หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: มาทำความเข้าใจกับศีล 227 ข้อที่เป็นวินัยของสงฆ์  (อ่าน 15046 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 11 ก.พ. 13, 08:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
ภาพพระนั่งทานไอศกรีมกับสาว ว่อนเน็ต



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (10 ก.พ.) ในเครือข่ายสังคมออนไลน์อย่างทวิตเตอร์ ได้มีการส่งต่อ"ภาพพระนั่งทานไอศกรีมกับสาว" ในร้านไอศกรีมชื่อดัง แต่ไม่ได้ระบุว่าเป็นเวลาใด โดยมีการนำภาพ "พระสงฆ์ทานดินเนอร์กับหญิงสาว" ในร้านอาหารปิ้งย่างชื่อดัง ซึ่งตกเป็นข่าวดังไปก่อนหน้านี้ นำมาเปรียบเทียบว่าพระในภาพเป็นคนเดียวกันหรือไม่

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้เห็นภาพดังกล่าวต่างพากันให้ความเห็นว่า น่าจะเป็นพระรูปเดียวกัน รวมถึงหญิงสาวที่อยู่ในภาพด้วยเช่นกัน

http://news.sanook.com/1169299

ศีล 227 ข้อที่เป็นวินัยของสงฆ์

ศีลรวมทั้งหมดแล้ว 227 ข้อ ได้แก่



ปาราชิก มี 4 ข้อ

1. เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย (ร่วมสังวาสกับคนหรือสัตว์)

2. ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี (ขโมย)

3. พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน)หรือแสวงหาศาสตราอันจะนำไปสู่ความตายแก่ร่างกายมนุษย์

4. กล่าวอวดอุตตริมนุสสธัมม์ อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าในตัวว่า ข้าพเจ้ารู้อย่างนี้ ข้าพเจ้าเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง)


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 11 ก.พ. 13, 08:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สังฆาทิเสส มี 13 ข้อ

1.ปล่อยน้ำอสุจิด้วยความจงใจ เว้นไว้แต่ฝัน

2.เคล้าคลึง จับมือ จับช้องผม ลูบคลำ จับต้องอวัยวะอันใดก็ตามของสตรีเพศ

3.พูดจาหยาบคาย เกาะแกะสตรีเพศ เกี้ยวพาราสี

4.การกล่าวถึงคุณในการบำเรอตนด้วยกาม หรือถอยคำพาดพิงเมถุน

5.ทำตัวเป็นสื่อรัก บอกความต้องการของอีกฝ่ายให้กับหญิงหรือชาย แม้สามีกับภรรยา หรือแม้แต่หญิง***

6.สร้างกุฏิด้วยการขอ

7.สร้างวิหารใหญ่ โดยพระสงฆ์มิได้กำหนดที่ รุกรานคนอื่น

8.แกล้งใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล

9.แกล้งสมมุติแล้วใส่ความว่าปาราชิกโดยไม่มีมูล

10.ยุยงสงฆ์ให้แตกกัน

11.เป็นพวกของผู้ที่ทำสงฆ์ให้แตกกัน

12.เป็นผู้ว่ายากสอนยาก และต้องโดนเตือนถึง 3 ครั้ง

13. ทำตัวเป็นเหมือนคนรับใช้ ประจบคฤหัสถ์


อนิยตกัณฑ์ มี 2 ข้อ

1. การนั่งในที่ลับตา มีอาสนะกำบังอยู่กับสตรีเพศ และมีผู้มาเห็นเป็นผู้ที่เชื่อถือได้พูดขึ้นด้วยธรรม ๓ ประการอันใดอันหนึ่งกล่าวแก่ภิกษุนั้นได้แก่ ปาราชิกก็ดี สังฆาทิเสสก็ดี หรือปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุนั้นถือว่ามีความผิดตามที่อุบาสกผู้นั้นกล่าว

2. ในสถานที่ที่ไม่เป็นที่ลับตาเสียทีเดียว แต่เป็นที่ที่จะพูดจาค่อนแคะสตรีเพศได้สองต่อสองกับภิกษุผู้เดียว และมีผู้มาเห็นเป็นผู้ที่เชื่อถือได้พูดขึ้นด้วยธรรม 2 ประการอันใดอันหนึ่งกล่าวแก่ภิกษุนั้นได้แก่ สังฆาทิเสสก็ดี หรือปาจิตตีย์ก็ดี ภิกษุนั้นถือว่ามีความผิดตามที่อุบาสกผู้นั้นกล่าว


นิสสัคคิยปาจิตตีย์ มี 30 ข้อ

คืออาบัติที่ต้องสละสิ่งของว่าด้วยเรื่องจีวร ไหม บาตร อย่างละ ๑๐ข้อ

1.เก็บจีวรที่เกินความจำเป็นไว้เกิน 10 วัน

2.อยู่โดยปราศจากจีวรแม้แต่คืนเดียว

3.เก็บผ้าที่จะทำจีวรไว้เกินกำหนด 1 เดือน

4.ใช้ให้ภิกษุณีซักผ้า

5.รับจีวรจากมือของภิกษุณี

6.ขอจีวรจากคฤหัสถ์ที่ไม่ใช่ญาติ เว้นแต่จีวรหายหรือถูกขโมย

7.รับจีวรเกินกว่าที่ใช้นุ่ง เมื่อจีวรถูกชิงหรือหายไป

8.พูดทำนองขอจีวรดีๆ กว่าที่เขากำหนดจะถวายไว้แต่เดิม

9.พูดให้เขารวมกันซื้อจีวรดีๆ มาถวาย

10.ทวงจีวรจากคนที่รับอาสาเพื่อซื้อจีวรถวายเกินกว่า ๓ ครั้ง

11.หล่อเครื่องปูนั่งที่เจือด้วยไหม

12.หล่อเครื่องปูนั่งด้วยขนเจียม (ขนแพะ แกะ) ดำล้วน

13.ใช้ขนเจียมดำเกิน 2 ส่วนใน 4 ส่วน หล่อเครื่องปูนั่ง

14.หล่อเครื่องปูนั่งใหม่ เมื่อของเดิมยังใช้ไม่ถึง ๖ ปี

15.เมื่อหล่อเครื่องปูนั่งใหม่ ให้เอาของเก่าเจือปนลงไปด้วย

16.นำขนเจียมไปด้วยตนเองเกิน 3 โยชน์ เว้นแต่มีผู้นำไปให้

17.ใช้ภิกษุณีที่ไม่ใช้ญาติทำความสะอาดขนเจียม

18.รับเงินทอง

19.ซื้อขายด้วยเงินทอง

20.ซื้อขายโดยใช้ของแลก

21.เก็บบาตรที่มีใช้เกินความจำเป็นไว้เกิน 10 วัน

22.ขอบาตร เมื่อบาตรเป็นแผลไม่เกิน 5 แห่ง

23.เก็บเภสัช ๕ (เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย)ไว้เกิน 7 วัน

24.แสวงและทำผ้าอาบน้ำฝนไว้เกินกำหนด 1 เดือนก่อนหน้าฝน

25.ให้จีวรภิกษุอื่นแล้วชิงคืนในภายหลัง

26.ขอด้ายเอามาทอเป็นจีวร

27.กำหนดให้ช่างทอทำให้ดีขึ้น

28.เก็บผ้าจำนำพรรษา (ผ้าที่ถวายภิกษุเพื่ออยู่พรรษา) เกินกำหนด

29.อยู่ป่าแล้วเก็บจีวรไว้ในบ้านเกิน 6 คืน

30.น้อมลาภสงฆ์มาเพื่อให้เขาถวายตน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 11 ก.พ. 13, 08:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ปาจิตตีย์ มี 92 ข้อ

1.ห้ามพูดปด

2.ห้ามด่า

3.ห้ามพูดส่อเสียด

4.ห้ามกล่าวธรรมพร้อมกับผู้ไม่ได้บวชในขณะสอน

5.ห้ามนอนร่วมกับอนุปสัมบัน(ผู้ไม่ใช้ภิกษุ)เกิน ๓ คืน

6.ห้ามนอนร่วมกับผู้หญิง

7.ห้ามแสดงธรรมสองต่อสองกับผู้หญิง

8.ห้ามบอกคุณวิเศษที่มีจริงแก่ผู้มิได้บวช

9.ห้ามบอกอาบัติชั่วหยาบของภิกษุแก่ผู้มิได้บวช

10.ห้ามขุดดินหรือใช้ให้ขุด

11.ห้ามทำลายต้นไม้

12.ห้ามพูดเฉไฉเมื่อถูกสอบสวน

13.ห้ามติเตียนภิกษุผู้ทำการสงฆ์โดยชอบ

14.ห้ามทิ้งเตียงตั่งของสงฆ์ไว้กลางแจ้ง

15.ห้ามปล่อยที่นอนไว้ ไม่เก็บงำ

16.ห้ามนอนแทรกภิกษุผู้เข้าไปอยู่ก่อน

17.ห้ามฉุดคร่าภิกษุออกจากวิหารของสงฆ์

18.ห้ามนั่งนอนทับเตียงหรือตั่งที่อยู่ชั้นบน

19.ห้ามพอกหลังคาวิหารเกิน ๓ ชั้น

20.ห้ามเอาน้ำมีสัตว์รดหญ้าหรือดิน

21.ห้ามสอนนางภิกษุณีเมื่อมิได้รับมอบหมาย

22.ห้ามสอนนางภิกษุณีตั้งแต่อาทิตย์ตกแล้ว

23.ห้ามไปสอนนางภิกษุณีถึงที่อยู่

24.ห้ามติเตียนภิกษุอื่นว่าสอนนางภิกษุณีเพราะเห็นแก่ลาภ

25.ห้ามให้จีวรแก่นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ

26.ห้ามเย็บจีวรให้นางภิกษุณีผู้มิใช่ญาติ

27.ห้ามเดินทางไกลร่วมกับนางภิกษุณี

28.ห้ามชวนนางภิกษุณีเดินทางเรือร่วมกัน

29.ห้ามฉันอาหารที่นางภิกษุณีไปแนะให้เขาถวาย

30.ห้ามนั่งในที่ลับสองต่อสองกับภิกษุณี

31.ห้ามฉันอาหารในโรงพักเดินทางเกิน 3 มื้อ

32.ห้ามฉันอาหารรวมกลุ่ม

33.ห้ามรับนิมนต์แล้วไปฉันอาหารที่อื่น

34.ห้ามรับบิณฑบาตเกิน 4 บาตร

35.ห้ามฉันอีกเมื่อฉันในที่นิมนต์เสร็จแล้ว

36.ห้ามพูดให้ภิกษุที่ฉันแล้วฉันอีกเพื่อจับผิด

37.ห้ามฉันอาหารในเวลาวิกาล

38.ห้ามฉันอาหารที่เก็บไว้ค้างคืน

39.ห้ามขออาหารประณีตมาเพื่อฉันเอง

40.ห้ามฉันอาหารที่มิได้รับประเคน

41.ห้ามยื่นอาหารด้วยมือให้ชีเปลือยและนักบวชอื่นๆ

42.ห้ามชวนภิกษุไปบิณฑบาตด้วยแล้วไล่กลับ

43.ห้ามเข้าไปแทรกแซงในสกุลที่มีคน 2 คน

44.ห้ามนั่งในที่ลับมีที่กำบังกับมาตุคาม (ผู้หญิง)

