางทฤษฎีแล้ว หนังที่มีการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายจนเกินไป อาจไม่ส่งผลดีในด้านของการเป็นขวัญใจกรรมการตัดสิน แต่การที่หนังน่าจะเป็นขวัญใจของคนในยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคที่การเข้าสังคมของพวกเรา ถูกยึดติดเข้ากับระบบออนไลน์ ผมกลับมองว่า น่าจะทำให้ออสการ์ หันมายึดเอาส่วนสำคัญส่วนนี้ มาเป็นตัวที่ทำให้หนังที่บอกอะไร ๆ ที่เป็นไปในปัจจุบัน มากที่สุด ได้ขึ้นมาเป็นความยอดเยี่ยมและควรค่าแก่การจดไว้ในจดหมายเหตุของออสการ์มากกว่าหนังเรื่องใด ๆ
ที่บอกว่าหนังเล่าเรื่องได้เรียบง่ายนั้น เป็นเรื่องจริงครับ เพราะเท่าที่เห็น ชีวิตจริง ของชายที่ชื่อ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เองนั้นก็ดูจะเรียบง่ายเช่นกัน หมอนี่ หยิบจับอะไรขึ้นมา ก็ง่ายไปเสียหมด เหมือนดั่งเช่นคืนหนึ่งที่ มาร์ค แห้วรับประทาน กลับมาหลังจากมีนัดดินเนอร์กับสาวที่เขาหมายปอง มาร์ค ก็เลยของขึ้น จึงจัดการหาอะไรเล่นสนุก ๆ แก้โรคผิดหวังด้วยการเขียนบล็อกด่าสาวเจ้าซะ จากนั้นก็ต่อยอดกิจกรรมในคืนเดียวกันด้วยการตั้งเว็ป เฟซแมส จากการไปฉกรูปของนักศึกษาในวิทลัยเดียวกัน ซึ่งก็คือ ฮาวาร์ด ก่อนนำมาให้ คนลงคะแนนกันเล่นเป็นที่ฮือฮา จนเครือข่ายไอทีของฮาวาร์ดล่มไม่เป็นท่าในช่วงเวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมง เพราะมีคนเข้าใช้ล้นหลามถึง 22,000 คน
ต่อจากนั้น หนังเล่าเรื่องตัดสลับไปมา ระหว่าง สถานการณ์ปัจจุบันที่มาร์ค ต้องไปต่อสู้กับเพื่อนสนิทในชั้นศาล กับเหตุการณ์เมื่อเริ่มต้นก่อตั้งรากฐานของ “ The Facebook ” ร่วมกับเพื่อนสนิทคนเดียวกันที่ชื่อ เอ็ดวาร์โด้ เซเวอริน ที่งานนี้ มีมือที่สามที่สี่เข้ามาเกี่ยวอีกเช่นกัน
หนังไม่ได้ตามติดชีวิต หรือแม้แต่ลงลึกเข้าไปในความคิดอ่านของตัวละคร แม้แต่ตัวละครตัวสำคัญอย่าง มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก ที่รับบทโดย เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก เอง ก็ไม่ได้ทำให้เราเห็นว่า เขาคิดอย่างไรในระบบสมองของเขา ซึ่งน่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับภาพรวมของ เดอะ เฟซบุ้ค ของมาร์คเองด้วย ที่เปรียบเทียบได้ว่าในทุกวันนี้ ตกลงแล้วเราควรใช้งานมันเพื่อสิ่งใด อย่างไร และมีความสำคัญที่แท้จริงอย่างไร เพราะสำหรับ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก แล้วนั้น มันเป็นแค่เบี้ยในการก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ยอมหยุด เพื่อที่จะทำให้คนของเขายอมรับในตัวเขาก็เท่านั้น แม้สิ่งที่เขาเริ่มต้นมานั้น แต่แรกเริ่มจะเป็นเพียงแค่ความคิดแผลง ๆ สนุก ๆ ตามแบบฉบับของวัยรุ่น จากสังคมเล็ก ๆ ในมหาวิทยาลัยที่พวกเขามองว่าใหญ่ในช่วงเวลาหนึ่ง มาร์ค พัฒนาก้าวข้ามความเติบโตมาแบบก้าวกระโดด เมื่อสังคมใหญ่ด้านนอกเริ่มยอมรับ เดอะ เฟซบุ้ค ของมาร์ค ก็ไม่ต่างจากการที่เขาได้พิสูจน์ตัวเองให้ทุกคนยอมรับในตัวเขาเช่นกัน
จุดเด่นที่สำคัญที่สุดของ “ The Social Network ” นั้นผมจึงว่าไม่น่าจะใช่การนำเสนอชีวิตของเด็กหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและชื่อเสียงเงินทองมากมาย แต่ทั้งหมดทั้งมวล อยู่ที่การประชันบทบาทของ พระเอกรุ่นใหม่ของฮอลลีวู้ด ที่บอกได้คำเดียวว่า เด็ดจริง !! ทั้งจาก เจสซี่ ไอเซนเบิร์ค หรือจากพระเอก สไปเดอร์แมนคนใหม่ แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ หรือแม้แต่ จัสติน ทิมเบอร์เลค ที่คนหลังนี้ ผมว่า เวทีรางวัล น่าจะสะดุดตาดูบ้างคงจะเข้าท่าดี เพราะโผล่มามีส่วนร่วมในฉากสำคัญ ๆ ได้อย่างมีเสน่ห์ ชนิดที่รัศมีจับต้องราวกับเป็นเจเนอเรชั่นเดียวกับสองคนแรกเลยทีเดียว
ที่ต้องยกคะแนนให้แบบสมควรอย่างยิ่ง ก็คือ เดวิด ฟินเชอร์ ที่แม้ครั้งนี้จะกลับมาในงานที่ซอล์ฟลงกว่าเดิม แต่ก็ยังคงความหนักแน่น ในสไตน์ของตนเองเอาไว้ ครบถ้วน โดยเฉพาะการจัดการกับคาแรคเตอร์ของตัวละครที่มีแต่คนรู้จัก แต่น้อยคนที่จะเคยเห็นหรือได้พูดคุยแล้วรู้ถึงนิสัยจริง ๆ ที่เดวิด สามารถควบคุมออกมาได้ชัดเจนน่าเชื่อถือ และเป็นตัวของตัวเองเหมือนเรื่องก่อน ๆ ที่เคยสร้างคาแรคเตอร์ที่น่าจดจำไว้มากมาย เพียงแต่ครั้งนี้ เรื่องเดียว จำได้ทั้งชุดเลยทีเดียว !!!
แม้ความรวดเร็วของการเดินเรื่องจะทำให้การติดตามนั้น น่าสนุก แต่ส่วนที่หายไป คือเรื่องราวความสำคัญระหว่างตัวละคร ที่น่าจะทำออกมาโดยมีใจกลางหลักอยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมากกว่าที่เป็นอยู่ โดยส่วนตัวถึงแม้จะมีความชอบใจช่วงท้าย ๆ ของเรื่องอยู่มากที่ความสัมพันธ์ของตัวละครเอกและการตัดสินใจเริ่มเข้ามามีส่วนกับบทสรุปของเรื่อง แต่ก็ต้องยอมรับอยู่ดีว่า อารมณ์ของหนังยังขาดขาดหายหาย ไปพอสมควร ทำให้ฉากที่จะสามารถสะกดอารมณ์คนดูให้อยู่ เป็นไปได้แค่การยกเอาคำพูดที่มีน้ำหนักในอารมณ์แบบบางเบามาใช้เล่นกับคนดูแบบขอไปที ก่อนจะทิ้งท้ายอย่างไม่สุด ๆ ไปเลย อย่างน่าเสียดาย แต่ก็ต้องยอมรับ ( อีกที ) ว่า ประเด็นในเรื่องที่เกี่ยวกับเพื่อนนั้น ทั้งผู้สร้าง และ ตัวตนจริง ๆ ของเจ้าของเรื่องเอง ก็ไม่ได้ทิ้งกันไปเสียทีเดียว ในหนังเอง ยังมีอารมณ์แบบที่ว่าอยู่ เช่นเดียวกับ มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เอง ก็ยังคงมี เอ็ดวาร์โด้ เซเวอริน ในฐานะเพื่อนผู้ร่วมก่อตั้งด้วยกันมาในเครดิตเช่นกัน
หนังมาพร้อมด้วยความบันเทิงที่เรียกว่า “ ถึง ” และเป็นตัวของตัวเองสูง แม้พลังดาราจะเทียบกับชุดอื่นในหนังเรื่องอื่นไม่ได้ แต่พลังเสน่ห์นั้นเหลือเฟือพอที่คุณจะหลงรักและเทใจให้ พอพอกับความคิดในมุมมองใหม่ของ โซเชียล เน็ตเวิร์ค ที่คุณคุ้นเคย และใช้อยู่ที่ดูแล้วอาจทำให้เห็นความคิดแม่บทที่ทำให้เว็ปไซต์ที่มีคนนิยมใช้งานมากที่สุดเว็ปนี้เกิดขึ้นของผู้ก่อตั้ง ซึ่งบอกได้คำเดียวว่าสุดโต่งจริง ๆ ผมเองหลังจากดูจบ ก็ยิ่งยืนยันความคิดเดิมของตัวเองได้ว่า สุดท้าย โซเชียล เน๊ตเวิร์ค ที่มีชื่อว่าเฟซบุ้ค อาจเป็นได้แค่ที่ที่ทุกคน ออกมาแสดงความเก่งกาจทางความคิดอ่านของตัวเอง เพื่อให้คนอื่นยอมรับมากกว่าที่จะเอามาใช้ประโยชน์ในทางที่สำคัญ ๆ จริง ๆ พอพอกับการเขียนบล็อก หรือแม้แต่บทวิจารณ์เรื่องนี้ที่ผมเขียนขึ้นนั่นแหละที่สุดท้ายมันก็ไม่ได้มีความหมายอะไร หากผมเขียนเสร็จแล้วเก็บไว้ในด๊อกคูเม้นส่วนตัวที่บ้าน แทนที่จะเอามาโพสต์ลงเว็ปให้คนเข้ามาอ่าน แต่ถ้าไม่ได้คิดอะไรมาก ก็ให้ดูเจ้าของเว็ปเขาเป็นตัวอย่าง เพราะมาร์คเองที่ทำอะไรต่ออะไรขึ้นมา ก็แค่เพื่อสนองความรู้สึกอย่างเด่นอยากดัง อยากเป็นที่ยอมรับแทบทั้งสิ้น



เรื่องนี้ให้ 3.5 ครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 7 มี.ค. 11, 08:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จริงๆพี่คิดว่าหนัง The social network ก็ดีนะ แต่ก็ไม่ได้ชอบมากมาย มันเป็นหนังพูดเยอะที่เล่าเรื่องได้สนุกพอใช้ได้ ติดน่าเบื่อนิดๆ จริงๆออสการ์ปกติก็เกาะกระแสนะ แต่ปีนี้เลือก king's speech ได้รางวัลหลัก ซึ่งพี่ก็คิดว่าเหมาะสมแล้วอยู่ดี แม้จะชอบ Inception มากกว่าพอสมควรก็ตามที

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
mevarick
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 9 มี.ค. 11, 01:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

King's speech ผมยังไม่ได้ดูครับ แต่ได้ยินมาว่าหนังอยู่ในระดับที่ถึง และมีสิทธิ์คว้ารางวัลได้เลย แต่ส่วนตัวผมมองในประเด็นอย่างที่พี่ว่านั่นละครับ คือเกาะกระแส เป็นต้นว่า หนังเรื่อง The Social Network มันเป็นหนังที่คนหมู่มากรู้จักและพูดถึงมากกว่า ผมว่า เค้าก็อาจจะเอาส่วนตรงนี้มาตัดสินโดยให้คะแนนมากกว่านิด ๆ อะไรประมาณนี้น่ะครับ
แต่ผมก็ยังมองว่า หนังที่มีการเล่าเรื่องที่สนุกก็จริง แต่เรียบง่ายเกินไปนั้น ไม่ส่งผลดีบนเวทีรางวัลอยู่แล้ว และคงเป็นไปได้ยากอีกเช่นกันที่จะมีเรื่องใดทำได้อย่างที่ Slumdog Millionnare เคยทำไว้ครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1
 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
         

ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้