หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: "ผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นจะเห็นคถาคต"ต่อภาค 3  (อ่าน 1313 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 07:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

เนื่องจากมีผู้บำเพ็ญเพียรภาวนาต้องการบรรลุสู่นิพพานหรือการเป็นโพธิสัตว์ จึงขอกล่าววิธีขั้นพื้นฐานให้ทราบกันเพียงคร่าวๆดังนี้ครับ


พระอรหันต์ (พระ-อะ-ระ-หัน) คือ พระอริยบุคคลชั้นสูงสุดในศาสนาพุทธ สามารถละสังโยชน์ได้ครบ 10 ประการ
ประเภท
แบ่งตามสถานะ มี 3 ประเภท
1.พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ พระพุทธเจ้า คือผู้ตรัสรู้แล้วได้ก่อตั้งศาสนาพุทธ สามารถโปรดเวไนยสัตว์ให้หลุดพ้นเป็นพระอรหันต์ตามได้
2.พระปัจเจกพุทธเจ้า คือผู้ตรัสรู้แล้ว แต่ไม่ประกาศศาสนา ไม่มีสาวก เกิดขึ้นเฉพาะในยุคที่ไม่มีพระพุทธศาสนาเท่านั้น
3.พระอรหันตสาวก คือสาวกผู้บรรลุเป็นพระอรหันต์ จากการปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า
พระอรหันต์ 2 คือ
1.วิปัสสนยานิก ผู้เจริญวิปัสสนาล้วน แล้วได้ฌานในภายหลัง
2.สมถยานิก ผู้มีสมถะเป็นญาณ ผู้เจริญสมถะกรรมฐาน จนได้ฌานก่อนแล้ว จึงเจริญวิปัสสนาต่อ
พระอรหันต์ 4 คือ
1.สุกขวิปัสสก (ไม่มีญาณวิเศษใดๆ นอกจากรู้การทำอาสวะให้สิ้นไป (อาสวักขยญาณ) อย่างเดียว) อานิสงค์จากการที่ปฏิบัติวิปัสสนาเพียงอย่างเดียว
2.เตวิชชะ (ผู้ได้วิชชา 3 คือบุพเพนิวาสานุสสติญาณ (รู้ระลึกชาติได้) จุตูปปาตญาณ (รู้จุติและอุบัติของสัตว์ทั้งหลาย)อันเป็นที่เกิดจากการเข้าใจในกฎแห่งกรรมอย่างแท้จริงจึงรู้เหตุการณ์ที่จะเป็นไปได้ทั้งสิ้น อาสวักขยญาณ (รู้ทำอาสวะให้สิ้น) อานิสงค์จากการที่ปฏิบัติวิปัสสนา และถือวัตรธุดงค์
3.ฉฬภิญญะ (ผู้ได้อภิญญา 6 คือทิพฺพจักขุ ตาทิพย์ (คือฤทธิที่สามารถหยั่งรู้เหตุการณ์ใกล้ไกลได้ มีพระอนุรุทธะ เป็นเอกทัคคะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในด้านการมีตาทิพย์ คือสามารถมองเห็นโลกใบนี้ ราวกับ มองเม็ดมะขามป้อมบนฝ่ามือ) ทิพยโสต หูทิพย์อิทธิวิธี แสดงฤทธิ์ได้ (โดยเฉพาะมโนมยิทธิการแยกร่างและจิต เป็นฤทธิที่แสดงได้เฉพาะพระอรหันต์ประเภทฉฬภิญโญเท่านั้น ) เจโตปริยญาณ (ทายใจผู้อื่นได้) บุพเพนิวาสานุสสติญาณ (ระลึกชาติได้ ) และอาสวักขยะญาณ (ญานที่ทำให้อาสวะสิ้นไป) อานิสงค์จากการปฏิบัติวิปัสสนาและเจริญสมาธิจนได้ฌานสมาปัตติ
4.ปฏิสัมภิทัปปัตตะ (ผู้บรรลุปฏิสัมภิทา 4) คือแตกฉานในความรู้อันยิ่ง 4 ประการ ได้แก่ อัตถปฏิสัมภิทา ความแตกฉานในอรรถ ธัมมะปฏิสัมภิทาความแตกฉานในธรรม นิรุตติปฏิสัมภิทาความแตกฉานในภาษา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา ความแตกฉานในปฏิภาณไหวพริบ
พระอรหันต์ 5 คือ
1.ปัญญาวิมุต
2.อุภโตภาควิมุต
3.เตวิชชะ
4.ฉฬภิญญะ
5.ปฏิสัมภิทัปปัตตะ
พระอรรถกถาจารย์แสดงความหมายของพระอรหันต์ไว้ 5 นัย คือ

1.ไกลจากกิเลส
2.กำจัดกิเลสได้หมดสิ้น
3.เป็นผู้หมดสังสารวัฏ คือ การเวียนว่ายตายเกิด
4.เป็นผู้ควรแก่การบูชาพิเศษของเทพและมนุษย์ทั้งหลาย
5.ไม่มีที่ลับในการทำบาป ไม่มีความชั่วเสียหายที่จะต้องปิดบัง

--------------------------------------------------------------------------------




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 07:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ืคืออย่างนี้ครับ พระอรหันต์ก็ดี เป็นผู้รู้ก็ดี..
เราจะต้องเข้าใจให้ละเอียดลึกซึ้งเสียก่อน เมื่อเข้าใจในเรื่องของการปฏิบัติตนจนเช้าใจดีแล้ว การคุยถึงอรหันต์จึงจะสมควรครับ..
เช่น..เราเรียนอยู่ในระดับม.ต้น แต่จะเอาข้อสอบของพวกแอ๊ดมิสชั่นมาทำ มันจะทำได้หรือครับ..
ดังนั้น จึงควรจะนำเอาธรรมเบื้อต้น ที่รับได้ง่าย ไม่ซับซ้อน โดยเฉพาะเรื่องภาษาบาลี ภาษาบาลี หากนำมาใช้ในหมู่พวกที่ยังอ่อนแอกับภาษาบาลี ก็อาจจะทำให้เกิดการเบื่อหน่ายได้ง่ายๆครับ..พาลไม่สนใจในธรรม ห่างธรรมไปเสียอีก..
ผมมักจะหลีกคำบาลี เพื่อให้ไม่ยุ่งยากในการรับครับ..และตัวผม ก็อ่อนแอในเรื่องนี้เหมือนกัน ไม่ถนัดในบาลีครับ..
ผมไม่เก่งในการคัดลอกจากอินเทอร์เนตครับ..เลยต้องเล่ามาอย่างที่เห็นๆกันอยู่นี้..
หากใครไม่รู้ ก็จะคิดว่าผมเป็นพวกนักบวช หรือเป็นนักบวชเก่า เพราะผมทำเหมือนพระเทศน์
ปัญญา และความสามารถของผม มีอยู่เท่านี้..
หากจะให้การเสวนา สนทนาในเรื่องธรรม เป็นไปอย่างมีอรรถรส ก็อยากให้ค้นในระบบฯ มีธรรมเผยแผ่อยู่มากหลาย..



คุณเฮโลบอกนั้นถูกต้องการจะสำเร็จอรหันต์นั้นต้องเริ่มจากขั้นพ้นฐานก่อน ค่อยเป็นค่อยไปครับ ต้องค่อยเรียนรู้ศึกษาด้วยความถูกต้อง ในหนังสือมีบอกวิธีฝึกขั้นต่างๆให้ทราบอย่างละเอียดครับและในเน็ตก็มีเช่นกันสิ่งใดว่าดีก็จะนำมาเสนอครับ ค่อยเป็นค่อยๆไปครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ได้เคยกล่าวไว้ว่าจะนำประวัติของพระพุทธองค์ที่ก่อนตรัสรู้จะมีมารผจลอย่างไรบ้างมาให้ท่านสมาชิกอ่านกันครับ


ผจญมาร
ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ ได้มีเหตุการณ์มารผจญเกิดขึ้นกับพระองค์ ดังในพุทธประวัติได้กล่าวว่า เมื่อวันเพ็ญเดือนหก ก่อนการตรัสรู้ไม่นานนัก ขณะที่พระสิทธัตถะกำลังนั่งบำเพ็ญเพียรทางจิตที่ใต้ต้นโพธิ์นั้น ได้มีเหล่ามารจำนวนมาก ถือหอกดาบและอาวุธอื่นๆ มุ่งหน้ามาที่ประทับของพระองค์ เพื่อจะมาขัดขวางทำลายมิให้ได้ตรัสรู้ มารได้กล่าวหาว่าพระสิทธัตถะมาแย่งบัลลังค์ที่ใต้ต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นเป็นของตนไป จึงมาเรียกร้องคืน โดยได้อ้างพยานที่เป็นมารพวกเดียวกัน ขณะนั้น พระพุทธองค์ไม่อาจหาใครเป็นพยานได้ว่าที่บัลลังค์ที่นั่งนั้นเป็นของพระองค์ จึงทรงยื่นพระหัตถ์ชี้ลงที่พื้นดินเพื่อขอให้แผ่นดินเป็นพยาน ทันใดนั้น ได้มีแม่นางธรณีผุดขึ้นจากพื้นดิน เพื่อเป็นพยานให้กับพระองค์ พร้อมบีบมวยผมเป็นน้ำท่วมเหล่ามารจนพ่ายแพ้ไป ซึ่งน้ำที่ออกจากมวยผมนั้น เป็นน้ำที่พระพุทธองค์เคยกรวดไว้ตอนที่ทรงบำเพ็ญบารมีทุกๆ ชาติ จึงรวมเป็นน้ำจำนวนมหาศาลมาช่วยพระองค์ให้ชนะมารได้

เมื่อเหล่ามารได้พ่ายแพ้ไปแล้ว จึงได้คิดหาวิธีการใหม่ ที่จะเอาชนะพระพุทธองค์ให้ได้ก่อนที่จะตรัสรู้ เมื่อเห็นว่าใช้ไม้แข็งไม่ได้ผลจึงได้ลองใช้ไม้อ่อนบ้าง แล้วจึงส่งลูกสาวมาร (ธิดามาร) ๓ คน ได้แก่ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา มายั่วยวนให้พระองค์หลงใหล แต่ก็ไม่สำเร็จ พระทัยของพระองค์คงหนักแน่นตามที่ได้อธิษฐานจิตไว้ จนได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในลำดับต่อมา หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว มารจึงหมดโอกาสที่จะขัดขวางรังควานได้อีกต่อไป

คำว่า ”มาร” ในพระพุทธศาสนา หมายถึงสิ่งที่มารบกวนขัดขวางมิให้บรรลุถึงสิ่งที่ดีงาม มี ๕ ประการ ได้แก่ (๑) กิเลสมาร มารคือกิเลสที่เกิดกับใจ (๒) ขันธมาร มารคือขันธ์ ๕ อันเป็นองค์ประกอบของชีวิต ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งองค์ประกอบทั้งห้านี้ มีความแปรปรวนและเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ (๓) อภิสังขารมาร มารคือความนึกคิดปรุงแต่งที่คิดไปในทางลบ (๔) เทวปุตตมาร มารคือเทวบุตร ซึ่งอาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นกามาวจร คอยขัดขวางการทำความดีของผู้อื่น และ (๕) มัจจุมาร มารคือความตาย ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางโอกาสที่จะได้พบกับสิ่งที่ดีงาม

แต่มารที่เกิดกับพระพุทธองค์นั้น หมายถึงมารคือกิเลสที่เกิดขึ้นในพระทัยของพระองค์ ซึ่งจะเป็นตัวขัดขวางมิให้ตรัสรู้ อันได้แก่การต่อสู้ทางความคิดของพระองค์ระหว่างกิเลสกับธรรมะ ด้านหนึ่งมุ่งจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า แต่อีกด้านหนึ่งยังคิดถึงความสะดวกสบายในอดีตและความทุกข์ทรมานในการบำเพ็ญเพียร

กิเลสมารที่มาผจญพระองค์ในครั้งนี้ มิใช่เป็นครั้งแรก เมื่อตอนที่พระสิทธัตถะออกผนวช ก็ได้มีมารมาขัดขวางมิให้ออกบวชเช่นกัน มารนั้นหมายถึงกิเลสที่จะทำให้เกิดความลังเลในการออกบวช และเลิกล้มความตั้งใจ แต่พระองค์ก็ทรงชนะมารได้ทุกครั้ง

มารที่มาผจญพระองค์ตอนก่อนตรัสรู้นั้น ผู้เขียนเห็นว่าเป็นกิเลสสองด้าน คือด้านแรกเป็นกิเลสด้านอนิษฐารมณ์ (กิเลสฝ่ายลบ) คือความไม่ชอบใจ ความขัดเคือง ความย่อท้อ กับความทุกข์ยากลำบากที่ประสบ ซึ่งเปรียบเหมือนมารที่ดุร้าย

กิเลสด้านที่สอง เป็นด้านอิฎฐารมณ์ (กิเลสฝ่ายบวก) คือความยินดี ชอบใจ ความเพลิดเพลินลุ่มหลงในความสุขสบายต่างๆ ที่จะทำให้พระองค์ระลึกถึงความสุขในครั้งตอนเป็นเจ้าชาย เปรียบเหมือนกับธิดามารที่งดงามมายั่วยุให้หลงใหลยินดี

กิเลสมารทั้ง ๒ ด้านนี้ พระพุทธองค์ทรงชนะได้ด้วยพระทัยที่หนักแน่น และบุญบารมีที่สั่งสมมานับ ๔ อสงไขย แสนกัปป์ จึงรวมเป็นพลังสามารถเอาชนะมารได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เสด็จไปประทับโคนต้นไทร สามธิดามารมาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงใยดี

ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗
วัน คำว่า 'เสวยวิมุติสุข' เป็นภาษาที่ใช้สำหรับท่านผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว เทียบกับภาษาสามัญชนคนมีกิเลสก็
คือพักผ่อนภายหลังที่ตรากตรำงานมานั่นเอง

หลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้น
นิโครธคือต้นไทร ส่วนคำหน้าคือ 'อชปาล' แปลว่า เป็นที่เลี้ยงแพะ ตามตำนานบอกว่าที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้
เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะมานาน คนเลี้ยงแพะที่ตำบลแห่งนี้ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาต้นไทรเป็นที่เลี้ยง
แพะเสมอมา

ระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ นักแต่งเรื่องเรื่องในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคนี้เกิดขึ้นภาย
หลัง พระพุทธเจ้านิพพานแล้วหลายร้อยปี ได้แต่งเรื่องขึ้นเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้าว่า ลูกสาว
พระยามารซึ่งเคยยกทัพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอน ก่อนตรัสรู้เล็กน้อยแต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยา
มารผู้บิดาเพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้ ลูกสาวพระยามารมี ๓
คน คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดี

ทั้งสามนางเข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธเจ้าด้วยกลวิธีทางกามารมณ์ต่างๆ เช่น เปลื้อง
ภูษาอาภรณ์ทรงออก แปลงร่างเป็นสาวรุ่นบ้าง เป็นสาวใหญ่บ้าง เป็นสตรีในวัยต่างๆ บ้าง แต่พระพุทธ
เจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้วไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติแม้แต่ลืมพระเนตรแลมอง

เรื่องธิดาพระยามารประโลมพระพุทธเจ้าก็เป็นปุคคลาธิษฐาน ถอดความได้ว่า ทั้งสามธิดา
พระยามารนั้น ล้วนหมายถึงกิเลสทั้งนั้น อย่างหนึ่งคือความยินดี อีกอย่างหนึ่งคือความยินร้ายหรือความ
เกลียดชัง ความยินดีส่วนหนึ่งแยกออกเป็นตัรหา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกส่วนหนึ่งเป็นราคา
หรือราคะ คือความใคร่หรือกำหนัด ความเกลียดชังหรือยินร้ายออกมาในรูปของอรดี อรดีในที่นี้คือ
ความริษยา

ความที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ทรงลืมพระเนตรนั้น ก็หมาย
ถึงว่า พระพุทธเจ้าอยู่ห่างไกลจากกิเลสดังกล่าวมาโดยสิ้นเชิงนั่นเอง





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธประวัติ

พระพุทธเจ้าผจญมารได้รับชัยชนะ ครั้งสำคัญ 8 ครั้ง


ผจญพญามารนาม วสวัตตี

พญามารเนรมิตแขนตั้งพัน ถืออาวุธ
ครบมือ ขี่ช้าง ครีเมขละ พร้อมด้วยเสนามาร
โห่ร้องก้องกึก พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้
ด้วยธรรมวิธี มีทานบารมี เป็นต้น ด้วยเดช
แห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

เหตุการณ์แห่งชัยมงคลนี้เกิดขึ้นใต้ต้นโพธิ์ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา พระบรมโพธิสัตว์ประทับขัดสมาธิ ผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออกตั้ง พระวรกายตรง ดำรงพระสติมั่น เจริญอานาปานสติภาวนา (พจนานุกรม ให้เขียน อานาปาณสติ แต่วงการพระท่านใช้ อานาปานสติมาตลอด) ตั้งพระปณิธานแน่วแน่ จะพยายามเพื่อบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณให้จงได้ แม้ว่า เลือดเนื้อและโลหิตจะเหือดแห้งไป เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกก็ตามที ก็จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด

บัดดล พญามารนาม วสวัตตี ก็ปรากฏตัว ให้สังเกตชื่อ “วสวัตตี” แปลว่า “ ผู้ยังบุคคลอื่นให้ตกอยู่ในอำนาจ ” แสดงว่ามารตัวนี้มิใช่กระจอก เป็นเทพ (ผู้เกเร) ครองสวรรค์ชั้นสูงสุด สวรรค์ชั้นนี้นามว่า ปรนิมมิตวสวัตตี แบ่งเป็นสองแดน แดนหนึ่งมีเทพนามวสวัตตีเทพครอง อีกแดนหนึ่งเป็นแดนมารมีพญามารวสวัตตีตนนี้แหละเป็นผู้ครอง

พญามารกลัวว่า พระโพธิสัตว์จะก้าวพ้นจากเงื้อมมือของตน จึงยกพลพหลพลโยธามาผจญ ตัวพญามารเองก็เนรมิตแขนพันแขนยังกะหนวดกุ้งถืออาวุธครบทุกมือ

ขี่พญาช้าง นามครีเมขละ นำลิ่วล้อหน้าตาน่าสะพรึงกลัวมาล้อมพระองค์ ออกปากขับไล่ให้พระโพธิสัตว์ลุกจากบัลลังก์ (ที่นั่ง) อ้างว่า บัลลังก์นี้เป็นของมัน

พระบรมโพธิสัตว์ตรัสว่า
“ รัตนบัลลังก์ นี้เป็นของเรา พราหมณ์นามโสตถิยะ ให้หญ้ากุศะเรามา ๘ กำ เราเอามาลาดเป็นอาสนะ”
“บัลลังก์นี้เป็นของข้า” พญามารกล่าวเสียงดัง แล้วหันไปขอเสียง สนับสนุนจากบริวารว่า “จริงไหมวะ”
แม่นแล้ว เจ้านาย บัลลังก์นี้เป็นของเจ้านาย” เสียงลิ่วล้อตะโกนตอบ
“เห็นไหมๆ ท่านลุกขึ้นเสียดีๆ ยกบัลลังก์ให้แก่ข้า อย่าให้ใช้กำลัง” มันขู่

เมื่อพระบรมพระโพธิสัตว์ยืนยันว่าบัลลังก์เป็นของพระองค์ มันจึงซักว่า
“ท่านมีพยานไหมล่ะ”

พระองค์ทรงชี้ดรรชนีลงยังพื้นปฐพี ตรัสว่า
“ขอให้วสุนธราเป็นพยาน” ทันใดนั้น นางวสุนธรา หรือ นางธรณีก็ปรากฏกายบีบมวยผมปล่อยกระแสธารไหลมาท่วมกองทัพพญามารจนพ่ายแพ้หนีไปในที่สุด

มาร ในที่นี้ไม่จำเป็นจะต้องเป็นมารจริงๆ ก็ได้ หากเป็นสัญลักษณ์แทนกิเลส (โลภ โกรธ หลง) พระโพธิสัตว์ผจญมาร ก็ คือ พระองค์ทรงพยายามเอาชนะกิเลสทั้งหลาย กว่าจะได้ชัยชนะก็เล่นเอาเหนื่อย ไม่แพ้รบทัพจับศึก ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต


คัดมาจาก
http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c01.php



ผจญอาฬวกยักษ์

อาฬวกยักษ์ผู้กระด้าง ปราศจาก
ความอดทน ดุร้าย สู้รบกับพระพุทธเจ้าอย่าง
ทรหดยิ่งกว่ามารตลอดราตรี พระจอมมุนีทรง
เอาชนะได้ด้วยขันติวิธีที่ทรงฝึกฝนมาดี ด้วย
เดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

ในป่าลึกชายแดนเมืองอาฬวี มียักษ์อาศัยอยู่จำนวนมาก วันหนึ่งเจ้าเมืองอาฬวี มียักษ์อาศัยอยู่จำนวนมาก วันหนึ่งเจ้าเมืองอาฬวีไปล่าสัตว์พลัดหลงกับ ข้าราชบริพาน เข้าไปยังป่าลึกถูกพวกยักษ์จับได้ตั้งใจจะเอามาทำ สเต็กกินให้อร่อย เข้าเมืองกลัวตายจึงหาทางเอาตัวรอดโดยกล่าวว่า “ถ้าพวกยักษ์กินตนอิ่มเพียงมื้อเดียว ถ้าปล่อยตนไป ตนจะไปหาคนมาส่งให้กินทุกวัน ขอให้ปล่อยตนไปเถอะ”

“จะเชื่อได้อย่างไรว่าจะไม่เบี้ยว” ยักษ์ถาม
“ไม่เบี้ยวแน่นอนท่าน เพราะข้ามิใช่นายกเมืองสารขัณฑ์ ที่รับปากใครไปเรื่อยกระทั่งกับพระกับเจ้า แล้วก็ลืม ข้าเป็นถึงเจ้าเมือง อาฬวีย่อมรักษาสัจจะยิ่งชีวิต” เจ้าเมืองพูดขึงขัง

โชคยังดี พวกยักษ์เชื่อ จึงปล่อยไป ท้าวเธอก็ส่งนักโทษประหารมาให้กินวันละคน จนกระทั่งนักโทษหมดคุก เมื่อหาใครไม่ได้ก็สั่งให้ดักจับเอาใครก็ได้ที่เดินอยู่คนเดียว มีคดีคนหายอย่างลึกลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน จส.๑๐๐ ของยักษ์ประกาศหาไม่หยุด สร้างความหวาดวิตกแก่ประชาชนทั้งเมือง

พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณด้วย พระมหากรุณาธิคุณ อันยิ่งใหญ่ต่อชาวเมืองอาฬวี พระองค์จึงเสด็จไปหาอาฬวกยักษ์ หัวหน้าพวกยักษ์ในป่าอาฬวี บังเอิญอาฬวกยักษ์ไม่อยู่ พระองค์จึงเสด็จเข้าไปประทับ ณ ที่นั่งประจำตำแหน่งของแก

อาฬวกยักษ์กลับมา พบพระพุทะองค์ประทับที่บัลลังก์ของตนก็โกรธเขี้ยวกระดิกทีเดียวตวาดด้วยเสียงดังฟังชัดว่า “สมณะโล้นมานั่งที่นั่งข้าทำไม ลุกขึ้นเดี๊ยวนี้”

พระพุทธองค์ทรงลุกขึ้นอย่างว่าง่าย

ยักษ์แกได้ใจ จึงออกคำสั่งอีกว่า “นั่งลง” พระองค์ ก็นั่งลง

“ลุกขึ้น” สั่งอีก พระองค์ก็เสด็จลุกขึ้น

“นั่งลง” พระองค์นั่งลงตามคำสั่ง

ยักษ์เขี้ยวโง้งได้ใจ หัวร่อ ฮ่าๆ ที่เห็นพระพุทธเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ของชาวโลกทำตามคำสั่งแกอย่างว่าง่าย

ถามว่า “ทำไมพระพุทธองค์จึงทรงทำตามยักษ์อย่างว่าง่าย”

ตอบว่า “เป็นเทคนิควิธีสอนของพระพุทธเจ้า” พระองค์ทรงรู้อยู่แล้วว่า ยักษ์แกเป็นผู้ดุร้าย อารมณ์ร้อน ถ้าขัดใจแก แกก็จะโมโหจนลืมตัว ไม่มีช่องที่จะสอบอะไรได้ ถึงกล่าวสอนตอนนั้นแกก็คงรับไม่ได้ พระองค์จึงทรงเอาชนะความแข็งด้วยความอ่อน ดังคำพังเพยจีน (หรือเปล่าไม่รู้) “หยุ่นสยบแข็ง” หรือดังบทกวี (เก่า)บทหนึ่งว่า

“ถึงคราวอ่อน อ่อนให้จริง ยิ่งเส้นไหม

เพื่อจะได้ เอาไว้โยง เสือโคร่งเฆี่ยน

ถึงคราวแข็ง ก็ให้แกร่ง ดังวิเชียร

เอาไว้เจียน ตัดกระจก เจียระไน”

ยักษ์ถึงแกจะป่าเถื่อน ใช่ว่าแกจะไม่รู้ว่า พระพุทธเจ้านั้น เป็นที่เคารพนับถือของคนเป็นจำนวนมาก การที่แกสามารถสั่งให้คนยิ่งใหญ่ขนาดนั้นทำตามคำสั่งอย่างไม่ขัดขืน จึงทำให้แกภาคภูมิใจที่ปราบพระศาสดาเอกในโลกได้จิตใจจึงผ่อนคลายความดุร้ายลง สงบเยือกเย็นพอจะพูดกันด้วยเหตุผลรู้เรื่อง พระพุทธองค์จึงค่อยๆ สอนให้แกรู้ผิดชอบชั่วดี ยักษ์แกก็เข้าใจและรับได้อย่างเต็มใจ ในที่สุดก็รับเอาไตรสรณคมน์เป็นสรณะตลอดชีวิต


คัดมาจาก
http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c02.php





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผจญผญาช้างนาฬาคิรี

พญาช้างชื่อ นาฬาคิรี ตกมัน
ดุร้ายยิ่งนัก ประดุจไฟป่า จักราวุธ และสายฟ้า
พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้ด้วยวิธีรดด้วยน้ำ
คือเมตตา ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

ต้นเหตุให้เกิดเรื่องนี้ก็คือ พระเทวทัตอดีตเจ้าชายหนุ่มแห่งโกลิยวงศ์ ตำนานฝ่ายเถรวาทว่า เป็นเชษฐาของพระนางยโสธราพิมพาแต่ฝ่ายมหายานว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับพระนางยโสธราพิมพา ซึ่งก็อาจเป็นไปได้ เพราะคัมภีร์ฝ่ายเถรวาทบางแห่งก็พูดในทำนองนั้น ดังเช่นเมื่อพระเทวทัตยื่นข้อเสนอ ให้พระพุทธองค์มอบสงฆ์ให้ท่านปกครองอ้าวว่า “บัดนี้ พระองค์ ทรงแก่เฒ่าแล้ว ขอจงมอบภาระดูแลสงฆ์แก่ข้าพระองค์เถิด”

ถ้าพระพุทธองค์ทรงเป็นสหชาติกับพระนางยโสธราพิมพา และถ้าพระเทวทัต เป็นเชษฐาของพระนางจริง พระเทวทัตก็ไม่น่าจะพูดว่า “พระองค์ทรงแก่เฒ่าแล้ว” ใช่ไหมขอรับแต่ช่างเถอะ อย่าปวดหัวกับประเด็นนี้เลยเชื่อตามมติฝ่ายเถรวาทไปก่อน พระเทวทัตออกบวชพร้อมกับเจ้าชายศากยวงศ์ และนายภูษามาลาแห่งศากยวงศ์นามว่า อุบาลี (เวอร์ซาเช่ แห่งเมืองกบิลพัสดุ์ว่าเข้านั่น) รวม ๗ท่านด้วยกัน เพื่อนร่วมรุ่นที่ชื่อเสียงในเวลาต่อมานอกจากพระอุบาลี ก็มีพระอานนท์ พระอนุรุทธะ พระเทวทัต แรกเริ่มเดิมทีก็ดังในทางดี คือตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติจิตภาวนาจนกระทั่งได้ฌาน ได้ “โลกิยฤทธิ์” (ฤทธิ์ระดับโลกิยะ) คือเหาะเหินเดินหาวได้ หายตัวได้อะไรทำนองนี้ ฤทธิ์อย่างนี้เสื่อมได้ถ้าไม่รู้จักประคับประคองในทางที่ถูกซึ่งก็เป็นดังนั้นจริงๆ

ว่ากันว่าญาติโยมทั้งหลาย เวลาไปวัดก็จะนำสักการะไปถวายพระคุณเจ้าต่างๆ ที่ตนเคารพเลื่อมใส บ้างก็ถามว่า “พระคุณเจ้าสารีบุตรอยู่ที่ไหน พระคุณเจ้าโมคคัลลานะพระอานนท์ ฯลฯ อยู่ที่ไหน” แล้วก็นำเอาลาภสักการะไปถวายท่านเหล่านั้น น้อยรายจะถามถึงพระคุณเจ้าเทวทัตพระคุณเจ้านั่งนึกว่า ท่านเหล่านั้นหลายท่าน เป็นขัตติยกุมารออกบวช ไม่เห็นมีอะไรด้อยไปกว่าท่านเหล่านั้นแต่ทำไม ญาติโยมเวลานำอะไรมาวัด ไม่ถามถึงเราบ้าง มันน่าน้อยใจนัก เราต้องหาทางแสวงลาภสักการะให้มากกว่าท่านเหล่านี้ให้จงได้ เรียก “ปาปิจฉา” (ความปรารถนาลามก) ได้เกิดขึ้นในใจพระคุณเจ้าเทวทัตเสียแล้วละครับ เทวทัตคิดว่า เจ้าชายอชาตศัตรูมกุฎราชกุมาร สติปัญญาไม่แหลมคมนัก สามารถ “ล้างสมอง” ได้ง่าย ถ้าทำให้อชาตศัตรู เลื่อมใสได้ ก็จะเป็นทางมาแห่งลาภยศสรรเสริญแผนการอันเลวร้ายจึงเริ่มต้น

วันหนึ่ง ขณะเจ้าชายเสด็จประพาสสวนอุทยานแห่งหนึ่ง อยู่ๆ พระเทวทัตก็ปรากฏตัวต่อหน้าพระพักตร์ ทำให้เจ้าชายตกใจและอัศจรรย์ใจไปพร้อมกัน ตกใจที่เห็นพระคุณเจ้ามีอสรพิษร้ายพันกายหลายตัว ไม่เห็นมันทำร้ายพระคุณเจ้าเลย และอัศจรรย์ใจที่พระคุณเจ้าอยู่ๆ ก็เหาะลงมาจากห้วง นภากาศ ทำได้อย่างไรมันน่า “งืด” แท้ พระคุณเจ้าบอกว่าอย่าตกพระทัยบพิตรอาตมาคือเทวทัต สาวกแห่งพระสัมมาสัมพุทะเจ้าว่าแล้วก็แสดงธรรมแด่เจ้าชายอชาตศัตรู จนกระทั่งท้าวเธอมอบตนเป็นศิษย์ก้นกุฏิ ถวายความอุปถัมภ์ในเวลาต่อมา ถึงตอนนี้พระคุณเจ้าเทวทัต ก็ร่ำรวยลาภสักการะมากมายก่ายกองเพราะเป็นพระอาจารย์ของมกุฎราชกุมารแห่งมคธรัฐ

ต่อมาพระเทวทัตก็ยุยง ให้อชาตศัตรูกำจัดพระราชบิดาชิงราชบัลลังก์ ทั้งๆ ที่ตนเองก็จะได้โดยชอบธรรมอยู่แล้ว เจ้าชายจับพระราชบิดาขังคุกให้อดอาหารจนสิ้นพระชนม์ ตอนหลังพระเจ้าอชาตศัตรูรู้ว่าถูกเทวทัตหลอกจึงสั่งตัดความอุปถัมภ์ที่เคยให้แก่พระเทวทัต

ก่อนหน้านั้นเล็กน้อยพระเทวทัต จ้างนายขมังธนูไปยิงพระพุทธเจ้า แต่แผนการล้มเหลว จึงลงทุนปีนเขากลิ้งก้อนหินลงมาหมายทับ พระพุทธองค์ขณะประทับนั่งเข้าฌานสมาบัติอยู่ที่ถ้ำมัททกุจฉิ เชิงเขาคิชฌกูฏก้อนหินกลิ้งลงไปปะทะชะง่อนผา สะเก็ด หินกระเด็นไปต้องพระบาทพระพุทธองค์จนพระโลหิตห้อ พระสงฆ์สาวกพากันนำพระพุทธองค์ไปให้หมอชีวก ถวายการรักษาพยาบาล ณ ชีวกัมพวัน

เหตุการณ์เหล่านี้ยังไม่ปรากฏต่อสาธารณะนัก คนทั่วไปยังไม่รู้ว่าเป็นแผนการของพระเทวทัตคือต้นเหตุการณ์กระทำอันเลวร้ายนี้แน่นอน

เช้าวันหนึ่ง ขณะพระพุทธองค์มีพระอานนท์โดยเสด็จ เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ในเมืองราชคฤห์

พญาช้างตกมันถูกปล่อยจากโรงช้างวิ่งทะยานออกสู่ถนนใหญ่มุ่งหน้ามาทางพระพุทธองค์ และพระอานนท์ ร้องเสียงโกญจนาท (เขาว่า ร้องแปร๋นๆ เสียงแหลมเล็กดุจเสียงนกกระเรียนการร้องของช้างจึงเรียกว่า “โกญจนาท”) มหาชนชาวเมืองวิ่งหนีอลหม่าน

พระอานนท์พุทธอนุชา เกรงภัยจะมาถึงพระพุทะองค์ จึงรีบกลับออกไปหมายสกัดพญาช้างตกมันไว้ ไม่คำนึงถึงชีวิตของตนเองทั้งๆ ที่ยังเป็นเสขบุคคล (เป็นพระโสดาบัน) ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญา พอที่จะต่อสู้กับพญาช้างตกมันได้ พระพุทะองค์ตรัสเรียกพระอานนท์ให้ถอยกลับมา พระองค์ทรงทำปาฏิหาริย์ให้พญาช้างวิ่งเลี่ยงไปอีกทางหนึ่ง

ขณะนั้นเด็กน้อยคนหนึ่งถูกแม่ทิ้งไว้กลางถนน เพราะกลัวตายร้องไห้จ้าน่าเวทนายิ่ง พญาช้างเปลี่ยนเข็มจากพระอานนท์หันมาหมายกระทืบเด็กน้อยตายคาตีน พระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาภินิหาร ดังหนึ่งทรงหลั่งกระแสธารอันเย็นสนิท ตกต้องจิตพญาช้างสาร ความดุร้ายเมามันพลันหายไปสิ้น

มันเดินเซื่องซึมเข้ามาหมอบแทบยุคลบาทยกงวงจบบนกระพองถวายอภิวาท พระศาสดาผู้ทรงยกพระหัตถ์ลูบกระพองมันเบาๆ แล้วมันก็ลุกเดินเชื่องช้ากลับยังโรงช้างเป็นที่อัศจรรย์

เสียงโจษจันกันไปทั่วว่า “นาคกับนาคชน กัน นาคหนึ่งปราบอีกนาคหนึ่งหมดฤทธิ์เป็นที่น่าอัศจรรย์”

นาคแรก หมายถึง “พระผู้ประเสริฐ”คือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกนาคหนึ่งคือ “พญาช้างสาร” ที่เมามัน ชื่อนาฬาคิรี

“อาวุธ” ที่พระพุทธองค์ทรงใช้สู้กับพญาช้างตกมัน คือเมตตา ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิตอันแรงกล้า ที่พระองค์ทรงแผ่ไปต้องจิต พญาช้างทำให้มันคลายความดุร้ายลงฉับพลัน และเลิกคิดที่จะทำร้ายพระองค์ในที่สุด

แต่ผู้ที่ยังไม่เลิกคิดร้ายก็คือ พระคุณเจ้าเทวทัต เมื่อแผนการล้มเหลวจึงเข้าไปยื่นข้อเสนอห้าข้อ เช่น ให้พระอยู่โคนต้นไม้เป็นนิตย์ห้ามอยู่ในที่มุมที่บัง ห้ามฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต เป็นต้น พระพุทะองค์ไม่ทรงอนุญาตเพราะเห็นว่าเป็นการเข้มงวดเกินไป ขอให้เป็นความสมัครใจของบุคคลดีกว่า อีกอย่างชีวิตพระต้องอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ การจะเจาะจงว่าต้องฉันสิ่งนั้น ฉันสิ่งนี้ จะกลายเป็นคน “เลี้ยงยาก” ไป

เทวทัตเธอก็ได้ทีขี่แพะไล่ทันที กล่าวว่าตนเสนอข้อปฏิบัติให้พระเคร่งครัด พระพุทธองค์ผู้ตรัสสมอว่า สอนข้อปฏิบัติขัดเกลากลับไม่เห็นด้วย จึงประกาศแยกตัวจากคณะสงฆ์ (เรียกว่าทำ “สังฆเภท” ทำให้สงฆ์แตกกัน) มีพระบวชใหม่ไม่รู้ธรรมวินัยจำนวนหนึ่งตามไปอยู่ด้วย แต่ไม่นาน พระสารีบุตรไป “กล่อม” กลับมาตามเดิม

หลังจากนั้น เทวทัตก็ป่วยหนัก สำนึกผิดให้ศิษย์หามไปจะกราบขอขมาพระพุทะองค์ ยังไม่ทันเข้าประตูพระเชตวัน ก็ถูกแผ่นดินสูบดิ่งลงอเวจีเสียก่อน

คัดมาจาก
http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c03.php


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เผชิญหน้าโจรองคุลิมาล

โจรองคุลิมาล (โจรฆ่าคนเอานิ้ว
ทำพวงมาลัยแสนดุร้าย) ถือดาบเงื้อง่าวิ่งไล่ฆ่า
พระพุทธองค์สิ้นระยะทาง ๓ โยชน์ พระจอมมุณี
ทรงบันดาลอิทธิฤทธิ์ทางใจเอาชนะได้ราบคาบ
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

องคุลิมาล เดิมชื่อ อหิงสกะ มีประวัติความเป็นมาค่อนข้างพิลึกพิลั่น เป็นพระสาวกรูปหนึ่งที่ได้รับยกย่องในฐานะที่เป็น “ผู้ต้นคดปลายตรง” คือ เบื้องต้นประพฤติผิดพลาดจนกลายเป็นโจร ต่อมาในช่วงท้ายแห่งชีวิตกลับเนื้อกลับตัว บวชเป็นสาวกพระพุทะเจ้าสำเร็จพระอรหัตตผล เป็น พระอรหันตขีณาสพ (หมดกิเลสทั้งปวง)

ขณะที่บิดาของท่าน ซึ่งเป็นปุโรหิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลอยู่ในพระราชสำนักได้ เกิดเหตุประหลาด คือ อาวุธในพระคลังแสงเกิดโชตนาการสว่างไสวไปทั่ว ท่านปุโรหิตแหงนดูท้องฟ้าเห็นดาวโจรลอยเด่นอยู่บนนภากาศ จึงกราบทูลว่า เด็กที่เกิดในเวลานี้จะเป็นมหาโจรลือชื่อ เมื่อกลับถึงบ้าน จึงรู้ว่าบุตรชายของตนเกิดในเวลาดังกล่าวพอดี

ท่านปุโรหิตจึงกลับไปกราบทูลในหลวงให้ทรงทราบ และ ขอพระบรมราชานุญาต ให้กำจัดเด็กนั้นเสีย เมื่อพระราชาตรัสถามว่า “เป็นโจรราชสมบัติหรือโจรธรรมดา” ท่านปุโรหิตกราบทูลว่า “เป็นโจรธรรมดา” พระเจ้าปเสนทิโกศล ตรัสว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร ท่านปุโรหิต จงเลี้ยงลูกของท่านให้ดีก็แล้วกัน”

ปุโรหิตผู้เป็นพ่อจึงตั้งชื่อเพื่อ “แก้เคล็ด” ว่า อหิงสกะ แปลว่า ผู้ไม่เบียดเบียนใคร ตอนเด็กๆ ก็เป็นผู้ไม่เบียดเบียนใครจริงๆ เป็นเด็กว่านอนสอนง่าย เรียนเก่ง บิดาจึงส่งไปศึกษาศิลปะวิทยาที่สำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมืองตักสิลา เด็กหนุ่มอหิงสกะ ขยันศึกษาเล่าเรียนเชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ เป็นที่รักของอาจารย์มาก จนกระทั่งบรรดาศิษย์ร่วมสำนักอิจฉา

พวกเขาจึงหาทางกำจัดอหิงสกะ โดยแบ่งเป็นพวกๆ ทยอยกันเข้าไปฟ้องอาจารย์ว่า “อหิงสกะไม่ได้ความอย่างนั้นอย่างนี้” ถูกอาจารย์ตะเพิดออกมาเป็นแถว แต่เมื่อพวกเธอพยายามใส่ไคล้อหิงสกะบ่อยเข้าอาจารย์ก็ชักจะเอนเอียงไปทีละเล็กละน้อย “ถ้าหากไม่มีมูล ทำไมศิษย์ทุกคนจึงพูดตรงกัน” อาจารย์นั่งคิดอยู่คนเดียวอย่างว่านั่นแหละครับ “น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อน” สำมหาอะไรกับจิตใจอ่อนๆของปุถุชน เช่นศาสตราจารย์ (ผู้ไม่ปรากฏชื่อ) แห่งตักสิลาคนนี้เล่า ในที่สุดท่านก็เชื่อสนิทว่า อหิงสกะคิดประทุษร้ายตน ตามคำยุแยงตะแคงรั่วของบรรดาศิษย์ขี้อิจฉาตาร้อนทั้งหลาย

อาจารย์จึงวางแผนกำจัดศิษย์ โดยออกอุบายให้ไปฆ่าคนเอานิ้วมือมาให้ครบหนึ่งพันอ้างว่า เพื่อประกอบพิธีประสิทธิ์ประสาทเคล็ดลับวิชาที่ไม่เคยถ่ายทอดให้ศิษย์คนใดเลยเมื่ออยากได้วิชา ศิษย์ผู้น่าสงสารก็จำต้องทำใหม่ๆ ก็คงลำบากใจมากที่ต้องฆ่าคน แต่พอฆ่าได้สองคนสามคนเข้า ก็ชินไปเอง ชั่วระยะเวลาไม่นาน เสียงลือเสียงเล่าอ้างก็กระฉ่อนไปทั่วว่า มีโจร***มคนหนึ่งนามว่า “องคุลิมาล” ดักฆ่าคนที่ดงดิบแห่งหนึ่ง ฆ่าแล้วก็ตัดเอานิ้วมาทำพวงมาลัย เป็นทีหวาดกลัวของประชาชนมากจนไม่มีใครเดินผ่าน

พระเจ้าปเสนทิโกศล ต้องตัดสินพระทัย ยกกองทัพย่อยๆ ไปปราบเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่ประชาชน มารดาของอหิงสกะ ทราบข่าวกลัวว่าบุตรชายของตนจะเป็นอันตราย จึงแอบหนีออกนอกเมือง มุ่งหน้าไปยังดงดิบที่ขุนโจรอาศัยอยู่เพื่อแจ้งข่าวให้ลูกทราบ พระพุทธเจ้าทรงทราบด้วยญาณ เกรงว่าองคุลิมาลจะทำมาตุฆาต (ฆ่ามารดา) เพราะมหาโจรมีจิตฟั่นเฟือนจำใครไม่ได้แล้ว พบใครก็จะฆ่าหมดจึงเสด็จไปดักหน้า

องคุลิมาลเห็นพระห่มผ้าเหลือง ก็ดีใจที่ได้พบเหยื่อเป็นสมณะหรือไม่ ไม่สนใจ ขอแต่ให้ได้นิ้วครบพันก็แล้วกัน จึงถือมีดโกนอาบน้ำผึ้ง เอ๊ย ถือดาบวิ่งไล่พระพุทะองค์ทรงบันดาลฤทธิ์ให้มหาโจรวิ่งไม่ทัน ทั้งๆ ที่เสด็จดำเนินไปตามปกติ มหาโจรร้องว่า “หยุด สมณะ หยุด”

“เราหยุดแล้ว แต่เธอยังไม่หยุด เราหยุดทำบาป แต่เธอยังทำบาปอยู่” พระสุรเสียง กังวานแว่วสัมผัสโสตประสาทจอมโจร

เขาสะดุดกึผม้สำนึกในความผิดของตนเอง จึงวางดาบเข้าไปถวายบังคมแทบพระยุคลบาท พระองค์ทรงแสดงธรรมให้ฟัง จบพระธรรมเทศนาเขาได้กราบทูลขอบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์

พระพุทะองค์ทรงนำองคุลิมาลกลับไปยังพระเชตวัน พอดีเวลานั้นพระเจ้าปเสนทิโกศลยกกองทัพย่อยๆ ผ่านมาทางนั้น จะไปปราบโจร พระองค์เสด็จเข้าไปถวายบังคมพระพุทธเจ้าทำนองจะขอพรชัย ให้ได้ชัยชนะในการไปปราบมหาโจรครั้งนี้

พระพุทะเจ้าตรัสถามว่า “ถ้ามหาโจรนั้นกลับเนื้อกลับตัวเป็นคนดีมาบวชเป็นพระในพระธรรมวินัย

แล้ว พระองค์จะทรงเอาผิดเธอไหม” พระราชากราบทูลว่า “ถ้าเช่นนั้น เขาก็พ้นอาญาของแผ่นดิน”

พระพุทะเจ้าทรงชี้พระดรรชนีไปยังพระหนุ่มผู้นั่งสงบอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ว่า “นี้คือองคุลิมาล” พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงตกพระทัย พระพุทธองค์ตรัสว่า “มหาบพิตรไม่ต้องกลัวบัดนี้องคุลิมาล เธอ “มีมือวางศาสตราแล้ว” (หมายความว่า เลิกทำร้ายหรือเบียดเบียนแล้ว)”

บวชใหม่ๆ ท่าน องคุลิมาลบิณฑบาตแทนที่จะได้ข้าว กลับได้เลือดกลับวัดแทบทุกวันเพราะชาวบ้านจำได้พากันเอาก้อนอิฐก้อนหินขว้างจนท่าน ศรีษะแตกเลือดไหล แต่ก็จำต้องทนตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จนกระทั่งวันหนึ่ง ท่านพบสตรีมีครรภ์แก่ ท่านตั้งสัตยาธิษฐานทำให้สตรีนางนั้นคลอดบุตรอย่างง่ายดายและปลอดภัย คนทั้งหลายจึงหายหวาดกลัวท่าน เชื่อว่าท่านสามารถทำให้สตรีคลอดบุตรได้ง่ายกลายเป็น “เกจิอาจารย์ดัง” ไปโดยไม่ได้ตั้งใจ ว่าอย่างนั้นเถอะ

คัดมาจาก
http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c04.php








noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผจญนางจิญจมาณวิกา

นางจิญจมาณวิกา (สาวิกาพวกนิครนถ์)
เอาไม้กลมๆ มาผูกท้อง ทำอาการ
ประหนึ่งว่ามีครรภ์ ใส่ร้ายพระพุทะเจ้า
ท่ามกลางฝูงชน พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้
ด้วยวิธีสงบระงับพระหฤทัยอันงดงาม ด้วย
เดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

การผจญภัยครั้งนี้ของพระพุทะองค์เป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง เพราะทรงผจญกับข้อกล่าวหาเรื่อง “มารหัวขน” เรื่องของเรื่องก็มีว่า หลังจากพระพุทะองค์ทรงประกาศพระพุทธศาสนา ไม่นานก็มีผู้เลื่อมใสออกบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนามากขึ้น พวกอัญเดียรถีย์ (นักบวชลัทธิอื่น) ต่างก็เดือดร้อน ไปตามๆกัน

ว่ากันว่าศาสนาที่เป็นคู่แข่งกับพระพุทธศาสนาคือศาสนาเชน หรือลัทธินุ่งลมห่มฟ้า (ต่อมามีพวกนุ่งขาวห่มข่าวด้วย) ศาสนาเชนมีศาสดานามว่า มหาวีระ แต่คัมภีร์พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเล็กน้อย มหาวีระ หรือนิครนถ์นาฏบุตร เป็นขัตติยกุมารแห่งเมืองไพศาลีออกบวช (ตำราพุทธบอกว่าเป็นบุตรนักฟ้อน) บำเพ็ญเพียรอย่างเข้มงวดจนได้ตรัสรู้ แล้วก็เผยแพร่ศาสนามาก่อน พระพุทะเจ้าออกประกาศพระพุทธศาสนา

ศาสนาเชนเน้น “อัตตกิลมถานุโยค” (การทรมานตนอย่างเข้มงวด) เชื่อกันว่าถ้าทรมานให้ร่างกายลำบากกิเลสก็จะเหือดแห้งไปชีวิตของพระเชน จึงไม่มีวัตถุสิ่งของในครอบครองแม้กระทั่งผ้าผ่อน ก็ไม่ต้องมี เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ยึดมั่นถือมั่น

เวลาจะเดินไหนมาไหน ก็เอาไม้กวาดกวาดนำทางก่อน แล้วค่อยๆ ย่องๆ ดุจนกกระยาง ด้วยเกรงว่าจะเผลอเหยียบสัตว์ตาย

เอาผ้าขาวปิดปากปิดจมูก ไม่ใช่เพื่อป้องกันมลพิษ อย่างตำรวจจราจรเมืองไทยหากแต่กลัวว่าเวลาหายใจอาจสูดเอา จุลินทรีย์ สัตว์เล็กสัตว์น้อยเข้าไปตาย จะเป็นบาปโดยไม่รู้ตัว

เวลากินข้าว พระเชนจะหันหน้าเข้าข้างฝาไม่ให้ใครเห็น ไม่เช่นนั้นจะ “เสียวัตร” คือทำให้ปฏิบัติมัวหมอง

เวลาพระเชนไปไหนมาไหน จะเดินอย่างเดียว ปฏิเสธพาหนะทุกชนิด ถือแส้กับพัดเท่านั้นโทงเทงๆ น่าตื่นตาตื่นใจของผู้พบเห็น ไม่แพ้นายแบบนางแบบนู๊ดของ คุณนิวัติ กรองเพียร แต่ปัจจุบันภาพอย่างนี้หาดูได้ยากแล้ว

พวกอัญเดียรถีย์วางแผนดิสเครดิตพระพุทธเจ้าโดยให้สาวิกาสาวสวยชื่อจิญจา หรือ จิญจมาณวิกาไปดำเนินการ นางใช้เวลาระยะหนึ่งเข้าเดินออกพระเชตะวันมหาวิหาร

ตอนเช้ามืดเวลาชาวเมืองเดินออกนอกเมืองทำธุรกิจการงาน นางจิญจาก็จะเดินเข้าเมืองเมื่อเขาถามว่า “นางอยู่ที่ไหน” ก็ตอบว่า “เรื่องของข้า” เวลาค่ำ เมื่อประชาชนต่างพากันกลับเข้าเมือง นางก็เดินออกนอกเมือง สวนทางกับพวกเขา เมื่อพวกเขาถามว่า “นางจะไปไหน” ก็ตอบว่า “เรื่องของข้า

ทำอย่างนี้สักระยะหนึ่ง เมื่อถูกถามบ่อย จึงตอบว่า “ฉันอยู่วัดจ๊ะ”

“อยู่วัด น่ะ อยู่ส่วนไหนของวัด” ชาวบ้านซักเพราะรู้ว่าพระเชตะวันนั้นเป็นที่อยู่ของสงฆ์ล้วน

“ก็พระพุทธเจ้าของพวกท่าน อยู่ที่ไหน ก็นั่นแหละจ๊ะ” นางตอบยิ้มละไม

นางบอกว่า ข้านะหรือ ชื่อจิญจิ

สำนักนิ เนานิเวศ เขตสถาน

ร่วมกุฎิ์กับ สัมพุทธ วิสุทธิญาณ

โดยสถาน ภริยา ตถาคต

คนเราลงหน้าด้านไม่กลัวบาปแล้ว ย่อมทำได้ทั้งนั้น ดูนางจิญจานี้เป็นตัวอย่างแผนการของนางดำเนินไปเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นกับประชาชนทีละนิดๆ ค่อยแย้มออกมา จนกระทั้งประกาศชัดเจนว่า ฉันนี่แหละคือคู่ชีวิตของศาสดาของพวกท่านล่ะ

เพื่อให้สมเหตุสมผลยิ่งขึ้นเธอก็หาไม้กลมๆ มาผูกท้องเอาผ้าพันใส่ชุดทรงกุมารให้คนรู้ว่ามีครรภ์ วันหนึ่งขณะพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก นางจิญจามาณวิกาก็เดินอุ้ยอ้ายฝ่าฝูงชนเข้ามาทีเดียว

“เสด็จพี่ ดีแต่เทศนาโปรดคนอื่น ทีภรรยาท้องแก่ จวนคลอดแล้วไม่เห็นไยดีเลย จะฝากท่านอนาถบิณฑิกะ หรือคุณแม้ถ้วน เอ๊ย นางวิสาขาช่วยดูแล หรือจะทำอย่างไร ก็รีบๆ จัดการเสียเถิดค่ะ”

เอาละซิครับ พุทธบริษัทตกตะลึงจังงังดุจดังผีหลอกกลางวันแสกๆ พวกปุถุชนใจเบาชักไขว้เขวแล้วสิ ส่วนพวกบัณฑิตใจหนักแน่นใคร่ครวญด้วยเหตุด้วยผลแล้วรู้ทันทีว่าเรื่องนี้น่าจะมีเลศนัยอะไรแฝงอยู่ จึงไม่ปลงใจเชื่อ

พระพุทธองค์ประทับนั่งสงบ ตรัสเบาๆ “น้องหญิง ที่เจ้าพูดนั้นจริงหรือเท็จ เราสองคนเท่านั้นที่รู้”

“ใช่สิ ๆ เรื่องอย่างนี้จะให้ใครเขารู้ได้ยังไง” นางเสริมทันที

“แล้วเรื่องสถานที่คลอดจะว่ายังไง จะให้ใครช่วยเป็นธุระจัดการให้เล่า เสด็จพี่” นางรบเร้า

พระพุทะเจ้าทรงแสดงธรรมต่อ ดังหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ นางจิญจมาณวิกาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เต้นเร่าๆ อย่างลืมตัว ว่ากันว่าขณะนั้นพระอินทร์จอมเทพ ทนดูพฤติกรรมต่ำช้าของนางไม่ได้ จึงบันดาลให้ท่อนไม้ที่ผูกท้องอยู่หลุดลงมา

แผนการชั่วร้ายก็เลยแตก ถูกประชาชนไล่ออก จากพระเชตวัน แผ่นดินก็ดูเหมือนจะทนไม่ได้เช่นกัน จึงสูบร่างนางหายไปต่อหน้าต่อตาประชาชนจำนวนมาก

ตรงนี้ถ้าแปลความธรรมดาๆ ก็คือนางถูกประชาชนไล่กระทืบตายคาเท้านั่นเองมนุษย์อุบาทว์จัญไรอย่างนี้ เทวดาฟ้าดินไม่ยอมให้ตายดีดอกครับ

หลังจากสาวิกาคนสวยตายไปแล้ว พวกอัญเดียรถีย์ก็ไม่เข็ด วางแผนกำจัดพระพุทะองค์อีก โดยจ้างนักเลงฆ่าสาวิกาของพวกตนชื่อนางสุนทรี แล้วเอาศพไปทิ้งไว้หน้าพระเชตวัน ทำนองให้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าและสาวกเป็นคนฆ่า

ต่อมาพวกโจรที่ถูกจับได้ซัดไปยังผู้บงการผู้บงการ คือ อัญเดียรถีย์ระดับนำ เลยต้องรับอาญาบ้านเมืองไปตามระเบียบ

คัดมาจาก
http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c05.php





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผจญนางจิญจมาณวิกา

นางจิญจมาณวิกา (สาวิกาพวกนิครนถ์)
เอาไม้กลมๆ มาผูกท้อง ทำอาการ
ประหนึ่งว่ามีครรภ์ ใส่ร้ายพระพุทะเจ้า
ท่ามกลางฝูงชน พระจอมมุนีทรงเอาชนะได้
ด้วยวิธีสงบระงับพระหฤทัยอันงดงาม ด้วย
เดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

การผจญภัยครั้งนี้ของพระพุทะองค์เป็นเรื่องใหญ่ยิ่ง เพราะทรงผจญกับข้อกล่าวหาเรื่อง “มารหัวขน” เรื่องของเรื่องก็มีว่า หลังจากพระพุทะองค์ทรงประกาศพระพุทธศาสนา ไม่นานก็มีผู้เลื่อมใสออกบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนามากขึ้น พวกอัญเดียรถีย์ (นักบวชลัทธิอื่น) ต่างก็เดือดร้อน ไปตามๆกัน

ว่ากันว่าศาสนาที่เป็นคู่แข่งกับพระพุทธศาสนาคือศาสนาเชน หรือลัทธินุ่งลมห่มฟ้า (ต่อมามีพวกนุ่งขาวห่มข่าวด้วย) ศาสนาเชนมีศาสดานามว่า มหาวีระ แต่คัมภีร์พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเล็กน้อย มหาวีระ หรือนิครนถ์นาฏบุตร เป็นขัตติยกุมารแห่งเมืองไพศาลีออกบวช (ตำราพุทธบอกว่าเป็นบุตรนักฟ้อน) บำเพ็ญเพียรอย่างเข้มงวดจนได้ตรัสรู้ แล้วก็เผยแพร่ศาสนามาก่อน พระพุทะเจ้าออกประกาศพระพุทธศาสนา

ศาสนาเชนเน้น “อัตตกิลมถานุโยค” (การทรมานตนอย่างเข้มงวด) เชื่อกันว่าถ้าทรมานให้ร่างกายลำบากกิเลสก็จะเหือดแห้งไปชีวิตของพระเชน จึงไม่มีวัตถุสิ่งของในครอบครองแม้กระทั่งผ้าผ่อน ก็ไม่ต้องมี เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ยึดมั่นถือมั่น

เวลาจะเดินไหนมาไหน ก็เอาไม้กวาดกวาดนำทางก่อน แล้วค่อยๆ ย่องๆ ดุจนกกระยาง ด้วยเกรงว่าจะเผลอเหยียบสัตว์ตาย

เอาผ้าขาวปิดปากปิดจมูก ไม่ใช่เพื่อป้องกันมลพิษ อย่างตำรวจจราจรเมืองไทยหากแต่กลัวว่าเวลาหายใจอาจสูดเอา จุลินทรีย์ สัตว์เล็กสัตว์น้อยเข้าไปตาย จะเป็นบาปโดยไม่รู้ตัว

เวลากินข้าว พระเชนจะหันหน้าเข้าข้างฝาไม่ให้ใครเห็น ไม่เช่นนั้นจะ “เสียวัตร” คือทำให้ปฏิบัติมัวหมอง

เวลาพระเชนไปไหนมาไหน จะเดินอย่างเดียว ปฏิเสธพาหนะทุกชนิด ถือแส้กับพัดเท่านั้นโทงเทงๆ น่าตื่นตาตื่นใจของผู้พบเห็น ไม่แพ้นายแบบนางแบบนู๊ดของ คุณนิวัติ กรองเพียร แต่ปัจจุบันภาพอย่างนี้หาดูได้ยากแล้ว

พวกอัญเดียรถีย์วางแผนดิสเครดิตพระพุทธเจ้าโดยให้สาวิกาสาวสวยชื่อจิญจา หรือ จิญจมาณวิกาไปดำเนินการ นางใช้เวลาระยะหนึ่งเข้าเดินออกพระเชตะวันมหาวิหาร

ตอนเช้ามืดเวลาชาวเมืองเดินออกนอกเมืองทำธุรกิจการงาน นางจิญจาก็จะเดินเข้าเมืองเมื่อเขาถามว่า “นางอยู่ที่ไหน” ก็ตอบว่า “เรื่องของข้า” เวลาค่ำ เมื่อประชาชนต่างพากันกลับเข้าเมือง นางก็เดินออกนอกเมือง สวนทางกับพวกเขา เมื่อพวกเขาถามว่า “นางจะไปไหน” ก็ตอบว่า “เรื่องของข้า

ทำอย่างนี้สักระยะหนึ่ง เมื่อถูกถามบ่อย จึงตอบว่า “ฉันอยู่วัดจ๊ะ”

“อยู่วัด น่ะ อยู่ส่วนไหนของวัด” ชาวบ้านซักเพราะรู้ว่าพระเชตะวันนั้นเป็นที่อยู่ของสงฆ์ล้วน

“ก็พระพุทธเจ้าของพวกท่าน อยู่ที่ไหน ก็นั่นแหละจ๊ะ” นางตอบยิ้มละไม

นางบอกว่า ข้านะหรือ ชื่อจิญจิ

สำนักนิ เนานิเวศ เขตสถาน

ร่วมกุฎิ์กับ สัมพุทธ วิสุทธิญาณ

โดยสถาน ภริยา ตถาคต

คนเราลงหน้าด้านไม่กลัวบาปแล้ว ย่อมทำได้ทั้งนั้น ดูนางจิญจานี้เป็นตัวอย่างแผนการของนางดำเนินไปเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่สร้างความสงสัยให้เกิดขึ้นกับประชาชนทีละนิดๆ ค่อยแย้มออกมา จนกระทั้งประกาศชัดเจนว่า ฉันนี่แหละคือคู่ชีวิตของศาสดาของพวกท่านล่ะ

เพื่อให้สมเหตุสมผลยิ่งขึ้นเธอก็หาไม้กลมๆ มาผูกท้องเอาผ้าพันใส่ชุดทรงกุมารให้คนรู้ว่ามีครรภ์ วันหนึ่งขณะพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมท่ามกลางประชาชนจำนวนมาก นางจิญจามาณวิกาก็เดินอุ้ยอ้ายฝ่าฝูงชนเข้ามาทีเดียว

“เสด็จพี่ ดีแต่เทศนาโปรดคนอื่น ทีภรรยาท้องแก่ จวนคลอดแล้วไม่เห็นไยดีเลย จะฝากท่านอนาถบิณฑิกะ หรือคุณแม้ถ้วน เอ๊ย นางวิสาขาช่วยดูแล หรือจะทำอย่างไร ก็รีบๆ จัดการเสียเถิดค่ะ”

เอาละซิครับ พุทธบริษัทตกตะลึงจังงังดุจดังผีหลอกกลางวันแสกๆ พวกปุถุชนใจเบาชักไขว้เขวแล้วสิ ส่วนพวกบัณฑิตใจหนักแน่นใคร่ครวญด้วยเหตุด้วยผลแล้วรู้ทันทีว่าเรื่องนี้น่าจะมีเลศนัยอะไรแฝงอยู่ จึงไม่ปลงใจเชื่อ

พระพุทธองค์ประทับนั่งสงบ ตรัสเบาๆ “น้องหญิง ที่เจ้าพูดนั้นจริงหรือเท็จ เราสองคนเท่านั้นที่รู้”

“ใช่สิ ๆ เรื่องอย่างนี้จะให้ใครเขารู้ได้ยังไง” นางเสริมทันที

“แล้วเรื่องสถานที่คลอดจะว่ายังไง จะให้ใครช่วยเป็นธุระจัดการให้เล่า เสด็จพี่” นางรบเร้า

พระพุทะเจ้าทรงแสดงธรรมต่อ ดังหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำให้ นางจิญจมาณวิกาโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เต้นเร่าๆ อย่างลืมตัว ว่ากันว่าขณะนั้นพระอินทร์จอมเทพ ทนดูพฤติกรรมต่ำช้าของนางไม่ได้ จึงบันดาลให้ท่อนไม้ที่ผูกท้องอยู่หลุดลงมา

แผนการชั่วร้ายก็เลยแตก ถูกประชาชนไล่ออก จากพระเชตวัน แผ่นดินก็ดูเหมือนจะทนไม่ได้เช่นกัน จึงสูบร่างนางหายไปต่อหน้าต่อตาประชาชนจำนวนมาก

ตรงนี้ถ้าแปลความธรรมดาๆ ก็คือนางถูกประชาชนไล่กระทืบตายคาเท้านั่นเองมนุษย์อุบาทว์จัญไรอย่างนี้ เทวดาฟ้าดินไม่ยอมให้ตายดีดอกครับ

หลังจากสาวิกาคนสวยตายไปแล้ว พวกอัญเดียรถีย์ก็ไม่เข็ด วางแผนกำจัดพระพุทะองค์อีก โดยจ้างนักเลงฆ่าสาวิกาของพวกตนชื่อนางสุนทรี แล้วเอาศพไปทิ้งไว้หน้าพระเชตวัน ทำนองให้เข้าใจว่าพระพุทธเจ้าและสาวกเป็นคนฆ่า

ต่อมาพวกโจรที่ถูกจับได้ซัดไปยังผู้บงการผู้บงการ คือ อัญเดียรถีย์ระดับนำ เลยต้องรับอาญาบ้านเมืองไปตามระเบียบ

คัดมาจาก
http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c05.php





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผจญสัจจนิครนถ์

สัจจกนิครนถ์ผู้ถือตัวว่าฉลาดเป็นนักโต้วาทะชั้นยอดสละเสียซึ่งสัจจะ

ตั้งใจมาได้วาทะหักล้างพระพุทธองค์เป็นคนมืดบอดยิ่งนัก

พระจอมมุนีผู้สว่างจ้าด้วย“แสงปัญญา”

ทรงเอาชนะได้ ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

การชนะครั้งนี้เป็นการชนะด้วยวาทะเป็นเรื่องของการใช้ปัญญา หักล้างกันด้วยเหตุด้วยผลแท้จริง ดังได้เคยกล่าวมาบ้างแล้วว่า

ศาสนาที่เป็นคู่แข่งกับพระพุทธศาสนา ที่คัมภีร์พระพุทธศาสนาบันทึกไว้คือศาสนาเชน ของมหาวีระ สาวกระดับนำของศาสนานี้มักจะหาทางเอาชนะพระพุทธองค์ทุกคน ไม่ว่าสีหเสนาบดี หรืออุบาลีคหบดีทำเอามหาวีระ (นิครนถ์นาฏบุตร) กระอักโลหิตมาแล้ว

สัจจกะนิครนถ์คนนี้ก็เป็น “มือวางอันดับหนึ่ง” ของลัทธิเชน เทียบกับสมัยนี้ก็คือนักวิชาการ “แสนรู้” ที่คิดว่าตนรู้มากกว่าใครในหล้าคนอื่นโง่ไปหมด อะไรทำนองนั้นสัจจกะแกจบไตรเพท จบปรัชญาชั้นสูง เป็นผู้ถึงสุดยอดแห่งวิชาการศาสนาของตนแล้ว แกจึงภาคภูมิใจในความเป็นผู้รู้ของตน แกจะเอาเข็มขัดเหล็กมาคาดพุงไว้ ดังหนึ่งคนเป็นโรคปวดหลังเอาสเตย์ ( Stay ) รัดพุงยังไงยังงั้น แกคงคิดว่าพุงเป็นที่เก็บสติปัญญาอันล้ำเลิศกระมัง จึงรัดเข็มขัดเหล็กเส้นเบ้อเร่อไว้กันสติปัญญาหล่นหาย

คิดเอาก็แล้วกัน คนที่คิดว่าสติปัญญาอยู่ที่พุง จะเป็นคนฉลาดได้อย่างไร ที่แท้ก็คนโง่อวดฉลาดนั่นเอง เพราะเหตุนี้แหละคาถาพาหุงจึงจึงบรรยายลักษณะ ของสัจจกะว่า อติอันธภูตัง (คนมือบอดอย่างยิ่ง โง่งมงายอย่างยิ่ง)

สัจจกะรู้ว่าพระพุทะเจ้ามีคนเคารพนับถือมาก มีผู้เลื่อมใสศรัทธามาบวชเป็นสาวกจำนวนมาก รวมทั้งเพื่อนร่วมศาสนาของตนหลายคนด้วย ก็ร้อนใจว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นอยู่อย่างนี้ ไม่ช้าศาสนิกของศาสนาตนก็ร่อยหรอ พระเชนทั้งหลายก็จะถูกดับรัศมี ดังหนึ่งหิ่งห้อยท่ามกลางแสงจันทร์ฉะนั้น จึงอาสาไปโต้วาทะกับพระพุทะองค์ให้รู้ดำรู้แดงกันเสียที

เข้าใจว่า การประกาศโต้วาทะกับพระพุทะเจ้าครั้งนี้ คงได้รับฉันทานุมัติจากมหาวีระ (นิครนถ์นาฎบุตร) เป็นที่เรียบร้อยแล้วมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งมหาวีระไม่เคยออกมาเผชิญหน้ากับพระพุทะองค์เลย หลบเลี่ยงตลอดส่งแต่สาวกมือดีมาโต้ ที่เป็นเช่นนี้ สันนิษฐานได้ ๒ ประการคือ

- มหาวีระอาจถือว่าตนเป็นศาสดา อาวุโสดีกว่า เก่งกว่าพระพุทะเจ้าก็ได้ จึงไม่ยอม “ลดตัว” ลงมาหาพระพุทธเจ้า (คนเรามีสิทธิ์คิดนะครับ มณฑก (คางคก) ยังทำ “เทียบท้าวราชสีห์” หรือหมูยัง “เห็นสีหราชท้าชวนรบ” ได้นี่ครับ แล้วทำไมศาสดามหาวีระจะไม่มีสิทธิ์คิดว่าตนเก่งกว่าพระพุทธเจ้าเล่า)

- มหาวีระคงรู้ตัวว่าตนเองสู้พระพุทธเจ้าไม่ได้ ถ้าหากมาโต้วาทะกับพระพุทธเจ้าแล้วแพ้ ตนจะเอาหน้าไปไว้ไหน สาวกทั้งหลายอาจเลื่อมศรัทธาหมด ทางที่ดีก็เลี่ยงๆ ไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เป็นอันว่าศาสดาของสองศาสนานี้ ไม่เคยเผชิญหน้ากันเลยมีแต่ สาวกมือดีอย่าง สัจจกะนิครนถ์นี้แหละกำแหงมาตอแยพระพุทธเจ้า

เข้าใจว่าเรื่อง สัจจกะนิครนถ์ประกาศจะโต้วาทะหักล้างพระพุทะองค์คงเป็นข่าวใหญ่ ถ้าเป็นสมัยนี้ ก็ คงลงข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ยักษ์แทบทุกฉบับ ทีวีแทบทุกช่อง วิทยุแทบทุกคลื่น เสนอข่าวกันครึกโครมเป็นที่รับรู้กันทั่วไป ชาวชมพูทวีปสมัยโน้น เป็นคนชอบแสวงหาสติปัญญาแสวงหาแนวทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงามสำหรับตน เรื่องประเทืองปัญญาอย่างนี้ คงไม่พลาดแน่ๆ

วันแห่งการรอคอยก็มาถึง ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ทีป่ามหาวัน นอกเมืองไพสาลี แห่งแคว้นวัชชี พร้อมภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ป่ามหาวันนี้เป็นที่สงบสงัด พระพุทะองค์มักเสด็จมาประทับเสมอ พวกกษัตริย์ลิจฉวี เมื่อทราบว่าพระพุทะองค์เสด็จมาประทับที่นี่ ก็มักจะพากันมาเฝ้าฟังธรรมมิได้ขาด

มหาชนจำนวนมากได้ติดตามสัจจกะนิครนถ์ไปป่ามหาวัน เพื่อฟังการโต้วาทะระหว่างพระพุทธเจ้ากับสัจจกะนิครนถ์ ป่ามหาวันอันกว้างใหญ่ไพศาลก็ถึงกับคับแคบลงมาถนัดตาเพราะเต็มไปด้วย “แขกมุง” ผู้อยากรู้อยากเห็นทั้งหลาย

เนื้อหาที่โต้กันนั้นมีบันทึกไว้ในจูฬสัจจกสูตร และมหาสัจจกสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒เกี่ยวกับเรื่อง อัตตา (ตัวตน) และ อนัตตา (มิใช่ตัวตน, ไม่มีตัวตน) และเรื่องเกี่ยวกับการฝึกฝนกายและจิต

เฉพาะในเรื่องอัตตาและอนัตตานั้นสัจจกะนิครนถ์เชื่อมั่นว่า มี “อัตตา” (ตัวตน) และอัตตาตัวนี้เป็นภาวะ “สัมบูรณ์” หรือ Absolute ไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่พระพุทะเจ้าตรัสอธิบายว่า ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็น “อนัตตา” (มิใช่ ตัวตนและไม่มีตัวตน)

การอธิบายของพระพุทธองค์ทรงใช้วิธีถามให้สัจจกะตอบ ค่อยตะล่อมเข้าหาจุด เช่นตรัสถามว่า “กษัตริย์ย่อมมีอำนาจในการสั่งริบทรัพย์สั่งจองจำ สั่งฆ่าผู้ที่มีความผิดใช่หรือไม่ (ใช่) กษัตริย์ทีมีอำนาจเด็ดขาดเช่นนี้ จะสั่งให้รูป (หนึ่งในขันธ์ ๕) ว่า จงเป็นอย่างนี้อย่าเป็นอย่างนั้นได้ไหม (ไม่ได้) สั่งให้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จงเป็นอย่างนี้ อย่าเป็นอย่างนั้นได้ไหม (ไม่ได้)”

ทรงถามไปทีละข้อๆ อย่างนี้ สัจจกะก็ยอมรับว่า ไม่มีอำนาจให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วพระองค์ก็ตรัสสรุปว่า ที่ท่านว่าขันธ์ ๕ เป็น “ตัวตน” นั้นผิดแล้ว เพราะถ้ามันเป็นตัวตนของเราจริง เราก็น่าจะบังคับบัญชามัน และสั่งให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ความจริงขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน และไม่มีตัวตน

สัจจกะจำนนด้วยเหตุผล ยอมรับว่าตนเข้าใจผิด คัมภีร์บันทึกว่าสัจจกะนิครนถ์ ผู้ถือตนว่าฉลาด ถูกพระพุทะเจ้าปราบสิ้นพยศนั่งจ๋องดุจปูถูกหัก “ก้าม” และ “กรรเชียง” คลานกลับสู่สระน้ำไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น สัจจกะ นิมนต์พระพุทธเจ้าไปเสวยภัตตาหาร ที่บ้านของตนและประกาศตนเป็นสาวกของพระพุทธองค์แต่ บัดนั้น

คัดมาจาก
http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c06.php




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผจญสัจจนิครนถ์

สัจจกนิครนถ์ผู้ถือตัวว่าฉลาดเป็นนักโต้วาทะชั้นยอดสละเสียซึ่งสัจจะ

ตั้งใจมาได้วาทะหักล้างพระพุทธองค์เป็นคนมืดบอดยิ่งนัก

พระจอมมุนีผู้สว่างจ้าด้วย“แสงปัญญา”

ทรงเอาชนะได้ ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคลจงมีแก่ท่าน

การชนะครั้งนี้เป็นการชนะด้วยวาทะเป็นเรื่องของการใช้ปัญญา หักล้างกันด้วยเหตุด้วยผลแท้จริง ดังได้เคยกล่าวมาบ้างแล้วว่า

ศาสนาที่เป็นคู่แข่งกับพระพุทธศาสนา ที่คัมภีร์พระพุทธศาสนาบันทึกไว้คือศาสนาเชน ของมหาวีระ สาวกระดับนำของศาสนานี้มักจะหาทางเอาชนะพระพุทธองค์ทุกคน ไม่ว่าสีหเสนาบดี หรืออุบาลีคหบดีทำเอามหาวีระ (นิครนถ์นาฏบุตร) กระอักโลหิตมาแล้ว

สัจจกะนิครนถ์คนนี้ก็เป็น “มือวางอันดับหนึ่ง” ของลัทธิเชน เทียบกับสมัยนี้ก็คือนักวิชาการ “แสนรู้” ที่คิดว่าตนรู้มากกว่าใครในหล้าคนอื่นโง่ไปหมด อะไรทำนองนั้นสัจจกะแกจบไตรเพท จบปรัชญาชั้นสูง เป็นผู้ถึงสุดยอดแห่งวิชาการศาสนาของตนแล้ว แกจึงภาคภูมิใจในความเป็นผู้รู้ของตน แกจะเอาเข็มขัดเหล็กมาคาดพุงไว้ ดังหนึ่งคนเป็นโรคปวดหลังเอาสเตย์ ( Stay ) รัดพุงยังไงยังงั้น แกคงคิดว่าพุงเป็นที่เก็บสติปัญญาอันล้ำเลิศกระมัง จึงรัดเข็มขัดเหล็กเส้นเบ้อเร่อไว้กันสติปัญญาหล่นหาย

คิดเอาก็แล้วกัน คนที่คิดว่าสติปัญญาอยู่ที่พุง จะเป็นคนฉลาดได้อย่างไร ที่แท้ก็คนโง่อวดฉลาดนั่นเอง เพราะเหตุนี้แหละคาถาพาหุงจึงจึงบรรยายลักษณะ ของสัจจกะว่า อติอันธภูตัง (คนมือบอดอย่างยิ่ง โง่งมงายอย่างยิ่ง)

สัจจกะรู้ว่าพระพุทะเจ้ามีคนเคารพนับถือมาก มีผู้เลื่อมใสศรัทธามาบวชเป็นสาวกจำนวนมาก รวมทั้งเพื่อนร่วมศาสนาของตนหลายคนด้วย ก็ร้อนใจว่า ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นอยู่อย่างนี้ ไม่ช้าศาสนิกของศาสนาตนก็ร่อยหรอ พระเชนทั้งหลายก็จะถูกดับรัศมี ดังหนึ่งหิ่งห้อยท่ามกลางแสงจันทร์ฉะนั้น จึงอาสาไปโต้วาทะกับพระพุทะองค์ให้รู้ดำรู้แดงกันเสียที

เข้าใจว่า การประกาศโต้วาทะกับพระพุทะเจ้าครั้งนี้ คงได้รับฉันทานุมัติจากมหาวีระ (นิครนถ์นาฎบุตร) เป็นที่เรียบร้อยแล้วมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งมหาวีระไม่เคยออกมาเผชิญหน้ากับพระพุทะองค์เลย หลบเลี่ยงตลอดส่งแต่สาวกมือดีมาโต้ ที่เป็นเช่นนี้ สันนิษฐานได้ ๒ ประการคือ

- มหาวีระอาจถือว่าตนเป็นศาสดา อาวุโสดีกว่า เก่งกว่าพระพุทะเจ้าก็ได้ จึงไม่ยอม “ลดตัว” ลงมาหาพระพุทธเจ้า (คนเรามีสิทธิ์คิดนะครับ มณฑก (คางคก) ยังทำ “เทียบท้าวราชสีห์” หรือหมูยัง “เห็นสีหราชท้าชวนรบ” ได้นี่ครับ แล้วทำไมศาสดามหาวีระจะไม่มีสิทธิ์คิดว่าตนเก่งกว่าพระพุทธเจ้าเล่า)

- มหาวีระคงรู้ตัวว่าตนเองสู้พระพุทธเจ้าไม่ได้ ถ้าหากมาโต้วาทะกับพระพุทธเจ้าแล้วแพ้ ตนจะเอาหน้าไปไว้ไหน สาวกทั้งหลายอาจเลื่อมศรัทธาหมด ทางที่ดีก็เลี่ยงๆ ไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เป็นอันว่าศาสดาของสองศาสนานี้ ไม่เคยเผชิญหน้ากันเลยมีแต่ สาวกมือดีอย่าง สัจจกะนิครนถ์นี้แหละกำแหงมาตอแยพระพุทธเจ้า

เข้าใจว่าเรื่อง สัจจกะนิครนถ์ประกาศจะโต้วาทะหักล้างพระพุทะองค์คงเป็นข่าวใหญ่ ถ้าเป็นสมัยนี้ ก็ คงลงข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์ยักษ์แทบทุกฉบับ ทีวีแทบทุกช่อง วิทยุแทบทุกคลื่น เสนอข่าวกันครึกโครมเป็นที่รับรู้กันทั่วไป ชาวชมพูทวีปสมัยโน้น เป็นคนชอบแสวงหาสติปัญญาแสวงหาแนวทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องดีงามสำหรับตน เรื่องประเทืองปัญญาอย่างนี้ คงไม่พลาดแน่ๆ

วันแห่งการรอคอยก็มาถึง ขณะนั้นพระพุทธเจ้าประทับอยู่ทีป่ามหาวัน นอกเมืองไพสาลี แห่งแคว้นวัชชี พร้อมภิกษุสงฆ์จำนวนมาก ป่ามหาวันนี้เป็นที่สงบสงัด พระพุทะองค์มักเสด็จมาประทับเสมอ พวกกษัตริย์ลิจฉวี เมื่อทราบว่าพระพุทะองค์เสด็จมาประทับที่นี่ ก็มักจะพากันมาเฝ้าฟังธรรมมิได้ขาด

มหาชนจำนวนมากได้ติดตามสัจจกะนิครนถ์ไปป่ามหาวัน เพื่อฟังการโต้วาทะระหว่างพระพุทธเจ้ากับสัจจกะนิครนถ์ ป่ามหาวันอันกว้างใหญ่ไพศาลก็ถึงกับคับแคบลงมาถนัดตาเพราะเต็มไปด้วย “แขกมุง” ผู้อยากรู้อยากเห็นทั้งหลาย

เนื้อหาที่โต้กันนั้นมีบันทึกไว้ในจูฬสัจจกสูตร และมหาสัจจกสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๒เกี่ยวกับเรื่อง อัตตา (ตัวตน) และ อนัตตา (มิใช่ตัวตน, ไม่มีตัวตน) และเรื่องเกี่ยวกับการฝึกฝนกายและจิต

เฉพาะในเรื่องอัตตาและอนัตตานั้นสัจจกะนิครนถ์เชื่อมั่นว่า มี “อัตตา” (ตัวตน) และอัตตาตัวนี้เป็นภาวะ “สัมบูรณ์” หรือ Absolute ไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่พระพุทะเจ้าตรัสอธิบายว่า ขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) เป็น “อนัตตา” (มิใช่ ตัวตนและไม่มีตัวตน)

การอธิบายของพระพุทธองค์ทรงใช้วิธีถามให้สัจจกะตอบ ค่อยตะล่อมเข้าหาจุด เช่นตรัสถามว่า “กษัตริย์ย่อมมีอำนาจในการสั่งริบทรัพย์สั่งจองจำ สั่งฆ่าผู้ที่มีความผิดใช่หรือไม่ (ใช่) กษัตริย์ทีมีอำนาจเด็ดขาดเช่นนี้ จะสั่งให้รูป (หนึ่งในขันธ์ ๕) ว่า จงเป็นอย่างนี้อย่าเป็นอย่างนั้นได้ไหม (ไม่ได้) สั่งให้เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จงเป็นอย่างนี้ อย่าเป็นอย่างนั้นได้ไหม (ไม่ได้)”

ทรงถามไปทีละข้อๆ อย่างนี้ สัจจกะก็ยอมรับว่า ไม่มีอำนาจให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้แล้วพระองค์ก็ตรัสสรุปว่า ที่ท่านว่าขันธ์ ๕ เป็น “ตัวตน” นั้นผิดแล้ว เพราะถ้ามันเป็นตัวตนของเราจริง เราก็น่าจะบังคับบัญชามัน และสั่งให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ความจริงขันธ์ ๕ (รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ) ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่ใช่ตัวตน และไม่มีตัวตน

สัจจกะจำนนด้วยเหตุผล ยอมรับว่าตนเข้าใจผิด คัมภีร์บันทึกว่าสัจจกะนิครนถ์ ผู้ถือตนว่าฉลาด ถูกพระพุทะเจ้าปราบสิ้นพยศนั่งจ๋องดุจปูถูกหัก “ก้าม” และ “กรรเชียง” คลานกลับสู่สระน้ำไม่ได้ ฉันใดก็ฉันนั้น สัจจกะ นิมนต์พระพุทธเจ้าไปเสวยภัตตาหาร ที่บ้านของตนและประกาศตนเป็นสาวกของพระพุทธองค์แต่ บัดนั้น

คัดมาจาก
http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c06.php




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 13:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผจญพญานาคนันโทปนันทะ

พญานาค ชื่อนันโทปนันทะ ผู้มีความรู้ผิดมีฤทธิ์มาก
พระจอมมุนี ทรงมีพุทธบัญชาให้พระโมคคัลลานะพุทธโอรส
ไปปราบด้วยวิธีแสดงฤทธิ์ที่เหนือกว่า
ด้วยเดชแห่งชัยชนะนั้น ขอชัยมงคล จงมีแก่ท่าน

คราวนี้ทรงเอาชนะพญานาคราช ซึ่งพอเอ่ยคำว่า “นาค” ก็นึกไปถึงพญางูใหญ่ ที่มีพิษร้ายขึ้นมาทันที งูใหญ่มันมาทำอะไรให้จึงต้องปราบ ก็เป็นปัญหาคาใจผู้ศึกษาพระพุทะศาสนาไม่น้อย ฤาว่า “นาค” ในที่นี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง มิได้แปลตามตัวอักษร เรื่องนี้ค่อยว่ากันตอนท้าย ตอนนี้ขอเล่าประวัติความเป็นมาก่อนแล้วกัน

ว่ากันว่า สมัยหนึ่งพระพุทะเจ้าพร้อมภิกษุสงฆ์จำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญาล้วน เสด็จไปโดยนภากาศด้วยอำนาจอิทธิปาฏิหาริย์แห่งฌานสมาบัติ จนลุถึงถิ่นที่อยู่แห่งพญานาคนามว่า นันโทปนันทะ

นันโทปนันทะ และบริวารกำลังพักผ่อนสำเริงสำราญอยู่ในสถานที่อยู่ของตน เห็นพระพุทะองค์พร้อมภิกษุจำนวนมาก เหาะข้ามศรีษะ ของตนก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

“สมณะโล้นพวกนี้ถือดีว่ามีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินหาวได้ เหาะข้ามศรีษะเรา ปล่อยผงธุลีจากเท้าหล่นต้องศรีษะเรา เดี๋ยวจะเห็นดีกัน”

ว่าแล้วแกก็ใช้อิทธิฤทธิ์บันดาลให้เกิดหมอกควันมืดฟ้ามัวดิน ดุจดังกลุ่มหมอกควันพิษจากไฟป่าอินโดนีเซีย อะไรทำนองนั้นแหละครับ

พระเถระนามว่า รัฐปาละ พระอรหันต์ทรงอภิญญารูปหนึ่ง กราบทูลอาสาไปปราบพญานาคอันธพาลตัวนี้ พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต ตรัสว่า

“หน้าที่นี้เป็นของโมคคัลลานะ บุตรตถาคตอยู่แล้ว เธอจะรู้เองว่าควรทำอย่างไร”

พระโมคคัลลานะ ทราบว่า พระพุทธองค์มีพุทธประสงค์ให้ท่านไปปราบพญานาค จึงนิรมิตกายเป็นพญานาค เหมือนกัน แต่รูปร่างใหญ่และยาวกว่านันโทปนันทะหนึ่งเท่า รัดร่างนันโทปนันทะกับเขาพระสุเมรุ

พญานาคจะดิ้นอย่างไร ก็ไม่หลุด ยิ่งดิ้นยิ่งถูกรัดแน่นเข้าๆ จนในที่สุดต้องยอมแพ้แต่โดยดี จำแลงกายเป็นมาณพน้อยรูปหล่อ (พ่อรวยหรือไม่ ไม่แจ้ง) ยืนประคองอัญชลีนมัสการพระเถระเจ้า ขอถวายตนเป็นศิษย์

พระเถระพามาณพน้อยไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงประทานพระโอวาท ให้นันโทปนันทะ เว้นขาดจากปาณาติบาต ดำรงตนอยู่ในศีลอย่างเคร่งครัดแต่บัดนั้นมา

การเอาชนะพญานาคราชผู้มีฤทธิ์ครั้งนี้ พระพุทธองค์มิได้ทรงแสดงฤทธิ์ปราบเอง หากทรงมีพุทะบัญชาให้พระอัครสาวกเบื้องซ้ายคือพระโมคคัลลานะไปปราบแทน ซึ่งก็มีหลายครั้ง เมื่อเกิดเหตุการณ์คล้ายกันนี้ ผู้ที่รับพุทธบัญชาไปดำเนินการปราบจนสำเร็จมักจะเป็นพระเถระรูปนี้ เนื่องจากท่านเป็นพระเถระที่ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีฤทธิ์มาก

คำว่า “ปราบ” ในความหมายนี้มิได้หมายถึง การประหัตประหารให้ตกตายไปข้างหนึ่งตามความหมายทั่วไป หมายถึงการ “ทรมาน” ให้สิ้นพยศ ก็อีกแหละ คำว่า “ทรมาน” ในที่นี้ หมายถึง “การข่ม การทำให้สิ้นพยศ หรือให้ละทิ้งความเห็นผิด หันมาเห็นถูกต้อง”

ที่นี้มาถึงคำว่า “นาค” คืออะไร ผมใคร่กราบเรียนท่านผู้อ่านดังนี้ครับ

ถ้าเราแปลตามตัวอักษร นาคก็คือนาค นาคก็คืองูใหญ่ นาคมีสองประเภทคือนาคที่มีฤทธิ์ กับนาคไม่มีฤทธิ์ ประเภทที่มีฤทธิ์นั้นสามารถแปลงเป็นคนได้ และร่างคนนั้นจะคงอยู่ได้ตราบเท่าที่แกยังมีสติควบคุมต่อเมื่อขาดสติควบคุม เช่นเวลานอนหลับร่างจะกลับเป็นนาคเหมือนเดิมทันที ดังกรณีนาคที่แปลงเป็นคนมาบวชในพระพุทธศาสนาที่เล่าไว้ในพระวินัยปิฎกนั้นแล

ถ้าเชื่อว่าพระโมคคัลลานะไปปราบนาค ก็คือไปปราบนาคประเภทมีฤทธิ์นี้ ก็มีสิทธิเชื่อได้ไม่เสียหายอะไร เพราะมีข้อมูล หรือข้อเท็จจริงยืนยัน

คัดมาจาก
http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c07.php



ผจญพรหมชื่อพกะ

พรหมชื่อพกะ (ถือตัวว่า) มีความบริสุทธิ์ รุ่งเรืองและมีฤทธิ์ ยึดมั่นในความเห็นผิดดุจมีมือถูกอสรพิษขบเอา ความหมายเป็นการเปรียบเทียบ คือ เปรียบเทียบความเห็นผิดเหมือนอสรพิษร้าย พกะพรหมแกยึดมั่นในความเห็นผิด เรียกว่าเป็นคนอยู่ในภาวะอันตราย ดุจจับงูพิษ แล้วถูกมันขบเอาไม่ตายก็คางเหลืองอะไรทำนองนั้น

พระพุทธองค์ทรงรักษาพิษงู (ความเห็นผิด) ด้วยใช้ยาวิเศษ คือญาณ (ความหยั่งรู้ความจริง) แล้วในที่สุดพกะพรหม แกก็รอดตาย แปลให้ฟังง่ายๆ ดังนี้ก็แล้วกัน ภาษาพระมันยากอย่างนี้แหละ ท่านสารวัตร อีกอย่างหนึ่งท่านประพันธ์เป็นบทกวีด้วย ก็ต้องถอดความกันหลายชั้นหน่อย

ดุจดังบทกวีว่า “สามวันจากนารีเป็นอื่น” ไม่รู้ว่านารีเป็นอื่น หรือชายเป็นอื่น เที่ยวโทษกันให้วุ่น

เรื่องมีอยู่ว่า พรหมชื่อ พกะ อยู่ในพรหมโลกเป็นเวลานาน นานเสียจนแกเกิดความเข้าใจผิดว่า สรรพสิ่งเที่ยงแท้ไม่แปรผัน เป็นมาอย่างไรก็เป็นอยู่อย่างนั้นชั่วนิรันดรที่แกคิดเช่นนี้เพราะแกก็อยู่มานานมาก ไม่เห็นเป็นอย่างอื่นเลย ความเข้าในผิดอย่างนี้เรียกว่า “สัสตทิฐิ” (เห็นว่าสรรพสิ่งเป็นนิรันดร)

ไม่ต้องอธิบายในเชิงปรัชญาให้เข้าใจยากเอาใกล้ๆ ตัวเรานี่แหละ นักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่งใหญ่โตมานานจนนึกว่า ประเทศชาติเป็นของตนคนเดียว ไม่มีตนแล้ว ประเทศชาติคงอยู่ไม่ได้ จึงพยายามทุกวิถีทาง จะให้ตนอยู่ในตำแหน่งนั้นนานๆ เกาะเก้าอี้แน่นยิ่งกว่าตุ๊กแก เพราะแกคิดว่า สิ้นแกแล้วประเทศจะสลาย หารู้ไม่ว่า ยิ่งแกอยู่นานประเทศยิ่งล่มจมเร็วขึ้น

คนที่คิดอย่างนี้ ย่อมยากจะเข้าใจหลักไตรลักษณ์ยากจะบรรลุสัจธรรม เพราะฉะนั้นพระคาถาจึงเปรียบเทียบ พกะพรหมผู้มีมิจฉาทิฐิชนิดนี้ เหมือนคนถูกงูพิษกัดที่มือไม่รีบรักษาอาจถึงแก่ชีวิตทันที

พระพุทธเจ้า เสด็จไปเทศน์ โปรดพกะพรหม ให้คลายความเห็นผิดนี้เสีย แต่กว่าจะเอาแกอยู่ก็ต้องออกกำลังพอสมควร พกะพรหมท้าพระพุทธเจ้าแสดงฤทธิ์หายตัว พระพุทะองค์ทรงรับคำท้า และแล้วการประลองฤทธิ์ก็เกิดขึ้น (แน่ะ พูดยังกับหนังกำลังภายใน)

ไม่ว่า พกะพรหมจะหายไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน พระพุทธองค์ทรงหายพระองค์บ้าง พกะพรหมก็หมดปัญญาค้นหา ท้ายสุดเมื่อแกยอมแพ้พระพุทธองค์ก็เสด็จออกมาจากมวยผมแก


คัดมาจาก
http://www.dhammajak.net/prayer/chaiya/c08.php



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 14:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระแม่ธรณีบีบมวยผม



วันก่อนอ่านข่าวไทยรัฐ หน้า 3 คุณกิเลน ประลองเชิง

เขียนเรื่อง เดชพระแม่ธรณี โดยยก ส่วนหนึ่งจาก ตำนานพระพุทธรูปปางต่างๆ ที่พระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารีเถระ) เขียนไว้ ส่วนพระพุทธรูป ปางมารวิชัย ตอนพระพุทธเจ้าใกล้ตรัสรู้ ดังนี้

เมื่อสิทธัตถะกุมาร ตรัสรู้เป็นพระ พุทธเจ้า เทพยดาและพรหมทุกสถาน มีท้าวสหัมบดีพรหมและท้าวมฆวาฬ ฯลฯ ก็พากันชื่นชมโสมนัส

ครั้งนั้น พญามารวัสวดี...ขึ้นขี่ช้างคีรีเมขล์ นิรมิตมือหนึ่งพันมือ ถืออาวุธพร้อมสรรพ นำกองทัพมารอันแสนร้าย เหาะมาโดยนภาลัย เข้าล้อมเขตบัลลังก์รัตน์ ของพระมหาบุรุษไว้อย่างหนาแน่น บรรดาเทพเจ้าทั้งหลาย ต่างก็มีความกลัว พากันหนี ทิ้งให้พระองค์ทรงต่อสู้กับพญามารแต่พระองค์เดียว

พญามารเห็นพระมหาบุรุษทรงประทับนิ่ง ไม่หวั่นไหว ก็สั่งให้เสนามารรุกเข้าทำอันตรายหลายประการ จนหมดฤทธิ์ บรรดาสรรพาวุธศัตรายาพิษที่พุ่งซัดไป ก็กลายเป็นบุบผามาลัยบูชาพระองค์ จนสิ้น

ครั้งนั้น พญามารตรัสด้วยสันดานพาลว่า

"สิทธัตถะกุมาร บัลลังก์แก้วนี้ เป็นของเรา เกิดเพื่อเรา ท่านเป็นคนไม่มีบุญ ไม่ควรนั่ง จงลุกไปเสียโดยเร็ว"

"ดูกร พญามาร บัลลังก์แก้วนี้ เกิดขึ้นด้วยบุญของอาตมา ที่ได้บำเพ็ญมาแต่อสังเขยยกัปป์ จะนับประมาณมิได้ ดังนั้นอาตมาผู้เดียวเท่านั้น สมควรจะนั่ง ผู้อื่นไม่สมควรเลย"

พญามารแย้งว่า ไม่เป็นความจริง ให้พระองค์หาพยานมายืนยัน พระมหาบุรุษไม่เห็นผู้อื่นใด จึงตรัสเรียกนางวสุนธราเจ้าแห่งธรณี

นางวสุนธรา เจ้าแม่ธรณี ปรากฏกาย เปล่งวาจาประกาศให้พญามารทราบว่า "พระมหาบุรุษได้บำเพ็ญกุศลมามากมายเหลือที่จะนับ แม้แต่เพียงน้ำที่ตรวจ ที่ข้าพเจ้าเอามวยผมรองรับไว้บนเศียรเกล้า ก็มีมากพอจะถือเอาเป็นหลักฐานได้"

กล่าวแล้ว...ก็บรรจงหัตถ์ปล่อยมวยผม บีบน้ำตรวจที่สะสมไว้แต่อเนกชาติ ให้ไหลออกมาเป็นทะเลหลวง ท่วมทับเสนามารทั้งปวงให้จมลงวอดวาย กำลังน้ำได้ซัดช้างคีรีเมขล์ ถอยร่นไปติดขอบจักรวาล

พญามารเห็นเป็นอัศจรรย์ ประนมหัตถ์ถวายนมัสการ ยอมปราชัยพ่ายแพ้บุญบารมี อันตรธานหนีไป พระมหาบุรุษทรงมารวิชัย ด้วยพระไตรทศบารมี กำจัดมารให้พ่ายแพ้ได้โดยเด็ดขาด ตั้งแต่เวลาเย็น พระอาทิตย์ยังมิทันอัสดง

http://www.thairath.co.th/column/pol/chuckthong/130667

พญามารวัสวดี ขี่ช้าง ครีเมขล์ ทำให้นึกถึงบทสวดมนต์ พระชัยมงคลคาถา (ชัยชนะของพระพุทธเจ้าอันเป็นมงคล) หรือคาถา พาหุง ที่ครูเคยไห้ท่องตอนประถม ไว้ดังนี้

พาหุง สะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง
ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคลานิฯ

แปลประมาณว่า



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 14:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระจอมมุนี ได้เอาชนะพระยามารผู้เนรมิตแขนมากตั้งพัน ถืออาวุธครบมือ ขี่ช้างครีเมขละ มาพร้อมกับเหล่าเสนามารซึ่งโห่ร้องกึกก้อง ด้วยวิธีอธิษฐานถึงทานบารมี เป็นต้น,
ขอชัยมงคลทั้งหลายจงมีแด่ท่าน ด้วยเดชแห่งพระพุทธชัยมงคลนั้นเถิดฯ


ที่มา:http://www.dmc.tv/forum/?showtopic=13820


และทำให้รู้ว่าพระแม่ธรณีมีนามว่า วสุนธรา ผมหาไปหามาพบว่า พระแม่ธรณีมีชื่อนามเรียกเยอะมาก อาที วสุนธรา , พระปฤถิวี , พระภูมิเทวี , ธฤตริ , พสุนธร , พสุนธรี , ธรณิธริตริ ,นางพระธรณี , พระแม่วสุนธราพสุธา

และจากพระนิพนธ์ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส เรื่องปฐมสมโพธิกถา ตอนมารวิชัยปริวรรต ได้กล่าวถึงพระแม่ธรณีที่ปรากฎขึ้นมาในช่วงที่สำคัญที่สุดของพระพุทธเจ้าคือ ก่อนการตรัสรู้ ได้เป็นพยานสำคัญในการปราบมารทั้งหลายทั้งปวง ดังความละเอียดต่อไปนี้

“แต่ในชาติอาตมะเป็นพระยาเวสสันดรชาติเดียวนั้น ก็ได้บำเพ็ญทานบารมีถึงบริจาคนางมัทรีเป็นอวสาน พื้นพสุธาก็กัมปนาการถึง 7 ครั้ง แลกาลบัดนี้ อาตมะนั่งเหนืออปราชิตบัลลังก์อาสน์ หมู่มารอริราชมาแวดล้อมยุทธการเป็นไฉนแผ่นพสุธาธารจึงดุษณีภาพอยู่ฉะนี้ แลพระยามารอ้างบริษัทแห่งตนให้เป็นกฏสักขีขานคำมุสา แลพื้นปฐพีอันปราศจากเจตนาได้สดับคำอาตมะในครั้งนี้จงรับเป็นสักขีพยานแห่งข้า แล้วเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาอันประดับด้วยจักรลักษณะอันงามดุจงวงไอยรารุ่งเรืองด้วยพระนขามีพรรณอันแดงดุจแก้วประพาฬออกจากห้องแห่งจีวร ครุวนาดุจวิชุลดาในอัมพรอันออกจากระหว่างห้องแห่งรัตวลาหก ยกพระดัชนีชี้เฉพาะพื้นมหินทรา จึงออกพระวาจาประกาศแก่นางพระธรณีว่า ดูก่อนวนิดาดลนารี ตั้งแต่อาตมะบำเพ็ญพระสมภารบารมีมาตราบเท่าถึงอัตภาพเป็นพระเวสสันดรราช ได้เสียสละบุตรทานบริจาคแลสัตตสดกมหาทานสมณะพราหมณาจารย์ผู้ใดผู้หนึ่ง ซึ่งจะกระทำเป็นสักขีพยานในที่นี้ก็มิได้ มีแต่พสุนธารนารีนี้แลรู้เห็นเป็นพยานอันใหญ่ยิ่ง เป็นไฉนท่านจึงนิ่งมิได้เป็นพยานอาตมาในกาลบัดนี้

ในขณะนั้น นางพสุนธรีวนิดาก็มิอาจดำรงกายาอยู่ได้ ด้วยโพธิสมภารานุภาพยิ่งใหญ่แห่งพระมหาสัตว์ ก็อุบัติบันดาลเป็นรูปนารี ผุดขึ้นจากพื้นปฐพียืนประดิษฐานเฉพาะพระพุทธังกุรราช เหมือนดุจร้องประกาศกราบทูลพระกรุณาว่าข้าแต่พระมหาบุรุษราช ข้าพระบาททราบซึ่งสมภารบารมีที่พระองค์สั่งสมอบรมบำเพ็ญมา

แต่น้ำทักษิโณทกตกลงชุ่มอยู่ในเกศาข้าพระพุทธเจ้านี้ ก็มากกว่ามากประมาณมิได้ ข้าพระองค์จะบิดกระแสใสสินโธทกให้ตกไหลหลั่งลง จงเห็นประจักษ์แก่นัยนาในครานี้ แลนางพระธรณีก็บิดน้ำในโมลีแห่งตน อันว่ากระแสชลก็หลั่งไหลออกจากเกศโมลีแห่งนางพสุนธรีเป็นท่อธารมหามหรรณพ นองท่วมไปในประเทศที่ทั้งปวงประดุจห้องมหาสาครสมุทร พระผู้เป็นเจ้ารักขิตาจารย์จึงกล่าวสารพระคาถาอรรถาธิบายความก็เหมือนนัยกล่าวแล้วแต่หลัง

ครั้งนั้น หมู่มารเสนาทั้งหลายมิอาจดำรงกายอยู่ได้ ก็ลอยไปตามกระแสน้ำปลาตนาการไปสิ้น ส่วนคิรีเมขลคชินทรที่นั่งทรงองค์พระยาวัสวดีก็มีบาทาอันพลาดมิอาจตั้งกายตรงอยู่ได้ ก็ลอยตามชลธารไปตราบเท่าถึงมหาสาคร อันว่าระเบียบแห่งฉัตรธวัชจามรทั้งหลาย ก็ทักทบท่าวทำลายล้มลงเกลื่อนกลาดและพระยามาราธิราชได้ทัศนาการเห็นมหัศจรรย์ ดังนั้น ก็บันดาลจิตพิศวงครั่นคร้ามขามพระเดชพระคุณเป็นอันมาก พระคันถรจนาจารย์จึงกล่าวพระคาถาสรรเสริญคุณานุภาพโพธิสัตว์อรรถาธิบายความก็ซ้ำหนหลัง

ครั้งนั้นมหาปฐพีก็ป่วนปั่นปานประหนึ่งว่าจักรแห่งนายช่างหม้อบันลือศัพท์นฤนาทหวาดไหวสะเทือนสะท้าน เบื้องบนอากาศก็นฤโฆษนาการ เสียงมหาเมฆครืนครั่นปิ่มปานจะทำลายภูผาทั้งหลาย มีสัตตภัณฑ์บรรพต เป็นต้น ก็วิจลจลาการขานทรัพย์สำเนียงกึกก้องทั่วทั้งท้องจักรวาล ก็บันดาลโกลาหลทั่วสกลดังสะท้าน ปานดุจเสียงป่าไผ่อันไหม้ด้วยเปลวอัคคี ทั้งเทวทุนทุภีกลองสวรรค์ก็บันลือลั่นไปเอง เสียงครืนเครงดุจวีหิลาชอันสาดทิ้ง ถูกกระเบื้องอันเรืองโรจน์ร้อนในกองอัคนี การอัสนีบาตก็ประหารลงเปรี้ยง ๆ เพียงพื้นแผ่นปฐพีจะพังภาคดังห่าฝน ถ่านเพลิงตกต้องพสุธาดลดำเกิงแสงสว่างหมู่มารทั้งหลายต่าง ๆ ตระหนกตกประหม่า กลัวพระเดชานุภาพแพ้พ่าย แตกขจัดขจายหนีไปในทิศานุทิศทั้งปวงมิได้เศษ แลพระยามาราธิราชก็กลัวพระเดชบารมี ปราศจากที่พึ่งที่พำนักซ่อนเร้นให้พ้นภัยหฤทัย ท้อระทดสลดสังเวชจึงออกพระโอษฐ์สรรเสริญพระเดชพระคุณพระมหาบุรุษราชว่า ดังอาตมาจินตนาการอันว่าผลทานศีลสรรพบารมีแห่งพระสิทธัตถกุมารนี้ ปรากฏอาจให้บังเกิดมหิทธฤทธิ์สำเร็จกิจมโนรถปรารถนาทุกประการ มีพระกมลเบิกบานแผ่ไปด้วยประสาทโสมนัส จึงทิ้งเสียซึ่งสรรพาวุธประนมหัตถ์ทั้ง 2,000 อัญชลีกรนมัสการ ก็กล่าวสารพระคาถาว่า นโม เต ปุริสาชญญ เป็นอาทิ อรรถาธิบายความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ปุริสาชาไนยชาติเป็นอุดมบุรุษราชในโลกนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายวันทนาการชุลีพร้อมด้วยทวารทั้ง 3 คือกายวจีมโนประณามประณตในบทบงกชยุคลบาท บุคคลผู้ใดในมนุษย์โลกธาตุกับทั้งเทวโลก ที่จะปูนเปรียบประเสริฐเสมอพระองค์คงเทียมเทียบนั้นมิได้มี พระองค์ได้ตรัสเป็นพระศรีสรรเพชญ์เสร็จแจ้งจตุราริยสัจจ์ศาสดาจารย์มีพระเดชครอบงำชำนะหมู่มาร เป็นปิ่นปราชญ์ฉลาดในอนุสัยแห่งสรรพสัตวโลกจะข้ามขนนิกรเวไนย์ให้พ้นจตุรโอฆกันดารบรรลุฝั่งฟากอมฤตมหานฤพานอันเกษมสุขปราศจากสังสารทุกข์ในครั้งนี้ แลพระยาวัสวดีมารโถมนาการพระคุณพระมหาบุรุษราชด้วยจิตประสาทเลื่อมใส ผลกุศลนั้นจะตกแต่งให้ได้ตรัสแก่พระปัจเจกโพธิญาณในอนาคตกาลภายหน้า เมื่อพระยามารกล่าวสัมภาวนากถาสรรเสริญคุณพระโพธิสัตว์ แล้วก็นิวัตตนาการสู่สกลฐานเทวพิภพ”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 15:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ภิกษุณีสงฆ์ ในสมัยพุทธกาล"

ในพรรษาที่ ๕ ภายหลังพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว พระบรมศาสดาทรงประทับจำพรรษาอยู่ที่กูฏาคาร อันเป็นศาลาเรือนยอดในป้ามหาวันบนฝั่งตะวันออกแห่งลำน้ำคันธกะ กรุงเวสาลี นครหลวงแห่งแคว้นวัชชีในขณะที่ประทับอยู่ ณ ที่นั้นก็ได้ทรงทราบข่าวประชวรของพระพุทธบิดาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบข่าวการประชวรก็ได้รีบเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ๋และได้เข้าเฝ้าพระพุทธบิดา พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมเทศนาโปรดพระเจ้าสุทโธทนะจนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ และได้ทูลลาพระพุทธเจ้าเข้านิพพานโดยยังมิทันจะได้อุปสมบท พระบรมศาสดาทรงอยู่ร่วมถวายพระเพลิงศพระพุทธบิดา

ขณะที่พระพุทธเจ้ายังคงประทับอยู่ที่นิโครธาราม ซึ่งเป็นอารามที่พระญาติสร้างถวายพระพุทธเจ้า อยู่ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์นั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมี (พระน้านาง) เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะพระราชสวามีสิ้นพระชนม์แล้วก็ทรงหมดภาระ จึงได้ไปเข้าเฝ้าพระบรมศาสดาและได้ทูลขออนุญาตให้สตรีสละเรือนออกบวชในพระธรรมวินัย แต่การณ์นั้น มิใช่เรื่องง่าย พระพุทธเจ้าตรัสห้ามเสีย ๓ ครั้ง

ต่อมาพระพุทธเจ้าเสด็จกลับไปยังกูฏาคารศาลาในป่ามหาวันกรุงเวสาลี พระนางมหาปชาบดีดคตมีไม่ละความพยายามได้ทรงชักยวนเจ้าหญิงศากยะจำนวนมากปลงพระเกศา ทรงผ้ากาสาวะคือผ้าย้อมน้ำฝาดแล้วเสด็จดำเนินด้วยพระบาททั้งหมดไปยังกรุงเวสาลี โดยต่างมีพระบาทบวมแตกและมีพระกายที่เปรอะเปื้อนธุลีเหน็ดเหนื่อยลำบาก พากันมายืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตูนอกกูฏาคารศาลา

พระอานนท์ได้เห็นก็เข้าไปถาม พระนางก็ได้รับสั่งบอกเล่าแก่พระอานนท์ พระอานน์ขอให้ประทับรออยู่ที่นั้นก่อน และก็ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ทูลขอให้สตรีได้บวชในพระธรรมวินัย พระพุทธเจ้าได้ตรัสปฏิเสธแก่พระอานนท์ พระอานนท์ก็ได้ทูลขอถึง ๓ ครั้ง ในที่สุดพระอานนท์เปลี่ยนวิธีใหม่ โดยกราบทูลถามว่าสตรีออกบวชในพระธรรมวินัยแล้วจะสามารถบรรลุโสดาปัตติผลจนถึงอรหัตตผลได้หรือไม่ พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า เป็นผู้สมควรที่จะทำให้แจ้งได้

พระอานนท์จึงได้กราบทูลว่า ถ้าสตรีเป็นผู้ที่สมควรอย่างนั้น และพระนางมหาปชาบดีโคตมี ก็เป็นผู้มีอุปการะมากแด่พระพุทธเจ้ามาในเบื้องต้น เพราะทรงเป็นทั้งน้าและมารดาเลี้ยง ผู้เลี้ยงดูทะนุถนอมพระองค์สืบต่อจากพระพุทธมารดาซึ่งได้สิ้นพระชนม์ไป เพราะฉะนั้น ก็ขอให้พระนางได้บวชในพระธรรมวินัยตามที่ทรงตั้งพระหฤทัย

พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ถ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมีจะรับครุธรรม คือธรรมที่หนัก ๘ ข้อได้ ก็ให้อุปสมบทได้ ครุธรรม ๘ ข้อนั้นคือ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 15:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

๑. ภิกษุณีที่อุปสมบทมาตั้งร้อยพรรษาก็พึงทำการกราบไหว้การลุกรับ การกระทำอัญชลี การทำสามีจิกรรม (การแสดงความเคารพ) แก่ภิกษุที่อุปสมบทใหม่แม้ในวันนั้น
๒. ภิกษุณีจะต้องอยู่จำพรรษาในอาวาสที่มีภิกษุ
๓. ภิกษุณีจะต้องพึงหวังธรรม ๒ ประการจากภิกษุสงฆ์ทุกกึ่งเดือน คือการถามวันอุโบสถและการเข้าไปฟังโอวาท
๔. ภิกษุณีออกพรรษาและพึงปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่ายคือ ในภิกษุสงฆ์และในภิกษุณีสงฆ์
๕. ภิกษุณีเมื่อต้องครุธรรมคือต้องอาบัติหนักก็พึงประพฤติมานัด (ระเบียบปฏิบัติในการออกจากอาบัติหนัก) ๑๕ วัน ในสงฆ์ทั้งสองฝ่าย (ทั้งภิกษุสงฆ์และภิกษุณี)
๖. สตรีที่ศึกษาอยู่ในธรรม ๖ ข้อเป็นเวลา ๒ ปี (กล่าวคือรักษา ศีล ๑๐ ของสามเณร ตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๖ โดยไม่ขาดตลอดเวลา ๒ ปี) อันเรียกว่า นางสิกขมานา เมื่อได้ศึกษาแล้วดั้งนี้จึงอุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่ายได้
๗. ภิกษุณีไม่พึงด่าไม่พึงบริภาษภิกษุโดยปริยายใด ๆ
๘. ภิกษุทั้งหลายสั่งสอนห้ามปรามภิกษุณีทั้งหลายได้ แต่ว่าภิกษุณีทั้งหลายจะสั่งสอนห้ามปรามภิกษุทั้งหลายไม่ได้


ถ้าพระนางมหาปชาบดีโคตมี ยินดีรับครุธรรมทั้ง ๘ ประการนี้จึงให้อุปสมบทได้ พระอานนท์ได้ไปทูลให้พรนางมหาปชาบดีโคตมี พระนางทรงยินดีรับครุธรรม ๘ ประการนั้น พระอานนท์ได้กลับเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าและทูลให้ทรงทราบว่า พระนางได้รับครุธรรมทั้ง ๘ ได้อุปสมบทแล้ว ส่วนเจ้าหญิงศากยะที่ตามมาทั้งหมด พระพุทธเจ้าตรัสอนุญาตให้ภิกษุสงฆ์อุปสมบทให้

ในคราวนั้นพระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า การให้สตรีบวชจะเป็นเหตุให้พรหมจรรย์ คือพระศาสนาหรือสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่ยั่งยืน จะมีอายุสั้นเข้า เปรียบเหมือนตระกูลที่มีบุตรน้อยมีสตรีมาก ถูกผู้ร้ายทำลายได้ง่ายหรือเหมือนนาข้าวที่มีหนอนขยอกลง หรือเหมือนไร่อ้อยที่มีเพลี้ยลง ย่อมอยู่ได้ไม่ยืนนาน พระองค์ทรงบัญญัติครุธรรม ๘ ประการกำกับไว้เพื่อเป็นหลักคุ้มกันพระศาสนา เหมือนสร้างคันกั้นสระใหญ่ไว้ก่อนเพื่อกันไม่ให้น้ำไหลท้นออกไป (พระศาสนาจักอยู่ใต้ยั่งยืนเช่นเดิม)

พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงเหตุผลที่ไม่ให้ภิกษุไหว้ภิกษุณี ให้ภิกษุณีไหว้ภิกษุได้ฝ่ายเดียว เพราะนักบวชในลัทธิศาสนา อื่นทั้งหลายไม่มีใครไหว้สตรีกันเลย กล่าวโดยสรุปว่า หากถือเหตุผลทางด้านสภาพสังคม - ศาสนาแล้วจะไม่ทรงให้สตรีบวชได้

เมื่อแรกการบวชภิกษุณีไม่ได้กำหนดจำนวนคือบวชกันตามสบายมีการบวชเข้ามาเป็นหมู่จำนวนถึง ๑,๐๐๐ ก็มี เช่นพระนางอโนชากับบริวาร ประวัติชีวิตของพระเถรีทังหลายส่วนมากพิสดารเฉพาะก่อนท่านบวช หลังจากบวชแล้วไม่ค่อยมีผลงานเด่นมากนัก นอกจากพระเถรีระดับเอตทัคคะ ๑๓ รูป

หลังจากจำนวนภิกษุณีเพิ่มขึ้นในเวลาอันรวดเร็วระยะหนึ่งปรากฏว่าเกิดปัญหาหลายอย่าง เช่นภิกษุณีถูกคนบางพวกรังแกทำให้ที่อยู่อาศัยของท่านก็ดี การจะไปในที่ต่าง ๆ ก็ดีต้องเกี่ยวข้องกับหมู่คณะ คือ จะไปไหนคนเดียว เดินทางคนเดียว อยู่คนเดียวไม่ได้ การจะอยู่ป่าเขาแบบพระจึงไม่ได้เพราะมีปัญหาเกี่ยวกับสวัสดิภาพของภิกษุณีเองทำให้เสนาสนะ (ที่อยู่อาศัย) ซึ่งชาวบ้านสร้างด้วยศรัทธาทำไม่ทัน ชาวบ้านได้แสดงความเดือดร้อนให้ปรากฏ จนต้องมีการกำหนดเงื่อนไขในการบวชภิกษุณีไว้ดังนี้

สตรีอายุยังน้อยให้บวชเป็นสามเณรีก่อน จนกว่าอายุครบ ๑๘ เมื่ออายุครบ ๑๘ ให้บวชเป็นนางสิกขมานา โดยรักษาศีลข้อ ๑ - ๖ ไม่ให้พกพร่องเป็นเวลา ๒ ปี จึงขอรับฉันทานุมัติจากสงฆ์บวชเป็นภิกษุณี ถ้าในระหว่างประพฤติตนเป็นนางสิกขมานา หากมีความบกพร่องในศีลก่อน ๖ ปี ต้องนับวันกันใหม่ เมื่อได้สิกขาสมมติจากภิกษุณีสงฆ์ด้วยญัตติทุติยกรรมวาจา เธอต้องถืออุปัชฌาย์เช่นเดียวกับภิกษุ แต่เรียกว่าปวัตตินี ซึ่งจะต้องมีพรรษาไม่ต่ำกว่า ๑๒ พรรษา และเป็นผู้ที่ได้รับสมมติจากภิกษุณีสงฆ์ให้เป็นปวัตตินี ปวัตตินีรูปเดียวจะอุปสมบทให้แก่สหชิวินี (ผู้อยู่ร่วม) ได้พียง ๒ ปี ต่อหนึ่งครั้งและอุปสมบทให้ได้ครั้งละ ๑ รูปเท่านั้นเมื่อเป็นภิกษุณีแล้วต้องรักษาสิกขาบท ๓๑๑ ข้อ (ศีล ๓๑๑)

ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ภิกษุณีเริ่มน้อยลงตามลำดับ ในตอนปลายพุทธกาลไม่ค่อยได้ยินชื่อเสียงของท่าน อาจจะเป็นเพราะมีพระวินัยห้ามการคลุกคลีกับภิกษุณีอยู่หลายข้อ ทำให้พระสังคีติกาจารย์ก็ไม่ค่อยทราบชีวิตและผลงานของภิกษุณีต่าง ๆ มากนัก ทั้งภิกษุณีก็ไม่ได้เข้าร่วมในการสังคายนาพระธรรมวินัย เรื่องของภิกษุณีสงฆ์จึงไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ภิกษุณีนั้นจัดว่าเป็นบริษัท ๑ ใน ๔ ของพระพุทธเจ้าที่มีบทบาทสำคัญในการเป็นพยานแห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ช่วยเผยแผ่ศาสนธรรม จากชีวประวัติของพระเถรีทั้งหลายในเถรีคาถาและอรรคกถาบอกให้ทราบว่าสตรีที่เข้ามาบวชเป็นภิกษุณีนั้นมีตั้งแต่เจ้าหญิงธิดาเศรษฐี ไปจนถึงโสเภณี คนขอทาน และการเข้ามาบวชของท่านส่วนมากแล้วจะเกี่ยวกับความรักความพลัดพราก และศรัทธาเป็นหลักฐานะของภิกษุณี อาจสรุปได้ดังนี้

๑. ท่านเป็นอุปสัมพันในหมู่ของท่านและคนอื่น แต่เป็นอนุปสัมบันในหมู่ภิกษุคือไม่มีฐานะเท่ากัน
๒. จะร่วมสังฆกรรมต่าง ๆ กับภิกษุไม่ได้ จึงไม่มีสิทธิจะห้ามอุโปสถปวารณาแก่ภิกษุทุกกรณี
๓. ภิกษุณีมีสิทธิโดยชอบตามพระวินัย ที่จะไม่ไหว้ภิกษุที่กล่าวคำหยาบคายต่อตน
๔. ในกรณีมีสิทธิโดยชอบตามพระวินัย ที่จะไม่ไหว้ภิกษุที่กล่าวคำหยาบคายต่อตน
๕. เมื่อภิกษุณีจะถามปัญหาแก่ภิกษุให้บอกก่อนว่าจะถามในเรื่องพระสูตร พระวินัย หรือพระอภิธรรม เมื่อบอกไว้อย่างหนึ่ง แต่กลับถามอีกอย่างหนึ่งเป็นอาบัติ

สำหรับสิกขาบทที่ทรงบัญญัติแก่ภิกษุณี ซึ่งมีจำนวนมากกว่าของภิกษุนั้น ส่วนมากแล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความเป็นสตรีเพศของท่านเพื่อป้องกันรักษาตัวท่านเองให้ปลอดภัยจากอันตรายต่าง ๆ

ภิกษุณีสงฆ์เจริญแพร่หลายในชมพูทวีปอยู่ช้านาน เป็นแหล่งให้การศึกษาแหล่งใหญ่แก่สตรีทั้งหลาย




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 18 พ.ค. 13, 15:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ใครมาเป็นคนถวายอาหารก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้


นางสุชาดาน้อมถวายข้าวมธุปายาส แด่พระพุทธเจ้า

ตำนานข้าวมธุปายาส มาจากเรื่องของ นางสุชาดา ธิดาเศรษฐี ณ หมู่บ้านเสนานี ใกล้ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม มีหญิงรับใช้ชื่อนางปุณณา นางสุชาดาได้บวงสรวงขอบุตรชายต่อเทวดาประจำต้นไทร เมื่อได้บุตรชายตามประสงค์แล้ว นางจึงให้คนตระเตรียมทำข้าวมธุปายาสเพื่อนำไป เป็นพลีแก่เทวดา ที่บันดาลให้ความหวังของนางเป็นจริง แต่ก็ได้ถวายแด่ นักบวชสิทธัตถะ ผู้ประทับนั่งใต้ร่มไทรนั้น ซึ่งเมื่อนางเห็นก็เข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดาที่แสดงตนมาเป็นนักบวช เพราะมีลักษณะงาม นางจึงน้อมข้าวมธุปายาสนั้นเข้าไปถวาย ครั้นนักบวชสิทธัตถะได้บอกความจริงแก่นางแล้วนางก็ยิ่งมีใจศรัทธา จึงได้ถวายข้าวนั้น ทั้งถาด นักบวชสิทธัตถะได้นำข้าวมธุปายาสมาแบ่งเป็น ๔๙ ก้อน แล้วฉันจนหมด จากนั้นจึงนำถาดไปอธิษฐานแล้วลอยไปในแม่น้ำเนรัญชรา เพื่อเสี่ยงทายเรื่องที่จะสามารถตรัสรู้ได้หรือไม่ ข้าวมธุปายาสของนางสุชาดาจึง นับว่าเป็นอาหารมื้อสุดท้ายก่อนที่นักบวชสิทธัตถะจะได้บรรลุอนุตรสัมมา สัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ดังคำกล่าวที่ว่า



นับหกปีที่พระสิทธัตถะ
ฝึกตบะเพียรภาวนามั่น
จวบวิสาขะรุ่งอรุณพลัน
นางสุชาดานั้นเฝ้าพระองค์
ถวายข้าวปายาสด้วย ศรัทธา
เสวยแล้วโมทนาดังประสงค์
ลอยถาดทวนสายชลจนจมลง
เสด็จตรงแนวป่าพนาลัย


วิธีเตรียมทำข้าวมธุปายาสของนางมีดังนี้ นางให้เลี้ยงแม่วัวนมไว้ในป่าชะเอมจำนวน ๑,๐๐๐ ตัว แล้วให้แม่วัวนม ๕๐๐ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑,๐๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๒๕๐ ตัว ดื่มกินน้ำนมของแม่วัวนม ๕๐๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๑๒๕ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๒๕๐ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๖๓ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑๒๕ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๓๒ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๖๓ ตัวนั้น แล้วให้แม่วัวนม ๑๖ ตัว ดูดกินน้ำนมของแม่วัวนม ๓๒ ตัวนั้น และในท้ายที่สุดนางให้แม่วัวนม ๘ ตัว ดื่มกินน้ำนมของแม่วัวนม ๑๖ ตัวนั้น หลังจากนั้นนางก็จะนำแม่วัวนมทั้ง ๘ ตัว มารีดเอาน้ำนม และนำน้ำนมมาเคี่ยวจนข้นเป็นนมข้นหวาน ทำให้มีรสอร่อยมาก เรียกว่า "ขีรปริวรรต" และในวันที่นางให้รีดนมนั้น ลูกวัวไม่กล้าเข้าใกล้แม่วัวเหล่านั้นเลย พอนางสุชาดาน้อมภาชนะเข้าไปเท่านั้น น้ำนมก็หลั่งออกมาจากเต้านมของแม่วัวเอง นางเห็นดังนั้นก็เกิดความปิติยินดีอย่างยิ่ง เมื่อได้แล้วจึงเทน้ำนมลงใส่ภาชนะใหม่ยกขึ้นตั้งบนเตา

ในวันที่นางปรุงข้าวมธุปายาสนั้น ท้าวจตุโลกบาลทั้ง ๔ คือ ท้าวธตรฐ ท้าวรุฬหก ท้าววิรูปักข์ และ ท้าวเวสวัณ ก็มายืนอารักขาก้อนเส้าเตาปรุงทั้ง ๔ ทิศ รวมทั้ง ท้าวมหาพรหม ก็นำทิพย์เศวตฉัตรมากางกั้นข้างบนกระทะเพื่อเป็นสิริมงคล และป้องกันธุลีบนนภากาศ สมเด็จอมรินทราธิราช เสด็จลงมาก่อไฟใส่ฟืน เทวดาเจ้าในหมื่นโลกธาตุ ก็นำทิพยโอชามารวมใส่ลงไปในหม้อปรุงนั้น ประชาชนในทวีปทั้ง ๔ และทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ห้อมล้อม ต่างเป็นดังจักรบีบรวงผึ้งอันอุดมด้วยน้ำผึ้งใส่เข้าไปในภาชนะที่กำลังปรุง นั้น เมื่อทำดังนี้แล้วก็ได้เป็นข้าวมธุปายาส เพื่อนำไปถวายแด่พระภิกษุต่อไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 06:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แปลกระทู้ให้อีกครั้ง "ผู้ใดได้ปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนา ผู้นั้นได้เห็นพระพุทธเจ้า"

ธรรมะ แปลว่า ความดี อีกความหมายหนึ่ง แปลว่า คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

ตถาคต เป็นอีกชื่อหนึ่ง ของพระพุทธเจ้า

การศึกษาเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ต้องจัดให้เป็น Priority คือการจัดอันดับความสำคัญ ให้ชัดเจน ศึกษาเรียงตามลำดับ ตั้งแต่ข้อ 1....2....3..... ต้องเริ่มเรียนจาก ข้อ1 ก่อน ในแต่ละข้อ ต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ เสมือนสร้างตึกอาคารสูงๆ

ข้อ 1 หรือข้อแรกที่จะต้องเรียนรู้คือปฏิบัติตาม ศีล 5 ประการ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องจำให้ว่า มีอะไรบ้าง (เป็นภาษาไทย) ต่อยอดใน ในศีลข้อที่ 1 สูงขึ้นไปคือ สามารถ ท่องเป็น"ภาษาบาลี"ได้คล่องแคล่ว และ ต่อยอดในข้อที่ 1 ให้"รู้คำแปล"ของ คำบาลี ทั้งหมด ของแต่ละข้อ ชี้ผลดีผลเสีย ของการกระทำผิดศีล คือ ได้รับ เวร ได้รับ บาป อย่างไร ผลกระทบต่อผู้อื่น ต่อสังคม ต่อประเทศ ต่อโลก ต่อจักรวาร อย่างไร

รู้จริงเพียงศีล 5 ข้อแล้ว ต่อยดขึ้นไปเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุดคือ "ความศรัทธา"

การสอนศาสนา ให้สอนตามความหมายในคำศัพท์ ที่มีอยู่ใน "พุทธวัจนะ" ไม่ใช่แต่งเติมขึ้นมาเอง จนเลอะเทอะ จากเรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยาก ยากแก่ประชาชนจะเข้าใจ จึงกลายเป็นคนขาดศีล สังคมวุ่นวาย บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่รู้จบ.....ด้วยประการฉะนี้..เอวัง

//ช.ผาสุข

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 10:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ระบบกระดูกบั้นเอว แผ่นหลังของผม มันไม่ค่อยจะดีครับ..นั่งนานไม่ค่อยจะได้ ผมอาจจะห่างๆไปหน่อย..
เมื่อสงสัยในภาษาบาลีก็ดีครับ..เลยช่วยกันแปล ช่วยกันน้อมนำมาพิจารณา..
ผมอยากจะให้ก๊อปปี้ ความเห็นที่8,9 ในกระทู้แรก ที่คนชอบอ่านตั้งอ่ะครับ..ก๊อปฯมาลงในกระทู้ ทุกๆกระทู้ที่ตั้ง (เหมือนสุดยอดเคล็ดวิชา ผู้ฝึกปรือสำเร็จ จะมีพลังยุทธอันสูงส่ง)
แค่เราแปลภาษาบาลีให้เข้าใจ แล้วน้อมนำมาประพฤติ ปฏิบัติ..อย่างตั้งมั่น ผมเชื่ออย่างเหลือล้นเลยล่ะครับ..ว่า..พวกเราจะเข้าใจในธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างผู้เป็นสาวกอย่างแท้จริง..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 10:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณแมน


ได้อ่านบทความทางธรรมคุณแมนเขียนอธิบายได้ดีมากเลยครับ นุ่มนวนเป็นขั้นตอน คำบรรยายที่ดีมากเลยครับและยิ่งชำนาญเกี่ยวกับพุทธศาสนาด้วยแล้ว ยิ่งดีใหญ่ครับบอร์ดเราไม่ค่อยมีคนลงเรื่องธรรมะมานานมาก คุณแมนเลยบอกว่ามีคนดูแค่20คน ตอนนี้กระทู้ที่ขึ้นไปร่วม2พันคนแล้วครับคุณแมนหากเข้าบอร์ดก็เข้ามาร่วมแจมได้เลยนะครับ รักและยินดีต้อนรับคุณแมนเสมอครับและบอร์ดธรรมะต้องมีคุณแมนร่วมจะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งและถูกต้องด้วยครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 11:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล
ระบบกระดูกบั้นเอว แผ่นหลังของผม มันไม่ค่อยจะดีครับ..นั่งนานไม่ค่อยจะได้ ผมอาจจะห่างๆไปหน่อย..
เมื่อสงสัยในภาษาบาลีก็ดีครับ..เลยช่วยกันแปล ช่วยกันน้อมนำมาพิจารณา..
ผมอยากจะให้ก๊อปปี้ ความเห็นที่8,9 ในกระทู้แรก ที่คนชอบอ่านตั้งอ่ะครับ..ก๊อปฯมาลงในกระทู้ ทุกๆกระทู้ที่ตั้ง (เหมือนสุดยอดเคล็ดวิชา ผู้ฝึกปรือสำเร็จ จะมีพลังยุทธอันสูงส่ง)
แค่เราแปลภาษาบาลีให้เข้าใจ แล้วน้อมนำมาประพฤติ ปฏิบัติ..อย่างตั้งมั่น ผมเชื่ออย่างเหลือล้นเลยล่ะครับ..ว่า..พวกเราจะเข้าใจในธรรมของพระพุทธเจ้าอย่างผู้เป็นสาวกอย่างแท้จริง..



มีข่าวดีจะบอกคุณเฮโลว่า ผมถูกออมสินฯครับ เพราะโม่แป้งวิเศษของคุณไงครับที่บอกให้ไปแปะทองเปลว3แผ่น ผมได้อธิฐานจิตส่งไป ของศักดิ์สิทธิ์ของท่านเลยช่วยนำโชคให้ครับ ครั้งหน้าได้อธิฐานจิตใหม่ ขอถูกอีกครับ คุณเฮโลเราทุกคนมาทำสิ่งดีๆกันอธิฐานสิ่งใดก็จะได้สิ่งนั้นครับเบื้องบนคงเห็นในสิ่งที่เราทำกันด้วยจุดมุ่งหวังที่ดีครับ

ผมจะทำตามที่คุณแนะนำครับจะนำความเห็นที่ 8และ9มาลงทุกกระทู้ครับ
คุณต้องรักษาสุขภาพให้แข็งแรงนะครับมีเวลาก็เข้ามาคุยได้ตลอดครับกระทู้นี้คุณมีส่วนร่วมที่สำคัญครับเราขาดธรรมะกันมานานก็จะเป็นที่คลายเครียดสำหรบทุกคนที่เข้ามาครับคุณเฮโล



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19 พ.ค. 13, 14:13 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 11:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมขออนุญาตเปรียบเปริยนะครับ
เราเดินผ่านร้านขายข้าวราดแกง ในตู้มีกับข้าวหลายชนิด..
ในร้าน มีคนนั่งเต็มทุกโต๊ะ..แม่ค้าก็สาระวนอยู่กับการตักข้าวใส่จาน แล้วถ้ามคนชื้อว่า เอาอะไรบ้าง ถามไม่ขาดปาก เด็กเสริฟก็วุ่นวายกับการเสริฟ การเรียกเก็บเงิน..
ในใจเราก็จะต้องรู้ว่า ร้านนี้ขายดี รสชาดในฝีมือย่อมต้องดีไปด้วย..
เราแค่เดินผ่าน เราก็รู้ว่า เขาทำกับข้าวอร่อย เพราะสังเกตุว่า คนเข้าร้านเต็ม
เราไม่รู้หรอกว่า กับข้าวอร่อยอย่างไร มีชนิดไหนอร่อยมาก อร่อยไม่มาก..
และที่สำคัญ เราไม่รู้เลยว่า เขาปรุงอย่างไร มีอะไรเป็นองค์ประกอบในการทำอาหารบ้าง..

ธรรมของพระพุทธองค์ก็เหมือนกัน ต้องเข้าใจ เหมือนคนทำกับข้าว..

การยกธรรมมะมากล่าวอ้าง เราก็จะต้องรู้ความหมาย และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง สามารถอธิบายได้..
และผมว่า จำเป็นมาก เราต้องฝึก ต้องปฏิบัติด้วย

ประเดี๋ยวคนถามว่า แกงแบบนี้ ใส่อะไรบ้าง จะตอบไม่ได้..

เช่นพระท่านชอบเทศน์เรื่อง ทัพพี ไม่รู้รสแกง..

(เอากันนะครับ ไหนๆ เราก็ชักชวนกันมาเรื่อยๆ และพวกเรา จะไม่ใช่ ทัพพีที่มีหน้าที่ตักแกงเท่านั้..)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 16:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เนื่องจากกระทู้ที่ที่คนชอบอ่านตั้ง ชื่อมีทุกสมัย วิธีพระเทวทัตยึดสุดโต่ง จนสายกลางกลายเป็นมักมาก
แฟนๆไม่เอะใจอะไรบ้างหรือ ทำไม..อยู่ๆคนชอบอ่านก็มาตั้งกระทู้แบบนี้
คนชอบอ่านต้องการจะสื่ออะไร..
สมัยนี้ และสมัยพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ มีเหตุการ์ที่คล้ายกันหรือ ใช่หรือไม่..
พระเทวทัต มีคู่หู มีคนคอยแนะนำส่งเสริม และการที่ทูลขอวัตถุ5ประการจากพระพุทธองค์ ทั้งๆที่ก็ู้้อยู่แก่ใจว่า พระพุทธองค์ไม่ทรงอนุญาต
และวางแผนใว้แล้ว จึงตั้งตนเองเป็นใหญ่ แยกสำนักออกไป
และไม่ประสบความสำเร็จ ดังที่ทราบ..

เหตุใด พระเทวทัต จึงเป็นอริกับพระพุทธเจ้า..ในชาดก พระเทวทัต เป็นอริ เป็นคู่กัดกันกับพระพุทธเจ้ามาหลายภพภูมิ..
สมัยพระพุทธเจ้า พระเทวทัต ไฉนจึงเป็นเช่นนั้น..
ด้วยเพราะพระเทวทัต เป็นคนขี้อิจฉา ตนเองนั้น ไม่มีผู้คนนับถือ บริวาลก็มีน้อย ไม่ค่อยมีใครถวายผ้าสบงจีวร อาหารก็มีคนใส่บาตรให้น้อย มักเป็นอาหารที่ไม่ปรานีต..
การที่ทูลขอวัตถุ5ประการ ก็เพื่อให้พระพุทธเจ้าซอมซ่อ ตกต่ำเหมือนตนเอง..
ในกระทู้ ต้องการจะสื่อสารถึงบรรดาแฟนๆให้ดูว่า ในสมัยนี้ มีพระเทวทัตบ้างไหม มีกี่คน หรือไม่มีเลยซ๊ากกคน..
ขออภัยคุณคนชอบอ่าน ผมจำเป็นต้องเอ่ยนามถึง เพราะกระทู้ที่ตั้ง ผมยังต้องตีความหมายต่อไป../size]
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 09:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณเฮโล


พระเทวทัตมีความอิจฉาริษยาในตัวพระพุทธเจ้า จึงทำให้มีกิเลสติดตามไปทุกภพทุกชาติ คุณเฮโลตีความหมายที่คุณชอบอ่านนำมาลงแล้วช่วยนำมาเฉลยให้ทราบด้วยครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 22 พ.ค. 13, 10:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมนึกขึ้นมาได้ว่า เมื่อปีก่อนมีผู้เข้ามาลงข้อความว่าพรพุทธเจ้านั้นสำเร็จที่จ.ลพบุรี ไม่ใช่ประเทศอินเดียครับและลงข้อความอยู่หลายวันและบอกว่าประวัติของพระพุทธเจ้าที่ถูกต้อง จะสำเร็จเป็นพุทธเจ้าต้องสำเร็จที่ประเทศไทยเท่านั้นรวมทั้งอรหันต์ทุกพระองค์ด้วยครับคุณชอบอ่านเคยได้ยินข่าวนี้มาหรือไม่ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 22 พ.ค. 13, 14:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ธรณีสูบพระเทวทัต


กฎแห่งกรรมเรื่องนี้แสดงผล ในขณะที่พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 17 ที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถาว่า อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ เป็นต้น

เรื่องเล่าในอรรถกถาพระธรรมบทว่า ครั้งหนึ่ง พระเทวทัตพำนักอยู่กับพระศาสดาที่กรุงโกสัมพี ขณะที่พำนักอยู่ ณ ที่นั้น พระเทวทัตมีความตระหนักว่าพระศาสดาทรงได้รับความเคารพ

ความนับถือและได้ลาภสักการะจากประชาชนเป็นอันมาก จึงมีความริษยาพระศาสดาและมีความปรารถนาอยากเป็นประมุขสงฆ์ วันหนึ่ง ขณะที่พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ที่วัดพระเวฬุวันในนครราชคฤห์





ก็ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลว่า พระองค์ทรงชราภาพแล้ว ควรจะได้ถ่ายโอนความรับผิดชอบคณะสงฆ์ให้แก่พระเทวทัตเสีย พระศาสดาทรงปฏิเสธข้อเสนอของพระเทวทัตโดยตรัสว่า พระเทวทัตเป็นเขฬาสิกวาทะ (บุคคลกลืนกินน้ำลายของผู้อื่น) ต่อมาพระศาสดาได้ทรงขอให้พระสงฆ์ดำเนินการ “ประกาศนียกรรม” (ทำนองลอยแพไม่คบหาสมาคมด้วย) ต่อพระเทวทัต

พระเทวทัตมีความเดือดร้อนและประกาศว่าจะทำการแก้เผ็ดพระศาสดา ท่านได้พยายามสังหารพระศาสดาถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกไปว่าจ้างนายขมังธนูให้มาลอบยิง

ครั้งที่สองขึ้นไปกลิ้งหินลงมาจากภูเขาคิชฌกูฏเพื่อจะให้ทับพระศาสดา

และครั้งที่สามปล่อยช้างนาฬาคิรีให้เข้าทำร้าย ทว่านายขมังธนูไม่สามารถทำร้ายพระศาสดาได้และได้เดินทางกลับไปหลังจากที่ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาจนได้บรรลุพระโสดาปัตติผลแล้ว



หินที่กลิ้งลงมาจากเขาคิชฌกูฏไม่สามารถทำร้ายพระศาสดา เพียงแต่มีสะเก็ดหินแตกมากระทบแค่ทำให้พระโลหิตห้อเท่านั้น และเมื่อช้างนาฬาคีรีวิ่งมาจะทำร้าย พระศาสดาได้ทรงแผ่เมตตาให้จนช้างนั้นเชื่อง



แต่พระเทวทัตก็ยังไม่ละความพยายาม ได้พยายามหาเล่ห์เพทุบายอย่างอื่น

โดยได้พยายามทำลายสงฆ์ด้วยการแยกพระบวชใหม่จำนวนหนึ่งไปอยู่ที่คยาสีสะ แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดพระเหล่านี้ได้ถูกพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะพากลับมาได้สำเร็จ

อยู่มาวันหนึ่ง พระเทวทัตอาพาธหนัก เมื่อท่านอาพาธอยู่ได้ 9 เดือนก็ได้ขอให้สานุศิษย์พาท่านมาเพื่อจะเฝ้าพระศาสดา พวกศิษย์จึงหามท่านขึ้นแคร่มาที่วัดพระเชตวัน เมื่อพระศาสดาได้สดับว่าพระเทวทัตถูกหามมาเฝ้าก็ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระเทวทัตไม่มีโอกาสที่จะได้เฝ้าพระองค์

กฎแห่งกรรมแสดงผล เมื่อพระเทวทัตและคณะเดินทางมาถึงที่สระในบริเวณพระเชตวัน พวกศิษย์ที่ทำหน้าที่หามได้วางแคร่ลงที่ริมสระและได้ลงไปอาบน้ำกันอยู่นั้น พระเทวทัตได้ลุกขึ้นจากแคร่แล้ววางเท้าลงที่พื้นดิน พลันเท้าทั้งสองข้างของท่านก็ถูกธรณีสูบจมหายลงไปในแผ่นดิน



ที่พระเทวทัตไม่มีโอกาสได้เฝ้าพระศาสดาก็เพราะกฎแห่งกรรมคือครุกรรมกรรมชั่วที่ท่านได้กระทำต่อพระศาสดา หลังจากถูกธรณีสูบแล้วพระเทวทัตได้ไปเกิดในนรกขุมอเวจี อันเป็นนรกที่ถูกทรมานอย่างโหดร้ายรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลถามพระศาสดาว่า พระเทวทัตเมื่อถูกธรณีสูบแล้วไปเกิดอยู่ ณ ที่ใด พระศาสดาตรัสว่า ในอเวจีมหานรก เมื่อพระภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเทวทัตเดือดร้อนในโลกนี้ จะไปเกิดในที่เดือดร้อนในโลกหน้าอีกหรือไม่ พระศาสดาตรัสว่า “เป็นอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชนทั้งหลาย จะเป็นบรรพชิตก็ตาม คฤหัสถ์ก็ตาม มีปกติอยู่ด้วยความประมาท ย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสองทีเดียว”




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 11:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ๒๙ พระองค์"

ต้นไม้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่สามารถนำมาประมวลไว้ ณ ที่นี้ มีต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ๒๙ พระองค์ โดยต้นไม่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑ ถึงองค์ที่ ๓ พบในชินกาลมาลีปกรณ์และต้นได้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ถึงองค์ที่ ๒๙ พบในพุทธวงศ์อันมีความดังต่อไปนี้

๑. พระตัณหังกร ไม้สัตตปัณณะ (ตีนเป็ดขาว)
๒. พระเมธังกร ไม้กิงสุกะ (ทองกวาว)
๓. พระสรณังกร ไม้ปาตลี (แคฝอย)
๔. พระที่ปังกร ไม้ปิปผลิ (เลียบ)
๕. พระโกณฑ์ญญะ ไม้สาลกัลยาณี (ขานาง)
๖. พระมังคละ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๗. พระสุมนะ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๘. พระเรวตะ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๙. พระโสภิตะ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๑๐. พระอโนมทัสสี ไม้อัชชุนะ (รกฟ้าขาว)
๑๑. พระปทุมะ ไม้มหาโสณะ (อ้อยช้าง, คำมอก)
๑๒. พระนารทะ ไม้มหาโสณะ (อ้อยช้าง,คำมอก)
๑๓. พระปทุมุทตระ ไม้สลฬะ (สน)
๑๔. พระสุเมธะ ไม้มหานิมพะ (สะเดาป่า)
๑๕. พระสุชาตะ ไม้มหาเวฬุ (ไผ่ใหญ่)
๑๖. พระปิยทัสสี ไม้กกุธะ (กุ่ม)
๑๗. พระอัตถทัสสี ไม้จัมปกะ (จำปาป่า)
๑๘. พระธัมมทัสสี ไม้พิมพชาละ หรือกุรวกะ (มะพลับ,ซ้องแมว)
๑๙. พระสิทธัตถะ ไม้กัณณิการะ (กรรณิการ์)
๒๐. พระติสสะ ไม้อสนะ (ประดู่ลาย)
๒๑. พระปุสสะ ไม้อาลมกะ (มะขามป้อม)
๒๒. พระวิปัสสี ไม้ปาตลิ (แคฝอย)
๒๓. พระสิขี ไม้ปุณฑริกะ (มะม่วงป่า)
๒๔. พระเวสสภู ไม้มหาสาละ (สาละใหญ่)
๒๕. พระกะกุสันธะ ไม้มหาสิริสะ (ซึกใหญ่)
๒๖. พระโกนาคมนะ ไม้อุทุมพระ (มะเดื่อ)
๒๗. พระกัสสปะ ไม้นิโครธ (ไทร,กร่าง)
๒๘. พระโคตมะ คือ พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ไม้อัสสตถะ (พระศรีมหาโพธิ)
๒๙. พระเมตไตรย คือ พระพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้า ไม้นาคะ (กากะทิง)




--------------------------------------------------------------------------------


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 27 พ.ค. 13, 14:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล
ลงยาวมากเลยครับ ผมสายตาไม่ค่อยจะไหว คงต้องมีระยะการอ่านเป็นระยะๆไปครับ..
ผมขอเสริมถึงคำพูดว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต..
คำว่าเห็นตถาคตนั้น ก็คือ การปฏิบัติตามคำสอนขององค์ตถาคต แล้วก็จะสว่างไสวดังเห็นองค์ตถาคตยืนอยู่เบื้องหน้านั่นเอง..หมายถึงมีความเข้าใจปรุโปร่ง
การคุยครั้งนี้ คุยถึงแก่นคำสอนขององค์ตถาคต มันก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาในองค์ตถาคตขนาดไหน..
มันอยู่ที่ความมีเจตนา คือความตั้งใจครับ..
มีเจตนาในการรักษาศีล มีศีลอยู่ในใจ (ไม่ต้องไปขอรับศีลจากพระทุกวันนะครับ555)
กระทู้ที่ จขกท.ได้ตั้งมา และได้นำธรรมมาแสดงนี้..ได้เผยแผ่ให้เราๆท่านๆได้ศึกษา ได้ฝึก ได้ปฏิบัติ องค์ตถาคต ก็จะได้เห็นกัน..



ตอบต้องขออภัยคุณเฮโลที่บางครั้งลงบทความสั้นบ้างยาวบ้างแวแต่บทความอาจสั้นบ้างยาวบ้างท่านผู้อ่านก็คงอยากจะอ่านยาวๆเพื่อจะได้ความรู้ไปศึกษากันครับ และมีผู้อ่านเข้ามาอ่านหลายพันคนน่าจะเกือบถึงหมื่นคนในเร็วๆนี้ เราทั้งสองก็คุยเรื่องธรรมะยาวบ้างสั้นบ้างเพื่อจุดประกายให้กับท่านผู้อ่านให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นในจิตใจครับ มีใครที่มีความคิดดีๆหรือข้อมูลสร้างสรรค์ก็เชิญเข้ามาร่วมได้ครับยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ที่เราทั้งหมดมาร่วมสร้างกุศลผลบุญร่วมกันครับ...



--------------------------------------------------------------------------------


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 28 พ.ค. 13, 08:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เห็นด้วยกับท่านเฮโลครับ

สวดมนต์ก่อน ก่อนที่เราจะนั่งสมาธิ หรือการทำสมาธิด้วยอริยบทอื่นๆ..
การสวดมนต์ก่อน ก็เพื่อการน้อมจิตน้อมใจให้เข้าใกล้พระพุทธองค์ หมายความว่า เอาใจเข้าไปก่อน แล้วก็ปฏิบัติไปตามที่ได้เรียนกัน..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 29 พ.ค. 13, 11:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กระทู้นี้เป็นกระทู้สีขาวไม่ส่งเสริมอบายมุขต่างครับ ขอให้ผู้อ่านเดินตามรอยธรรมของพระพุทธองค์แล้วทุกท่านจะมีความสุขดำเนินชีวิตโดยไม่ประมาทครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม