หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: โรค "เอสแอลอี"  (อ่าน 873 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 7 เม.ย. 11, 11:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

โรคเอสแอลอี

เอสแอลอีเป็นชื่อโรคที่เรียกทับศัพท์ภาษาอังกฤษ (SLE) ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีอาการอักเสบของเนื้อเยื่อแทบทุกส่วนของร่างกาย อันเป็นผลมาจากร่ายกายมีภูมิต้านทานต่อเนื้อเยื่อต่าง ๆ ผู่ป่วยอาจมีอาการรุนแรงเฉียบพลันหรือเรื้อรังก็ได้ จำเป็นต้องรับการรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

ชื่อภาษาไทย : เอสแอลอี
ชื่อภาษาอังกฤษ : SLE, Systemic Lupus Erythematosus

สาเหตุ
ยังไม่ทราบแน่ชัด สันนิษฐานว่าเป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมีการตอบสนองอย่างผิดปกติต่อเชื้อโรคหรือสารเคมีบางอย่าง ทำให้มีการสร้างภูมิต้านทาน (แอนติบอดี้) ต่อเนื้อเยื่อต่าง ๆ จัดเป็นโรคภูมิต้านทานตนเอง (Autoimmune) ชนิดหนึ่ง...บางครั้งอาจพบมีสาเหตุกระตุ้นให้อาการกำเริบ เช่น ยาบางชนิด (เช่น ซัลฟา ไฮดราลาซีน เมททิลโดฟา ไอเอ็นเอช คลอร์โพรมาซีน เฟนิโทอีน ไทโอยูราซิน ) การถูกแดด การกระทบกระเทือนทางจิตใจ ภาวะตั้งครรภ์ เป็นต้น...นอกจากนี้ยังสันนษฐานว่า อาจเกี่ยวข้องกับฮอร์โมนเพศหญิง (เนื่องจากพบมากในหญิงวัยหลังมีประจำเดือน และก่อนวัยหมดประจำเดือน) และกรรมพันธุ์ (พบมากในพ่อแม่พี่น้องที่เป็นโรคนี้)


อาการ
ที่พบได้บ่อยคือ มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดเมื่อยตามตัว ปวดและบวมตามข้อต่างๆ ซึ่งโดยมากจะเป็นตามข้อเล็กๆ (เช่น ข้อนิ้วมือ ข้อนิ้วเท้า) ทั้งสองข้างทำให้มือกำลำบาก อาการเหล่านี้จะค่อยเป็นค่อยไป เรื้อรัง เป็นแรมเดือน...นอกจากนี้มักพบผื่น หรือฝ้าแดงขึ้นที่ข้างจมูกทั้ง 2 ข้าง มีลักษณะคล้ายปีกผีเสื้อ เรียกว่า ผื่นปีกผีเสื้อ (Butterfly Rash)...บางรายอาจมีการแพ้แดด กล่าวคือ เวลาไปถูกแดด ผิวหนังจะเกิดผื่นแดง เวลาผื่นปีกผีเสี้อที่ข้างจมูกจะเห็นชัดเจนขึ้น อาการไข้และปวดข้อก็จะรุนแรงขึ้น...บางรายอาจมีจุดแดง (จุดเลือดออก) หรือมีประจำเดือนออกมากกว่าปกติ ซึ่งอาจเป็นอาการระยะแรกของโรคนี้ก่อนมีอาการอื่น ๆ บางครั้งแพทย์อาจวินิจฉัยว่าเป็นโรค ไอทีพี (ITP ซึ่งเป็นภาวะเลือดออกง่ายชนิดหนึ่ง)...บางรายอาจมีอาการผมร่วงมาก มีจ้ำแดงขึ้นที่ฝ่ามือ นิ้วมือนิ้วเท้าซีดขาวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำเวลาถูกความเย็น หรือมีภาวะโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก...ในรายที่เป็นรุนแรง อาจมีอาการบวมทั้งตัว (เนื่องจากไตอักเสบ) หายใจหอบ (เนื่องจากปอดอักเสบ ภาวะมีน้ำในโพรงเยื่อหุ้มปอด หรือหัวใจวาย) ชีพจรเต้นเน็วหรือเต้นไม่สม่ำเสมอ (เนื่องจากหัวใจอักเสบ)...ในรายที่มีการอักเสบของหลอดเลือดในสมอง อาจทำให้มีการผิดปกติทางสมอง เช่น เสียสติ ซึม เพ้อ ประสาทหลอน แขนขาอ่อนแรง ตาเหล่ ชัก หมดสติ และอาจเสียชีวิตภายใน 3-4 สัปดาห์...ผู้ป่วยส่วนมากจะมีอาการกำเริบ เป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรังเป็นแรมปี

การแยกโรค
เนื่องจากโรคนี้มีอาการแสดงได้หลากหลาย จึงอาจมีอาการคล้ายโรคอื่น ๆ ได้มากมาย เช่น อาการไข้ (ตัวร้อน) ปวดเมื่อย ระยะแรกอาจคล้ายไข้หวัดใหญ่ (ระยะมีไข้ไม่เกิน 7 วัน) เมื่อเป็นเรื้อรังเป็นสัปดาห์ ๆ หรือเป็นแรมเดือน ก็ต้องแยกจากโรคร้ายอื่น ๆ เช่น เอดส์ วัณโรค มะเร็ง เป็นต้น
- อาการปวดข้อนิ้วมือนิ้วเท้า ก็ต้องแยกจากโรคข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis)
- อาการมีจุดแดงหรือโลหิตจาง ก็ต้องแยกจากโรคเลือดชนิดต่าง ๆ
- อาการหายใจหอบ ก็ต้องแยกจากปอดอักเสบ
- อาการทางสมอง ก็ต้องแยกจากโรคสมองอักเสบ โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มาลาเรียขึ้นสมอง


การวินิจฉัย
แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่าง ๆ เช่น ตรวจเลือด พบแอนตินิวเคลียร์แฟกเตอร์ (Antinuclear Factor) และแอลอีเซลล์ (LE Cell) ตรวจปัสสาวะอาจพบสารไข่ขาวและเม็ดเลือดแดง...นอกจากนี้อาจต้องทำการตรวจเอกซเรย์คลื่นหัวใจและตรวจพิเศษอื่น ๆ

การดูแลตนเอง
เมื่อมีอาการไข้เกิน 7 วัน ปวดตามข้อนิ้วมือ นิ้วเท้าทั้ง 2 ข้างพร้อมกัน พบมีผื่นปีกผีเสื้อที่ข้างจมูก ผมร่วง บวม หายใจหอบ ชีพจรเต้นเร็วหรือเต้นไม่สม่ำเสมอ มีจุดแดงขึ้นตามตัว ซีด (โลหิตจาง) อาการผิดปกติทางสมอง หรืออาการที่สงสัยว่าจะเป็นโรคนี้ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อตรวจหาสาเหตุให้แน่ชัด

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคเอสแอลอี ควรปฏิบัติดังนี้
1. รับการรักษาจากแพทย์อย่างจริงจังและต่อเนื่องซึ่งอาจต้องกินยาติดต่อกันเป็นแรมปี หรือหลาย ๆ ปี
2. หลังจากสามารถควบคุมอาการจนทุเลา (สงบ) แล้ว ผู้ป้วยสามารถดำเนินชีวิตได้เช่นปกติ ควรออกกำลังกายแต่พอควร ทำจิตใจให้สบายและหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีต่างๆ (เช่น ทำสมาธิ สวดมนต์ เล่นโยคะ รำมวยจีน ฝึกชี่กง เป็นต้น)
3. หลีกเลี่ยงการออกกกลางแดด เพราะอาจทำให้อาการกำเริบได้ ถ้าจำเป็นต้องออกกลางแดด ควรกางร่ม ใส่หมวก ใส่เสื้อแขนยาว
4. เนื่องจากผู้ป่วยมักมีภูมิคุ้มกันต่ำ ควรพยายามหลีกเลี่ยงการติดเชื้อ เช่น อย่ากินอาหารหรือน้ำดิ่มที่ไม่สะอาด อย่าเข้าใกล้คนที่ไม่สบาย อย่าเข้าไปในบริเวณที่มีคนอยู่กันแออัด เป็นต้น
5. ทุกครั้งที่รู้สึกไม่สบายหรือมีอาการผิดสังเกตควรรีบไปพบแพทย์ที่รักษาก่อนนัด
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 7 เม.ย. 11, 11:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การรักษา
- ในรายที่ไม่เป็นรุนแรง (เช่น มีเพียงไข้ ปวดข้อ ผื่นแดงที่หน้า) แพทย์อาจให้ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สตีนอยด์ (ยาที่ใช้รักษาโรคข้ออักเสบ) ถ้าไม่ได้ผลอาจให้ไฉดรอกซีคลอโรควีน (hydroxychloroquien) เพื่อช่วยลดอาการเหล่านี้
- ในรายที่เป็นรุนแรง แพทย์จะใหสตีนอยด์ (เช่น แพร็ดนิโซโลน) ในขนาดสูงติดต่อเป็นสัปดาห์ หรือหลายเดือน เพื่อลดการอักเสบของอวัยวะต่าง ๆ เมื่อดีขึ้นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง และให้ในขนาดต่ำเพื่อควบคุมอาการไปเรื่อย ๆ อาจนานเป็นแรมปีหรือจนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัย
- ถ้าให้ยาดังกล่าวแล้วไม่ได้ผล แพทย์จะให้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ไซโครฟาสคลาไมด์ (Chyclophasphamide) อะซาโอพรีน (Azathioprine) เป็นต้น
- ในรายที่มีอาการรุนแรง เช่น บวม หายใจหอบ มีอาการผิดปกติทางสมอง เป็นต้น จำเป็นต้องรับตัวไว้รักษาในโรงพยาบาล จนกว่าจะปลอดภัย จึงให้ผู้ป่วยกลับบ้านและนัดมาตรวจกับแพทย์เป็นระยะ ๆ

ภาวะแทรกซ้อน
ที่สำคัญคือ ไตอักเสบ ปอดอักเสบ หัวใจอักเสบ หัวใจวาย ไตวาย ความผิดปกติของสมองและระบบประสาท ภาวะติดเชื้อร้ายแรง เป็นต้น

การดำเนินโรค
ผลการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค และความแข็งแรงของตัวผู้ป่วย บางรายอาจเกิดอาการรุนแรงจนมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเฉียบพลัน เสียชีวิตได้ภายในเวลาไม่นาน...ในรายที่อาการไม่รุนแรง หลังการรักษาอาการมักจะสงบไปได้ แต่ก็อาจมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว ซึ่งต้องติดตามรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่อง...โดยทั่วไปถ้าผู้ป่วยมีชีวิตรอดจากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้เกิน ๕ ปี โรคก็มักจะไม่กำเริบรุนแรงและค่อย ๆสงบไปได้ นาน ๆ ครั้งอาจมีการกำเริบสักที แต่จะไม่รุนแรงและสามารถมีชีวิตเยี่ยงคนปกติได้

การป้องกัน
เนื่องจากยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของเรื่องนี้ จึงยังไม่ทราบการป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้...ส่วนในรายที่เป็นโรคนี้แล้ว ควรหาทางป้องกันไม่ให้โรคกำเริบ หรือเกิดภาวะแทรกซ้อน โดยหลีกเลี่ยงเหตุกำเริบ เช่น ความเครียด การออกกลางแดด การติดเชื้อ เป็นต้น (ดูในหัวข้อ “การดูแลตนเอง”)

ความชุก
โรคนี้พบได้ประปรายทั้งเด็กและผู้ใหญ่ พบมากในช่วงอายุ 20-45 ปี และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 10 เท่า


บทความ : นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 7 เม.ย. 11, 11:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*073



Jesus loves you and so do I.
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 7 เม.ย. 11, 12:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
โรคเอส หายถาวรเปล่าครับ ถ้ารักษาทันที

ลักษณะของโรค...ต้องเข้าใจก่อนว่าโรคเอสแอลอี เป็นโรคเรื้อรัง การดำเนินของโรคจะเป็นไปเรื่อย ๆ โดยอาจมีการทุเลาหรือกำเริบขึ้นได้เป็นระยะตลอดเวลา หรือกำเริบรุนแรงจนทำให้เสียชีวิตได้

ข้อมูลจาก : www.thai-sle.com
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม