Sanook.commenu

ค้นหา ตรวจหวย ข่าว อีเมล์ ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์ คลาสสิฟายด์ ริงโทน เกมส์ ดูทั้งหมด »

สนุก! เว็บบอร์ด > หมวดหมู่ > ไร้สังกัด  > เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
ผู้ดูแล: withyaw
หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8
ชนิดกระทู้ ผู้เขียน เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ  (อ่าน 20204 ครั้ง)
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #315: 19 มี.ค. 20, 14:42 น

ชื่อเรื่องที่ศึกษา       การพัฒนาชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิค
                            การจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้น
                            ประถมศึกษาปีที่ 6/1  โรงเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัด
                            กองการศึกษาเทศบาลเมืองปัตตานี
ผู้ศึกษา          นายชนม์ชัย  แซ่ลิ่ม
กลุ่มสาระการเรียนรู้    ศิลปะ
ปีที่ศึกษา          2561
ประเภทผลงาน       การพัฒนาการเรียนการสอน

บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1โรงเรียนเทศบาล 1บ้านจะบังติกอ 3) ความพึงพอใจที่มีต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ
   ผู้ศึกษาได้สร้างเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ   พร้อมทั้งได้สร้างภาระชิ้นงานสำหรับวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน  ได้ทำการทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 1บ้านจะบังติกอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2561  จำนวน  25  คน  โดยผู้ศึกษาได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยตนเองในชั่วโมงสอนปกติ  20  ชั่วโมงต่อภาคเรียน  จำนวน  20  แผนการเรียนรู้ 
   การวิเคราะห์ข้อมูล  การหาประสิทธิภาพใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ  ทดสอบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน  เรื่อง  เรื่องการปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที  (t-test)  ใช้วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
   ผลจากการศึกษาพบว่า  1)  จากการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด  80/80  นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้  2)  การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์  เรื่อง  ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ ก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียนกับหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนแตกต่างกัน  โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  3)  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  มีค่าเฉลี่ย  4.65 สรุปได้ว่านักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดต่อการเรียน เรื่อง  เรื่องชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน

Tags:
 
Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #316: 19 มี.ค. 20, 14:50 น

ชื่อเรื่องที่ศึกษา       การพัฒนาชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิก             
           กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1
                             โรงเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ สังกัดกองการศึกษาเทศบาลเมืองปัตตานี
ผู้ศึกษา          นายชนม์ชัย  แซ่ลิ่ม
กลุ่มสาระการเรียนรู้    ศิลปะ
ปีที่ศึกษา          2561
ประเภทผลงาน      การพัฒนาการเรียนการสอน

บทคัดย่อ
   การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล ๑ บ้านจะบังติกอ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังใช้ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1โรงเรียนเทศบาล 1บ้านจะบังติกอ 3) ความพึงพอใจที่มีต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ
   ผู้ศึกษาได้สร้างเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ   พร้อมทั้งได้สร้างภาระชิ้นงานสำหรับวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน  ได้ทำการทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียนเทศบาล 1บ้านจะบังติกอ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา  2561  จำนวน  25  คน  โดยผู้ศึกษาได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยตนเองในชั่วโมงสอนปกติ  20  ชั่วโมงต่อภาคเรียน  จำนวน  20  แผนการเรียนรู้ 
   การวิเคราะห์ข้อมูล  การหาประสิทธิภาพใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ยร้อยละ  ทดสอบความแตกต่างของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียน  เรื่อง  เรื่องการปลูกผักสวนครัวปลอดสารพิษ โดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที  (t-test)  ใช้วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ ที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ
   ผลจากการศึกษาพบว่า  1)  จากการหาประสิทธิภาพของเอกสารประกอบการเรียนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด  80/80  นักเรียนสามารถนำไปใช้ได้  2)  การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์  เรื่อง  ชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่  6/1 โรงเรียนเทศบาล 1 บ้านจะบังติกอ ก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียนกับหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนแตกต่างกัน  โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนใช้เอกสารประกอบการเรียน  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01  3)  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  มีค่าเฉลี่ย  4.65 สรุปได้ว่านักเรียนมีความพึงพอใจมากที่สุดต่อการเรียน เรื่อง  เรื่องชุดกิจกรรมการเขียนลายผ้าปาเต๊ะด้วยเทคนิคการจุดด้วยสีเมจิกกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใช้เอกสารประกอบการเรียน

Tags:
Guest
เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #317: 21 มี.ค. 20, 09:16 น

ชื่อเรื่อง         รายงานผลการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการเล่นกลางแจ้ง
         เพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย
ผู้รายงาน      นางบังอร  สว่างยิ่ง
ตำแหน่ง         ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ  โรงเรียนบ้านหนองกุลา 
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก  เขต 1
ปีที่พิมพ์         2560


บทคัดย่อ

   รายงานผลการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการเล่นกลางแจ้งเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยมีวัตถุประสงค์  1) เพื่อศึกษาผลการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการเล่นกลางแจ้งเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย  2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังได้รับการจัดประสบการณ์โดยใช้เกมการเล่นกลางแจ้ง
   กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัยที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นอนุบาลปี่ที่ 2.1 ภาคเรียนที่ 2                  ปีการศึกษา 2560  โรงเรียนบ้านหนองกุลา  ตำบลหนองกุลา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก  สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1  จำนวน 21 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)  ซึ่งเป็นห้องเรียนที่ผู้รายงานรับผิดชอบ เพื่อจัดประสบการณ์เกมการเล่นกลางแจ้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์  สัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์                   วันอังคารและวันพุธ  วันละ 40 นาที รวม 36 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ 1) คู่มือการจัดประสบการณ์เกมการเล่นกลางแจ้ง  2) แผนการจัดประสบการณ์เกมการเล่นกลางแจ้ง  จำนวน 36 แผน และ 3) แบบสังเกตพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย โดยใช้ผู้สังเกต 2 คน                ได้ค่าความเชื่อมั่นของผู้สังเกต  (RAI) เท่ากับ 0.78  ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างลักษณะพฤติกรรมกับจุดประสงค์ (IOC) เท่ากับ 0.90 – 1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และ t – test แบบ Dependent Sample
   ผลการศึกษา พบว่า ภายหลังได้รับการจัดประสบการณ์เกมการเล่นกลางแจ้งเด็กปฐมวัย
มีพฤติกรรมทางสังคมสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #318: 22 มี.ค. 20, 13:15 น

ชื่อเรื่อง    รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา
กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้วิจัย       นายวิทยา  บุตรอำคา  ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะครูชำนาญการ
โรงเรียน      โรงเรียนเทศบาลเลิงนกทา 
      สังกัดเทศบาลตำบลเลิงนกทา  จังหวัดยโสธร 
ปีที่รายงาน      2561

บทคัดย่อ
รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 3) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้  ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1  โรงเรียนเทศบาลเลิงนกทา  สังกัดเทศบาลตำบลเลิงนกทา  จังหวัดยโสธร  ที่กำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561  จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 12 ชุด  แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 12 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เรื่อง  กรีฑา  เป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ  4  ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ  และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา จำนวน 15 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่  ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) และค่า t – test แบบ Dependent Samples


ผลการวิจัย พบว่า
1. ชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีประสิทธิภาพ เท่ากับ  83.03/82.00  ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80
      2. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ดัชนีประสิทธิผลของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ
เรื่อง กรีฑา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีค่าเท่ากับ 0.6320 ซึ่งแสดงว่า  นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 63.20
      4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6  มีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมที่เน้นกระบวนการปฏิบัติ  เรื่อง  กรีฑา  กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา  โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (  = 4.53, S.D. = 0.51)

Tags:
Guest
วาสน์ศิลป์ ดีวรัตน์
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #319: 30 มี.ค. 20, 11:36 น

เรื่อง       รายงานผลการใช้ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์
วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ สำหรับนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า เทศบาลนครเชียงราย
จังหวัดเชียงราย
ผู้ศึกษา       วาสน์ศิลป์  ดีวรัตน์
สังกัด       โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า  สังกัดเทศบาลนครเชียงราย
กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย
ปีที่พิมพ์             2562

บทคัดย่อ

   การศึกษาผลการใช้ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย  จำนวน 146  คน  กลุ่มตัวอย่างใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1.1  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย  จำนวน 37  คน  ได้จากการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด จำนวน 7 ชุด แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 7 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่ององค์ประกอบศิลป์ จำนวน 20 ข้อ แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด จำนวน 10 ข้อ ผู้ศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์ผล โดยใช้สถิติในการวิเคราะห์ โดยการหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติ t–test (Dependent - Samples) ผลการศึกษา พบว่า
    1. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิด สร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 เด่นห้า เทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย  พบว่า มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.63/83.92  ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 
     2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 12.19  และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 16.78  และแสดงว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
     3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.51, S.D. = 0.59)
   โดยสรุปชุดฝึกทักษะพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์ วาดภาพจากหัวข้อที่กำหนด เรื่ององค์ประกอบศิลป์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามเกณฑ์ที่เชื่อถือและยอมรับได้ สามารถนำไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนศิลปะเพื่อให้นักเรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้ตามที่ตั้งไว้


Tags:
Guest
รายงานผล
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #320: 2 เม.ย. 20, 16:17 น

ชื่องานวิจัย รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัด
กิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้วิจัย นางสุภาวดี นพพล
สถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
จังหวัดนครศรีธรรมราช
ปีการศึกษา 2561
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ก าหนด 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนใช้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึง
พอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ
4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสาธิต
เทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2561 จ านวน 35 คน
ประกอบด้วยกลุ่มที่เรียนอ่อน ปานกลางและเก่ง ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)
โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด
กิจกรรมการ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT 3) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประกอบด้วย ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (

) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัย พบว่า
1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพคะแนนระหว่างการใช้(E1
) และค่าประสิทธิภาพหลังการใช้(E2
)
เท่ากับ 83.74/83.43 เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ก าหนด 80/80
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีระดับนัยส าคัญทางสถิติระดับ .05
โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 25.03 และคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 20.17
3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัด
กิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
การพัฒนารูปแบบการเรียนการ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #321: 2 เม.ย. 20, 16:18 น

ชื่องานวิจัย : การพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้าง
 มโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้วิจัย : นางสุภาวดี นพพล
สถานศึกษา : โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
 จังหวัดนครศรีธรรมราช
ปีการศึกษา : 2562

บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียน
การสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 6 2) เพื่อพัฒนาและน าร่องการใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้าง
มโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนตาม
ทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โดย
เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางชีววิทยาก่อนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 4) ศึกษาความ
คิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิ
ซึม เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก จ านวน 31 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ประกอบด้วย คู่มือการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้น จ านวน 7 แผน
แบบทดสอบวัดมโนทัศน์ทางชีววิทยา และแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนต่อรูปแบบการเรียนการ
สอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าค่าเฉลี่ย (

) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้
 1) ผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอน
สตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ความยากและ
ความซับซ้อนของเนื้อหาวิชาชีววิทยา ท าให้นักเรียนจะต้องใช้ทักษะในการเรียน ทั้งด้านการท าความเข้าใจ
กับเนื้อหา การสรุปเนื้อหาหรือมโนทัศน์ ครูผู้สอนต้องปรับบทบาทจากผู้ถ่ายทอดและควบคุมการเรียนรู้
ไปเป็นการให้ความร่วมมือ อ านวยความสะดวก สร้างแรงจูงใจและจัดเตรียมกิจกรรมการเรียนรู้ ให้
ค าปรึกษาแนะน า ดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหา โดยนักเรียนจะต้องเป็นผู้จัดกระท าข้อมูลหรือ
ประสบการณ์ต่างๆ ด้วยตนเอง จึงมีความจ าเป็นที่จะต้องพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อ
เสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยาของผู้เรียน
2) ผลการพัฒนาและน าร่องการใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม
เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกอบด้วย องค์ประกอบ
ได้แก่ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการเรียนการสอน สาระความรู้ เงื่อนไขการน ารูปแบบการเรียน

การสอนไปใช้และการวัดผลประเมินผล มีกระบวนการเรียนการสอน 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นตรวจสอบ
ค วาม รู้เดิ ม (Verifying Knowledge : V) 2) ขั้น เติ ม ค ว าม รู้ให ม่ (Instructing Fundamental
Knowledge and Skill : I) 3) ขั้นใส่มโนทัศน์ (Constructing Concepts : C) 4) ขั้นแบ่งปันความรู้รอบ
(Sharing Knowledge : S) และ 5) ขั้นตรวจสอบความรู้ความเข้าใจ (Assessing Knowledge and
Understanding : A)
3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการเรียนการสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้างมโน
ทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 พบว่า มโนทัศน์ทางชีววิทยาของนักเรียนหลังเรียนสูง
กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4) ผลการศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบการเรียน
การสอนตามทฤษฎีคอนสตรักติวิซึม เพื่อเสริมสร้างมโนทัศน์ทางชีววิทยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่
6 พบว่า นักเรียนเห็นด้วยกับกระบวนการจัดการเรียนการสอนตามรูปแบบการเรียนการสอนใน
ระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #322: 4 เม.ย. 20, 10:25 น

ชื่อเรื่อง         รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ                       
                  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน จังหวัดลำพูน
ชื่อผู้ศึกษา     นางสาวจริญญารักษ์ ชัยมงคล 
                  ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะชำนาญการ
                  โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน
ปีที่ศึกษา       2560


บทคัดย่อ
   

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของ      แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพ          ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ลำพูน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 มีจำนวน 14 ห้องเรียน รวมนักเรียนทั้งหมด 577 คน          กลุ่มตัวอย่าง ได้จากการสุ่มจากประชากรโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยการสุ่ม แล้วทำการสุ่มมา         จำนวน 1 ห้องเรียน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยการจับฉลาก            ได้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/10 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 ซึ่งมีจำนวนนักเรียน 34 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ       จำนวน 7 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบหลังเรียนของแบบฝึกทักษะแต่ละเล่ม และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มี      ต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ซึ่งผู้ศึกษาสร้างขึ้น นำข้อมูล     ที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน             ค่า Dependent Sample t-test รวมทั้งหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
ผลการศึกษา พบว่า
1. แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 89.47/85.00 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจของต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วนและร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/10 โรงเรียนส่วนบุญโญปถัมภ์ ลำพูน โดยรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #323: 4 เม.ย. 20, 11:22 น

ชื่อเรื่อง                                 รายงานผลการใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์
                                          เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
                                           โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน                                 

ผู้ศึกษา                         นางสาวรัชชดา มะโนวงศ์
                                   ครูโรงเรียนแม่ตืนวิทยา
                                            วิทยฐานะชำนาญการ

ปีที่ทำการศึกษา                          2561

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของแบบฝีกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าของของคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน และ  3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 35 จำนวน 29 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยแบบฝีกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน  4 เล่ม แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝีกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งผู้ศึกษาสร้างขึ้น นำข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าเฉลี่ยร้อยละ รวมทั้งหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ
ผลการศึกษา พบว่า
     1. แบบฝีกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษา     
ปีที่ 2 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.35/83.10 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
    2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะคณิตศาสตร์ พบว่า มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีร้อยละความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นเท่ากับ 46.89  โดยคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 36.21 และ 83.10 ตามลำดับ
    3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝีกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่อง ทฤษฎีบทพีทาโกรัส ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ตืนวิทยา จังหวัดลำพูน อยู่ในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #324: 6 เม.ย. 20, 21:33 น

ชื่อวิจัยการพัฒนาความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ ของนักเรียนปฐมวัยอายุ 3-4 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาแสนสนุก
ผู้วิจัย   นางจุฑารัตน์ โพธิ์หมุด
ปีการศึกษา    2561

บทคัดย่อ

   การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์  (1) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อพัฒนาความสามารถในการคิดขั้นพื้นฐานในการเรียนรู้ของนักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  (2) เพื่อศึกษาความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ของนักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน ก่อนและหลังการใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา และ (3)เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการพัฒนาความสามารถในการคิดขั้นพื้นฐานในการเรียนรู้ของนักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา 
    ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโพนทอน  ตำบลดงครั่งน้อย  อำเภอเกษตรวิสัย  จังหวัดร้อยเอ็ด องค์การบริหารส่วนตำบลดงครั่งน้อย จำนวน1ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย (1) ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา สำหรับนักเรียนปฐมวัย 3-4 ปี จำนวน 5 เล่ม    (2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา สำหรับนักเรียนปฐมวัย 3-4 ปี จำนวน 25 แผน   (3) แบบสังเกตพฤติกรรมการเล่นเกมการศึกษาของนักเรียนปฐมวัย 3-4 ปี จำนวน 1 ชุด ประกอบด้วยการสังเกตความสามารถในการหาความสัมพันธ์ ความสามารถในการจัดหมวดหมู่ ความสามารถในการคิดรวบยอด และความสามารถในการแก้ปัญหา
ผลการวิจัยพบว่า
1.   ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาสำหรับนักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี (E1/E2) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.00/82.50 ซึ่งค่าประสิทธิภาพที่ได้มีค่าสูงกว่าเกณฑ์ 80/80
2.   นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศึกษา สำหรับนักเรียนปฐมวัย 3-4 ปี มีคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังเรียน (x-bar= 16.50, s.d.= 1.26) สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบก่อนเรียน (x-bar= 10.25, s.d = 1.91) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3.   ค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมเกมการศึกษาสำหรับนักเรียนปฐมวัย อายุ 3-4 ปี มีค่าเท่ากับ 0.6410 ซึ่งค่าดัชนีประสิทธิผลที่ได้มีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 0.50

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #325: 7 เม.ย. 20, 15:15 น

ชื่อเรื่อง              การพัฒนาความสามารถด้านการแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระ
                        การเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผู้วิจัย   นางเอมอร  ถิ่นจันดา                                                                                                              
ชื่อสถาบันที่สังกัด    โรงเรียนหนองบัวปิยนิมิตร  สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม 
ปีการศึกษา     2562

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้ มีความมุ่งหมายเพื่อ  1) สร้างแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง  การแต่งคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้น   3) หาค่าดัชนีประสิทธิผลแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง  การแต่งคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4)  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2562 หลังเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง ที่สร้างขึ้น กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนหนองบัวปิยนิมิตร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม     ปีการศึกษา 2562 จำนวน 12  คน  ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1. แบบฝึกทักษะภาษาไทย  เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 4 ชุด  ได้แก่  1) การแต่งกลอนสุภาพ 2) การแต่งกาพย์  3) การแต่งโคลงสี่สุภาพ 4) การแต่งอินทรวิเชียรฉันท์ ที่ผ่านการประเมินมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.59  2. แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 15 แผน   3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 40  ข้อ มีค่าความยากระหว่าง 0.35- 0.77  มีค่าความเชื่อมั่น 0.85  4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย  การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.97 จำนวน 20 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล  ได้แก่  ร้อยละ ค่าเฉลี่ย  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  และการทดสอบสมมติฐานใช้  t – test (Dependent Samples)  ปรากฏผลการวิจัย  ดังนี้
   1.  แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องการแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.64/83.41 แสดงว่า แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การแต่งแต่งคำประพันธ์ประเภทร้อยกรอง มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
   2.  แบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้นมีดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6424
   3.  นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง การแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
   4.  นักเรียนที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องการแต่งคำประพันธ์ ประเภทร้อยกรอง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนอยู่ในระดับมากที่สุด








Tags:
 
Tags:
Guest
บทคัดย่อ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #326: 9 เม.ย. 20, 20:03 น

 q*062บทคัดย่อ

เรื่อง      การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบ
      กิจกรรมเกมการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์
      สำหรับเด็กปฐมวัย
ผู้วิจัย      นางกันยารัตน์  ไปแดน
ตำแหน่ง      ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
หน่วยงานที่สังกัด   ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองกุง สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลเสือโก้ก
      อำเภอวาปีปทุม  จังหวัดมหาสารคาม

การพัฒนาในครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบกิจกรรมเกมการศึกษา เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนที่เรียนโดยใช้การพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบกิจกรรมเกมการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการพัฒนาได้แก่   นักเรียนชาย – หญิง อายุ 3 – 5 ปี กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองกุง สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลเสือโก้กอำเภอวาปีปทุม  จังหวัดมหาสารคาม ปีการศึกษา 2561 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ แผน       การจัดประสบการณ์รูปแบบกิจกรรมเกมการศึกษา จำนวน 40 แผน และแบบทดสอบพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ (หรือกี่ชุด) ที่มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 ใช้วิธีการวิจัยเชิงทดลองแบบ One – Group Pretest – Posttest Design และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ ค่าเฉลี่ยร้อยละ ค่าประสิทธิภาพ ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าที (t-test)

ผลการศึกษาพบว่า
   1. ชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบกิจกรรมเกมการศึกษา สำหรับเด็กปฐมวัย มีประสิทธิภาพโดยรวมเท่ากับ 88.98/89.09
สูงกว่าเกณฑ์ 80/80
      2. ทักษะทางคณิตศาสตร์ของเด็กปฐมวัย หลังการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการพัฒนาทักษะพื้นฐานทางคณิตศาสตร์สำหรับเด็กปฐมวัยโดยใช้รูปแบบกิจกรรมเกมการศึกษา สูงกว่าก่อน การเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01

   

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #327: 16 เม.ย. 20, 21:57 น

ชื่อเรื่อง      :     รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการ
                        อ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับ
                        นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 
ชื่อผู้วิจัย     :       นางสาวธิดารัตน์  ขวัญศรีสุทธิ์  ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ
                        ครูชำนาญการ โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก)
                        สำนักการศึกษา เทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา
ปีการศึกษา :      2561
บทคัดย่อ
   รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนา  ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของ        ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน     ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและคะแนนสอบหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) เทศบาลนครสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 46 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sample) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์เบื้องต้น ชุดที่ 2 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทความวิชาการ ชุดที่ 3 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์พระบรมราโชวาท  ชุดที่ 4  เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทร้อยกรอง ชุดที่ 5 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์นิทาน 2) แผนการจัด     การเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 แผนรวมเวลาในการจัด         การเรียนรู้ 15 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ของนักเรียน          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และ 4)  แบบสอบถามความพึงพอใจ   ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบมาตราส่วน      ประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า
1.   ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 82.14/83.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด
2.   ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์        กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6677 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 66.77
3.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความ สามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม             เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #328: 16 เม.ย. 20, 22:07 น

ชื่อเรื่อง      :     รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์
        กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 
ชื่อผู้วิจัย     :       นางสาวธิดารัตน์  ขวัญศรีสุทธิ์  ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ ครูชำนาญการ
                         โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) สำนักการศึกษา เทศบาลนครสงขลา
                         จังหวัดสงขลา
ปีการศึกษา :      2561
บทคัดย่อ
   รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนา  ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของ        ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน     ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและคะแนนสอบหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) เทศบาลนครสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 46 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sample) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์เบื้องต้น ชุดที่ 2 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทความวิชาการ ชุดที่ 3 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์พระบรมราโชวาท  ชุดที่ 4  เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทร้อยกรอง ชุดที่ 5 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์นิทาน 2) แผนการจัด     การเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 แผนรวมเวลาในการจัด         การเรียนรู้ 15 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ของนักเรียน          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และ 4)  แบบสอบถามความพึงพอใจ   ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบมาตราส่วน      ประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า
1.   ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 82.14/83.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด
2.   ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์        กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6677 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 66.77
3.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความ สามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม             เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #329: 16 เม.ย. 20, 22:10 น

ชื่อเรื่อง      : รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถใน
                  การอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 
                  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่  3 
ชื่อผู้วิจัย     : นางสาวธิดารัตน์  ขวัญศรีสุทธิ์  ตำแหน่ง  ครู  วิทยฐานะ
                  ครูชำนาญการ โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก)
                  สำนักการศึกษา เทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา
ปีการศึกษา : 2561

บทคัดย่อ
   รายงานผลการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและพัฒนา  ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของ        ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 3) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ ของนักเรียน     ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างคะแนนสอบก่อนเรียนและคะแนนสอบหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 5 (วัดหัวป้อมนอก) เทศบาลนครสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 1 ห้องเรียน นักเรียนจำนวน 46 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sample) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 5 ชุด ประกอบด้วย ชุดที่ 1 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์เบื้องต้น ชุดที่ 2 เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทความวิชาการ ชุดที่ 3 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์พระบรมราโชวาท  ชุดที่ 4  เรื่อง  การอ่านคิดวิเคราะห์บทร้อยกรอง ชุดที่ 5 เรื่อง การอ่านคิดวิเคราะห์นิทาน 2) แผนการจัด     การเรียนรู้ประกอบการใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 แผนรวมเวลาในการจัด         การเรียนรู้ 15 ชั่วโมง  3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ของนักเรียน          ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และ 4)  แบบสอบถามความพึงพอใจ   ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์    กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  เป็นแบบมาตราส่วน      ประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า
1.   ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 82.14/83.23 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่กำหนด
2.   ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์        กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเท่ากับ 0.6677 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 66.77
3.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความ สามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
4.   นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรม             เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านคิดวิเคราะห์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน                   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก

Tags:
Guest
วรฉาย ทองคำ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #330: 27 เม.ย. 20, 14:38 น

ชื่อเรื่อง  รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์แบบร่วมมือของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้วิจัย     วรฉาย ทองคำ
ปีที่ทำการศึกษา   2562

บทคัดย่อ
   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และ 2) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ มีวิธีวิจัย 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษา  โดยดำเนินการสังเคราะห์เอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารเชิงกลยุทธ์โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ออกแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างนำไปสัมภาษณ์โรงเรียนจำนวน 8 แห่ง นำข้อมูลที่ได้การสังเคราะห์เนื้อหามายกร่างเป็นร่างรูปแบบ ตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนำร่างรูปแบบมาจัดสนทนากลุ่ม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน  ตอนที่ 3 การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โดยสอบถามผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 342 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.980 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน ตอนที่ 4 ประเมินผลการนำรูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการเปรียบเทียบคะแนน ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)
   ผลการวิจัยพบว่า
   1. รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์แบบร่วมมือของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ (CSM Model) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ร่วมวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (E) 2.สานพลังกำหนดกลยุทธ์ (A) 3.ขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ (I) 4.สร้างมาตรการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ (CE )
   2. ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โดยวัดจากคุณภาพการศึกษาตาม มาตรฐานที่ 5 ด้านผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร 5 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1.ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียน 2.มีผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียน 3.สามารถสื่อความคิดผ่านการพูด เขียนหรือนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆของนักเรียน 4.สามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ และ   5. สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนทั้ง 5 ตัวชี้วัด พบว่าคะแนนผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปี 2562 มีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่า ปี 2561 และคะแนนผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปี 2562 มีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่าปี 2561    

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #331: 27 เม.ย. 20, 14:49 น

ชื่อเรื่อง   รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์แบบร่วมมือของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผู้วิจัย      วรฉาย ทองคำ
ปีที่ทำการศึกษา   2562

บทคัดย่อ

   การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ และ 2) ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ มีวิธีวิจัย 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 การวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษา  โดยดำเนินการสังเคราะห์เอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย ศึกษาสภาพปัจจุบันและปัญหาการบริหารเชิงกลยุทธ์โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ออกแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างนำไปสัมภาษณ์โรงเรียนจำนวน 8 แห่ง นำข้อมูลที่ได้การสังเคราะห์เนื้อหามายกร่างเป็นร่างรูปแบบ ตอนที่ 2 การพัฒนารูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการนำร่างรูปแบบมาจัดสนทนากลุ่ม โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน  ตอนที่ 3 การตรวจสอบความเหมาะสมและความเป็นไปได้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โดยสอบถามผู้บริหารสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 342 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถามแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.980 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงแบนมาตรฐาน ตอนที่ 4 ประเมินผลการนำรูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการไปทดลองใช้ วิเคราะห์ผลโดยการเปรียบเทียบคะแนน ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET)
   ผลการวิจัยพบว่า
   1. รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์แบบร่วมมือของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ (CSM Model) ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1.ร่วมวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (E) 2.สานพลังกำหนดกลยุทธ์ (A) 3.ขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ (I) 4.สร้างมาตรการควบคุมและประเมินกลยุทธ์ (CE )
   2. ประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของโรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โดยวัดจากคุณภาพการศึกษาตาม มาตรฐานที่ 5 ด้านผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จำเป็นตามหลักสูตร 5 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1.ระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียน 2.มีผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียน 3.สามารถสื่อความคิดผ่านการพูด เขียนหรือนำเสนอด้วยวิธีการต่างๆของนักเรียน 4.สามารถใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารได้ทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ และ   5. สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนทั้ง 5 ตัวชี้วัด พบว่าคะแนนผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปี 2562 มีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่า ปี 2561 และคะแนนผลการทดสอบรวบยอดระดับชาติเฉลี่ยตามเกณฑ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในปี 2562 มีคะแนนเพิ่มขึ้นกว่าปี 2561   


Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #332: 30 เม.ย. 20, 12:21 น

ชื่องานวิจัย รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัด
กิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้วิจัย นางสุภาวดี นพพล
สถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
จังหวัดนครศรีธรรมราช
ปีการศึกษา 2561
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้
เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ก าหนด 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนใช้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษาความพึง
พอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ
4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่6 โรงเรียนสาธิต
เทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราชจังหวัดนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2561 จ านวน 35 คน
ประกอบด้วยกลุ่มที่เรียนอ่อน ปานกลางและเก่ง ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)
โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้2) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุด
กิจกรรมการ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT 3) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประกอบด้วย ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย () ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัย พบว่า
1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพคะแนนระหว่างการใช้(E1) และค่าประสิทธิภาพหลังการใช้(E2)
เท่ากับ 83.74/83.43 เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่ก าหนด 80/80
2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีระดับนัยส าคัญทางสถิติระดับ .05
โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 25.03 และคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 20.17
3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัด
กิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #333: 30 เม.ย. 20, 12:22 น

ชื่องานวิจัย รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัด
กิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ชื่อผู้วิจัย นางสุภาวดี นพพล
สถานศึกษา โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราช
จังหวัดนครศรีธรรมราช
ปีการศึกษา 2561
บทคัดย่อ
รายงานการวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด 80/80  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนใช้ชุดกิจกรรม    การเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังเรียน และ 3) เพื่อศึกษา  ความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6  โรงเรียนสาธิตเทศบาลวัดเพชรจริก เทศบาลนครนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ปีการศึกษา 2561 จำนวน 35 คน ประกอบด้วยกลุ่มที่เรียนอ่อน ปานกลางและเก่ง ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยมีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2)  คู่มือการใช้โดยใช้       ชุดกิจกรรมการ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT 3) แบบทดสอบ       วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ  4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และทดสอบค่าที (t-test)
ผลการวิจัย พบว่า
1)  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT    ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิภาพคะแนนระหว่างการใช้ (E1) และค่าประสิทธิภาพหลังการใช้ (E2) เท่ากับ 83.74/83.43 เป็นไปตามเกณฑ์ประสิทธิภาพที่กำหนด 80/80
2)  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีระดับนัยสำคัญทางสถิติระดับ .05 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียน เท่ากับ 25.03 และคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 20.17
3)  นักเรียนมีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง อาณาจักรสัตว์ วิชาชีววิทยา โดยจัดกิจกรรมเรียนรู้แบบ 4 MAT ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด

Tags:
Guest
บทคัดย่อ
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #334: 17 พ.ค. 20, 15:16 น

ชื่อเรื่อง    การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค   ประกอบการใช้เทคนิคร่วมมือเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
ผู้วิจัย      นางสาวศิริรันชนิภา  ศิริชยพัทธ์
กลุ่มสาระ   ภาษาไทย
ปีการศึกษา   2562
บทคัดย่อ
   การวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค  โดยใช้เทคนิคร่วมมือเรียนรู้ ของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยมีวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ 1) เพื่อสร้างและ พัฒนาแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค โดยใช้เทคนิคร่วมมือเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนด้วยแบบฝึกทักษะภาษาไทย โดยใช้เทคนิคร่วมมือเรียนรู้ เรื่องชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 โรงเรียนห้วยข่าพิทยาคม องค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบฝึกทักษะภาษาไทย จำนวน 12 เล่ม 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จำนวน 40 ข้อ ค่าอำนาจจำแนกมีค่าตั้งแต่ .29 -.80   ค่าความยากง่ายมีค่าตั้งแต่ .24-.80 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.97  เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ One Group   Pre-test Post-test Design สถิติที่ใช้ในการจัดกระทำข้อมูลประกอบด้วย สถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน   ค่าร้อยล่ะ ทดสอบสมมติฐานโดยใช้ค่า t-test  ผลการวิจัยพบว่า
         1. ประสิทธิภาพของแบบฝึก เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  มีค่าเท่ากับ 81.45/82.36 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้         
          2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/1 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะประกอบการใช้เทคนิคร่วมมือเรียนรู้ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้
          3. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึก เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยค ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เท่ากับ 0.6450 หมายความว่า แบบฝึกทักษะ เรื่อง ชนิดและหน้าที่ของคำในประโยคนี้ทำให้ นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนเพิ่มสูงขึ้นคิดเป็นร้อยละ 64.50

Tags:
Guest
นายประเทือง หงษ์ทอง
 

ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #335: 24 พ.ค. 20, 16:03 น

ชื่อเรื่อง          การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning
                 เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด
                    
ผู้ศึกษา          นายประเทือง  หงษ์ทอง
สถานศึกษา  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง
ปีการศึกษา  2562

บทคัดย่อ

              การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3- 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล (E.I) ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉันสำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด และ 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทองภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  คือ (1)ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด จำนวน 5 ชุด (2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบActive learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ และ (3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีลักษณะ เป็นแบบประเมิน แบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง  ค่าความยากง่าย  ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น การหาค่าประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และสถิติทดสอบค่าที  (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples)
      ผลการศึกษาพบว่า
         1. การเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 86.40/85.60
   2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด เท่ากับ 0.6857
                 3. เด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ที่เรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่องอาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
   4. ความพึงพอใจต่อชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด อยู่ในระดับ พอใจมาก
  

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #336: 24 พ.ค. 20, 16:08 น

ชื่อเรื่อง          การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning
                 เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด
                   
ผู้ศึกษา          นายประเทือง  หงษ์ทอง
สถานศึกษา  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง
ปีการศึกษา  2562

บทคัดย่อ

              การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3- 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล (E.I) ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉันสำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด และ 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทองภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  คือ (1)ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด จำนวน 5 ชุด (2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบActive learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ และ (3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีลักษณะ เป็นแบบประเมิน แบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง  ค่าความยากง่าย  ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น การหาค่าประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และสถิติทดสอบค่าที  (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples)
      ผลการศึกษาพบว่า
         1. การเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 86.40/85.60
   2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด เท่ากับ 0.6857
                 3. เด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ที่เรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่องอาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
   4. ความพึงพอใจต่อชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด อยู่ในระดับ พอใจมาก
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #337: 24 พ.ค. 20, 16:25 น

ชื่อเรื่อง          การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning
                 เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด
                   
ผู้ศึกษา          นายประเทือง  หงษ์ทอง
สถานศึกษา  ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง
ปีการศึกษา  2562

บทคัดย่อ

              การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3- 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล (E.I) ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉันสำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด 3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด และ 4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทองภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้  คือ (1)ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด จำนวน 5 ชุด (2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบActive learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาดซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ และ (3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีลักษณะ เป็นแบบประเมิน แบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความสอดคล้อง  ค่าความยากง่าย  ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น การหาค่าประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และสถิติทดสอบค่าที  (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples)
      ผลการศึกษาพบว่า
         1. การเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 86.40/85.60
   2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด เท่ากับ 0.6857
                 3. เด็กปฐมวัยศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ที่เรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่องอาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
   4. ความพึงพอใจต่อชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง อาชีพของฉัน สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านหนองลาด อยู่ในระดับ พอใจมาก
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #338: 24 พ.ค. 20, 16:31 น

ชื่อเรื่อง             การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ
                     Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข  สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี
                     ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย
ผู้ศึกษา      นางวิระ  เขตคีรี
สถานศึกษา   ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย สังกัด องค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง
ปีการศึกษา    2562


บทคัดย่อ

              การพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3–6ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1)เพื่อพัฒนาชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ3–6ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือยให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80  (2)เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผล (E.I)ของการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย (3)เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย และ (4)เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้การศึกษาครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย  สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง  ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ (1)ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบActive learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย จำนวน 5 ชุด (2)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุขสำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 –6ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย จำนวน 30 ข้อ และ (3)แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย มีลักษณะ เป็นแบบประเมิน แบบประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน  ค่าดัชนีความสอดคล้อง  ค่าความยากง่าย  ค่าอำนาจจำแนก ค่าความเชื่อมั่น การหาค่าประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และสถิติทดสอบค่าที (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent Samples)
   ผลการศึกษาพบว่า
      1. การจัดการเรียนรู้ด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 85.40/83.40
2. ดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย เท่ากับ 0.6240
             3. เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลดงหม้อทอง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 30 คน ที่เรียนด้วยชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัย อายุ 3 – 6 ปี ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05
4. ความพึงพอใจต่อชุดเสริมประสบการณ์โดยใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบ Active learning เรื่อง บ้านแสนสุข สำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปีของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านดงห้วยเปลือย อยู่ในระดับ พอใจมากที่สุด
 

Tags:
add
ตอบโดยอ้างถึงข้อความอ้างถึง
Re : เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ
        ความคิดเห็นที่ #339: 24 พ.ค. 20, 21:21 น

ชื่อเรื่อง         การพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวน
                นับ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ผู้วิจัย   นางสาววิจิตตรา อุดเมืองเพีย         
หน่วยงาน   โรงเรียนบ้านโคกสูงวิทยานุกูล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5
ปีที่วิจัย         2561
บทคัดย่อ
     การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ คือ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ TAI ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 (2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผลจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ  ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ  ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กับเกณฑ์ร้อยละ 75 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนโคกสูงวิทยานุกูล  อำเภอหนองเรือ จังหวัดขอนแก่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น  เขต 5 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษามี 3 ชนิด คือ แผนการจัดกิจกรรมเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 15 แผน ใช้เวลาจัดกิจกรรม ทั้งหมด 15 ชั่วโมง แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ
   ผลการวิจัยพบว่า 
   1. ผลการพัฒนาแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้กลุ่มร่วมมือแบบ TAI มีประสิทธิภาพ 79.30 / 79.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้
      2. ดัชนีประสิทธิผลจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ  ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มีค่าประสิทธิผล 0.59                  3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ตัวประกอบของจำนวนนับ  ด้วยกลุ่มร่วมมือแบบ TAI  ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผลการทดสอบหลังเรียนของนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 23.80 คิดเป็นร้อยละ 79.33 และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างเกณฑ์กับคะแนนสอบของนักเรียนหลังเรียน พบว่า คะแนนทดสอบหลังเรียนของนักเรียน สูงกว่าเกณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


Tags:

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8
ตอบ
ชื่อ:
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา


[เพิ่มเติม]
ขอความร่วมมือท่านสมาชิก และผู้ใช้บริการเว็บบอร์ด
ห้ามมิให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ทั้งเนื้อหาและภาพของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ: พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
:  
ทางสนุก! จะทำการตรวจสอบ
และขออนุญาตไม่แสดงข้อความ
ที่ไม่เหมาะสม ข้อความที่
ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่
สถาบันชาติ ศาสนา
พระมหากษัตริย์ รวมถึงข้อความที่
เข้าข่ายหลอกลวง การเผยแพร่
ภาพลามกอนาจาร หรือข้อความ
ใดๆ ที่ทำให้ผู้อื่นได้รับความ
เสียหาย บนกระทู้นี้