หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ความเป็นมาของพรรคการเมืองไทย และเมืองดุสิตธานี(บทความวิชาการ)  (อ่าน 926 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 6 พ.ค. 13, 08:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ความเป็นมาของพรรคการเมืองไทย และเมืองดุสิตธานี(บทความวิชาการ)



พรรค การเมืองไทยถือกำเนิดมาพร้อมกับวิธีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงวางแนวทางประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น แต่พวกเราก็เดินแนวทางอีกทางหนึ่งซึ่งผิดพลาดมาตั้งแต่ต้นอยู่เช่นเดิมจนถึง ปัจจุบัน กล่าวไว้ว่า พรรคการเมืองพรรคแรกของไทยที่มีความหมายที่เป็นพรรคการเมืองอย่างแท้จริงใน การปกครองระบอบประชาธิปไตยคือ

1.พรรคโบว์น้ำเงิน ซึ่งมีท่านราม ณ กรุงเทพ (รัชกาลที่ 6) เป็นหัวหน้าพรรค
2.พรรคโบว์แดง ซึ่งมีพลเอกเจ้าพระยารามราฆพเป็นหัวหน้าพรรค

ร.6 ท่านทรงมีพระราชดำริที่จะวางรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยได้ตั้ง “เมืองดุสิตธานี” ไว้ในบริเวณพระราชวังดุสิต จัดการปกครองเป็นแบบ เทศบาล อำเภอ ตำบลหมู่บ้าน ตามลักษณะการปกครองท้องถิ่น มีบ้านเรือนราษฎร วัด ที่ทำการรัฐบาล เช่น หอทะเบียน ไปรษณีย์ ตำรวจ ธนาคาร พร้อมเจ้าหน้าที่ เช่น เจ้าเมือง นายอำเภอ พนักงานออกโฉนด มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักในการปกครอง เรียกว่าธรรมนูญลักษณะการปกครองคณะนครภิบาล ประชาชนมีสิทธิที่จะเลือกผู้ปกครองกลุ่มต่างๆ รวมกันจัดตั้งพรรคการเมือง 2 พรรคใหญ่ คือพรรคโบว์แดง และพรรคโบว์น้ำเงิน ฝ่ายที่มีเสียงข้างมากจะได้สิทธิในการจัดตั้งรัฐบาล พรรคเสียงข้างน้อยจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านในสภา สมาชิกจะอภิปรายโต้แย้งวิพากษ์วิจารณ์การทำงานซึ่งกันและกัน การตั้งเมืองดุสิตธานีนี้ ก็เนื่องจาก ร.6 พระองค์มีพระราชประสงค์ที่จะให้หมู่ราชบริพารมีความเข้าใจ และเคยชินกับการปกครองตนเองเสียก่อน เพื่อให้บุคคลเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการเผยแพร่ และร่วมมือกันวางรากฐานระบอบประชาธิปไตยในวงกว้างสืบต่อไป

พระองค์ ทรงมองการณ์ไกล และวางรากฐานไว้เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด ซึ่งสามารถนำมาใช้ได้กับปัจจุบัน เพราะเมื่อเรามีพรรคการเมืองใหญ่ๆอยู่เพียง 2 พรรคแล้ว ฐานประชาธิปไตยก็จะมั่นคงทันที ดังเช่นประชาธิปไตยในประเทศในยุโรป อเมริกา และญี่ปุ่น ถ้าหากพรรคการเมืองไทยซึ่งมีมากมายหลายพรรคในปัจจุบัน มีการรวมตัวกันเป็นพรรคใหญ่เพียง 2 พรรค ที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงและปราศจากการซื้อเสียงแล้ว ก็จะเป็นนิมิตหมายอันดีและถูกต้อง เพื่อการบริหารประเทศที่มีประสิทธิภาพสูง ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแท้จริง