45.ห้ามนั่งในที่ลับ (หู) สองต่อสองกับมาตุคาม

46.ห้ามรับนิมนต์แล้วไปที่อื่นไม่บอกลา

47.ห้ามขอของเกินกำหนดเวลาที่เขาอนุญาตไว้

48.ห้ามไปดูกองทัพที่ยกไป

49.ห้ามพักอยู่ในกองทัพเกิน 3 คืน

50.ห้ามดูเขารบกันเป็นต้น เมื่อไปในกองทัพ

51.ห้ามดื่มสุราเมรัย

52.ห้ามจี้ภิกษุ

53.ห้ามว่ายน้ำเล่น

54.ห้ามหลอกภิกษุให้กลัว

55.ห้ามแสดงความไม่เอื้อเฟื้อในวินัย

56.ห้ามติดไฟเพื่อผิง

57.ห้ามอาบน้ำบ่อยๆเว้นแต่มีเหตุ

58.ให้ทำเครื่องหมายเครื่องนุ่งห่ม

59.วิกัปจีวรไว้แล้ว (ทำให้เป็นสองเจ้าของ-ให้ยืมใช้) จะใช้ต้องถอนก่อน

60.ห้ามเล่นซ่อนบริขารของภิกษุอื่น

61.ห้ามฆ่าสัตว์

62.ห้ามใช้น้ำมีตัวสัตว์

63.ห้ามรื้อฟื้นอธิกรณ์(คดีความ-ข้อโต้เถียง)ที่ชำระเป็นธรรมแล้ว

64.ห้ามปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น

65.ห้ามบวชบุคคลอายุไม่ถึง ๒๐ ปี

66.ห้ามชวนพ่อค้าผู้หนีภาษีเดินทางร่วมกัน

67.ห้ามชวนผู้หญิงเดินทางร่วมกัน

68.ห้ามกล่าวตู่พระธรรมวินัย (ภิกษุอื่นห้ามและสวดประกาศเกิน 3 ครั้ง)

69.ห้ามคบภิกษุผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย

70.ห้ามคบสามเณรผู้กล่าวตู่พระธรรมวินัย

71.ห้ามพูดไถลเมื่อทำผิดแล้ว

72.ห้ามกล่าวติเตียนสิกขาบท

73.ห้ามพูดแก้ตัวว่า เพิ่งรู้ว่ามีในปาฏิโมกข์

74.ห้ามทำร้ายร่างกายภิกษุ

75.ห้ามเงื้อมือจะทำร้ายภิกษุ

76.ห้ามโจทภิกษุด้วยอาบัติสังฆาทิเสสที่ไม่มีมูล

77.ห้ามก่อความรำคาญแก่ภิกษุอื่น

78.ห้ามแอบฟังความของภิกษุผู้ทะเลาะกัน

79.ให้ฉันทะแล้วห้ามพูดติเตียน

80.ขณะกำลังประชุมสงฆ์ ห้ามลุกไปโดยไม่ให้ฉันทะ

81.ร่วมกับสงฆ์ให้จีวรแก่ภิกษุแล้ว ห้ามติเตียนภายหลัง

82.ห้ามน้อมลาภสงฆ์มาเพื่อบุคคล

83.ห้ามเข้าไปในตำหนักของพระราชา

84.ห้ามเก็บของมีค่าที่ตกอยู่

85.เมื่อจะเข้าบ้านในเวลาวิกาล ต้องบอกลาภิกษุก่อน

86.ห้ามทำกล่องเข็มด้วยกระดูก งา หรือเขาสัตว์

87.ห้ามทำเตียง ตั่งมีเท้าสูงกว่าประมาณ

88.ห้ามทำเตียง ตั่งที่หุ้มด้วยนุ่น

89.ห้ามทำผ้าปูนั่งมีขนาดเกินประมาณ

90.ห้ามทำผ้าปิดฝีมีขนาดเกินประมาณ

91.ห้ามทำผ้าอาบน้ำฝนมีขนาดเกินประมาณ

92.ห้ามทำจีวรมีขนาดเกินประมาณ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 11 ก.พ. 13, 08:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ปาฏิเทสนียะ มี 4 ข้อ

1. ห้ามรับของคบเคี้ยว ของฉันจากมือภิกษุณีมาฉัน

2. ให้ไล่นางภิกษุณีที่มายุ่งให้เขาถวายอาหาร

3. ห้ามรับอาหารในสกุลที่สงฆ์สมมุติว่าเป็นเสขะ (อริยบุคคล แต่ยังไม่ได้บรรลุเป็นอรหันต์)

4. ห้ามรับอาหารที่เขาไม่ได้จัดเตรียมไว้ก่อนมาฉันเมื่ออยู่ป่า

เสขิยะ สารูป มี 26 ข้อ

1.นุ่งให้เป็นปริมณฑล (ล่างปิดเข่า บนปิดสะดือไม่ห้อยหน้าห้อยหลัง)

2.ห่มให้เป็นนปริมณฑล (ให้ชายผ้าเสมอกัน)

3.ปกปิดกายด้วยดีไปในบ้าน

4.ปกปิดกายด้วยดีนั่งในบ้าน

5.สำรวมด้วยดีไปในบ้าน

6.สำรวมด้วยดีนั่งในบ้าน

7.มีสายตาทอดลงไปในบ้าน (ตาไม่มองโน่นมองนี่)

8.มีสายตาทอดลงนั่งในบ้าน

9.ไม่เวิกผ้าไปในบ้าน

10.ไม่เวิกผ้านั่งในบ้าน

11.ไม่หัวเราะดังไปในบ้าน

12.ไม่หัวเราะดังนั่งในบ้าน

13.ไม่พูดเสียงดังไปในบ้าน

14.ไม่พูดเสียงดังนั่งในบ้าน

15.ไม่โคลงกายไปในบ้าน

16.ไม่โคลงกายนั่งในบ้าน

17.ไม่ไกวแขนไปในบ้าน

18.ไม่ไกวแขนนั่งในบ้าน

19.ไม่สั่นศีรษะไปในบ้าน

20.ไม่สั่นศีรษะนั่งในบ้าน

21.ไม่เอามือค้ำกายไปในบ้าน

22.ไม่เอามือค้ำกายนั่งในบ้าน

23.ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะไปในบ้าน

24.ไม่เอาผ้าคลุมศีรษะนั่งในบ้าน

25.ไม่เดินกระโหย่งเท้า ไปในบ้าน

26.ไม่นั่งรัดเข่าในบ้าน
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 11 ก.พ. 13, 08:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
โภชนปฏิสังยุตต์ มี 30 ข้อ

คือหลักในการฉันอาหารได้แก่

1.รับบิณฑบาตด้วยความเคารพ

2.ในขณะบิณฑบาต จะแลดูแต่ในบาตร

3.รับบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง (ไม่รับแกงมากเกินไป)

4.รับบิณฑบาตแค่พอเสมอขอบปากบาตร

5.ฉันบิณฑบาตโดยความเคารพ

6.ในขณะฉันบิณฑบาต และดูแต่ในบาตร

7.ฉันบิณฑบาตไปตามลำดับ (ไม่ขุดให้แหว่ง)

8.ฉันบิณฑบาตพอสมส่วนกับแกง ไม่ฉันแกงมากเกินไป

9.ฉันบิณฑบาตไม่ขยุ้มแต่ยอดลงไป

10.ไม่เอาข้าวสุกปิดแกงและกับด้วยหวังจะได้มาก

11.ไม่ขอเอาแกงหรือข้าวสุกเพื่อประโยชน์แก่ตนมาฉัน หากไม่เจ็บไข้

12.ไม่มองดูบาตรของผู้อื่นด้วยคิดจะยกโทษ

13.ไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป

14.ทำคำข้าวให้กลมกล่อม

15.ไม่อ้าปากเมื่อคำข้าวยังมาไม่ถึง

16.ไม่เอามือทั้งมือใส่ปากในขณะฉัน

17.ไม่พูดในขณะที่มีคำข้าวอยู่ในปาก

18.ไม่ฉันโดยการโยนคำข้าวเข้าปาก

19.ไม่ฉันกัดคำข้าว

20.ไม่ฉันทำกระพุ้งแก้มให้ตุ่ย

21.ไม่ฉันพลางสะบัดมือพลาง

22.ไม่ฉันโปรยเมล็ดข้าว

23.ไม่ฉันแลบลิ้น

24.ไม่ฉันดังจับๆ

25.ไม่ฉันดังซูด ๆ

26.ไม่ฉันเลียมือ

27.ไม่ฉันเลียบาตร

28.ไม่ฉันเลียริมฝีปาก

29.ไม่เอามือเปื้อนจับภาชนะน้ำ

30.ไม่เอาน้ำล้างบาตรมีเมล็ดข้าวเทลงในบ้าน

ธัมมเทสนาปฏิสังยุตต์ มี 16 ข้อ

1.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีร่มในมือ

2.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีไม้พลองในมือ

3.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีของมีคมในมือ

4.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่มีอาวุธในมือ

5.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมเขียงเท่า (รองเท้าไม้)

6.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่สวมรองเท้า

7.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในยาน

8.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนที่นอน

9.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งรัดเข่า

10.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่โพกศีรษะ

11.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่คลุมศีรษะ

12.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่อยู่บนอาสนะ (หรือเครื่องปูนั่ง) โดยภิกษุอยู่บนแผ่นดิน

13.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งบนอาสนะสูงกว่าภิกษุ

14.ไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่ แต่ภิกษุยืน

15.ภิกษุเดินไปข้างหลังไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่เดินไปข้างหน้า

16.ภิกษุเดินไปนอกทางไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ที่ไปในทาง

ปกิณสถะ มี 3 ข้อ

1. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ยืนถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ

2. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในของเขียว (พันธุ์ไม้ใบหญ้าต่างๆ)

3. ภิกษุไม่เป็นไข้ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในน้ำ

อธิกรณสมถะ มี 7 ข้อ

1. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ในที่พร้อมหน้า (บุคคล วัตถุ ธรรม)

2. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยการยกให้ว่าพระอรหันต์เป็นผู้มีสติ

3. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยยกประโยชน์ให้ในขณะเป็นบ้า

4. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยถือตามคำรับของจำเลย

5. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยถือเสียงข้างมากเป็นประมาณ

6. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยการลงโทษแก่ผู้ผิด

7. ระงับอธิกรณ์ (คดีความ หรือความที่ตกลงกันไม่ได้) ด้วยให้ประนีประนอมหรือเลิกแล้วกันไป
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 11 ก.พ. 13, 09:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไม่รู้ว่าปัจจุบันยังมีพระสงฆ์ไทยกี่รูปที่รักษาศีลครบ 227 ข้อ
จะได้ทำบุญ กราบไหว้แบบสบายใจ ไร้คำครหา โดยเฉพาะพระที่ยืน
รอคนใส่บาตรหน้าตลาด หรือเลือกรถที่มาใส่บาตร (หน้าวัดเบญฯ)...
**ช่วยกันเป็นหู เป็นตา พบเห็นพระสงฆ์ประพฤติมิชอบ แจ้งตำรวจเลย**

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 11 ก.พ. 13, 09:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
อาจเป็นลูกสาว นัดนิมนต์หลวงพ่อมาถวายเพลก็ได้ครับ
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 11 ก.พ. 13, 09:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มันยืดยาวครับ ศีล คือข้อห้ามครับ วินัยสงฆ์ก็คือวินัยสงฆ์ครับ..
เอาเป็นว่า..ความรู้เท่าทันอารมณ์ และความคิดก่อนนะครับ..เคล็ดมันอยู่ที่ตรงนี้..
ไม่ว่าศีลก็ดี วินัยก็ดีครับ...
แก่นของมันอยู่ที่รู้เท่าทันความคิด รู้ทันกับการกระทำหรือไม่ เข้าใจยากไหมครับ..
คือว่า..รู้ทันความคิด เป็นอย่างนี้ ก่อนจะนัดกับสาวๆไปแห่งใด..เป็นที่สมควรไปหรือไม่ เป็นที่หวงห้ามสำหรับภิกษุหรือไม่ หรือเมื่อไปแล้ว จะเป็นที่ตำหนิติเตียนในหมู่สงฆ์ด้วยกัน หรือในหมู่บรรดาญาติโยม..เขาเรียกว่าสถานที่อโคจร..คือที่ไม่สมควรจะไป..
การกินในสิ่งที่องค์สัมมาได้กำหนดให้เว้น..ในเวลา ในสถานที่..
ก่อนอื่น จิตจะเป็นผู้กำหนด(ใจ) เมื่อเกิดความอยากแล้ว..จะต้องรู้ตัวทันที ว่า ในสิ่งที่ตนเองต้องการจะทำ มันถูกต้องในพระธรรมวินัยหรือไม่..สมควรจะทำหรือไม่..
พระที่เห็นในรูปภาพนั้น..
เป็นภาพที่ไม่สมควรให้เกิด และไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง..
ผมกำลังมอง และควานให้ลึกๆว่า พระองค์นั้น หลงในทรัพย์ของตน(ที่จริงพระไม่มีตังค์) หลงในรูป หลงในรสขแองอาหาร รสในความสบาย..
เลยตกเป็นอาหารเป็นเหยื่อ..ของพวกแก๊งค์อะไรสักอย่าง หรือหลายอย่าง เช่น พวกล้ม พวกทำลายศรัทธา หรือพวกหาตังค์(แบลคเมล์)
จะอย่างไรก็ตาม..พระ..ไม่ต้องไปกินอาหาร หรือไปยังสถานที่อย่างนั้น..
ฤดูนี้ ออกหพรรษาแล้ว ควรออกธุดงค์ ไปตามป่า ตามเขาเพื่อแสวงหาธรรม ฝึกตน ฝึกกาย..
พระองค์นี้ดังสนิมที่เกิดจากเนื้อของเหล็กเอง..เป็นเนื้อร้าย..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 11 ก.พ. 13, 13:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

[size=mediumการที่ผู้บำเพ็ญเพียร และผู้คงศีลได้ปฏิบัติในศีล และในพระธรรมวินัย..จะต้องกำหนดรู้อยู่6เรื่อง
1เรื่องความรับรู้ในรสอาหารต่างๆ
2 เรื่องกำหนดรู้ในกลิ่นต่างๆ.
3กำหนดรู้ในเสียง ในสำเนียงที่ได้ยิน
4กำหนดรู้รูปลักษณะต่างๆที่ได้เห็น
5กำหนดรู้ว่า การสัมผัสถึงความอ่อน ความแข็ง...
และ..6 กำหนดรู้แล้ว ใจที่รับรู้ในปั้นปลาย..จะรับหรือปล่อยวาง..
สรุป..ใจนี่แหละ..สำมะคัญนะครับ..

โบราญว่าใว้..อย่าตามใจตน จะจนใจเอง..
เพราะใจ ถูกปล่อยให้มีกำลังมากเกินไป..เลยกำเริบ..นำภัยเข้าสู่ความทุกข์ ที่ใจนั้นแหละ เป็นผู้นำเข้าสู่เอง..

ผมเป็นแค่ผู้ใฝ่ธรรม และฝึกฝนตน..เพื่อความเจริญในธรรม ที่กระพึ่งจะเริ่มๆ..มิมีเจตนาอื่นๆที่จะมาโอ่ หรืออวดเพื่อให้เกิดศรัทธาอะไรในตัวผมหรอก
และเพียงแค่อยากให้เพื่อๆผู้มีจิตเดิมเป็นกุศลเดิมที่เป็นกันอยู่ได้เจริญธรรมไปด้วยกัน เป็นการทำหน้าที่ของสาวกในองค์สัมมาฯคือการเผยแผ่ธรรม..อันเป็นหนึ่งในหน้าที่ของพุทธบริษัท..[/size]

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
วิถี
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 09:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตามความเข้าใจแบบง่ายๆ วิถีพระน่าจะต่างจากวิถีฆราวาส คือไม่เหมือนกันนั่นเอง จึงเรียกขานกันว่าพระผู้ประเสริฐ อาจรักษาศีลไม่ได้หมดทุกข้อ(อันนี้ยืนยัน)เพราะดูแล้วบางข้อบัญญัติ เพื่ออนุโลมตามยุคตามสมัยเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับสภาพจิตแต่อย่างได เช่น สิบห้าวันอาบน้ำเป็นต้น

ศีลทั้งหมดที่กล่าวมา จึงน่าจะเป็นแค่เบื้องต้นในการบรรลุถึงจุดสูงสุดของการบวช ยังต้องผ่านกระบวนการทางคุณธรรมอีกมากจึงจะบรรลุถึงจุดนั้นได้ นี่หมายเอาผู้บวชด้วยจุดประสงค์จะหลุดพ้นจริงๆ แต่ปัจจุบันรู้สึกจะไม่มีแล้ว ที่บวชเพื่อจุดประสงค์นั้น มีก็เพียงบวชด้วยสาเหตุหลายอย่างหลายประการ

อย่างดีที่สุด ก็บวชเพียงแค่ศึกษาพระธรรม สืบต่อคำสอน ส่งผ่านให้รุ่นหลังต่อไปเท่านั้น มากกว่านั้นก็มีแต่น้อยมาก แต่ถึงจะบวชด้วยจุดประสงค์ได วิถีพระคือความเป็นอยู่ของพระก็ต่างจากฆราวาสมากมาย คือการกระทำทุกอย่างต้องไม่เหมือนฆราวาส ต้องดีกว่าประเสริฐกว่า จึงจะใช้ได้

ถ้ายังเหมือนฆราวาสอยู่ ก็เหมือนไม่ได้บวช เพราะยังเหมือนเดิมทั้งร่างกายและจิตใจ จะเอาสิทธิ์อะไรไปอ้างเพื่อได้รับความอุปถัมภ์จากชาวบ้านได้ จะเอาอะไรไปอ้างสั่งสอนอบรมเขาได้ ในเมื่อมันก็เหมือนกันเท่ากันจะมาเอาเปรียบกันได้ยังไง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
mark
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 10:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่จริงผมว่าควรมีกฎหมาย.ลงโทษพระพวกนี้น่ะคับ..ไม่ใช่จับสึกแล้วก็ปล่อยไป..เพราะมันเข้าข่ายหลอกลวง...มีใครคิดเหมือนผมบ้าง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 10:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การเข้าใจในเรื่องศาสนา สังเกตพบว่า มีผู้เจริญในธรรมอย่างมากมาย เพียงแต่จะแสดงให้รู้กันหรือไม่ ในส่วนของผู้ที่ยังต้องเรียนรู้ ต้องศึกษาก็มีไม่น้อย..
เช่นกระทู้นี้..มีผู้รู้ธรรมที่เป็นผู้รู้..
ศึกษาธรรม..ศึกษาได้ทุกในสถานที่และโอกาส..ธรรมมีอยู่ทั่วกาย ธรรมอยู่รอบๆตัว..(หลวงพ่อโถม ขำแย้ม วัดธรรมปัญญาราม อ.คีรีมาศ)

พุทธสาวก คฤหัส ก็คือหนึ่งในพุทธบริษัทนี้..
มีหน้าที่..
ศึกษาพระธรรม..ปฏิบัติตามพระธรรม..ทำนุบำรุงศาสนา..เผยแผ่ศาสนา และปกป้องศาสนา..
หากจะพร่ามให้ยืดยาวไปมากกว่านี้..คงจะเป็นการไม่เหมาะแก่อารมณ์ในการรับสื่อ..

การพบเห็นพฤติกรรมของผู้ที่เป็นพุทธสาวกอันประพฤติอันไม่เหมาะสม และไม่สมควร..แล้วนำมาเผยแผ่ หรือยับยั้งการกระทำของพุทธสาวกนั้นเสีย..เป็นการสมควรแล้ว..
ถือว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ของพุทธบริษัทอันถูกต้อง..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 11:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอถามหน่อยว่า...ถ้าหากมีขบวนการทำลายศาสนาพุทธละ มันจะมาในรูปแบบนี้ได้หรือไม่? q*069


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นั่นดิ
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 13:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทำไมถึงเป็นพระองค์เดียวกันกับที่ทานปิ้งย่าง? หรือคนถ่ายคือคนที่รู้จักกับพระองค์นี้ดี แล้วแอบติดตามหรือเปล่า อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 13:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
มีการสังเกตุด้วยถึงกระบวนการแทรกแซง หรือไม่ต้องการให้มีความเจริญในพุทธศาสนาครับ..
หลากการวิธี..เช่นใช้สตรี ใช้สินทรัพย์ดูดดึงสาวก..
วิธีที่น่าหวาดหวั่น..คือการใช่เนื้อในให้เกิดสนิมครับ..(ใช้พระเราเองนี่แหละ ให้ดูที่วัตรปฏิบัติของแต่ละสำนักนะครับ เช่น วัดที่ชอบสร้าง ชอบเรี่ยไร ทำบุญให้มากๆด้วยทรัพย์มีค่ามากๆ)
สาวกสั่นคลอน ศรัทธาสั่นคลอน ศาสนาก็จะสั่นคลอน..

ความเพียรใว้ในการปฏิบัติหน้าที่ในพุทธบริษัทจึงเป็นปัจจัยในการพูดคุยอันแท้จริงในเป้าประสงค์ครับ และยินดีในการแลกเปลี่ยนความคิด และแนวการปฏิบัติให้เหมาะสมกับหนึ่งในพุทธบริษัท..

ในวิถีการปฏิบัติ เพื่อเป็นไปในหนทางของความหลุดพ้น ในสาระที่เป็นเป้าหมายคือการหลุดพ้นไปเสียจากกิเลสทั้งมวล แล้วก็ไปให้ถึงจุดอันว่างเปล่า ไร้ทุกข์ ไร้สุข..หลุดพ้นจากภัยอันมีวัฏสงสารอันเป็นพื้นเพ..

เวลาผมคุยเรื่องนี้ ผมมักจะใช้คำพูดอย่างนี้ ผมพูดไปแนวอื่นไม่เป็น ผมก็อยากจะสื่อให้เข้าใจอ่ะครับ..อันนี้ผมคุยกับคุณ K542อ่ะครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ท่าจะว่าง...
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 18:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระ ไม่ใช่ใคร ก็เป็นได้ เพราะตั้งใจตัดแล้ว ทุกสิ่ง ตั้งใจบวชเรียนเพื่อสอนพระธรรมดีที่ตั้งใจเรียนมาแก่ผู้อื่น ไม่ใช่ คนที่ไหนก็ไม่รู้ บวชเรียน ก็ไม่เรียน พันผ้าเหลืองไว้เฉย ๆ ถามอะไรก็ตอบไม่ได้ ชีวิตนี้ไม่รู้ทำจะอะไรดี อย่างนี้ เอาคนเสื่อม ๆ มาอยู่ในวัดเสื่อม ๆ เจอพระไม่ใช่พระเหมือนเดินเข้าวัดร้าง

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
kg
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 18:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระที่ดีๆก็มีครับ ไม่รับเงินรับทอง เท่าที่ผมบวดศึกษาธรรมกับท่าน ท่านสอนให้ศึกษาพระไตรปิฎก เป็นหลักครับ ฉันข้าวครั้งเดียว มุ่งสู่นิพพานครับ พระที่จังหวัดเลย อยู่ในป่าอำเภอนาแห้วครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
นายควาย
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 22:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*033ผิดไม่มาก "นั่งยองๆสองปลงอาบัติ" q*027q*064

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
กู๊ก
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 23:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระไม่ออกบิณฑบาตรผิดหรือเปล่า

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
,g
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 12 ก.พ. 13, 23:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จงใช้ สติปัญญา และให้ศึกษาข้อมูลอย่างถ่องแท้ละเอียด
พิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะวิเคราะห์และตัดสินผู้อื่น
ไม่งั้นมันจะเป็นบาปติดตัวเราไปในอนาคตกาลได้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 13 ก.พ. 13, 09:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ความเกรงกลัวต่อบาป..เป็นองค์ประกอบอันสำคัญในการเจริญธรรม..
หนทางแห่งการเจริญธรรม มีการให้ทาน การปฏิบัติตามข้อห้าม(ศีล)และการปฏิบัติตามพระธรรม(คำสอนขององค์สัมมาฯถ่ายทอดโดยพระสงฆ์)

การวิพากษ์ถึงความประพฤติของสงฆ์ที่เห็นกันในภาพข่าวนี้..คฤหัสย่อมพิพากษ์ได้ครับ..วิพากษ์ถึงความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม
พระสงฆ์ ต้องมีการสำรวม..การสำรวมนี้ มิได้หมายถึงการสำรวมแค่กริยา วาจาเท่านั้น..แต่ต้องสำรวมทั้งอารมณ์ ความคิด ภาษาพระเรียกว่า อินทรีย์สังวรครับ..
การวิพากษ์ในการครองเพศในสมณะ มิเหตุใดที่จะมองออกว่าเป็นการกระทำอันไม่ดี..เพราะเป็นติเตียนโดยปกติ..
พระสงฆ์จึงต้องระมัดระวัง สำรวมอินทรีย์ให้จงหนัก จึงจะได้ไม่ตกเป็นเป้าถูกติเตียนจากพุทธบริษัท..ภาษาพระเรียกว่า โลกาวัฏชะ (โลกติเตียน)

พระสงฆ์ ไปในเขตอโคจร..(หมายถึงสถานที่อันไม่สมควร เช่นโรงมหรสพ ซ่องโสเภณี..แหล่งที่มีผู้คนพลุกพล่าน สถานบันเทิง) เป็นข้อห้ามสำหรับสงฆ์..การทานอาหาร แม้จะเป็นเพียงไอส์ครีม จะเถียงว่า มิได้ขบฉันก็ตาม แต่ก็มีส่วนผสมในวัถุที่ได้ห้ามใว้อยู่..

ถามกันว่า เกรงว่าจะเป็นบาป..
ผมคิดว่า ไม่บาปครับ เพราะว่า การวิพากษ์ การติเตียน เป็นเรื่องปกติในหมู่คฤหัสครบ เป็นหน้าที่ของพุทธบริษัทครับ เป็นการปกป้องความอ่อนแอในพุทธศาสนา เพื่อป้องกันการเสื่อมถอยในพุทธศษสนาครับ..
ผมมิได้ไปชี้หน้าด่าประจานอะไรนี่ครับ..ผมอธิบายเชิงเป็นตัวอย่างนะครับ..
เพียงแต่ว่า ผมคุยถึงความเหมาะสม หรือไม่เหมาะสม..ในวัตรปฏิบัติของสงฆ์องค์นั้น..แม้ว่าสาวนั้นจะเป็นบุตรก็ตาม..
มีอะไร ก็คุยกันในวัด จะเอาอะไรมาถวายหลวงพ่อ ก็เอามาถวายให้ในวัด พระ เป็นเพศที่แยกออกจากสังคมครัวเรือนแล้ว แม้ชื่อก็ยังตั้งใหม่ แม้อดีตภรรยา ลูกก็ดี..ตัดขาดจากกันแล้วครับ..ไม่มีความอาลัยอาวรต่อกันแล้ว..(ในโลกแห่งความเป็นจริง หาได้ยากครับ)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ชายกลาง
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 13 ก.พ. 13, 15:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมมองว่าในสมัยพุทธกาล ไม่มีไอสครีมขาย ไม่มีห้างสรรพสินค้า ไม่มีคอมพิวเตอร์ พระท่านอาจจะเดินเข้าไปหาซือ้ของก็ได้ แล้วแวะรับน้ำปานะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 16 ก.พ. 13, 15:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมสังเกตุ..พบว่ากระทู้มีผู้เข้ามาอ่านอยู่ทุกวันครับ..
ผมมีความรู้สึกดีๆมากครับ..ผมขออกตัวก่อนนะครับ..ผมยังอ่อนหัดอยู่ครับ ในเรื่องการศึกษา การปฏิบัติ..ตามพระธรมม..
ดังความเห็นที่16 คุณ.kg
พระไม่มีสมบัติอะไร มีของจำพวกมิดโกน เข็มเย็บผ้า ด้าย บาตร สบง จีวร อะไรทำนองนี้ ไม่ต้องมีสตางค์หรอกครับ..
การที่พระให้อ่านพระไตรปิฏก ก็เพราะต้องรู้ ต้องเรียน ผู้ที่เคยอ่าน ย่อมจะได้รู้..
ในคำสอนที่ผมได้รับฟังจากพระ..คือการรับฟัง การอ่าน เมื่อมีความเข้าใจก็ให้ตั้งมั่นในความเพียร เพื่อการปฏิบัติ..

พระท่านได้สอนว่า ผู้ที่จะเจริญธรรมจักต้องมี..ทาน มีศีล แล้ว ก้อ ภาวนา..
ทาน..มาก่อน เพราะว่า การให้ทาน เป็นการชำระกิเลสเบื้องต้น..ละเว้นจากความตระหนี่ ละเว้นจากความเบียดเบียน..ละเว้นจากการจองเวร..
ศีล คือการกำจัดความเบียดเบียนผู้อื่น และการเบียดเบียนตนเอง อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์..
เมื่ออุบาสก อุบาสิกา ได้เจริญในศีลอันมั่นคงแล้ว ผู้ที่จะหาหนทางแห่งความพ้นไปเสียให้ได้จากทุกข์..ก๊อ..
ภาวนา...การภาวนาหมายถึง การบริกรรมในคำต่างๆ หรือการกระทำอย่างเนืองๆไม่ขาดระยะ..
เช่นผู้นั่งสมาธิ ต้องกำหนดคำภาวนา บางท่านก็ภาวนา พุทธ โธ..บางท่านก็สวดมนต์ บางท่านก็ภาวนายุบหนอ พองหนอ หรือเพ่งกาย เพ่งกษิณ ดูลูกแก้วในกายตน..
เมื่อสมาธิไม่เคลื่อน อยู่นิ่ง ก็จะรู้ได้เองครับ..ยากนะครับ ขึ้นอยู่กับความเพียรจริงๆ บางท่านได้กล่าวว่า มีบุญเดิมเป็นทุน..
สำหรับความคิดของผมนะครับ..บุญเดิมก็ดี แต่บุญในขณะปัจจุบันย่อมมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง..
เพราะอดีต หรืออนาคต..เป็นเรื่องที่ไม่ใช่ ขณะปัจจุบัน จึงจะใช่
อย่าปล่อยจิตล่องลอย เมื่อณุ้ตัว ก็กลับมาที่เดิม..อยู่กับปัจจุบันครับ..
ผมย้ำอีกสักครั้งนะครับ..ผมไม่ขออวดตนนะครับ เป็นผู้ฝึก ผู้หัดอ่ะครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 17 ก.พ. 13, 07:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถีงคุณ hellocar เท่าที่อ่านมาตั้งแต่ต้น เราว่าคุณไม่ใช่แค่ผู้ฝึก ผู้หัดนะ รู้สึกว่าคุณน่าจะเป็นผู้รู้เลยหล่ะ เราเคยเป็นเด็กวัด บ้านอยู่ข้างวัด เป็นลูกหลานเจ้าอาวาสวัด ไม่เคยศึกษาแต่ก็พอทราบข้อปฏิบัติของสงฆ์ บ้างแต่น้อยนิด เมื่อพระสงฆ์ทำผิดวินัยก็ใช้วิธีปลงอาบัติ เพราะไม่ถึงขั้นปาราชิก
ปล.ถูกผิดแนะนำด้วยนะค่ะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 17 ก.พ. 13, 15:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอบคุณในความรู้สึกครับ..ผมก็เป็นแค่ฆาราวาสอ่ะครับ
ผมคงอธิบายอะไรมากไปกว่านี้ดีกว่านะครับ..
แต่อยากจะคุยเรื่องการศึกษาธรรม ผมคิดว่า น่าจะเข้าไปในเว็บอื่นๆดูบ้างนะครับ..เช่น บรรยายธรรมอ่ะครับ แค่เว็บนี้ เว็บเดียว เราก็คุ้มค่าอย่างมากมายเลยครับ..
ผม..ที่ได้พูดได้เสนอความเห็นมานี้..ก็เพื่อเป็นแรงจูงใจให้พุทธสาวกได้ตระหนักในหน้าที่ครับ..
หากพวกเรา พุทธสาวกได้รู้ในหน้าที่ของพุทธสาวกแล้ว..กุศลอันยิ่งก็บังเกิดในหมู่พุทธสาวก..
กุศลด้วยการสนทนาในธรรมนี้..ขอแผ่ไปให้ไพศาล ให้เกิดกุศลทานอันยิ่งใหญ่..ขอหมู่มิตรผู้สนใจได้รับผลแห่งธรรม สูนิพพานเป็นจุดหมาย..
(ปล.วินัยสงฆ์ มีผู้ลงให้อ่านแล้วครับ ในกระทู้นี้ครับ..คุณsmdng)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 17 ก.พ. 13, 15:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เพื่อเพิ่มความเข้าใจครับ..การให้ทาน การยึดมั่นในศีล และการภาวนา..
การยึดมั่นในศ๊ล ทำให้สาวกไม่มีมลทิน..จิตใจจึงสบาย ไม่ไต้องการเข้าหาทุกข์..
จึงละเว้นให้ได้ให้พ้นจากทุกข์..ก็คือ ต้องทำความเข้าใจในอริยสัตย์สี่
เมื่อเข้าใจแล้ว ก็ไม่มีทุกข์..และไม่ให้กลับเข้าไปหาทุกข์อีกดังเดิม คือ..
การภาวนา..
ภาวนา หมายถึงทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ขาดระยะ หมายถึงการครองสติอยู่ตลอดเวลาตื่น..เช่นจะคิดอะไร ก็จะต้องรู้ตัว..เรียกว่ารู้เท่าทันความคิด..เมื่อรู้เท่าทันแล้ว ก็ละ หรือวางลงได้..
อธิบายเพิ่มเติมจาก คห.ที่22

การสนทนาในเชิงคุยธรรม ผมคิดว่า กระทู้ชักจะไปหน้าที่ไกลๆไปแล้ว
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 17 ก.พ. 13, 19:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณเฮโล

ได้เข้ามาอ่านธรรมะที่คุณนำเสนอให้เพื่อนๆเกิดแสงสว่างในจิตใจ เพื่อนำทางไปสู่สิ่งที่ดีครับ หากกระทู้เลื่อนไปไกลแล้วก็เชิญตั้งกันใหม่ได้ครับคุณเฮโลก็จะหาเวลามาร่วมคุยด้วยครับ...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 18 ก.พ. 13, 07:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ที่จริงแล้ว..ผมก็ได้กลายเป็นอีแอบอ่ะครับ..
ผมอาศัยกระทู้นี้ เป็นที่พูด คุยธรรม..
เหมือนผมเป็นคนฉวยโอกาส..ยักยอกกระทู้ของเจ้าของ มาเป็นของตนอ่ะครับ..
จริงๆแล้ว ในเชิงธรรมมะ มันก็เป็นการกระทำอันไม่โปร่งสว่างอ่ะครับ..

หากเป็นการล่วงเกินในมรรยาทต่อ ท่านเจ้าของกระทู้แล้วละก็ ผมขอกราบขออภัยมา ณ.ที่ตรงนี้ครับ..
และหากกุศลอันพึงเกิด ขอให้ท่านผู้เป็นเจ้าของกระทู้ได้พบกับความสุข ความเจริญในด้านต่างๆ เจริญปัญญา เจริญทรัพย์ และเจริญในบริวาล..ที่สำคัญ ขอให้ท่านได่พบกับการเจริญธรรม..เทอญ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  วินัยของสงฆ์ วินัย ศีล 227 ข้อ 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม