หน้า: 1 2  ทั้งหมด

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: เกี่ยวกับหลักพุทธศาสนา ผมสงสัยมานานแล้วครับ ขอถามผู้รู้หน่อย  (อ่าน 2022 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 07:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

อยากถามว่า
พระที่ทำเครื่องลาง ของขลัง
เสกคาถาอาคม
ออกพระรุ่นโน้น รุ่นนี้
ยิงไม่ออก แทงไม่เข้า อาวุธทำร้ายไม่ได้
ใครเช่าไว้บูชาแล้วจะดีอย่างโน้น ดีอย่างนี้
ศรัตรูจะแพ้พ่าย จะพินาจ
หรืออื่นๆ อย่างที่โฆษณากัน

อย่างนี้ เขาเรียกว่า
เป็นไปตามหลักพุทธหรือไม่
พระพุทธเจ้าได้สอนสิ่งเหล่านี้ ให้สืบทอดหรือป่าวครับ

วานถามผู้รู้หน่อยนะครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 07:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

[๑๑๔] ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติ.รัจ.ฉานวิชา เช่นอย่าง
สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติ.รัจ.ฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นสาหร่ายาพิษเป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกาเป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัต.ว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.

ดังนั้น. การปลุกเสกเครื่องลางของขลังไม่ใช่สิ่งที่พระผู้มีพระภาคสอนให้ทำค่ะ. ธุระในพุทธศาสนามีเพียงวิปัสสนาธุระและคันธธุระเท่านั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 07:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระไตรปิฏก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑
ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค
มหาศีล
[๑๑๔] ๑. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติ.รัจ.ฉานวิชา เช่นอย่าง
สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วย
ติ.รัจ.ฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะ
ทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัด
รำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่า
บูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะที่บ้าน ดูลักษณะที่นา เป็นหมอ
ปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นสาหร่ายาพิษ
เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัด เป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา
เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอทายเสียงสัต.ว์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอ
ประการหนึ่ง.
[๑๑๕] ๒. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติ.รัจ.ฉานวิชา เช่นอย่างที่
สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว เลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วย
ติ.รัจ.ฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะไม้พลอง
ทายลักษณะศาตรา ทายลักษณะดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ
ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทายลักษณะกุมาร ทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส
ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้าง ทายลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ
ทายลักษณะโค ทายลักษณะแพะ ทายลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา
ทายลักษณะห-เอี้ย ทายลักษณะตุ่น ทายลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอ
ประการหนึ่ง.
[๑๑๖] ๓. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติ.รัจ.ฉานวิชา เช่นอย่างที่
สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วย
ติ.รัจ.ฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ดูฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก
พระราชาภายในจักยกเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักยกเข้าประชิด
พระราชาภายในจักถอย พระราชาภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอก
จักมีชัย พระราชาภายในจักปราชัย พระราชาองค์นี้จักมีชัย พระราชาองค์นี้จักปราชัย เพราะเหตุ
นี้ๆ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
[๑๑๗] ๔. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติ.รัจ.ฉานวิชา เช่นอย่างที่
สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วย
ติ.รัจ.ฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราส
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินถูกทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทาง ดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง
ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง จักมีอุกกาบาต จักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักขึ้น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก ดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรจักมัวหมอง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ และดาวนักษัตรจักกระจ่าง
จันทรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ สุริยคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้ นักษัตรคราสจักมีผลเป็นอย่างนี้
ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลเป็น
อย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินผิดทางจักมีผลเป็นอย่างนี้
มีอุกกาบาตจักมีผลเป็นอย่างนี้ มีดาวหางจักมีผลเป็นอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผลเป็นอย่างนี้
ฟ้าร้องจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมอง
จักมีผลเป็นอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลเป็นอย่างนี้ แม้ข้อนี้
ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
[๑๑๘] ๕. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติ.รัจ.ฉานวิชา เช่นอย่างที่
สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วย
ติ.รัจ.ฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภิกษาหาได้ง่าย จักมีภิกษา
หาได้ยาก จักมีความเกษม จักมีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้ หรือนับคะแนน
คำนวณ นับประมวลแต่งกาพย์ โลกายศาสตร์ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
[๑๑๙] ๖. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติ.รัจ.ฉานวิชา เช่นอย่างที่
สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วย
ติ.รัจ.ฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ให้ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์
หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์
ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่ายมนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอ
ทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอทรงเจ้า บวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหม
ร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
[๑๒๐] ๗. ภิกษุเว้นขาดจากการเลี้ยงชีพ โดยทางผิดด้วยติ.รัจ.ฉานวิชา เช่นอย่างที่
สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วย
ติ.รัจ.ฉานวิชา เห็นปานนี้ คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกัน
บ้านเรือน ทำกะ.เทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะ.เทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธี
บวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธีบูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยา
ถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา
ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำการผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล
แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง.
[๑๒๑] ดูกรมหาบพิตร ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เลย
เพราะศีลสังวรนั้นเปรียบเหมือนกษัตริย์ผู้ได้มุรธาภิเษก กำจัดราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสบภัย
แต่ไหนๆ เพราะราชศัตรูนั้น ดูกรมหาบพิตร ภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้ว
ย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนๆ เพราะศีลสังวรนั้น ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุข
อันปราศจากโทษในภายใน ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยศีล.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 08:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีตอนเช้าครับ คุณนัท

ขอบคุณที่มาตอบให้ทราบ
อย่างนี้แล้ว ชาวพุทธส่วนหนึ่ง
ก็ยังเข้าใจผิดอยู่ซิครับ
เพราะยังเห็นมีการทำลักษณะแบบนี้อยู่
หรือว่าเป็นลัทธิอื่น ที่มาแฝงในแนวพุทธครับ
จะว่าพราหมณ์ ผมก็ว่าไม่ใช่นะ
เพราะพราหมณ์เท่าที่ทราบ เขาจะเน้นไปในทางพิธีกรรม

ถ้าว่างๆ เมื่อไหร่ ก็วานคุณนัทตอบอีกครั้งนะครับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 08:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ได้รับอิทธิพลจากฮินดูค่ะ. ฮินดูนับถือเทพ. ฮินดูก็คือพราหม์นั่นหล่ะค่ะ แต่เปนพราหม์ในแบบหนึ่ง เหมือนพุทธเราแบ่งเปนเถรวาท กับมหายานนั่นหล่ะค่ะ. ฮินดูนับถือรูปเคราพ และด้วยความเชื่อด้านพิธีกรรมของพราห์ เลยเปนการทำพิธีกรรมปลุกเสกรูปเคารพค่ะ การกราบไหว้พระพุทธรูปพึงกระทำด้วยพุทธานุสติ. มิใช่ด้วยเชื่อในอภินิหารใดๆ. พระพุทธองค์ไม่ทรงสรรเสริฐอภินิหารแต่ทรงสรรเสริญอนุศาสนีปาฎิหารย์. คือการปฏิบัติตามพระธรรมจนถึงมรรคผลค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 08:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มาตอบให้ได้เรื่อยๆ ค่ะ สรรพทานัง ธรรมะทานังชินาติ. นัทแชร์ขึ้นเฟชบุคแล้วค่ะ. ความรู้ที่ตอบนี้ได้จากพระธรรมทูตสายอินเดีย ตอนไปอินเดียค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 08:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อไม่นาน
มีเจ้าอาวาทวัดหนึ่ง
ซึ่งเป็นวัดที่ใหญ่ และดังมาก แถวเพชรบูรณ์
มีพื้นที่วัด 200 กว่าไร่
มีลูกศิษย์ลูกหานับถือเยอะมาก
ญาติของผมไปบวชอยู่ที่นั่น
และผมก็เคยไปค้างคืน
บรรยากาศของวัดดีมา อยู่บนเขา

เจ้าอาวาส ได้มาใช้สถานที่บ้านผม ที่ ตจว.
โดยญาติผมที่ไปบวชเป็นคนนิมนต์มา
(เพราะบ้านผมเป็นศูนย์กลางาของชาวบ้าน มีพื้นที่เยอะ สะดวกหลายอย่าง)
เพราะมาทำพิธีรักษาผู้คน
เสกเป่าคาถา เป่าน้ำมนต์ และทำน้ำมนต์ให้เช่าไป
และเสกวิญญาณผีร้าย และสิ่งไม่ดีต่างๆ ออกจากร่างกาย

เนื่องจากมีคนนับถือกันเยอะ
อีกทั้งชาวบ้านก็แห่กันมาเยอะ
ผมก็เลยเฉยๆ และดูๆ ไป
และก็คิดในใจว่า อย่างนี้ พระพุทธเจ้าสอนไว้ด้วยเหรอ
ผมคิดในใจว่า น่าจะไม่ใช่นะ


« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 พ.ย. 11, 05:08 น โดย kainuy191 » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 08:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าไม่สอนค่ะ. และตรัสห้ามเป็นติรัจฉานวิชา. ในสมัยพุทธกาล เวลาภิกษุป่วย หรือแม้แต่พระพุทธองค์ประชวร ทรงใช้โพชฌังคปริตในการรักษาค่ะ. บทสวดโพชฌังคปริต เมื่อวานนัทเพิ่งขึ้นไว้ในเฟชบุค และอธิบายไว้ เดวจะนำมาเล่าให้คุณไข่นุ้ยฟังนะคะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 08:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

และหลวงลุงของผม ก็เคยเป็นเจ้าอาวาสคณะหนึ่ง ของวัดอรุณฯ
ก็จะออกในแนวเป่าน้ำมนต์ เครื่องลางของขลัง...
ลูกศิษย์ลูกหาจะเยอะมาก ทั้งทหารระดับบิ๊กๆ โดยเฉพาะทหารเรือ
พ่อค้า นักธุรกิจ ออกไปเจิมป้ายห้างร้านต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน
ไหนจะขึ้นบ้านใหม่ กฐิน ผ้าป่า งานแต่ง
รวมถึงแม่ยกก็เยอะนะ....555
ทุกปิดเทอม ผมต้องมาเป็นลูกศิษย์เอก ท่านสั่งเอาไว้ว่า
ปิดเทอมแล้ว ต้องมา คอยรับใช้อยู่ข้างๆ ตลอด
คอยนวดแข้งนวดขา อำนวยความสะดวกต่างๆ อยู่ข้างกายเวลาญาติโยมมา
เรื่องต่างๆ รู้ดี 555
แต่ผมก็เฉยๆ ต่อเรื่องพวกนี้ ไม่ยินดียินร้าย

แต่ที่นับถืออยู่อย่างหนึ่งคือ เงินทองที่เขาถวายมาให้
บริจาคหมด สร้างโบสถ์ สร้างวัด สร้างโรงเรียน ในต่างจังหวัด
ใครมาขอก็ให้หมด คล้ายๆ หลวงพ่อคูณ...

เป็นพระที่ร่ำรวยเงินบริจาค แต่ตนเองจนนะ
เพราะรับบริจาคมาเท่าไหร่ ก็บริจาคต่อ...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 08:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โพชฌังคปริตร ถือเป็นพุทธมนต์ที่ช่วยให้คนป่วยที่ได้สดับตรับฟังธรรมบทนี้แล้วสามารถหายจากโรคภัยไข้เจ็บได้ ที่เชื่ออย่างนี้เพราะมีเรื่องในพระไตรปิฎกเล่าว่า พระสัมมาสัมพุทธเจา้ได้เสด็จไปเยี่ยมพระมหากัสสปะที่อาพาธ พระองค์ทรงแสดงสัมโพชฌงค์แก่พระมหากัสสปะ พบว่าพระมหากัสสปะสามารถหายจากโรคได้ อีกครั้งหนึ่งพระองค์ได้ทรงแสดงธรรมบทนี้แก่พระโมคคัลลานะซึ่งอาพาธ หลังจากนั้น พบว่า พระโมคคัลลานะก็หายจากอาพาธได้

ในที่สุด เมื่อพระพุทธองค์เองทรงอาพาธ จึงตรัสให้พระจุนทะเถระแสดงโพชฌงค์ถวาย ซึ่งพบว่าพระพุทธเจ้าก็หายประชวร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 08:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อันที่จริง ผู้ที่ได้ฟังโพชฌงค์แลเวไม่ได้หายด้วยมนต์วิเศษ หากแต่หายด้วยธรรมโอสถ. คือหัวใจของเขาเข้มแข็งแบบกายเจ็บใจไม่เจ็บ เมื่อใจเปนนาย หากขันธ์ยังไม่เสื่อมไปตามกาลอันต้องดับ กำลังใจในการต่อสู้กับโรคก็จะมี จะหายเร็วขึ้นค่ะ


โพชฌงค์ ๗ ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน


นัทจ๋า หนอนพระไตรปิฎก [๕๔๓] ในโพชฌงค์ ๗ นั้น สติสัมโพชฌงค์ เป็นไฉน



ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้มีสติ ประกอบด้วยสติและปัญญาอันยิ่ง ระลึกได้
ระลึกได้ย่อยๆ ซึ่งกิจที่ทำไว้นานๆ หรือวาจาที่กล่าวไว้นานๆ นี้เรียกว่า
สติสัมโพชฌงค์



ภิกษุนั้น มีสติอย่างนั้นอยู่ วิจัย เลือกสรร พิจารณา ซึ่งธรรมนั้น
ด้วยปัญญา นี้เรียกว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์



ความเพียร ความไม่ย่อหย่อน อันภิกษุนั้นผู้วิจัย เลือกสรร พิจารณา
ซึ่งธรรมนั้น ด้วยปัญญา ปรารภแล้ว นี้เรียกว่า วิริยสัมโพชฌงค์



ปีติ อันปราศจากอามิส เกิดขึ้นแก่พระภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว
นี้เรียกว่า ปีติสัมโพชฌงค์



กายก็ดี จิตก็ดี ของภิกษุผู้มีใจปีติ ย่อมสงบระงับ นี้เรียกว่า
ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์



จิตของภิกษุผู้มีกายสงบระงับแล้ว มีความสุขสบาย ย่อมตั้งมั่น นี้เรียก
ว่า สมาธิสัมโพชฌงค์



ภิกษุนั้น เป็นผู้เพ่งเล็งอยู่ด้วยดี ซึ่งจิตที่ตั้งมั่นอย่างนั้น นี้เรียกว่า
อุเบกขาสัมโพชฌงค์




เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๓๕ บรรทัดที่ ๗๑๙๒ - ๗๒๐๗. หน้าที่ ๓๑๐ - ๓๑๑.
http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=35&A=7192&Z=7207&pagebreak=0



อ่านโดยใช้เครื่องหมาย [เลขข้อ] เป็น เกณฑ์แบ่งข้อ ที่ :-
http://www.84000.org/tipitaka/read/byitem.php?book=35&item=543&items&preline&mode=bracket




สารบัญพระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๕
http://www.84000.org/tipitaka/read/?%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%B4%E0%B8%8E%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88_%E0%B9%93%E0%B9%95
http://www.84000.org/tipitaka/read/?index_35
22 ชั่วโมงที่แล้ว ถูกใจ 1

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 08:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

http://siammedia.org/articles/dhamma/20110311.php

ลองอ่านอันนี้นะคะ แล้วจะเข้าใจชัดว่า พระมหากัสสปะก็ดี พระมหาจุณทะก็ดี ท่านหายด้วยเหตุใด.


‎:-). หายด้วยฌานสมาธิค่ะ. เราจะแยกกายแยกใจ และจิตจะผ่องใสได้คือต้องเป็นสมาธิขั้นฌาน มีวิตก วิจาร. มีปิติ มีสุข. มีสมาธิ. มีความเข้าใจธรรม. เมื่อเป็นดั่งนี้แล้ว ความทุกข์จะมีมาแต่ไหนหนอ.

ถ้าพระสวกให้ฟัง. แต่เราไม่เข้าใจ. เราก็สักแต่ได้ยิน. ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย. การสักแต่ว่าก็มิใช่จะสักแต่ว่าทุกเรื่อง. สักแต่ว่าบางเรื่องก็พอเนอะคะ. อิอิ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โอ้....ต้องใช้เวลาอ่านพอสมควรนะนี่
น้องๆ ของการไปบวชเลยนะนี่ 555

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อันที่จริงนัทอยากเชิญคุณไข่นุ้ย เปิดเฟชบุคแล้วไปอ่านและสนทนาธรรมที่เพจนัทมากกว่า นัทแสดงธรรมทุกวันค่ะ และตอบคำถามธรรมทุกวันโดยอัญเชิญพระไตรปิฎกมาตอบ คำถามแต่ละเรื่องล้วนน่าสนใจเช่น อธิฐานกับการร้องขอต่างกันอย่างไร. หรือ ที่ว่าอภัยทานเปนทานที่ยิ่งใหญ่กับการให้ธรรมะชนะการให้ทั้งปวง แล้วอะไรใหญ่กว่ากัน แบบนี้อ่ะค่ะ. ถ้ายังไงก็เชิญที่เพจดีกว่านะคะ. สะดวกกว่า.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อะนะ จะเข้าไปซักวันนะ ที่เฟซ
แต่หลักธรรมกับผม ช่วงนี้ ช่างเหมือนน้ำ กับน้ำมัน 555

หลักธรรม ฟังได้ครับ
แต่ยังไงก็ขอเป็นปุถุชนไปก่อน
โกนหัว ห่มเหลืองนี่ คงจะยากส์
ขอรับรู้ธรรมจากทางโลก อันนี้พอไปได้อยู่..555

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
โอ้....ต้องใช้เวลาอ่านพอสมควรนะนี่
น้องๆ ของการไปบวชเลยนะนี่ 555

นัทเอาเวลาที่เลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนอกกายนอกใจ ไปปฏิบัติฌานสมาธิ (ตามพระไตรปิฎก). อ่านเฉพาะพระไตรปิฎก. ท่องจำให้ขึ้นปากขึ้นใจ. คิดว่ามีประโยชน์กว่าการมาสนทนาการเมืองที่ไม่เป็นสาระแก่การหลุดพ้นอ่ะค่ะ. ไม่ใช่หนทางแห่งอริยมรรคเลย
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อะนะ จะเข้าไปซักวันนะ ที่เฟซ
แต่หลักธรรมกับผม ช่วงนี้ ช่างเหมือนน้ำ กับน้ำมัน 555

หลักธรรม ฟังได้ครับ
แต่ยังไงก็ขอเป็นปุถุชนไปก่อน
โกนหัว ห่มเหลืองนี่ คงจะยากส์
ขอรับรู้ธรรมจากทางโลก อันนี้พอไปได้อยู่..555


นุ่งห่มอะไรไม่สำคัญค่ะคุณไข่นุ้ย. ปุถุชนหรืออริยชนต่างกันที่ใจมิใช่ที่กายค่ะ. กิเลสไม่กลัวผ้าเหลืองไม่กลัวผ้าสีใดๆ. กิเลสกลังใจที่ใฝ่ธรรมค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
นะฮะ
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณขุ่ยไน้-ไข่นุ้ย

ในสังคมมนุษย์สิ่งไหนที่มันสร้างประโยชน์ให้แกคนมากแต่ให้โทษน้อย ส่วนใหญ่สังคมก็จะถือไว้เป็นวัฒธรรม ประเพณี หรือสิ่งที่ต้องสืบต่อกันมาแทบทั้งนั้น..

แต่ของบางสิ่งบางอย่าง เราจะทึกทักไปว่าไร้สาระก็ไม่ได้..

การปกครอง การทหาร การใช้กุศโลบายในแง่มุมต่าง ๆ หรือแม้แต่การที่จะคิดจะกดหัว ขี่คอประชาชน เขาก็ต้องใช้ศาสตร์ทุกศาสตร์ที่มนุษย์มีอยู่ทั้งสิ้น...

พระพุทธองค์ท่านมุ่งสอนให้คนได้รู้จักหนทางแห่งการพ้นทุกข์ พ้นในระดับขั้นต้น ระดับกลาง และ ระดับเบ็ดเสร็จเด็ดขาด..

แต่พระองค์ก็เป็นเพียงผู้ชี้ทางเท่านั้น...

ส่วนเรื่องวิชาที่พระองค์เรียกว่าเป็นเดรัจฉานวิชานั้น ในสมัยพุทธกาล สาวกองค์สำคัญ ๆ ของพระองค์ก็มีอิทธิฤทธิ์มาก ในทางต่าง ๆ ซึ่งพระองค์ไม่ส่งเสริมในการแสดงอิทธิปาฏิหารย์เหล่านั้น ไม่ส่งเสริมแล้วทรงยังห้ามทุกคนแสดงออกในทางต่าง ๆ ด้วย

ทั้งนี้ พระองค์เห็นว่า ช่วงชีวิตของคนเรานั้นมันไม่ยาวนานนัก และชีวิตคนเราก็ไม่เที่ยงแท้แน่นอน การมัวไปเสียเวลาต่อเรื่องราวอื่นใดที่ไม่ใช่แก่นธรรม โมกขธรรมอันประเสริฐ จนไม่มุ่งไปพระนิพพานนั้น อาจจะทำให้เสียโอกาสทองไปก็ได้...

" สัพเพ ธรรมา นาลัง อภินิเวสายะ " สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

นี่คือ แก่นธรรมที่เรียกได้ว่า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ( ในทัศนะของท่านพุทธทาสภิกขุ )

ในคำสอนขั้นสูงสุดของพระพุทธองค์ แม้แต่ " ธรรมะ " ก็ยึดถือไม่ได้ เพราะธรรมะนั้นเปรียบเสมือนพาหนะ เป็นเรือ สำหรับใช้เดินทางข้ามฟากแม่น้ำแห่งกิเลส ตัณหา ราคะ ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน เท่านั้นเอง..

ดังนั้น คนเราไม่ควรจะมองว่า อะไรไร้สาระ หรือไม่ไร้สาระ ทุกบริบทของสังคม ทุกอย่างมันมีเหตุ มีผล ในตัวของมันเองทั้งสิ้น สำคัญว่าเหตุผลนั้น ๆ เ็ป็นเหตุผลที่ชอบธรรม และมีคุณธรรมหรือไม่เท่านั้น...!!!!!!


( ปล. สังคมมนุษย์ในปัจจุบันนี้ ทั่วโลก ผู้คนต่างเสาะแสวงหาสิ่งที่ว่าสัจธรรมแห่งชีวิตกันมาก คนส่วนหนึ่งในหลาย ๆ ประเทศจนกลายเป็นคนไม่มีศาสนา เพราะไม่นับถือศาสนาอะไรเลย แต่ก็มีผู้คนหัวธุรกิจอวดอ้างเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณขึ้นมามากมาย จนพากันเขารกเข้าพงไปก็มี เช่นลัทธิอุบาทย์มุ่งหาสันติแก่ชีวิตด้วยการเข่นฆ่าเป็นต้น บางคนก็อวดอ้างว่าตนรู้ธรรม ศึกษาธรรม และยึดธรรมเป็นสิ่งที่เหนือทุกสิ่ง จนแบบเป็นคนคลั่งธรรม..อย่างนี้ อตร.อันตรายสุด ๆ เช่นกัน)
q*032q*033q*039

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดิฉันไม่ได้กล่าวว่าไร้สาระ. แต่กล่าวว่าไม่เป็นสาระแก่การหลุดพ้นค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อะนะ อย่าแซวกันเลยครับ อันนี้ขอๆ ครับ
ใจเย็นๆ กัน จะดีกว่าครับ
ชีวิตเรา ไม่ใช่ว่าต้องมาทะเลาะกันตลอดชีวิตครับ
คนเราเกิดมาเพื่อรอความตาย
ก่อนตาย ทำเรื่องสดใสๆ กันดีกว่าครับ

ส่วนถ้าท่านใดจะวิจารณ์นักการเมือง ก็เต็มๆ ที่ของท่านเลยครับ
อันนี้ ผมคงไม่ห้ามสิทธิท่านมิได้...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยังไงถ้าคุณไข่นุ้ยสนใจศึกษาพระธรรม. จากพระไตรปิฎก. เชิญที่เฟชยุคดีกว่านะคะ

เจริญในธรรมค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ว่ากันไปก่อนนะครับ
ผมขอออกไปท่านงานก่อน
พอดีมีงานอยู่ 2 งาน 2 ที่ ต้องทำให้เสร็จทันเวลา
พอดีผู้ว่า กทม. จะมาเปิดงานทั้ง 2 ที่ครับ
งานของผมถือเป็นงาน ที่เป็นหน้าเป็นตาของงานด้วยครับ
(อันนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองนะ ผมรับจ้างงานมาทำ ก็ทำตามหน้าที่ ทำตามสัญญาครับ)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อะนะ อย่าแซวกันเลยครับ อันนี้ขอๆ ครับ
ใจเย็นๆ กัน จะดีกว่าครับ
ชีวิตเรา ไม่ใช่ว่าต้องมาทะเลาะกันตลอดชีวิตครับ
คนเราเกิดมาเพื่อรอความตาย
ก่อนตาย ทำเรื่องสดใสๆ กันดีกว่าครับ

ส่วนถ้าท่านใดจะวิจารณ์นักการเมือง ก็เต็มๆ ที่ของท่านเลยครับ
อันนี้ ผมคงไม่ห้ามสิทธิท่านมิได้...


ไม่ได้ทะเลาะหรอกค่ะคุณไข่นุ้ย. เมื่อนัทไม่ได้กล่าวว่าไร้สาระจะให้ว่ากล่าวได้อย่างไร. กล่าวว่าไม่เป็นสาระแก่การหลุดพ้น. แค่ชี้ให้ชัดในภาษา. เด๋วท่านอื่นมาอ่านจะไม่เข้าใจ. ไปปรุงแต่งความเข้าใจเอาว่านัทกล่าวว่าการเมืองเป็นเรื่องไร้สาระ. ในเมื่อไม่ได้กล่าวจะให้หมายว่ากล่าวไม่ได้ค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 09:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่ต้องชี้ให้ชัดเพราะคนที่ชอบการสนทนาการเมืองจะเข้าใจผิด คิดว่านัทไปว่า. ไม่เคยว่าค่ะ. ใครจะทำอย่างไร จะมีความเข้าใจอย่างไร ล้วนไม่ใช่เรื่องของนัท. ไม่มีผลให้นัทหลุดพ้นหีือฉุดรั้งแต่อย่างไร. แต่สิ่งที่ไม่ได้กล่าวคือไม่ได้กล่าว. ต้องชี้แจงค่ะ. ไม่เคยโต้แย้งความคิดหรือคัดค้านความคิดทางธรรมะของผู้ใด ใครจะคิดเช่นไรไม่เกี่ยวกับนัททั้งสิ้น ประเด็นที่ตอบคือ. ไม่ได้กล่าวว่าไร้สาระ. แต่กล่าวว่าไม่ใช่สาระแก่การหลุดพ้น ชัดเจนค่ะ. ภาษาที่ใช้ก็ชัดเจนไม่คลุมเครือ.

คิดว่าคงพอสมควรแก่คำถามของคุณไข่นุ้ยด้วยคำตอบตามพระไตรปิฎกชัดเจนแล้วนะคะ :-)

อย่าลืมอ่านนะคะคุณไข่นุ้ย ไว้ว่าๆ ค่อยๆ เก็บไปก็ได้ค่ะ

สวัสดีค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 10:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณนะฮะ นี่แหล่ะ คือ คนที่ อตร.อันตรายสุด ๆ q*020

q*031q*031q*071q*076q*032q*033q*033q*073q*013q*013q*020

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
นะฮะ
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 11:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณใหม่ เมืองเอก


ใช่แล้ว..อันตรายสำหรับพวกเผด็จการ พวกยักษ์พวกมาร..

พวกที่ฆ่าคนเพียงต้องการอำนาจ...

แต่สำหรับนักประชาธิปไตย..

ผู้มีหัวใจแห่งความเป็นธรรม..

นะฮะเป็นมหามิตรง่ะ....!!!!!!!
q*020q*005q*00q*012q*013kai3
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 11:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถาม หนอนพระไตรปิฎก คิดยังไงกับการบวชพระสงฆ์

สำหรับบุคคลทั่วไป ที่บอกบวชแล้วเป็นการทดแทนพระคุณพ่อแม่

ถ้าลูกบวช พ่อแม่ จะได้บุญ จะได้ขึ้นสวรรค์ มีกล่าวไว้ในคำสอนพระพุทธเจ้าหรือไม่

แล้วเพียงแค่บวช สวมผ้าเหลือง แล้ว มีความศักดิ์สิทธิ์ หรือ น่าเคารพ
ถึงกับต้องกราบไหว้เลยหรือ ทั้งที่ก่อนหน้าบวช ยังสำมะเล เทเมา
ทำเรื่อง ชั่วๆ อยู่เลย ที่ถามแบบนี้ เพราะมันง่ายไปไหมสำหรับการบวชพระ
โดยไม่ได้เตรียมจิตใจ หรือ ใฝ่หาพระธรรม เพียงแค่ทำตามประเพณีเท่านั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 12:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ถาม หนอนพระไตรปิฎก คิดยังไงกับการบวชพระสงฆ์

สำหรับบุคคลทั่วไป ที่บอกบวชแล้วเป็นการทดแทนพระคุณพ่อแม่

ถ้าลูกบวช พ่อแม่ จะได้บุญ จะได้ขึ้นสวรรค์ มีกล่าวไว้ในคำสอนพระพุทธเจ้าหรือไม่

แล้วเพียงแค่บวช สวมผ้าเหลือง แล้ว มีความศักดิ์สิทธิ์ หรือ น่าเคารพ
ถึงกับต้องกราบไหว้เลยหรือ ทั้งที่ก่อนหน้าบวช ยังสำมะเล เทเมา
ทำเรื่อง ชั่วๆ อยู่เลย ที่ถามแบบนี้ เพราะมันง่ายไปไหมสำหรับการบวชพระ
โดยไม่ได้เตรียมจิตใจ หรือ ใฝ่หาพระธรรม เพียงแค่ทำตามประเพณีเท่านั้น



พระพุทธองค์ไม่เคยตรัสไว้ค่ะ. กรรมใครทำคนนั้นต้องรับ. ที่กล่าวกันว่าบวชเป็นการทดแทนคุณพ่อแม่นั้น. เพราะเมื่อบวชแล้ว จะต้องรัษาพนะธรรมวินัยไม่ตีกับใคร ไม่ทำร้ายเบียดเบียนใคร หม่ทำให้พ่อแม่หนักใจ ไม่นำความเดือดร้อนมาให้ ก็เปนการทดแทนคุณอย่างหนึ่ง. แต่การทดแทนคุณที่ดีที่สุด คือการนำพ่อแม่ที่ไม่ประกอบทานให้ทำทาน. ไม่มีศิลให้รักษาศิล ไม่เจริญกรรมฐานให้เจริญกรรมฐาน ดังจะอัญเชิญพุทธวัจนะมาตอบต่อไปนะคะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 12:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 


[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวการกระทำตอบแทนไม่ได้ง่ายแก่ ท่านทั้ง ๒ ท่านทั้ง ๒ คือใคร คือ มารดา ๑ บิดา ๑

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
บุตรพึงประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง พึงประคับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่งเขามีอายุ มีชีวิตอยู่ตลอดร้อยปี และเขาพึงปฏิบัติท่านทั้ง ๒ นั้นด้วยการอบกลิ่น การนวด การให้อาบน้ำ และการดัด และท่านทั้ง ๒ นั้น พึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่า
ทั้งสองของเขานั่นแหละ
ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย

ดูกรภิกษุทั้งหลาย
อนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติ อันเป็นอิสราธิปัตย์ ในแผ่นดินใหญ่อันมีรตนะ ๗ ประการมากหลายนี้ การกระทำกิจอย่างนั้น ยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย ข้อนั้นเพราะเหตุไรเพราะมารดาบิดามีอุปการะมากบำรุงเลี้ยง แสดงโลกนี้แก่บุตรทั้งหลาย

ส่วนบุตรคนใดยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา ให้สมาทานตั้งมั่นในศรัทธาสัมปทา ยังมารดา บิดาผู้ทุศีล ให้สมาทานตั้งมั่นในศีลสัมปทา ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่ ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา ยังมารดาบิดาทรามปัญญา ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา ดูกรภิกษุทั้งหลาย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่าอันบุตรนั้นทำแล้ว และทำตอบแทนแล้ว แก่มารดาบิดา ฯ

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka2/v.php?B=20&A=1617&Z=1840

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>การตอบแทนคุณบิดามารดาด้วยตนทำตนเป็นคนดีของสังคม ไม่ทำตนให้พ่อแม่ได้รับความอับอายเดือดร้อน การดูแลท่านยามแก่ชรา รักษายามเจ็บไข้ แบกท่านทั้งสองไว้ด้วยธุระทั้งปวงจนท่านจากไป ปลงศพยามท่านจากไป ปฏิบัติธุระในพระศาสนาอุทิศให้ท่าน ยังไม่เท่ากับเรานำท่านสู่ปฏิปทาแห่งพระนิพพาน หากแม้ท่านยังไม่มีศิลก็จงนำท่านรักษาศิล หากแม้ท่านยังไม่จาคะก็จงนำท่านจาคะ หากแม้ท่านยังไม่ศึกษาพระสัทธรรมก็จงแสดงธรรมนำท่านรักษาธรรม จูงมือพ่อแม่เข้าสู่ทางสายเอกนี้หล่ะคือการตอบแทนคุณท่านอย่างที่สุดแล้ว
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 12:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คุณนะฮะ นี่แหล่ะ คือ คนที่ อตร.อันตรายสุด ๆ q*020

q*031q*031q*071q*076q*032q*033q*033q*073q*013q*013q*020

เห็นด้วยครับคุณเอก แบบสุดโต่งเล๊ย

5 5 5

q*062q*062q*062q*062q*062

kai3kai3kai3kai3kai3kai3



คุณนัทครับ ทราบมั๊ยครับว่าบักทักษิณนี่บวชแล้วรึยังครับ

ผมสงสารลูกเมียของชิ้ปปิ้งหมุมากๆ เลยครับ


เพื่ออำนาจจริงๆ
55555
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
นะฮะ
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 12:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อ้าว...ฟื้นมาแล้วเหรอ..คุณอิแร้ง..

นึกว่าต้องคำสาปแช่ง..ของคุณ stafalop เขาไปซะแล้ว..

ฮะ ๆ ฮ่า .........!!!!!!
q*073q*074q*039
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 13:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตอบไม่ค่อยกระจ่างนะครับ คุณหนอนพระไตรฏิฎก

การบวช ตกลงไม่ได้ทำให้พ่อแม่ได้บุญขึ้นสวรรค์ เป็นความเชื่อที่ผิด
พระพุทธเจ้าไม่ได้มีความหมายว่าบวชแล้ว พ่อแม่เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์

แล้วการบวช ถ้าบวชเพื่อศึกษาพระธรรม ทำไมจะต้องให้คนทั่วไปกราบไหว้ด้วย ทั้งที่ยังไม่ใช่พระที่ประกอบคุณงามความดี หรือ มีความรู้ทางธรรมมากมายอะไรเลย

ตามความเห็นของ หนอนที่รู้เรื่องธรรมมาก สมควรหรือไม่ที่ต้องไหว้
พระใหม่ ที่บางคนก็แค่บวช แต่จิตใจยังมีกิเลส หรือ ไม่ได้สนใจเรื่องธรรมมะอะไรเลย หรือขั้นตอนการบวชที่ง่ายซะเหลือเกิน

ใครจะบวช ควรเรียนศาสนามาตั้งแต่เด็ก ตั้งใจมาเป็นพระแบบนั้นจะเข้าท่ากว่าไหม เรียนโรงเรียนศาสนาสัก 4-5 ปี แบบตั้งใจจะเป็นพระตลอดชีวิต ระหว่างเรียนก็ได้สังเกตุพฤติกรรมได้ว่า สมควรจะเป็นพระได้ไหม
ไม่ใช่อยากบวช ก็ บวช อยากสึกก็สึก พระถึงได้เสื่อมลงทุกวัน

ถ้าเพียงแค่ อยากศึกษาพระธรรม ก็แค่นุ่งขาว ห่มขาว ปฏิบัติธรรม จะกี่วัน
ก็ทำไป ไม่จำเป็นจะต้องบวชให้ผ้าเหลืองลดคุณค่าเลย เพราะใครๆ ก็ใส่ได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 13:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดิฉันตอบชัดแล้วค่ะ ว่าพระพุทธเจ้าไม่เคยตรัสว่าบวชแล้วจะพาพ่อแม่ขึ้นสวรรค์ ลองอ่านดูนะคะ. ความเห็นส่วนตัวไม่มีค่ะ. มีเฉพาะคำสอนที่อัญเชิญมา. ใครจะกราบใครหรือไม่ตามแต่ศรัทธาของแต่ละคนค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 13:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อครั้งพุทธกาลมีเณรบวชใหม่บรรลุอรหันต์ตั้งแต่ตอนโกนผมยังบวชไม่เสร็จด้วยซ้ำค่ะ พนะพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าหมิ่นภิกษุพรรษาน้อย. องค์คุลีมารทำบาปกรรมปานาติบาต พอศึกษาพระธรรมวางดาบบวชเข้าเป็นพระสาวกก็บรรลุอรหันต์ในเวลาเพียงไม่นาน. พระที่บวชตั้งแต่เณรแล้วสึกออกไปเมื่อบวชจนจะแก่แล้วยังมีค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #34 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 13:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โกนผมเสร็จก็บรรลุอรหันต์
ขณะที่พระบรมศาสดา ประทับอยู่ ณ อนุปิยนิคม แคว้นมัลละแห่งนั้นพร้อมด้วยภิกษุ
พุทธสาวก ขณะนั้น ทัพพราชกุมาร มีพระชนมายุได้ ๗ พรรษาพระอัยยิกาได้พาไปเฝ้า
พระบรมศาสดาเพื่อฟังธรรม พร้อมกับชาวเมืองทั้งหลาย ทัพพราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็น
พระผู้มีพระภาค เกิดศรัทธาเลื่อมใสน้อมพระทัยไปในการออกบวช ได้กราบทูลลาพระอัยยิกา
เพื่อขอบวชในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระอัยยิกาก็อนุโมทนาและรีบพามาสู่สำนักพระบรมศาสดา
ท่านได้ทราบถวายบังคมแล้วกราบทูลขอบรรพชา พระพุทธองค์ทรงมอบให้ภิกษุรูปหนึ่งเป็น
พระอุปัชฌาย์บวชให้
พระภิกษุผู้เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้สอนตจปัญจกกรรมฐานแก่ ทัพพราชกุมารแล้ว ในขณะ
ที่กำลังทำการโกนผมอยู่นั้น ทัพพราชกุมาร ได้พิจารณากรรมฐานที่เรียนมา คือ ผม ขน เล็บ
ฟัน และหนัง โดยลำดับ เมื่อจรดมีดโกนครั้งที่ ๑ ได้บรรลุโสดาปัตติผล จรดมีดโกนครั้งที่ ๒
ได้บรรลุสกทาคามิผล จรดมีดโกนครั้งที่ ๓ ได้บรรลุอนาคามิผล และเมื่อการโกนผมสิ้นสุดลง
ท่านได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พร้อมด้วยปฏิสัมมภิทา ๔ และอภิญญา ๖

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #35 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 13:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นอกจากนี้ยังมียสกุลบุตร ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งพระพุทธองค์แสดงอนุบุพพิกกถาและอริยสัจสี่ก็บรรลุอรหันต์ทั้งที่ยังเป็นฆารวาสอยู่.

http://www.84000.org/tipitaka/pitaka1/v.php?B=04&A=576&Z=666

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #36 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 14:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การจะนุงผ้่าสีอะไรไม่สำคัญค่ะ. สำคัญที่ได้ปฏิบัติตามคำสอนคือ ทาน ศีล. ภาวนาหรือไม่. ทานเปนการประกอบบุญที่ง่ายที่สุด. ศิลครบหรือไม่. ฆ่าสัตว์ด้วยจิตอันเป็นโทสะอยู่หรืเปล่า. ลักทรัพย์. โกงเขาอยู่มั้ย. ประพฤติผิดในกามหรือไม่. พูดโกหก. เพ้อเจ้ออยู่หรือเปล่า. ยังว่ากล่าวให้ร้ายใครหรือไม่. ดื่มสุราอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทอยู่หรือเปล่า. และได้เจริญภาวนาหรือยัง

บุญกิริยาวัตถุสามคือทาน ศีล ภาวนา. ผลที่ได้คือ ศีล(บริสุทธิ) สมาธิ ปัญญาค่ะ. ถ้าทำทานไม่ได้ จะเจริญธรรมยาก เพราะทานคือบุญที่ทำได้ง่ายที่สุดแล้ว. ถ้าเราให้ทานจิตเราจะมีเมตตา เมื่อมีเมตตาย่อมไม่เบียดเบียนผู้อื่น. การไม่เบียดเบียนผู้อื่นคือการรักษาศิล. ศิลรักษาได้ แค่ไม่มีใจคิดทำร้ายผู้อื่น จิตที่มีเมตตาจะไม่ทำร้ายใคร เมื่อมีศิลย่อมไม่มีภัยเวร ง่ายต่อการภาวนาเพราะไม่มีกิเลสหรือความเดือดร้อนอันเกิดจากการไม่รักษาศิลมากวนการภาวนา. และที่สุดคือปัญยาจะเกิดค่ะ

ทาน ศีล. ภาวนาเป็นเหตุ. ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นผลค่ะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 พ.ย. 11, 17:47 น โดย natjar2001 » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #37 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 14:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สิ่งที่สำคัญเลยคือ สาวกของพระพุทธองค์จะไม่ก่อเวร ไม่ตอบโต้ ไม่ทำร้ายผู้ใด เพราะเขาต่างเชื่อเรื่องกรรม. ผู้ใดทำกรรมเช่นไรต้องได้รับผลเช่นนั้น

ผู้ประทุษร้ายต่อนรชนผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ. บาปกรรมย่อมตกแก่เขาดั่งธุรีที่ซัดทวนลม ดังนั้นสาวกของพระพุทธองค์ไม่จำต้องตอบโต้ใครให้อกุศลติดในจิต ต่อเวรต่อกรรม เพราะเชื่อในการให้ผลของกรรมค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #38 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 15:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านทั้งหลายครับ ถ้าจะคุยกัน
อันดับแรก ผมว่าต้องมาฝึกการให้อภัยกันก่อนนะครับ
ไม่ว่าใครจะคิดเหมือนเรา หรือคิดต่างกับเรา
ผมว่าต้องปล่อยวาง และให้อภัยกันครับ
การให้อภัยกันนี่ ต้องให้ด้วยความเต็มใจ ด้วยความเบิกบานใจนะครับ
ไม่ใช่ให้แล้วนะ.....แต่จิตใจยังขุ่นมัว

การให้อภัยนี่ ผู้ให้ เป็นผู้ชนะนะครับ
คือชนะใจตนเอง ที่พ้นกิเลส โทษะ โมหะ และสิ่งไม่ดีทั้งปวง

การปล่อยวาง และการให้อภัยนี่ ผมเองก็ต้องฝึกนะครับ
ฝึกได้มาก ได้น้อย ก็อยู่ที่ใจเรานี่แหละครับ

ผมเองก็ปล่อยวางได้ไม่หมดหรอกครับ อย่างเช่น
ถ้าท่านทองผา คุณคิม หรือท่านอื่นๆ มาชวนผมไปเลี้ยงข้าวฟรีสักมื้อ
ผมต้องรีบสนองตอบทันทีครับ เรื่องพวกนี้ปล่อยวางไม่ค่อยด๊าย..... 555

ยิ่งไปร้านอาหาร ริมทะเลสาบ กลางหุบเขามวลดอกไม้อันสวยงาม ที่สวิสฯ
ผมจะปล่อยวางได้อย่างไรกัน 555

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 พ.ย. 11, 19:11 น โดย kainuy191 » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
สาธุ
เรทกระทู้
« ตอบ #39 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 15:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อนุโมทนาในธรรมทาน อ่านเข้าใจดีครับ แล้วตกลงธรรมทานกับอภัยทานอะไรใหญ่กว่ากันครับ อนุโมทนาล่วงหน้าครับคุณนัท

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #40 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 15:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สาธุค่ะคุณไข่นุ้ย การอภัยย่อมเป็นประโยชน์แล้วแก่ผู้ให้ฝ่ายเดียว ผู้กระทำกรรมยังต้องได้รับกรรมของเขาอยู่ส่วนผู้ให้เบาใจค่ะ อภัยให้ที่ใจค่ะ ไม่ถือโทษไม่โกรธ อภัยไม่ได้หมายความว่าต้องฝืนสนทนานะคะ. แค่ไม่เอาใจไปผูกให้เป็นโทสะก็ชื่อว่าอภัยค่ะ ถ้าปากบอกอภัยแต่ใจยังระลึกถึงก็ไม่เรียกว่าอภัย แต่เรียกว่ามารยา คือไม่ตรงกับใจค่ะ พระพุทเจ้าตรัสไว้ว่ามารยาคือสิ่งที่แสดงออกมาไม่ตรงกับใจ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #41 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 15:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อนุโมทนาในธรรมทาน อ่านเข้าใจดีครับ แล้วตกลงธรรมทานกับอภัยทานอะไรใหญ่กว่ากันครับ อนุโมทนาล่วงหน้าครับคุณนัท

ขอบพระคุณในมุทิตาจิตค่ะ. ขออนุญาติอธิบายนะคะ ขอไปคัดลอกที่ตอบในเพจมาค่ะ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #42 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 16:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นัยของสองคำนี้ไม่สามารถเอามาเทียบกันในเรื่องของความมากหรือน้อยกว่าของผลแห่งทานเลยค่ะ เพราะอภัยทานที่ว่าเป็นทานสูดสุด. ที่สูงเพราะยากแก่การให้.
อันที่จริงอภัยทานไม่ได้ให้แก่ใครแต่ให้ตัวเองค่ะ เพราะผู้ที่ได้รับความสุขและประโยชน์จากการอภัยแล้วคือตัวเราเองไม่ใช่คนที่ทำร้ายเรา. คนที่ทำร้ายเราเขายังได้รับกรรมอยู่ดีแม้เราอภัย. ส่วนเราเบาใจแน่นอน ดังนั้นที่ว่าทานสูงสุดเพราะได้ให้กิเลสหลุดไป กิเลสคือโทสะอันแกะยากจากใจจะหลุดไปจากเราด้วยอภัย. จึงถือว่าเป็นทานที่ยิ่งใหญ่เพราะให้ยากนั่นเอง. (การอภัยไม่ถือโทษคนอื่นนั้นยากเพราะจิตเรามีโทสะอันเป็นกิเลสหนาประกอบอยู่)


ส่วนธรรมทานที่ว่าชนะการให้ทั้งปวง เพราะเป็นการให้ธรรมะเครื่องหลุดพ้นแก่ผู้อื่น อุปมาเราสอนวิธีการหาปลามิได้ให้ปลาแก่เขา ยั่งยืนและแน่นอนค่ะ ดังนั้นธรรมะทานจึงชนะการให้ทั้งปวงด้วยเหตุให้ธรรมะอันเป็นเครื่องมือแห่งการพ้นทุกข์นั่นเอง. เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.



ขอบพระคุณคุณไข่นุ้ยและทุกๆ ท่านที่ให้โอกาสนัทประกอบบุญด้วยการแสดงธรรม ธรรมะนี้มิใช่ของนัท แต่เป็นของพระพุทธองค์ที่สาวกสาวิกามีหน้าที่ทรงจำ (ตั้งไว้ในความจำ). แล้วนำออกแสดง บุญนัทสำเร็จแล้วตั้งแต่แสดงธรรมด้วยจิตใจที่ผ่องใส อนุโมทนาสาธุแก่ทุกท่าน กราบขอบพระคุณในทุกคำถามจากใจจริงๆ ค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #43 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 16:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นัทมั่นใจว่าธรรมะที่นัทนำออกแสดงนี้ไม่ผิดเพราะมาจากพระไตรปิฎก นัทได้อ่านและตรวจสอบทั้งภาษาไทยและบาลีแล้ว ธรรมะของพระพุทธองค์พิสูจน์ได้ ลองอภัยรับรองใจเป็นสุข สงบแน่นอน ทุกเรื่องล้วนพิสูจน์ได้ทั้งสิ้น ธรรมะของพระสุคตไพเราะแจ่มชัดยิ่งนัก ประดุจเปิดของที่ปิด หงายของที่คว่ำ เป็นประทีปโคมไฟ. บอกทางแก่ผู้หลงทาง

ข้าพเจ้าขอถือพระพุทธ พระธรรม พระอริยสาวกเป็นสรณะ ที่พึ่งอื่นของข้าพเจ้าในโลกนี้ไม่มีอีก.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #44 เมื่อ: 27 พ.ย. 11, 16:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อ้าว...ฟื้นมาแล้วเหรอ..คุณอิแร้ง..

นึกว่าต้องคำสาปแช่ง..ของคุณ stafalop เขาไปซะแล้ว..

ฮะ ๆ ฮ่า .........!!!!!!
q*073q*074q*039


นะฮะ อ่านนี่เด้อ

ที่อีแร้งไม่สบาย อีแร้งคิดว่าไปหาอาจารย์หมอผีดีกว่า อาจารย์ฯบอกว่าอาการของอีแร้งเกิดจากหมอผีไซเบอร์ตนหนึ่ง ที่พยายามจะสาปแช่งอีแร้ง เป็นหมอผีกระจอก เป็นเสือไบไม่มีระดับ เขาต้องแช่งอีแร้งให้ได้ทุกวัน เพราะหากวันใดที่ไม่ได้แช่ง เขาจะเป็นโรคหด อาจารย์ฯ บอกอีแร้งไม่ต้องไปทำอะไรเค้า ปล่อยไว้เฉยๆ เดี๋ยวเค้าก็เป็นโรคร้ายตายไปเอง ส่วนอีแร้งเนี่ย ยิ่งแช่ง จะยิ่งแกร่ง เหมือนได้วัคซีนเชียวล่ะ

อีแร้งเลยอยากมาถามว่า “ วันนี้ เสือไบได้สาปแช่งอีแร้งแล้วรึยัง”


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1 2  ทั้งหมด

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม