Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

หน้า: 1
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....  (อ่าน 357 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 7 มี.ค. 11, 21:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

มีนักวิชาการทั้งเสื้อแดงและเสื้อขาวหลายท่านมักจะพูดถึงสถาบันกษัตริย์ของประเทศอังกฤษเสมอ ในหลายๆแง่มุม แต่โดยรวมผมเห็นว่าเนื้อหาจะคล้ายๆกันคือ มักจะบอกว่าสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษเป็นแค่สัญลักษณ์ไม่ได้มีอิทธิพลใดใดอีกต่อไปมานานเป็นร้อยปีแล้ว

ผมก็ยังสงสัยว่ามันจะเป็นจริงขนาดนั้นหรือ เพราะเท่าที่อ่านหนังสือหลายๆเล่มก็ยังมีบางอย่างที่ผมพอจะเชื่อได้ว่าสถาบันอังกฤษยังมีความหมายกับประชาชนส่วนใหญ่ไม่น้อย

แต่จากการอ่านผมยังอธิบายอะไรไม่ถูก จนได้เห็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่แสดงภาพที่ผมเชื่อไว้ได้ค่อนข้างดี

p1

คือหนังที่ได้รางวัลออสก้าร์เรื่องล่าสุด The King's Speech ซึ่งสร้างจากเหตุการณ์จริง

เรื่องเล่าอย่างย่อที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ในช่วงราวๆปี 1934 การเมืองอังกฤษมีปัญหาภายในพอสมควร ในเรื่องประมุขแห่งรัฐ เนื่องจากราชวงศ์อังกฤษในขณะนั้น เจ้าชาย Albert ดยุคแห่งยอร์ค (Colin Firth) รัชทายาทอันดับที่สองทรงพระประชวรด้วยโรคติดอ่าง พระองค์ทรงมีปัญหาในการตรัสในที่สาธารณะ สร้างความกลัดกลุ้มพระทัยให้แก่พระเจ้ายอร์จที่ 5 (ผมขอเขียนออกเสียงตามอังกฤษ จอร์จ เป็นการออกเสียงแบบอเมริกัน) พระราชบิดาไม่น้อย เหตุเพราะเจ้าชาย เดวิท (Guy Pearce) รัชทายาทอันดับหนึ่งทรงมีพระกริยาวัตรบางอย่างไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พระองค์ทรงไปพึงพอใจผู้หญิงที่หย่าสามีอันผิดเงื่อนไขของศาสนาคริสต์นิกายอังกฤษ

ดยุคแห่งยอร์ค ก็ทรงตะหนักเรื่องนี้ นอกจากจะทรงกระตุ้นให้พระเชษฐารู้สึกถึงหน้าที่รับผิดชอบแล้ว พระองค์โดยเฉพาะอย่างพระชายา Elizabeth (Helena Bonham Carter) ยังทรงหาทางรักษาโรคนี้โดยไปหาหมอมาแล้วถึง 7 คน

หนังเปิดเรื่องด้วยซีนที่น่าสะเทือนใจ เมื่อเจ้าชาย Albert พยายามจะทรงตรัสเปิดงานแข่งม้าประจำปี แต่พระองค์ก็ไม่อาจจะตรัสได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ จนพระชายาต้องทรงพระกรรแสงด้วยความสงสาร

p2

ในภาวะที่เกือบจะหมดหนทางพระชายาได้พบกับ ไลโอเนล (Geoffrey Rush) นักบำบัดการพูดหัวทันสมัยจากประเทศออสเตรเลีย พระองค์ได้ทรงเข้ารับการรักษา ถึงแม้ว่าช่วงแรกๆพระองค์ไม่ทรงพอพระทัยในวิธีการรักษาแบบแปลกๆ (เช่น ลีโอเนลยืนยันว่าจะต้องเสด็จมารักษาที่ออฟฟิตของเขา/ให้ทรงหัดตรัสจากบทละครเชคสเปียร์/และให้เลิกสูบพระโอสถมวน) จนแทบจะตัดเป็นตัดตายกันหลายครั้ง

สองปีต่อมาพระเจ้ายอร์จที่ 5 เสด็จสวรรคต ราชบัลลังค์ตกสู่เจ้าชายเดวิทในพระนามพระเจ้า Edward ที่ 8 แต่พระองค์ทรงยืนยันจะอภิเสกสมรสกับนางซิมสันหญิงม่ายชาวอเมริกัน ทำให้เกิดแรงต้านอย่างหนัก ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีต่างวิตกอย่างหนัก เพราะบ้านเมืองตอนนั้นก็เข้าภาวะคับขัน

นักการเมืองหลายๆคนได้เข้าเฝ้า ดยุคแห่งยอร์คขอพระราชทานคำปรึกษา แต่รัฐมนตรีและ สส. บางคนก็ยังลังเลอยู่เพราะกังวลเรื่องที่กษัตริย์ซึ่งไม่อาจตรัสกับประชาชนได้

แต่สุดท้าย พระเจ้า Edward ที่ 8 ก็ทรงสละราชสมบัติจริงๆ ตามประเพณีและสภาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอัญเชิญเจ้าชาย Albert ขึ้นครองราชย์ในนาม พระเจ้ายอร์จที่ 6

ในฐานะประมุขของรัฐในภาวะวิกฤติ พระองค์ทรงตระหนักดีถึงภาระของพระองค์ที่จะเป็นขวัญและกำลังใจแก่บรรดาพสกนิกร ซึ่งกำลังสับสนมากในภาวะที่สงครามกำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งสภาพกองกำลังของต่างชาติ (ในกรณีนั้นคือนาซีเยอรมัน) ที่รุนแรงเด็ดขาดภายใต้ผู้นำอย่าง ฮิตเลอร์ ที่มีวีธีการพูดปลุกใจอย่างเหลือเชื่อ

ในหนังเรื่องนี้ ก็มีซีนหนึ่งที่ให้พระเจ้า ยอร์จที่ 6 ทรงทอดพระเนตรโทรทัศน์เห็นฮิตเลอร์กำลังพูดปลุกใจยุวชนนาซีอย่างชัดเจน และก็ทำให้พระองค์ก็ทรงโสมนัสอย่างยิ่งที่ยังทำไม่ได้ถึงเพียงนั้น

แต่นั้นก็ยิ่งทำให้พระองค์ทรงมุ่งมั่นมีขัตติยะมานะจะเอาชนะอาการป่วยนี้ให้ได้ ถึงกับลดพระองค์กลับไปขอโทษ ลีโอเนล และเริ่มการรักษาอย่างจริงจังอีกครั้ง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 7 มี.ค. 11, 21:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
p3

พระเจ้ายอร์จที่ 6 และ พระราชินี พระองค์จริง

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มีหลายซีนแสดงให้เห็นว่าประชาชนอังกฤษยังผูกพันกับสถาบันกษัตริย์ค่อนข้างสูง แต่ซีนที่ทรงพลังที่สุดเห็นจะเป็นซีนสุดท้ายที่แสดงบทสรุปของเรื่องราวนี้

เพราะเอาเข้าจริงๆ เป็นเรื่องของคนคนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยบางอย่าง จนทำให้รู้สึกท้อถอยที่จะทำอะไร รวมทั้งพยายามปฎิเสธภาระหน้าที่ที่ตนเองจะต้องได้รับผิดชอบอยู่เสมอ แต่เมื่อถึงเวลา และรู้ว่าตนเองเป็นพึ่งที่หวัง และเป็นกำลังใจของคนอีกนับล้าน เขาก็ยอมต่อสู้กับอาการที่ตัวเขาก็เกือบจะยอมแพ้ไปแล้วไม่รู้จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Tom Hooper ผู้ซึ่งเคยกำกับภาพยนตร์เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษที่ยอดเยี่ยมอีกเรื่องมาแล้วคือ The Queen (เรื่องนั้นของลูกสาวคราวนี้เรื่องของพ่อ) ภาพยนตร์ทำได้ดีครับ สมควรที่จะได้ทุกรางวัลเท่าที่ได้มา ทั้งลูกโลกทองคำและออสก้าร์ ส่วนภาคการแสดงอย่าง Colin Firth ก็แสดงเป็นพระเจ้ายอร์จที่ 6 อย่างสมบทบาท โดยเฉพาะการพูดติดอ่าง ไม่แปลกใจที่ได้ตุ๊กตาทอง ส่วนบท ไลโอเนล ก็ได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง เจฟฟี่ย์ รัช มาแสดง (จริงๆ รัช คือตัวเลือกแรกสำหรับบทพระเจ้ายอร์จที่ 6 แต่เขาชอบบทไลโอเนลมากกว่า และแนะนำให้ทีมสร้างเลือก ฟิธ มาแสดงแทน)

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เมื่อถึงคราววิกฤติจริงๆ ผมเชื่อค่อนข้างมากว่า เสียงที่ประชาชนต้องการได้ยินเพื่อปลอบประโลมใจนั้น ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองคนไหน แต่เป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น

หนังตอกย้ำความเชื่อของผมในซีนสุดท้าย ซึ่งอังกฤษต้องประกาศสงครามกับยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมัน ที่ตอนนั้นยึดยุโรปได้ค่อนทวีป กำลังจะตีฝรั่งเศสแตก ประชาชนอังกฤษอยู่ในภาวะขวัญเสียขนาดหนัก และเป็นภาระของพระเจ้ายอร์จที่ 6 ที่จะต้องทรงตรัสกับพสกนิกรทางวิทยุไปทั่วโลกเพื่อสร้างกำลังใจ

ในห้องกระจายเสียงนั้น มีเพียงพระองค์กับไลโอเนล แต่ด้านนอก ในพระราชวังที่ทั้งพระชายาและพระราชธิดา (ควีน Elizabeth ครั้งทรงพระเยาว์-เจ้าหญิงมากาเร็ต)/พระราชวงศ์/คณะรัฐมนตรี/ทูต/สส. และนอกพระราชวังที่ลานที่ประชาชนนับพันมารอฟังพระราชดำรัส

และนั้นเป็น The King's Speech ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติอังกฤษ พระองค์ตรัสอย่างเกือบจะหายขาด รวมทั้งเนื้อหาในนั้น

"ถ้าเป็นไปได้ ข้าพเจ้าอยากจะไปพบพวกท่านทุกคน ข้าพเจ้าอยากเข้าไปนั่งในบ้านท่านและพูดปลอบใจพวกท่าน แต่เมื่อมันไม่อาจทำได้ ข้าพเจ้าจึงขอพูดกับพวกท่านในวิทยุนี้ และขอให้พวกท่านของมีความสามัคคี มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ประเทศอังกฤษกำลังจะต่อสู้"

หนังย้ำซีนตรงนี้โดยแสดงให้เห็นถึงพสกนิการทั่วประเทศ คนทุกชนชั้นต่างรอฟังพระราชดำรัส ตั้งแต่พวกผู้ดีในคลับสโมสรหรูหรา/ผับบาร์เล็กๆชานเมือง/ร้านอาหาร/สนามกีฬา/ในบ้านเรือนแต่ละหลัง/บรรดาทหารที่เตรียมตัวออกรบ-เมื่อดูในแววตาแล้วทุกคนต่างมีความเชื่อมั่นเมื่อได้กำลังใจจากองค์เหนือหัว

ผมชอบนัยยะของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่บอกว่า การที่คนคนหนึ่ง ซึ่งต้องพยายามเอาชนะตัวเอง ในภาวะที่ต้องรับผิดชอบคนเป็นสิบๆ ล้านนั้น เมื่อมันประสบความสำเร็จ มันไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของเขาเท่านั้น แต่มันเสมือนชัยชนะของคนทั้งชาติ

การที่นักวิชาการหลายๆท่านออกมาพูดถึงสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษบ่อยๆในช่วงหลังนี้ ผมก็ไม่ทราบจะมีจุดหมายอะไรแน่แท้ แต่มีประโยคหนึ่งในหนังที่ พระเจ้ายอร์จ ที่ 6 ทรงตรัสกับ ไลโอเนล เมื่อทรงท้อพระทัยในการรักษาและไม่เข้าใจว่าราษฎรจะต้องการอะไรจากพระองค์

"ฉันมีอำนาจอะไรหรือ ฉันสั่งให้ลดภาษีได้ไหม สั่งให้ลดราคาสินค้าได้ไหม แล้วจะมีใครมาหวังอะไรจากฉัน"

ไลโอเนลเอาแต่ยิ้มและมองเข้าไปในพระเนตรของพระองค์เพราะทราบว่าจริงๆแล้วพระองค์รู้ว่าประชาชนต้องการอะไรจากสถาบันกษัตริย์

ครับ-ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ผมเชื่อค่อนข้างมากว่า เมื่อถึงคราววิกฤติจริงๆ เสียงที่ประชาชนต้องการได้ยินเพื่อปลอบประโลมใจนั้น ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองคนไหนหรอก แต่เป็นพระสุรเสียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น

สิ่งที่อยู่เหนือกว่าอำนาจใดใดคือพระบารมี ที่นักการเมืองคนไหนก็ไม่อาจทัดเทียมได้เลย .......

[youtube=425,350OAm7gRXFiRo&feature [/youtube]


ที่มา : http://www.oknation.net/blog/kakalot/2011/03/07/entry-2
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 7 มี.ค. 11, 21:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 7 มี.ค. 11, 22:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
p3

พระเจ้ายอร์จที่ 6 และ พระราชินี พระองค์จริง

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มีหลายซีนแสดงให้เห็นว่าประชาชนอังกฤษยังผูกพันกับสถาบันกษัตริย์ค่อนข้างสูง แต่ซีนที่ทรงพลังที่สุดเห็นจะเป็นซีนสุดท้ายที่แสดงบทสรุปของเรื่องราวนี้

เพราะเอาเข้าจริงๆ เป็นเรื่องของคนคนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยบางอย่าง จนทำให้รู้สึกท้อถอยที่จะทำอะไร รวมทั้งพยายามปฎิเสธภาระหน้าที่ที่ตนเองจะต้องได้รับผิดชอบอยู่เสมอ แต่เมื่อถึงเวลา และรู้ว่าตนเองเป็นพึ่งที่หวัง และเป็นกำลังใจของคนอีกนับล้าน เขาก็ยอมต่อสู้กับอาการที่ตัวเขาก็เกือบจะยอมแพ้ไปแล้วไม่รู้จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Tom Hooper ผู้ซึ่งเคยกำกับภาพยนตร์เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษที่ยอดเยี่ยมอีกเรื่องมาแล้วคือ The Queen (เรื่องนั้นของลูกสาวคราวนี้เรื่องของพ่อ) ภาพยนตร์ทำได้ดีครับ สมควรที่จะได้ทุกรางวัลเท่าที่ได้มา ทั้งลูกโลกทองคำและออสก้าร์ ส่วนภาคการแสดงอย่าง Colin Firth ก็แสดงเป็นพระเจ้ายอร์จที่ 6 อย่างสมบทบาท โดยเฉพาะการพูดติดอ่าง ไม่แปลกใจที่ได้ตุ๊กตาทอง ส่วนบท ไลโอเนล ก็ได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง เจฟฟี่ย์ รัช มาแสดง (จริงๆ รัช คือตัวเลือกแรกสำหรับบทพระเจ้ายอร์จที่ 6 แต่เขาชอบบทไลโอเนลมากกว่า และแนะนำให้ทีมสร้างเลือก ฟิธ มาแสดงแทน)

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เมื่อถึงคราววิกฤติจริงๆ ผมเชื่อค่อนข้างมากว่า เสียงที่ประชาชนต้องการได้ยินเพื่อปลอบประโลมใจนั้น ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองคนไหน แต่เป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น

หนังตอกย้ำความเชื่อของผมในซีนสุดท้าย ซึ่งอังกฤษต้องประกาศสงครามกับยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมัน ที่ตอนนั้นยึดยุโรปได้ค่อนทวีป กำลังจะตีฝรั่งเศสแตก ประชาชนอังกฤษอยู่ในภาวะขวัญเสียขนาดหนัก และเป็นภาระของพระเจ้ายอร์จที่ 6 ที่จะต้องทรงตรัสกับพสกนิกรทางวิทยุไปทั่วโลกเพื่อสร้างกำลังใจ

ในห้องกระจายเสียงนั้น มีเพียงพระองค์กับไลโอเนล แต่ด้านนอก ในพระราชวังที่ทั้งพระชายาและพระราชธิดา (ควีน Elizabeth ครั้งทรงพระเยาว์-เจ้าหญิงมากาเร็ต)/พระราชวงศ์/คณะรัฐมนตรี/ทูต/สส. และนอกพระราชวังที่ลานที่ประชาชนนับพันมารอฟังพระราชดำรัส

และนั้นเป็น The King's Speech ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติอังกฤษ พระองค์ตรัสอย่างเกือบจะหายขาด รวมทั้งเนื้อหาในนั้น

"ถ้าเป็นไปได้ ข้าพเจ้าอยากจะไปพบพวกท่านทุกคน ข้าพเจ้าอยากเข้าไปนั่งในบ้านท่านและพูดปลอบใจพวกท่าน แต่เมื่อมันไม่อาจทำได้ ข้าพเจ้าจึงขอพูดกับพวกท่านในวิทยุนี้ และขอให้พวกท่านของมีความสามัคคี มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ประเทศอังกฤษกำลังจะต่อสู้"

หนังย้ำซีนตรงนี้โดยแสดงให้เห็นถึงพสกนิการทั่วประเทศ คนทุกชนชั้นต่างรอฟังพระราชดำรัส ตั้งแต่พวกผู้ดีในคลับสโมสรหรูหรา/ผับบาร์เล็กๆชานเมือง/ร้านอาหาร/สนามกีฬา/ในบ้านเรือนแต่ละหลัง/บรรดาทหารที่เตรียมตัวออกรบ-เมื่อดูในแววตาแล้วทุกคนต่างมีความเชื่อมั่นเมื่อได้กำลังใจจากองค์เหนือหัว

ผมชอบนัยยะของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่บอกว่า การที่คนคนหนึ่ง ซึ่งต้องพยายามเอาชนะตัวเอง ในภาวะที่ต้องรับผิดชอบคนเป็นสิบๆ ล้านนั้น เมื่อมันประสบความสำเร็จ มันไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของเขาเท่านั้น แต่มันเสมือนชัยชนะของคนทั้งชาติ

การที่นักวิชาการหลายๆท่านออกมาพูดถึงสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษบ่อยๆในช่วงหลังนี้ ผมก็ไม่ทราบจะมีจุดหมายอะไรแน่แท้ แต่มีประโยคหนึ่งในหนังที่ พระเจ้ายอร์จ ที่ 6 ทรงตรัสกับ ไลโอเนล เมื่อทรงท้อพระทัยในการรักษาและไม่เข้าใจว่าราษฎรจะต้องการอะไรจากพระองค์

"ฉันมีอำนาจอะไรหรือ ฉันสั่งให้ลดภาษีได้ไหม สั่งให้ลดราคาสินค้าได้ไหม แล้วจะมีใครมาหวังอะไรจากฉัน"

ไลโอเนลเอาแต่ยิ้มและมองเข้าไปในพระเนตรของพระองค์เพราะทราบว่าจริงๆแล้วพระองค์รู้ว่าประชาชนต้องการอะไรจากสถาบันกษัตริย์

ครับ-ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ผมเชื่อค่อนข้างมากว่า เมื่อถึงคราววิกฤติจริงๆ เสียงที่ประชาชนต้องการได้ยินเพื่อปลอบประโลมใจนั้น ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองคนไหนหรอก แต่เป็นพระสุรเสียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น

สิ่งที่อยู่เหนือกว่าอำนาจใดใดคือพระบารมี ที่นักการเมืองคนไหนก็ไม่อาจทัดเทียมได้เลย .......





ที่มา : http://www.oknation.net/blog/kakalot/2011/03/07/entry-2
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 8 มี.ค. 11, 00:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผิดแล้วนะครับ ผกก. The queen คือ สตีเฟน เฟรียส์ คนละคนกับผู้กำกับ King's speech แน่นอน และสถาบันกษัตรยิ์ของอังกฤษ ก็ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์แน่นอน ถ้าใครติดตามประวัติศาสตร์ ความเป็นมาเป็นไปทั้งหมดของราชวงศ์อังกฤษ ผ่านช่วงยุคสมัยต่างๆมาก็คงจะทราบดี แต่ที่แน่ๆ เค้ามีบริษัทที่วางแผนจัดการภาพลักษณ์ได้เก่ง และที่สำคัญเขาวางตัวได้ดี ทำให้ประชาชนรักได้ โดยไม่ต้องสร้างภาพสมมุติเทพแต่อย่างใด ที่สำคัญราชวงศ์ของเขา กับระบอบการเมืองมันเกี่ยวพันแน่นแฟ้นและเอื้อประโยชน์ให้กันทั้งสองฝ่าย ( ส่วนของบางประเทศ สถาบันไปอิงกับระบอบทหารซะปึ้กเชียว )

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 10 มี.ค. 11, 11:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณ รู้สึกกระทู้คุณจะมีคนดูน้อย ก็เลยโผล่มาโชว์โง่กระทู้คนอื่นเขาหรือ q*013q*013q*013 น่าสมเพช
แปลกนะอ้างว่าตัวเองเป็นนักวิจารณ์มีชื่อเสียง แต่ไม่ยักกะมีใครชอบหรืออยากดูกระทู้คุณสักเท่าไรเลย ว่าไหม

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 10 มี.ค. 11, 13:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กระทู้ใหนผมมีคนดูน้อยเหรอครับ เห็นมีแต่หลักร้อยหลักพันทั้งนั้น กระทู้คุณต่างหากน่ะครับ ไม่ทราบว่ามีคนเข้ามาอ่านบ้างหรือเปล่าเหอะ เหงาล่ะสิ ผมไปบอกตรงใหนว่าผมเป็นนักวิจารณ์มีชื่อเสียง แต่อย่างน้อยผมก็คงเป็นที่รู้จักกว่าคุณแน่ๆครับ คุณคำว่าโชว์โง่ เก็บไว้ใช้กับบุพการีคุณเองเหอะครับ คุณ noonee ผมตอบด้วยเหตุผล ด้วยหลักฐาน และไม่เคยลามปามไปถึงอุปนิสัยต่ำๆของคุณมาก่อนนะครับ ระวังปากไว้บ้าง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 10 มี.ค. 11, 15:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทำไมต้องระวัง ในเมื่อคุณก็ไม่เคยระวัง กล้าดียังไงมาอ้างอิงบุพการีดิฉัน สารรูปคุณว่าอุบาทว์แล้วจิตใจยังอุบาทว์กว่า ปากสุนัขอย่างนี้ ไปเหอะโดนเด็กด่าถอนหงอกจนผมร่วงหมดหัวแล้วมั้ง
และคนอย่างดิฉันไม่เคยตั้งกระทู้ที่อวดความไม่ฉลาดหาข้อจับผิดหรือแง่ลบอะไรใคร ดิฉันไม่เหงาหรอก ฉันก็มีความสุขเล็กๆของดิฉันที่ทำในสิ่งที่ฉันชอบ
ที่ฉันพูดก็หมายถึงกระทู้คล้ายกันแต่ของคุณกลับมีคนเข้าชมน้อยกว่าของคุณ Ricebeanoil เขา คุณก็ไม่ได้เจ๋งอะไรหรอกเหตุผลและหลักฐานคุณก็ไปก็อบเขามา เลิกอ้างว่าเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของนักวิจารณ์ เหอะ เห็นแล้วเซ็ง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 11 มี.ค. 11, 00:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ้อ ถ้าบุพการีคุณสอนมาดี คงจะไม่ไปเที่ยวพูดใส่คนอื่นว่าโชว์โง่จริงใหมครับ ผมคิดว่าเผลอๆการศึกษา การงานผมก็ดีกว่าคุณด้วยซ้ำ ก่อนจะว่าคนอื่นนะครับ หัดดูตัวเองซะบ้างนะครับ ว่ากิริยามารยาทหยาบคายแค่ใหน เดี๋ยวจะไม่มีใครรับไปเป็นภรรยา ต้องขึ้นคานทึนทึก น่าสงสารแย่นะครับ ส่วนคุณ Rice อะไรนั่นผมไม่รู้จักเลยครับ และก็ไม่สนด้วย กระทู้ผมจะมีคนอ่านมาก อ่านน้อย ก็แล้วแต่เพื่อนสมาชิกครับ คุณอย่ามาเดือดร้อนแทนผมเลยครับ ยกเว้นซะว่า ทนเห็นคนอ่าน คนคุยกับผมเยอะๆไม่ได้ มันผื่นจะขึ้น หรือมีอาการลมชัก อะไรแบบนันหรือเปล่าครับ ไปหาหมอนะครับ จิตแพทย์ช่วยได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 11 มี.ค. 11, 00:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เหตุผลและหลักฐาน .. ผมก็คิด ก็ตอบตามที่ผมได้อ่าน ได้เจอ ได้ประมวลองค์ความรู้มาตอบครับ อย่านึกว่า คนอื่นเค้าจะเที่ยวก๊อปแปะ ก๊อปวางความคิดของคนอื่นมา เหมือนคุณสิครับ ไม่เอาน่า .... ผมไม่ขออ้างว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงนะครับ แต่ถ้าถามว่ารู้จักคนในวงการ กับพวกนักวิจารณ์ดังๆบ้างใหม ก็ถ้าบอกว่าไม่รู้จักเลย ก็คงไม่ใช่ ไปดูในเฟสบุคผมเองแล้วกันครับว่า มีผกก.กี่ท่าน มีนักวิจารณ์ดังๆกี่ท่าน .. คงหาได้นะ เฟสบุคผมน่ะ ...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1
 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
         

ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้