ขอ ให้นักการเมืองทั้งหลายจงเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมของชาติ อย่าเห็นแก่ตัวกันอีกเลย เพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีกับคนรุ่นใหม่ จะได้สรรเสริญเกียรติประวัติของท่าน และวงศ์ตระกูลต่อไปตราบนานเท่านาน และเพื่อพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 สืบต่อไป

(บทความวิชาการ)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 6 พ.ค. 13, 08:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เพื่อพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 สืบต่อไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 6 พ.ค. 13, 14:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณอลงกรณ์ พลบุตรคงจะเคยอ่านบทความนี้มาก่อนและนำมาวิเคราะห์ทำให้เกิดความคิดที่จะนำมาปรับปรุงพัฒนาพรรคให้เป็นพรรคมหาชนหรือพรรคที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงที่มีประชาชนช่วยกันบริหารประเทศชาติไปพร้อมๆทุกภาคส่วนทุกจังหวัดของไทยครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 6 พ.ค. 13, 14:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หากพรรคการเมืองแบ่งเป็น 2 พรรคใหญ่แล้วการบริหารประเทศจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันและมีประชาชนช่วยกันเสนอความคิดเห็นและช่วยกันบริหารประเทศให้เดินหน้าไปได้ไม่ติดกับดักของใคร มีแต่เดินหน้าเพื่อประชาชนเพียงอย่างเดียวครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 6 พ.ค. 13, 14:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ร้อยรัดพลังใจ สรรค์ทางไท ให้เป็นจริง

โดย จีรนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรท์ ปี 2532

*************************************************
เราต่างมีสมองและสองมือ ต่างยึดถือต่างเดินทางอย่างหลากหลาย
ต่างสร้างฝันใต้ตะวันอันพรรณราย ทุ่มใจกายเช่นเฉกปัจเจกชน
บ้างเหนื่อยยากลำบากย่อต่อขวากหนาม บ้างทดท้อจนเหห่างอย่างหม่นหมอง
บ้างล้มลงกลางทางร้างผู้คน จะปลุกปรนพลังใจมอบไมตรี
วัยวันฝันมาหลายคราแล้ว เจ้าดอกแก้วเรืองรองยังหมองศรี
เจ้าล้มลุกคลุกคลานก็นานปี จะคอยใครมาชี้บอกหนทาง
ก้าวเข้ามาเถิดเพื่อนรัก ภารกิจเราประจักษ์ต้องสรรค์สร้าง
ในความมืดหม่นไหม้ยังไม่จาง เราจะสานเราจะสร้างกันอย่างไร
เพียงสมองและสองมือของเรานั้น จะสร้างฝันยิ่งใหญ่อันใดได้
หากสมองและสองมือจะเกรียงไกร ต่อเมื่อเราร้อยรัดไว้เป็นสายเดียว

*************************************************



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 6 พ.ค. 13, 14:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การเมืองเหมือนเต่าย่ำ..:
เหตุใดประชาธิปไตยเมืองไทยจึงไปไม่รอดสักที การเมืองไทยเหมือนเต่าย่ำอยู่กับที่

ว่าเหตุใดประชาธิปไตยของไทยจึงล้มลุกคลุกคลาน ไม่ปักหลักมั่นคงเสียที ทั้งๆที่เปลี่ยนแปลงมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา มีการปฏิวัติ รัฐประหาร ปฏิรูป มีการยุบสภายกเลิกรัฐธรรมนูญ ยุบพรรคการเมืองและเปลี่ยนแปลงพรรคการเมืองนอกวิถีทางประชาธิปไตยกันบ่อยๆ

สาเหตุ ก็เพราะประชาธิปไตยของไทยนั้นเป็นประชาธิปไตยระดับบน (ผู้ใหญ่เป็นผู้สั่งการลงมาที่ผู้น้อย) เรายังขาดประชาธิปไตยระดับล่างที่จะเป็นพื้นฐานรองรับ เรียกอีกอย่างว่า "ประชาธิปไตยระดับรากหญ้า"

การอภิปรายในวันนั้นได้เสนอแนวทางการ แก้ไขปัญหาว่าควรแก้ไขระบบราชการเสียใหม่ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของสังคม ปัจจุบันดังพระ

ราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชการที่ 5) “อุปมารัฐบาลเป็นคนขับรถ เงินเป็นน้ำมันเบนซิน ส่วนข้าราชการเป็นรถยนต์ และระบบบริหารราชการเป็นถนนและการจราจร ถ้าหากคนขับรถเก่ง น้ำมันเบนซินเต็มถึง แต่รถยนต์ไม่ดี ทางไม่ดี ถนนไม่ดี จราจรติดขัด คนขับรถซึ่งเปรียบเป็นรัฐบาลก็จะนำรถไปไม่รอด” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านได้ทรงวิจารณ์ไว้ว่า “ ข้าราชการเมืองอังกฤษนั้น ข้า

ราชการชั้นผู้น้อย เป็นผู้ริเริ่มหางานมาให้ผู้ใหญ่ทำ เป็นผู้คอยจี้ คอยชี้ให้ผู้ใหญ่ทำนั่นทำนี่ไล่กันขึ้นมาตามลำดับ จนถึงอัครมหาเสนาบดี บ้านเมืองเขาจึงเจริญ เพราะทำงานกันทุกคน ตั้งแต่ชั้นผู้น้อยขึ้นมาจนถึงผู้ใหญ่ ส่วนข้าราชการเมืองไทยเรานั้น ผู้ใหญ่เป็นคนคอยสั่งให้ทำ ไม่ยอมถาม ไม่

ยอมปรึกษาหารือ บ้านเมืองของเราจึงเจริญไม่ทันเขา” พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านได้ทรงวิจารณ์ไว้เมื่อ พ.ศ. 2440 เป็นระยะเวลา 116 ปีล่วงมาแล้ว ข้าราชการไทยก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงไปมากมายเท่าใดนัก นี่คำคำตอบว่าเหตุใดประชาธิปไตยเมืองไทยจึงไปไม่รอดสักที



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 7 พ.ค. 13, 07:34 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ต้องช่วยกัน
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 6 พ.ค. 13, 16:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หากทุกฝ่ายช่วยกันระดมความคิดเห็นกันออกแบบรูป...ที่ทันสมัยขึ้นมาก็จะสามารถเดินหน้าประเทศได้คะ ขอสนับสนุนคะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 6 พ.ค. 13, 17:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กลอนจริงใจและศรัทธา

ความย่อท้อต่อแต่นี้ไม่มีแล้ว แต่จะแผ้วจะถางจะสร้างสรรค์
อุปสรรคนานาจะฝ่าฟัน จะบากบั่นโบกก่อสู้ต่อไป
แม้หนทางสายนั้นจะมืดมิด เพื่อชีวิต ความหวังอันยิ่งใหญ่
เพื่อแนวทางในประชาธิปไตย ขอเป็นไฟส่องสว่างทางมวลชน
ถึงเป็นไฟดวงน้อยจะค่อยส่อง ถึงใครมองเพียงเศษแห่งเหตุผล
ถึงเส้นทางขระขระจะผจญ เคียงข้างคนทุกข์ร้อนทรมาน
วันนี้เราอาจล้มสุดข่มขืน แต่จะยืนหยัดสู้ ผู้อาจหาญ
ถึงแม้เป็นเวลาอันช้านาน เชื่อเถอะกาลเวลาต้องมาเยือน
อดทนและรอคอยค่อยค่อยก้าว แม้ความเจ็บปวดรวดร้าวเข้าเชือดเฉือน
อุดมการณ์แกร่งกล้าอย่าลางเลือน อย่าบิดเบือน อย่าลืมสิ้น ความศรัทธา
ความย่อท้อต่อแต่นี้ไม่มีแล้ว มีแต่ความเพริศแพร้วงามสง่า
มีแต่ความจริงใจและศรัทธา ที่จะมาร่วมสร้างสรรค์จรรโลงไทย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 6 พ.ค. 13, 17:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมว่านะครับ..ข้าราชการก็ดี ประชาชนก็ดี กระทั่งนักบวชในแต่ละศาสนาก็ดี..ล้วนไม่คิดที่จะทำแต่ความดี แม้แค่จะคิดนะครับ..
ความอ่อนแอในระบบการเมือง จึงอ่อนแออย่างที่เห็นๆกันอยู่ตั้งแต่อดีต ถึงปัจจุบัน..
ชาวบ้านไร้ความรับผิดชอบต่อเรื่องการเมือง
จึงได้นักการเมืองที่ไร้ความรับผิดชอบ..เช่น..สส.ไม่ชอบเข้าประชุม สส.เสียบบัตรแทนกัน..และอื่นๆที่ไม่ปรากฏเป็นข่าว..
หากชาวบ้านมีความรับผิดชอบฯก็จะกำจัด สส.ที่ไร้ประสิทธิภาพออกไปได้..

ขรก.ล่ะ มีพูดถึงกันด้วย..
ขรก.หลายหน่วยงาน ไร้ความรับผิดรับแต่ชอบๆ..ผมคงไม่ต้องบรรยายออกมาให้กว้างขวางขึ้น เพราะจะไปกระทบผู้ที่พาดพิง และถูกฟ้องร้องภายหลัง ซึ่งมันไม่ใช่เจตนารมณ์ในการเข้ามาแสดงความเห็นในบอร์ดเลย..
เอาเป็นว่า เราร้องเพลงๆหนึ่ง..ก็คงจะเข้าใจได้..เรารู้กันอยู่..แก่ใจ...ธานินทร์ อินทรเทพ เจ้าของเสียงร้อง..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 7 พ.ค. 13, 10:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้นำทางศาสนาเป็นสิ่งสำคัญ เราขาดผู้นำที่ดีทางด้านนี้ครับ ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี หากเรามีนักบวชที่เคร่งมีคนเคารพนับถือมากเช่นหลวงพ่อฤาษีลิงดำเหมือนหลวงปู่โง่น สรโยเหมือนหลวงปู่มั่น จะนำชาวบ้านไปสู่สิ่งที่ดีได้ครับเราขาดสิ่งนี้ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 8 พ.ค. 13, 11:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้นำทางศาสนาเป็นสิ่งสำคัญ เราขาดผู้นำที่ดีทางด้านนี้ครับ ทุกศาสนาสอนให้เป็นคนดี หากเรามีนักบวชที่เคร่งมีคนเคารพนับถือมากเช่นหลวงพ่อฤาษีลิงดำเหมือนหลวงปู่โง่น สรโยเหมือนหลวงปู่มั่น จะนำชาวบ้านไปสู่สิ่งที่ดีได้ครับเราขาดสิ่งนี้ครับ




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 8 พ.ค. 13, 18:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านหลวงปู่โง่นในสมัยที่ท่านยังอยู่


หลวง ปู่โง่น โสรโย พระอริยะทางภาคเหนือ วัดพุทธบาทเขารวก จังหวัดพิจิตร ท่านเป็นผู้เปิดเผยประวัติ “สมเด็จพระสุพรรณกัลยา” ให้ประชาชนได้ทราบประวัติเป็นครั้งแรก ก่อนมรณภาพและคุณหมอนลินี ไพบูลย์จากกิฟฟารีน ได้ช่วยจุดประกายวาดภาพพระองค์ท่านจากนิมิตขึ้นมาให้ประชาชนรักและนับถือ พระองค์ท่านได้เป็นวงกว้างมากขึ้นทั่วประเทศและทั่วโลกด้วย


ผมก็เป็นศิษย์รักของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ด้วยเช่นกันได้มีโอกาสร่วมงานกับท่านหลวงปู่โง่นในการจัดสร้างพระพุทธ วิโมกข์ มอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้ร่วมผลักดันเข้ากระทรวงศึกษาธิการและทำพิธีมอบจำนวน หนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์ ทำพิธีมอบให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ที่พุทธมณฑล โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์

ท่านเป็นประธานพิธีในการรับมอบและมีท่านอดีตผู้ว่าจังหวัดพิจิตร คุณกาจรักษ์มณี อำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายจัดส่งมายังพุทธมณฑล โดยร่วมกับทหารช่วยจัดส่งมาให้ด้วยความเรียบร้อยนับเป็นความสำเร็จของท่านใน การเผยแพร่พุทธศาสนาไปตามโรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศเพื่อกล่อมเกลาเด็กนักเรียนให้มีพระธรรม มีศีล สมาธิ ปัญญาในการเรียนและการดำรงชีวิตที่ดีสืบไป และเป็นกำลังที่สำคัญของชาติในอนาคตที่สำคัญทุกศาสนาก็สอนให้คนทำความดี ละเว้นความชั่ว เพื่อจะได้มีความสุขในการดำเนินชีวิตตลอดไป

หลวงปู่ โง่น โสรโย ท่านได้กล่าวว่า ทุนรอนที่ได้สร้างพระพุทธวิโมกข์ขนาดหนักตัก 19 นิ้วและ 29 นิ้ว จำนวนหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นองค์นี้ได้รับความอนุเคราะห์จากลูกศิษย์ที่อาศัย อยู่ต่างประเทศเป็นผู้ส่งเงินมาให้หลวงปู่โง่น โสรยา สร้างพระขึ้นมาเป็นจำนวนเงินหลายร้อยล้านบาท เพื่อส่งเสริมศาสนาพุทธให้แก่เด็กและเยาวชนของชาติ แต่ท่านไม่รับเงินบริจาคได้ส่งคืนให้กับลูกศิษย์ไปทั้งหมด เนื่องจากหลวงปู่ท่านมีเงินมรดกจากพ่อบุญธรรมชาวต่างชาตินับหมื่นล้าน บาทอยู่แล้ว


และท่านยังกล่าว อีกว่าคอย ดูสิต่อไปชาวต่างชาติจะมากลืนชาติของเราไปเป็นถิ่นกาขาวจะเข้ามา ให้คอยดูกันต่อไป อาตมาจะช่วยเหลืออะไรมากไม่ได้ ได้แต่ช่วยเผยแพร่ศาสนาพุทธให้กว้างขวางออกไปเท่านั้น ขณะนั้นที่ท่านพูดผมยังไม่ค่อยมีไม่เชื่อว่าต่างชาติจะมากลืนประเทศไทยได้ อย่างไรและเป็นไปไม่ได้เลย แต่ปัจจุบันต่างชาติได้เข้ามาตั้งรกรากอยู่ในเมืองไทยมากมาย จึงได้นึกถึงคำพูดของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ได้

กล่าวมาแล้วเป็นเวลาหลายปีแล้วว่าเป็นความจริงขึ้นมาตามที่ท่านหลวง ปู่โง่น ท่านได้กล่าวไว้ ผมจึงขอให้เราทั้งหลายมาร่วมกันสร้างบุญและ กุศลสานต่อจากหลวงปู่โง่น มาช่วยมาสร้างสรรค์สังคมนี้ให้ดีขึ้นต่อไป จึงขอเชิญชวนท่านสมาชิกและท่านผู้อ่านทุกท่านมาร่วมทำบุญสร้างกุศลกัน

ต่อไป จะได้อานิสงส์ผลบุญร่วม กันในภพนี้และภพหน้าร่วมกันสืบไปตามเจตนาของท่านหลวงปู่โง่น โสรยา ที่ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างพระพุทธรูป มอบให้แก่โรงเรียนต่าง ๆ ทั่วประเทศและเป็นผู้เปิดเผยพระประวัติพระพี่นางสุพรรณกัลยาให้ประชาชนได้ ทราบความเป็นมาของท่าน
ทำให้ประชาชนทราบความเป็นมาของพระองค์ท่านว่ามีความเป็นมาเป็นอย่างไรครับ ก็จะค่ิอยๆคุยให้ท่านทราบต่อไปครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 8 พ.ค. 13, 18:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นได้โทรศัพท์มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา รัฐเทกซัส

สุภาพ สตรีท่านนี้ประกอบธุรกิจแกะสลักแตงโมเป็นรูปดอกไม้ ส่งตามโรงแรมชั้นหนึ่งที่นั่น เล่าว่าเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โง่น พอเห็นว่ากระทู้ใหม่มีเรื่องของหลวงปู่โง่น จึงอยากโทรมาคุยด้วยพูดคุย บอกว่าอยากให้แก้ไขข้อมูลในนี้นิดหนึ่งที่ว่าลูกศิษย์หลวงปู่โง่น ได้ส่งเงินมาร่วมทำบุญมากมายเพื่อสร้างพระพุทธรูปให้กับทางโรงเรียนหลายแห่ง ทั่วประเทศ เพราะว่าความจริงแล้วหลวงปู่โง่นได้ส่งเงินคืนให้กับลูกศิษย์ทุกคน ท่านไม่ขอรับเงินจากลูกศิษย์คนไหนเลย ไม่ว่าจะเป็นเงินดอลลาร์ เงินปอนด์ หรือเงินไทย เล่าต่อว่า

หลวงปู่ท่านมีเงินมากอยู่แล้ว เพราะท่านเป็นบุตรบุญธรรมของเลขานุการข้าหลวงใหญ่ชาวฝรั่งเศส ซึ่ง เป็นเจ้าของเรือเดินสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลกในสมัยนั้น พอเสียชีวิตได้ก็มอบสมบัติที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับหลวงปู่โง่น เนื่องจากว่าตนเองไม่มีบุตร มีหลวงปู่โง่นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เป็นบุตรบุญธรรม โดยขายกิจการเรือเดือนสมุทร มูลค่านับหมื่นล้าน คฤหาสน์ที่ฝรั่งเศส มูลนับพันล้าน ได้มอบเงินให้กับหลวงปู่โง่นทั้งหมด หลวงปู่ท่านจึงไม่อยากรับเงินจากลูกศิษย์ เพราะท่านมีมากอยู่แล้ว และในหนังสือย้อนรอยกรรม ท่านก็บอกเองด้วยว่าท่านไม่ขอรับเงินบริจาค

เล่าว่าช่วงที่หลวงปู่สร้างพระพุทธวิโมกข์ ได้ไปนอนพักที่กุฏิอยู่หลายคืน กับคณะที่เห็นยืนอยู่ด้วยกันในภาพถ่าย ประมาณ 3-4 คน นอนหลับสบายดี อากาศที่นั่นดีมาก ได้นอนห้องข้างๆ ติดกันห้องนอนของหลวงปู่โง่น ห้องนอนของท่านจะยื่นออกมาจากกุฏิไปที่เชิงเขา สุภาพสตรีจากอเมริกาก็ชม ใหญ่เลย ว่า.ต้องเป็นคนดีมากๆ จึงจะนอนที่วัดหลวงปู่โง่น ที่บนดอยได้ เพราะ ปกติแล้วท่านจะไม่ให้ใครมานอน และไม่มีใครกล้ามานอนด้วย เพราะที่วัดจะมีภูตผีปิศาจมาก และเล่าว่าหลวงปู่ยังมีกล้องถ่ายรูปติดวิญญาณ ซึ่งสามารถเห็นวิญญาณได้จริง เห็นวิญญาณในวัดเต็มไปหมดเลย เล่าต่ออีกว่า อภิญญาท่านเก่งมากๆ มีอะไรหลายอย่างที่ท่านทำได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้ เช่น ท่านนั่งกรรมฐาน จนหิมะที่เทือกเขาหิมาลัยท่วมตัว ตัวท่านแข็งไปหมด คิดว่าไม่รอดแล้ว ปรากฏว่าท่านยังหายใจอยู่

เล่าต่อว่า หลวงปู่โง่น ท่านเป็นพระที่ได้รับความเคารพนับถือมาก และท่านสามารถขึ้นเครื่องบินฟรี ทุกสายการบิน ตลอดชีพ เพราะเกรงใจในความดีของท่าน แม้แต่ที่ธรรมเนียบขาวของอเมริกา ยังมอบรถผ่าตัดหัวใจ ให้กับหลวงปู่ถึง 2 คัน ไว้ใช้ส่วนตัว ภายหลังหลวงปู่ท่านได้มอบให้กับรัฐบาลหนึ่งคัน และที่จังหวัดพิจิตรอีกหนึ่งคัน

ก็เล่าให้ฟังว่าที่วัดหลวงปู่ท่านมีอีกาตัวหนึ่งเชื่องมาก เข้าใจภาษามนุษย์ ไม่เหมือนตัวอื่นๆ ชาติก่อนคงเกิดเป็นมนุษย์ หลวงปู่สั่งทำอะไร ก็ทำได้หมด สั่งให้กันสุนัขไม่ให้เข้ากุฏิ ก็บินไปไล่ สั่งให้ไปเก็บของก็ไปคาบมาเก็บ และอีกหลายๆ อย่าง

ขอขอบคุณลูกศิษย์หลวงปู่โง่นที่โทรมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ และน่าตื่นเต้น หลายๆ เรื่อง

โทรมาเล่าอีกครั้ง

วันต่อมา สุภาพสตรีจากอเมริกาคนเดิม ได้โทรมาหา เล่าข้อมูลเพิ่มเกี่ยวกับหลวงปู่โง่น

บอกว่า หลวงปู่โง่นบอกกับลูกศิษย์ว่าในเมืองไทยมีทองคำอยู่ สองหมื่นห้าพันตัน ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน หลวงปู่โง่นไปเห็นมาแล้ว แต่ท่านบอกไม่ได้ เพราะต้องรอผู้ที่มีบุญบารมีเท่านั้น จึงจะได้พบ



ลูกศิษย์หลวงปู่โง่นซึ่งประเทศฮอลแลนด์

สัปดาห์ ก่อนสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่โง่น เปิดกิจการจิวเวอร์รี่อยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์ได้โทรศัพท์มา เล่าให้ฟังว่า เคารพรักหลวงปู่โง่นมาก มาไหว้อัฐิของหลวงปู่โง่นที่เมืองไทยเป็นประจำทุกปี ไหว้แล้วกิจการก็เจริญรุ่งเรือง ขายดีทุกครั้งหลังจากกลับมาไหว้ท่าน เล่าต่อว่าลูกศิษย์หลวงปู่โง่นมีเยอะมาก ส่วนมากจะมีฐานะมีกิจการเป็นของตนเอง คนไทยที่นั่นก็นับถือหลวงปู่โง่นกันมาก เมื่อเปิดในอินเตอร์เน็ตแล้วเจอเรื่องราวที่ลูกศิษย์อ.ลงเรื่องราวเกี่ยวกับ หลวงปู่โง่น จึงอยากโทรมาเล่าให้ฟัง คะ ดีใจที่มีส่วนร่วมคะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ได้ความรู้
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 12 พ.ค. 13, 07:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ่านแล้วได้ความรู้คะ ชอบคะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 14 พ.ค. 13, 12:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ดุสิต ไทย พรรคการเมือง ความเป็นมา 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม