หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: พุทธสาวกทั้งหลายเอย !!!!!!  (อ่าน 2336 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 17:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
พุทธสาวกทั้งหลายเอย !!!!!


เพื่อนๆพุทธสาวกทั้งหลายเอย มีคนเอาของดีมาเอื้ออำนวยแล้ว เหล่าท่านจงตักตวงกันเอาเองเถิด..
ผมจะบอกเกล็ดเล็กน้อยในนี้..นี๊ดดนึงคือ..
พระเทวทัตนี่แหละ เป็นคนแรก ทำทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์
อนันตริยะกรรม..กรรมอันหนักมาก




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 17:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อพระเทวทัตกล่าวอย่างนี้ พระโกกาลิกะได้กล่าวกับพระเทวทัตดังนี้ว่า “ท่าน พระสมณโคดมมีฤทธานุภาพมาก พวกเราจะทำลายสงฆ์ ทำลายจักรของ พระสมณโคดม ได้อย่างไร”
พระเทวทัตกล่าวว่า “มาเถิดท่านทั้งหลาย พวกเราจะเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม แล้วทูลขอวัตถุ ๕ ประการว่า „พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคตรัสสรรเสริญความ มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการน่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยประการต่าง ๆ วัตถุ ๕ ประการเหล่านี้ก็เป็นไป เพื่อความ มักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการน่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียร โดยประการต่าง ๆ ข้าพระพุทธเจ้าขอประทาน วโรกาสดังนี้
๑. ภิกษุทั้งหลายควรอยู่ป่าตลอดชีวิต ภิกษุรูปใดเข้าบ้าน ภิกษุรูปนั้น มีโทษ
๒. ภิกษุทั้งหลายควรเที่ยวบิณฑบาตตลอดชีวิต ภิกษุรูปใดยินดีกิจนิมนต์ ภิกษุรูปนั้นมีโทษ
๓. ภิกษุทั้งหลายควรถือผ้าบังสุกุลตลอดชีวิต ภิกษุรูปใดยินดีผ้าคหบดี ภิกษุรูปนั้นมีโทษ
๔. ภิกษุทั้งหลายควรอยู่โคนไม้ตลอดชีวิต ภิกษุรูปใดอาศัยที่มุงที่บัง ภิกษุ รูปนั้นมีโทษ
๕. ภิกษุทั้งหลายไม่ควรฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต ภิกษุรูปใดฉันปลา และเนื้อ ภิกษุรูปนั้นมีโทษ” พระสมณโคดมจะไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการนี้แน่ พวกเราจะใช้วัตถุ ๕ ประการนี้ชักชวนให้ประชาชนเชื่อถือ” ท่านเหล่านั้นปรึกษากันว่า “พวกเราสามารถ ที่จะใช้วัตถุ ๕ ประการเหล่านั้นทำลายสงฆ์ ทำลายจักรของพระสมณโคดมได้ เพราะ ยังมีพวกมนุษย์ที่เลื่อมใสในการปฏิบัติปอน ๆ” ครั้งนั้น พระเทวทัตพร้อมกับบริษัทได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้น แล้วได้ถวายอภิวาทแล้วนั่งลง ณ ที่สมควร กราบทูลว่า “พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มี พระภาคตรัสสรรเสริญความมักน้อย ความสันโดษ ความขัดเกลา ความกำจัด อาการน่าเลื่อมใส การไม่สะสม การปรารภความเพียรโดยประการต่าง ๆ วัตถุ ๕ … …พระผู้มีพระภาคตรัสห้ามว่า “อย่าเลยเทวทัต ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงอยู่ป่าเถิด ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงอยู่ในละแวกบ้านเถิด ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงเที่ยวบิณฑ- บาตเถิด ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงยินดีกิจนิมนต์เถิด ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงถือผ้า บังสุกุลเถิด ภิกษุรูปใดปรารถนาก็จงยินดีผ้าคหบดีเถิด เทวทัต เราอนุญาตถือ เสนาสนะตามโคนไม้ ๘ เดือนเท่านั้น เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์ด้วยอาการ ๓ อย่าง คือ ๑. ไม่ได้เห็น ๒. ไม่ได้ยิน ๓. ไม่ได้นึกสงสัย”

ครั้งนั้น พระเทวทัตร่าเริงดีใจว่า “พระผู้มีพระภาคไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการ เหล่านี้” พร้อมกับบริษัทลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคทำประทักษิณ แล้วจากไป

พระเทวทัตโฆษณาวัตถุ ๕ ประการ สมัยนั้น พระเทวทัตพร้อมกับบริษัทเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ ใช้วัตถุ ๕ ประการ ชักชวนให้ประชาชนเชื่อถือด้วยกล่าวว่า “พวกเราเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม ทูลขอวัตถุ ๕ … …แต่พระสมณโคดมไม่ทรงอนุญาตวัตถุ ๕ ประการเหล่านั้น พวกเราจงสมาทาน ประพฤติตามวัตถุ ๕ ประการเหล่านี้เถิด” บรรดาประชาชนเหล่านั้น พวกที่ไม่ศรัทธา ไม่เลื่อมใส มีความรู้ไม่ดี กล่าวว่า “พระสมณะเชื้อสายศากยบุตรเหล่านี้ ประพฤติกำจัดกิเลส ประพฤติเคร่งครัด ส่วน พระสมณโคดมมักมาก ดำริเพื่อความมักมาก”

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า :๑๙๘-๒๐๑ }




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล


5555 เทวทัต เลยแยกตัวออกไป มีสาวกติดตามไป..
ข้อที่1 เทวทัต ได้ทูลขอให้พระพุทธองค์สั่งให้ภิกษุอยู่ป่าเป็นวัตร อยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร พระพุทธเจ้า มิได้เห็นด้วย เช่นเข้าพรรษา ต้องอยู่ในที่เป็นแห่งๆ เช่นวัด หรือที่อุบาสก อุบาสิกาจัดให้
ข้อที่2 ห้ามพระรับกิจนิมนต์ ให้บิณฑบาตเพียงอย่างเดียว..(สมัยก่อน มักมีพระราชา หรือเศรษฐี นิมนต์พระไปฉันที่บ้าน ล้วนแต่อาหารอันปราณีต) พระพุทธเจ้ามิได้ห้ามตาม เพราะเป็นการโปรดสัตว์ทุกระดับ..
ข้อที่3 ห้ามไม่ให้รับถวายผ้าสบง จีวรจากอุบาสก อุบาสิกา ให้ใช้แต่ผ้าบังสกุล(ผ้าห่อศพ) พระพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามตาม(เทวทัต ขี้อิจฉา เพราะมีแต่ผู้นำบ้าไตรจีวรถวายแต่พระพุทธเจ้า ส่วนพะเทวทัด ไม่ค่อยจะได้ลาภสักการะ)
ข้อที่4 ห้ามไม่ให้ภิกษุอยู่ในที่มุงบัง ให้อยู่แต่โคนต้นไม้ เพราะเทวทัต ไม่มีผู้ใดทำกุฏีให้อยู่เหมือนพระพุทธเจ้า
ข้อที่5 ให้พระพุทธเจ้าทรงห้ามภิกษุ ฉันอาหารเนื้อ พระพุทธเจ้ามิได้ห้ามตา เพราะอาหาร เป็นโยมอุบาสก อุบาสิกาเป็นผู้นำมาถวาย จึงเลือกฉันไม่ได้ ชาวบ้านให้อะไรกิน ก็ต้องกินไปตามนั้น..ว่างั๊นเหอะ
แต่พระพุทธเจ้าได้ทรงห้ามฉันเนื้อสัตวใว้หลายชนิด ผมจำได้ไม่หมด เช่น เนื้อสุนัข เนื่้อม้า เนื้อช้าง เนื้อเสือ เนื้องู เนื้อมนุษย์

ทำไมพระเทวทัตจึงได้ไปกราบทูลพระพุทธเจ้าอย่างนั้น..
เรื่องของเรื่องก็คือ พระเทวทัต เป็นคนขี้อิจฉา เห็นพระพุทธเจ้ามีคนเครารพมากกว่า มีคนกราบใหว้บูชามากกว่า..
จึงคิด และทำอะไรแปลกๆ ขนาดคิดปลงพระชนพระพุทธเจ้า..สุดท้าย..สุดท้าย พระเทวทัต แม้นจะสำนึกตนได้ว่า ได้ก่อกรรมหนักมาก แต่ก็ไปกราบขอขมาแก่องค์สัมมาไม่ทัน ไปถูกธรณีสูบระหว่างการเดินทางไปกราบขอขมาพระพุทธเจ้า

พระเทวทัต ไม่ได้เป้นคนชั่วอย่างสุดทฤธิ สุดเดชหรอกครับ..เพราะในที่สุด ก็สำนึกได้ถึงบาปที่ได้ก่อกระทำใว้..จึงได้ให้สาวกหามไปเพื่อกราบพระพุทธเจ้าดังว่า..
และสุดท้าย พระเทวทัต ก็ได้เป็นอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้า..
แต่ก็ต้องแรกกับการตกนรกถึงก้นมหานรกโน่น

ลองเกาขบับเบาๆนะครับ..สมัยนี้ มีใครคล้ายๆ หรือแย่กว่าเทวทัตมั่งไหม..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เฮโล


ถือว่า เป็นการแรกเปลี่ยนความรู้ วิเคราะห์ในสิ่งที่เราได้รู้มา
กรรมของสัตว์โลก..
กรรมอันส่งผลให้กำเนิด เป็นกรรมที่ติดตามมา
กรรมที่ได้กำเนิด เป็นกรรมที่ได้ก่อขึ้นมาใหม่
กรรมเป็นผู้ให้ผล ก็ผลจากกรรมที่ได้ก่อขึ้น
กรรมติดตาม คือกรรมไม่สามารถหนีได้..
กรรมเป็นมรดก..กรรมอันเป็นมรดก หมายถึงกรรมที่ส่งผลไปยังบริวาล

กรรม หมายถึงการกระทำ เป็นทั้งกรรมฝ่ายดี และฝ่ายไม่ดี
กิเลส หมายถึงความเสื่อม ความไม่ดี


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณชอบอ่าน


เพิ่มความคมชัดเป็นระบบของการเวียนว่ายตายเกิด แสดงถึงผลของธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันเกิดขึ้น เป็นกฏธรรมชาติ เป็นหลักความจริง
--------------------------
ปฏิจจสมุปบาท

พุทธดำรัสตอบ “ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก.... นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย.... ความแตกแห่งขันธ์.... นี้เรียกว่ามรณะ
“ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด.... ความปรากฏแห่งขันธ์.... นี้เรียกว่าชาติ
“ก็ภพเป็นไฉน ภพ ๓ เหล่านี้ คือ กามภพ รูปภาพ อรูปภาพ นี้เรียกว่าภพ
“ก็อุปาทานเป็นไฉน อุปาทาน ๔ เหล่านี้คือ กามุปาทาน ทิฏฐปาทาน สีลัมพพตุปาทาน อัตตาวาทุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทาน
“ก็ตัณหาเป็นไฉน ตัณหา ๖ หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้เยกว่าตัณหา
“ก็เวทนาเป็นไฉน เวทนา ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่าเวทนา
“ก็ผัสสะเป็นไฉน ผัสสะ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่าผัสสะ
“ก็สฬายตนะเป็นไฉน อาตนะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่า สฬายตนะ
“ก็นามรูปเป็นไฉน เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่า นาม มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ นี้เรียกว่ารูป
“ก็วิญญาณเป็นไฉน วิญญาณ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าววิญญาณ
“ก็สังขารเป็นไฉน สังขาร ๓ เหล่านี้ คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร
“ก็อวิชชาเป็นไฉน ความรู้ทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุเกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึงความดับทุกข์ นี้เรียกว่า อวิชชา.....”

วิภังคสูตร นิ. สํ. (๖-๑๗)
ตบ. ๑๖ : ๓-๕ ตท. ๑๖ : ๓-๔
ตอ. K.S. II : ๓-๔





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณชอบอ่าน


ขอบคุณคุณเฮโลฯ.. ที่ช่วยให้ข้อมูล

เพิ่มพุทธอุทานที่กินใจ ต่อจากเรื่องที่ลงคือพระเทวทัตมาบอกพระอานนท์จะทำสังฆกรรม แยกจากพระผู้มีพระภาค แยกจากภิกษุสงฆ์ พระอานนท์ได้กราบทูล:

วันนี้พระเทวทัตจะทำลายสงฆ์ พระพุทธเจ้าข้า” ครั้นพระผู้มีพระภาคเมื่อทรงทราบเรื่องนั้น จึงทรงเปล่งพระอุทานในเวลานั้นว่า

กรรมดี คนดีทำได้ง่าย
กรรมดี คนชั่วทำได้ยาก
กรรมชั่ว คนชั่วทำได้ง่าย
กรรมชั่ว พระอริยะทั้งหลายทำได้ยาก๑ ทุติยภาณวาร จบ

{ที่มา : โปรแกรมพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม : ๗ หน้า :๒๐๓ }





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชอบอ่าน


ขอบคุณทุกๆท่าน ไม่อยากเชื่อที่นี่จะมีคอเดียวกัน
ตอนนี้กำลังศึกษาด้านพุทธศาสตร์อยู่
อยากเจอคนเก่งๆจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ เปิดหูเปิดตา
กำจัดกิเลสและสิงที่ตนยึดตึด

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในสมัยพุทธกาลพระเทวทัตเสนอให้พระพุทธเจ้าและสาวกฉันมังสวิรัติแต่พระพุทธเจ้าไม่ยินยอมเพราะอะไร
พระเทวทัตไม่พอใจจึงแยกตัวออกพร้อมทั้งสาวกบางส่วนออกไป พระพุทธเจ้า


เพราะ มันเป็นการลำบากแก่ คนที่จะมาถวาย เช่น
เขาทำกับข้าวเส็ร๊จ เขาก็ดับแยกไว้ไปถวายพระต่างหาก (อาหารของคนปกติทั่วไปก็ต้องมีเนื้อสัตว์ผสมอยู่ด้วยซะส่วนมาก)
สรุปก็คือว่า คนที่มีจิตศรัทธาถวายอะไรมาก็ต้องฉันอย่างนั้น ไม่ได้เลือกฉันเลือก
การฉันขอท่านก็ต้องพิจรณาอีก ซึ่งในส่วนนี้จะไม่กล่าวถึง


พระเจ้าเทวทัตทำอย่างงั้น เพราะต้องการแสดงให้เห็นว่าตนนั้นเหนือกว่าพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้ารู้ ก็เลยไม่ยินยอม



เพราะพระพุทธองค์ทรงเห็นว่า การที่พระเทวทัตขอนั้น เป็นการประพฤติปฏิบัติที่เคร่งครัดเกินไป
ในขณะที่พระพุทธองค์ ทรงสั่งสอนในเรื่องของทางสายกลาง คือไม่เค่งครัดเกินไปและก็ไม่ย่อหย่อนจนเกินไป




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มังสวิรัติ ในทัศนะเสฐียรพงษ์ วรรณปก


ระยะนี้ผมมักถูกคน ถามอยู่สองเรื่องคือ เมืองไทยมีพระอรหันต์หรือเปล่า ที่มีคนพูดว่าหลวงพ่อองค์นั้นองค์นี้เป็นอรหันต์เป็นความจริงเพียงใด นี่เรื่องหนึ่ง อีกเรื่องหนึ่งคือ พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือไม่ ที่พูดกันว่าคนกินเนื้อสัตว์เป็นคนไร้เมตตาธรรมเท่ากับสนับสนุนให้มีการฆ่า สัตว์ตัดชีวิต คนที่มีเมตตาแท้จริงต้องไม่กินเนื้อสัตว์ หรือที่เรียกกันโก้เก๋ว่า "มังสวิรัติ" จริงหรือไม่

ทั้งสองเรื่องนี้ มันมาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันผมค่อนข้างบ่อย บ่อยซะจนต้องเขียนเรื่อง "ขบวนการอรหันต์ดิบ" ลงในหนังสือรายเดือนฉบับหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ ยังเหลือแต่เรื่องมังสวิรัติ ซึ่งก็ถึงเวลาอันเหมาะจะเขียนถึงพอดี

พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์หรือเปล่า ถ้าพุทธศาสนิก (ในทะเบียนสำมะโนครัว) จะสนใจอ่านพุทธประวัติ อ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาเพียงเล่มสองเล่ม (ไม่ต้องถึงพระไตรปิฎก) ก็จะรู้สึกว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องตั้งคำถามเช่นนี้

พระพุทธเจ้าทรงเป็น "บรรพชิต" ตามรูปศัพท์แปลว่า "เว้นโดยสิ้นเชิง" หมายถึงเว้นจากพฤติกรรมทุกอย่างที่เคยทำสมัยยังครองเรือน หันมาถือเพศผู้ไม่มีเรือน (อนาคาริยะ) ก็ได้แปลว่า "เดินไปข้างหน้า" หมายถึงใช้ชีวิตเร่ร่อนไม่อยู่ที่ไหนเป็นการถาวร หรือหมายถึงปฏิบัติมุ่งไปสู่ความดับทุกข์โดยสิ้นเชิงก็ได้ พระองค์ทรงดำรงชีวิตด้วยการขออาหารจากชาวบ้าน (ภิกษุ) บำเพ็ญตนเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย (สุภระ) เขาให้อะไรก็กินสิ่งนั้นเพียงเพื่อให้มีชีวิตอยู่ทำประโยชน์แก่สังคม (กายัสสะ ฐิติยา ยาปนายะ)

เมื่อรู้วิถีการดำรงชีวิตของพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวกเช่นนี้แล้ว ก็ตอบได้ทันทีว่า พระพุทธเจ้าเสวยทั้งอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ และอาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ พูดง่ายๆ ก็ว่าทรงเป็นทั้งมังสวิรัติและไม่มังสวิรัติ ขึ้นอยู่กับผู้ถวาย ถ้าคนถวายเขากินเนื้อสัตว์เขาคงเอาเนื้อมาถวาย ถ้าเขากินเจเขาก็คงเอาอาหารเจมาถวาย

เขาถวายอะไร พระองค์ก็รับมาเสวยทั้งนั้น ขณะรับก็มิได้จำแนกว่า เนื้อสัตว์หรือไม่เนื้อสัตว์ เจหรือไม่เจ ทรงคิดแต่เพียงว่า "รับอาหาร"

ผมยังไม่อ่านเจอที่ไหนว่า พระองค์จะปฏิเสธอาหารที่เขานำมาถวาย ด้วยเหตุผลว่าปรุงด้วยเนื้อสัตว์

จะมีก็แต่พระภิกษุบางกลุ่มในปัจจุบันนี้แหละ ปฏิเสธชาวบ้านที่นำแกงเนื้อมาใส่บาตรด้วยเสียงดังฟังชัดว่า "พวกอาตมาไม่ฉันเนื้อสัตว์ อยากทำบุญด้วยเนื้อสัตว์ ไปถวายองค์อื่น" ว่าแล้วก็เดินเชิดหน้าหนีไปด้วยมาดสำรวม

ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งประสบเห็นเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก โยมคนนั้นจึงถือขันข้าวค้างด้วยความตกใจเป็นธรรมดา

ต้นเหตุของมังสวิรัติก็คือพระเทวทัต พระเทวทัตเป็นใครเชื่อว่าชาวพุทธ (ในทะเบียนบ้าน) ก็คงรู้จัก เพราะท่านก็ "ดัง" ไม่แพ้หลวงปู่ หลวงพ่อขลังทั้งหลายในปัจจุบันนี้ หลังจากบวชแล้วไม่นาน พระเทวทัตก็คิดการใหญ่ หวังจักปกครองพระสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เทวทัตมีสหายคู่ในสี่รูปคือ โกกาลิกะ, กตโมรกติสสกะ, ขัณฑเทวีบุตร และสมุทททัตตะ วันดีคืนดีเข้าไปยื่น "โนติส" หรือเงื่อนไข 5 ข้อ ต่อพระพุทธเจ้า ขณะประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์

เงื่อนไข 5 ข้อ คือ

(1) พระต้องอยู่ป่าเป็นวัตร (หมายถึงอยู่ประจำ) ตลอดชีวิต รูปใดอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน มีความผิด

(2) พระต้องเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดรับกิจนิมนต์ มีความผิด

(3) พระต้องใช้ผ้าบังสกุลเป็นวัตร (หมายถึงหาเศษผ้ามาทำจีวรเอง) ตลอดชีวิต รูปใดใช้ผ้าที่ทายกถวาย มีความผิด

(4) พระต้องอยู่ตามโคนต้นไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยอยู่ในที่มุงที่บัง มีความผิด

(5) พระต้องไม่ฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉัน มีความผิด

ข้อเสนอ 5 ประการนี้ส่อความจริงสองประการคือ ประการที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์แน่นอน หาไม่เทวทัตจะยกเอามาเป็นเงื่อนไขเพื่อให้พระองค์ห้ามพระฉันทำไม ถ้าพระองค์และพระสาวกไม่ฉันอยู่ก่อนแล้ว อีกประการหนึ่ง เทวทัตผู้ยื่นเงื่อนไขเองก็คงปฏิบัติตามไม่ได้ แต่ที่เสนอขึ้นมาเป็นเพียง "แผน" หาคะแนนนิยม หาสมัครพรรคพวกเท่านั้นเอง (เพราะขณะนั้นมีสมุนคู่ใจเพียงสี่รูปเท่านั้น) และรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า พระพุทธเจ้าทรงนิยม "การปฏิบัติสายกลาง" อะไรที่มัน "ตึงเกินไป" ย่อมขัดต่อพุทธประสงค์

การณ์ก็เป็นไปตามที่เทวทัตคาด พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธเงื่อนไขของพระเทวทัตด้วยเหตุผลว่า "อย่าเลย เทวทัต ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงอยู่ในบ้าน รูปใดปรารถนาจงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงยินดีกิจนิมนต์ รูปใดปรารถนาจงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงยินดีคหบดีจีวร เราอนุญาตโคนไม้เป็นเสนาสนะ 8 เดือน เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยสามส่วน คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ (สงสัยว่าเขาฆ่าเจาะจงตน)" (เพราะไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 384 หน้า 185)

เทวทัตได้ทีจึงขี่แพะไล่ทันที ประกาศก้องว่า เห็นไหมท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระสันโดษมักน้อย ไม่สะสมมีความเพียร ปฏิบัติเคร่งครัดแต่ปาก ครั้นเราเสนอข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดกลับไม่อนุญาตให้พระปฏิบัติ แสดงว่าไม่เคร่งจริง ใครชอบปฏิปทาที่เคร่งครัดให้ตามเรามา

กล่าวเสร็จก็ "วอล์กเอาต์" จากที่ประชุม

พระบวชใหม่ประมาณ 500 รูป ที่ยังไม่รู้พระธรรมวินัยดีเห็นเทวทัตเธอพูดเข้าท่า จึงตามไปสมัครเป็นลูกน้องด้วย นับว่าแผนการยึดอำนาจของพระเทวทัตได้บรรลุผลไปขั้นหนึ่ง
เรื่องเกี่ยวกับเสวย หรือไม่เสวยเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจน ในสูตรอีกสูตรหนึ่งชื่อ ชีวกสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 13 ข้อ 56-61 หน้า 47-51)

มีข้อความโดยย่อว่า หมอชีวกโกมารภัจ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ได้ยินคนเขาพูดว่า คนทั้งหลายฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระองค์ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่ทำเฉพาะตนมีความจริงเพียงใด คนที่พูดนั้นพูดตรงกับความจริง หรือว่ากล่าวตู่ (กล่าวหา) พระองค์ด้วยเรื่องไม่จริง

พระองค์ตรัสว่า หากเขาพูดเช่นนั้น แสดงว่าเขาพูดไม่จริง กล่าวหาด้วยเรื่องไม่มีมูล และตรัสต่อไปว่า

เนื้อที่ไม่ควรบริโภคคือ เนื้อที่ตนได้เห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ส่วนเนื้อที่ควรบริโภค คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่รังเกียจ หมายความว่า ถ้าพระภิกษุได้เห็นกับตา หรือได้ยินกับหู ว่าอาหารที่เขานำมาถวาย เขาฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะหรือสงสัยว่าเขาจะฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะ ก็ไม่ควรฉัน ถ้าไม่อยู่ในเงื่อนไขนี้ก็ฉันได้

ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายถึงปฏิปทาของพระองค์และพระสาวกในเรื่องนี้ว่า ภิกษุจะไปอยู่ที่ใด ไม่ว่าบ้านหรือนิคม ย่อมมีจิตประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นปกติอยู่แล้ว แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์หาที่สุดหาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนใคร เมื่อชาวบ้านเขานิมนต์ไปรับ ภัต (อาหาร) ก็รับนิมนต์ วันรุ่งขึ้นก็ไปรับบิณฑบาตโดยมิได้ขอร้องให้เขาถวาย แผ่เมตตาไปยังผู้ใส่บาตร ไม่ติดในรสอาหาร ฉันอาหารด้วยอาการสำรวม ปลงและพิจารณาก่อนฉัน ฉันพอประมาณพอยังชีพอยู่เพื่อทำประโยชน์แก่สังคม

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เทวทัตมีสหายคู่ในสี่รูปคือ โกกาลิกะ, กตโมรกติสสกะ, ขัณฑเทวีบุตร และสมุทททัตตะ วันดีคืนดีเข้าไปยื่น "โนติส" หรือเงื่อนไข 5 ข้อ ต่อพระพุทธเจ้า ขณะประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์

เงื่อนไข 5 ข้อ คือ

(1) พระต้องอยู่ป่าเป็นวัตร (หมายถึงอยู่ประจำ) ตลอดชีวิต รูปใดอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน มีความผิด

(2) พระต้องเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดรับกิจนิมนต์ มีความผิด

(3) พระต้องใช้ผ้าบังสกุลเป็นวัตร (หมายถึงหาเศษผ้ามาทำจีวรเอง) ตลอดชีวิต รูปใดใช้ผ้าที่ทายกถวาย มีความผิด

(4) พระต้องอยู่ตามโคนต้นไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยอยู่ในที่มุงที่บัง มีความผิด

(5) พระต้องไม่ฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉัน มีความผิด

ข้อเสนอ 5 ประการนี้ส่อความจริงสองประการคือ ประการที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์แน่นอน หาไม่เทวทัตจะยกเอามาเป็นเงื่อนไขเพื่อให้พระองค์ห้ามพระฉันทำไม ถ้าพระองค์และพระสาวกไม่ฉันอยู่ก่อนแล้ว อีกประการหนึ่ง เทวทัตผู้ยื่นเงื่อนไขเองก็คงปฏิบัติตามไม่ได้ แต่ที่เสนอขึ้นมาเป็นเพียง "แผน" หาคะแนนนิยม หาสมัครพรรคพวกเท่านั้นเอง (เพราะขณะนั้นมีสมุนคู่ใจเพียงสี่รูปเท่านั้น) และรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า พระพุทธเจ้าทรงนิยม "การปฏิบัติสายกลาง" อะไรที่มัน "ตึงเกินไป" ย่อมขัดต่อพุทธประสงค์

การณ์ก็เป็นไปตามที่เทวทัตคาด พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธเงื่อนไขของพระเทวทัตด้วยเหตุผลว่า "อย่าเลย เทวทัต ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงอยู่ในบ้าน รูปใดปรารถนาจงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงยินดีกิจนิมนต์ รูปใดปรารถนาจงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงยินดีคหบดีจีวร เราอนุญาตโคนไม้เป็นเสนาสนะ 8 เดือน เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยสามส่วน คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ (สงสัยว่าเขาฆ่าเจาะจงตน)" (เพราะไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 384 หน้า 185)

เทวทัตได้ทีจึงขี่แพะไล่ทันที ประกาศก้องว่า เห็นไหมท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระสันโดษมักน้อย ไม่สะสมมีความเพียร ปฏิบัติเคร่งครัดแต่ปาก ครั้นเราเสนอข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดกลับไม่อนุญาตให้พระปฏิบัติ แสดงว่าไม่เคร่งจริง ใครชอบปฏิปทาที่เคร่งครัดให้ตามเรามา

กล่าวเสร็จก็ "วอล์กเอาต์" จากที่ประชุม

พระบวชใหม่ประมาณ 500 รูป ที่ยังไม่รู้พระธรรมวินัยดีเห็นเทวทัตเธอพูดเข้าท่า จึงตามไปสมัครเป็นลูกน้องด้วย นับว่าแผนการยึดอำนาจของพระเทวทัตได้บรรลุผลไปขั้นหนึ่ง
เรื่องเกี่ยวกับเสวย หรือไม่เสวยเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจน ในสูตรอีกสูตรหนึ่งชื่อ ชีวกสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 13 ข้อ 56-61 หน้า 47-51)

มีข้อความโดยย่อว่า หมอชีวกโกมารภัจ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ได้ยินคนเขาพูดว่า คนทั้งหลายฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระองค์ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่ทำเฉพาะตนมีความจริงเพียงใด คนที่พูดนั้นพูดตรงกับความจริง หรือว่ากล่าวตู่ (กล่าวหา) พระองค์ด้วยเรื่องไม่จริง

พระองค์ตรัสว่า หากเขาพูดเช่นนั้น แสดงว่าเขาพูดไม่จริง กล่าวหาด้วยเรื่องไม่มีมูล และตรัสต่อไปว่า

เนื้อที่ไม่ควรบริโภคคือ เนื้อที่ตนได้เห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ส่วนเนื้อที่ควรบริโภค คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่รังเกียจ หมายความว่า ถ้าพระภิกษุได้เห็นกับตา หรือได้ยินกับหู ว่าอาหารที่เขานำมาถวาย เขาฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะหรือสงสัยว่าเขาจะฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะ ก็ไม่ควรฉัน ถ้าไม่อยู่ในเงื่อนไขนี้ก็ฉันได้

ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายถึงปฏิปทาของพระองค์และพระสาวกในเรื่องนี้ว่า ภิกษุจะไปอยู่ที่ใด ไม่ว่าบ้านหรือนิคม ย่อมมีจิตประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นปกติอยู่แล้ว แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์หาที่สุดหาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนใคร เมื่อชาวบ้านเขานิมนต์ไปรับ ภัต (อาหาร) ก็รับนิมนต์ วันรุ่งขึ้นก็ไปรับบิณฑบาตโดยมิได้ขอร้องให้เขาถวาย แผ่เมตตาไปยังผู้ใส่บาตร ไม่ติดในรสอาหาร ฉันอาหารด้วยอาการสำรวม ปลงและพิจารณาก่อนฉัน ฉันพอประมาณพอยังชีพอยู่เพื่อทำประโยชน์แก่สังคม

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เทวทัตมีสหายคู่ในสี่รูปคือ โกกาลิกะ, กตโมรกติสสกะ, ขัณฑเทวีบุตร และสมุทททัตตะ วันดีคืนดีเข้าไปยื่น "โนติส" หรือเงื่อนไข 5 ข้อ ต่อพระพุทธเจ้า ขณะประทับอยู่ท่ามกลางสงฆ์

เงื่อนไข 5 ข้อ คือ

(1) พระต้องอยู่ป่าเป็นวัตร (หมายถึงอยู่ประจำ) ตลอดชีวิต รูปใดอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน มีความผิด

(2) พระต้องเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดรับกิจนิมนต์ มีความผิด

(3) พระต้องใช้ผ้าบังสกุลเป็นวัตร (หมายถึงหาเศษผ้ามาทำจีวรเอง) ตลอดชีวิต รูปใดใช้ผ้าที่ทายกถวาย มีความผิด

(4) พระต้องอยู่ตามโคนต้นไม้เป็นวัตรตลอดชีวิต รูปใดอาศัยอยู่ในที่มุงที่บัง มีความผิด

(5) พระต้องไม่ฉันปลาและเนื้อตลอดชีวิต รูปใดฉัน มีความผิด

ข้อเสนอ 5 ประการนี้ส่อความจริงสองประการคือ ประการที่หนึ่ง พระพุทธเจ้าเสวยเนื้อสัตว์แน่นอน หาไม่เทวทัตจะยกเอามาเป็นเงื่อนไขเพื่อให้พระองค์ห้ามพระฉันทำไม ถ้าพระองค์และพระสาวกไม่ฉันอยู่ก่อนแล้ว อีกประการหนึ่ง เทวทัตผู้ยื่นเงื่อนไขเองก็คงปฏิบัติตามไม่ได้ แต่ที่เสนอขึ้นมาเป็นเพียง "แผน" หาคะแนนนิยม หาสมัครพรรคพวกเท่านั้นเอง (เพราะขณะนั้นมีสมุนคู่ใจเพียงสี่รูปเท่านั้น) และรู้อยู่แก่ใจแล้วว่า พระพุทธเจ้าทรงนิยม "การปฏิบัติสายกลาง" อะไรที่มัน "ตึงเกินไป" ย่อมขัดต่อพุทธประสงค์

การณ์ก็เป็นไปตามที่เทวทัตคาด พระพุทธเจ้าตรัสปฏิเสธเงื่อนไขของพระเทวทัตด้วยเหตุผลว่า "อย่าเลย เทวทัต ภิกษุใดปรารถนา ภิกษุนั้นจงถือการอยู่ป่าเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงอยู่ในบ้าน รูปใดปรารถนาจงถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงยินดีกิจนิมนต์ รูปใดปรารถนาจงถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร รูปใดปรารถนาจงยินดีคหบดีจีวร เราอนุญาตโคนไม้เป็นเสนาสนะ 8 เดือน เราอนุญาตปลาและเนื้อที่บริสุทธิ์โดยสามส่วน คือ ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ (สงสัยว่าเขาฆ่าเจาะจงตน)" (เพราะไตรปิฎกเล่ม 7 ข้อ 384 หน้า 185)

เทวทัตได้ทีจึงขี่แพะไล่ทันที ประกาศก้องว่า เห็นไหมท่านทั้งหลาย พระพุทธเจ้าทรงสอนให้พระสันโดษมักน้อย ไม่สะสมมีความเพียร ปฏิบัติเคร่งครัดแต่ปาก ครั้นเราเสนอข้อปฏิบัติที่เคร่งครัดกลับไม่อนุญาตให้พระปฏิบัติ แสดงว่าไม่เคร่งจริง ใครชอบปฏิปทาที่เคร่งครัดให้ตามเรามา

กล่าวเสร็จก็ "วอล์กเอาต์" จากที่ประชุม

พระบวชใหม่ประมาณ 500 รูป ที่ยังไม่รู้พระธรรมวินัยดีเห็นเทวทัตเธอพูดเข้าท่า จึงตามไปสมัครเป็นลูกน้องด้วย นับว่าแผนการยึดอำนาจของพระเทวทัตได้บรรลุผลไปขั้นหนึ่ง
เรื่องเกี่ยวกับเสวย หรือไม่เสวยเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ชัดเจน ในสูตรอีกสูตรหนึ่งชื่อ ชีวกสูตร (พระไตรปิฎก เล่มที่ 13 ข้อ 56-61 หน้า 47-51)

มีข้อความโดยย่อว่า หมอชีวกโกมารภัจ ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า ได้ยินคนเขาพูดว่า คนทั้งหลายฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระองค์ทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่ทำเฉพาะตนมีความจริงเพียงใด คนที่พูดนั้นพูดตรงกับความจริง หรือว่ากล่าวตู่ (กล่าวหา) พระองค์ด้วยเรื่องไม่จริง

พระองค์ตรัสว่า หากเขาพูดเช่นนั้น แสดงว่าเขาพูดไม่จริง กล่าวหาด้วยเรื่องไม่มีมูล และตรัสต่อไปว่า

เนื้อที่ไม่ควรบริโภคคือ เนื้อที่ตนได้เห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ส่วนเนื้อที่ควรบริโภค คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่รังเกียจ หมายความว่า ถ้าพระภิกษุได้เห็นกับตา หรือได้ยินกับหู ว่าอาหารที่เขานำมาถวาย เขาฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะหรือสงสัยว่าเขาจะฆ่าแกงให้ท่านโดยเฉพาะ ก็ไม่ควรฉัน ถ้าไม่อยู่ในเงื่อนไขนี้ก็ฉันได้

ในพระสูตรนี้ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายถึงปฏิปทาของพระองค์และพระสาวกในเรื่องนี้ว่า ภิกษุจะไปอยู่ที่ใด ไม่ว่าบ้านหรือนิคม ย่อมมีจิตประกอบด้วยเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นปกติอยู่แล้ว แผ่เมตตาไปยังสรรพสัตว์หาที่สุดหาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนใคร เมื่อชาวบ้านเขานิมนต์ไปรับ ภัต (อาหาร) ก็รับนิมนต์ วันรุ่งขึ้นก็ไปรับบิณฑบาตโดยมิได้ขอร้องให้เขาถวาย แผ่เมตตาไปยังผู้ใส่บาตร ไม่ติดในรสอาหาร ฉันอาหารด้วยอาการสำรวม ปลงและพิจารณาก่อนฉัน ฉันพอประมาณพอยังชีพอยู่เพื่อทำประโยชน์แก่สังคม

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 18:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมได้กล่าวไว้แล้วว่า พระพุทธเจ้าเสวยทั้งเนื้อสัตว์และมิใช่เนื้อสัตว์ คือบางครั้งเสวยอาหารที่ปรุงด้วยปลาและเนื้อ บางครั้งเสวยอาหารเจ ขึ้นอยู่กับบิณฑบาตได้อาหารอย่างใดมา เขาถวายอะไรก็เสวยอย่างนั้น

พูดให้ถูกก็ว่า พระองค์เสวยอาหารเพียงเพื่อยังชีพให้ยืนยาวต่อไป เพื่อมีกำลังบำเพ็ญประโยชน์แก่ชาวโลก มิได้มานั่งจำแนกว่านี่เนื้อสัตว์ นี่มิใช่เนื้อสัตว์

ไม่ว่าพระองค์จะเสวยอะไร ทรงเสวยด้วยอาการไม่ยึดมั่นถือมั่น นี่คือประเด็นที่ควรใส่ใจ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่กินอะไร แต่อยู่ที่กินด้วยอาการอย่างไร

ที่น่าสังเกตก็คือ บุคคลที่ไม่กินเนื้อสัตว์ แต่ขณะเดียวกันมีการจำแนกหรือให้ความหมายแก่อาหารที่กิน และคนกินอาหารไม่เหมือนกัน เช่น เนื้อสัตว์ไม่ดี ผักหญ้าเท่านั้นดี คนกินเนื้อสัตว์เป็นคนเลว คนไม่มีเมตตากรุณา คนไม่กินเนื้อสัตว์อย่างฉันเท่านั้นคือคนดี

นักมังสวิรัติพวกนี้กินอาหารด้วยอุปาทาน คือยึดติดอยู่สิ่งที่กินและไม่กิน คนพวกนี้ไม่กินเนื้อสัตว์จริง แต่กิน "อุปาทาน" เข้าไปเต็มกระเพาะ

นักมังสวิรัติบางพวกเอาแป้งมาทำเป็นอาหารทุกชนิด เช่น ลูกชิ้น เนื้อ ปลา หมู แม้กระทั่งกระเพาะปลา ไส้หมู แล้วนำมาต้มแกงใส่เครื่องปรุงตามกรรมวิธีของเขา ดูแล้วทั้งสีและกลิ่นไม่มีอะไรผิดเพี้ยนไปจากของจริง

แถมรสชาติยังเอร็ดอร่อยยิ่งกว่าของจริงเสียอีก

นักมังสวิรัติพวกนี้ นอกจากจะพอกอุปาทานให้เหนียวแน่นจนยากจะแกะออกได้แล้ว ยังหลอกตัวเองและหลอกคนอื่นอยู่ตลอดเวลาอีกด้วย

พวกนี้กำลังกินแป้งก็จริง แต่ขณะเคี้ยวอยู่ก็นึกวาดภาพว่าตนกำลังกินลูกชิ้นปลา ไส้หมู กระเพาะปลาอย่างเอร็ดอร่อยดูแล้วก็บ้าดีพิลึก

ใครเป็นนักมังสวิรัติประเภทนี้ ผมก็อยากจะฝากคำถามให้คิดว่า "การกินเนื้อสัตว์ แต่คิดว่าตนกำลังกินแป้ง กับกินแป้ง แต่คิดว่ากำลังกินเนื้อสัตว์ อย่างไหนจะให้ผลในทางปฏิบัติได้ดีกว่ากัน"

พูดถึงเรื่องกินเนื้อสัตว์ไม่กินเนื้อสัตว์นี้นึกถึงหลวงพ่อเทียนขึ้นมาได้ หลวงพ่อเทียนท่านเป็นพระนักปฏิบัติที่มีลูกศิษย์ลูกหามากรูปหนึ่งในปัจจุบัน วันหนึ่งมีสาวกของนักมังสวิรัติไปต่อว่าท่ามกลางประชาชนที่กำลังนั่งฟัง เทศน์อยู่ว่าหลวงพ่อคุยว่าเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ อย่างนี้ไม่มีทางบรรลุหรอก แค่เมตตาขั้นพื้นฐานยังทำไม่ได้

หลวงพ่อเทียนท่านตอบว่า "โยมเอ๋ย การจะบรรลุหรือไม่ไม่ขึ้นอยู่กับกินเนื้อสัตว์หรือไม่กินดอก คนลงจะไม่ถึงคราวบรรลุแล้วอย่าว่าแต่ไม่กินเนื้อสัตว์เลย ไม่กินข้าวมันก็ยังไม่บรรลุ ดูอย่างพระพุทธเจ้าสิ ก่อนตรัสรู้ อดข้าวแทบสิ้นพระชนม์ยังไม่บรรลุ ต้องหันมาเสวยข้าวให้มีเรี่ยวมีแรงจึงบรรลุ"

มังสวิรัติกถา ก็จบลงด้วยประการฉะนี้เอวัง

(คัดจาก พุทธศาสนา : ทัศนะและวิจารณ์ หน้า 118-121)
การอ้างอิง
มังสวิรัติ ในทัศนะเสฐียรพงษ์ วรรณปก




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 19:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระเทวทัตนั้นมีจิตคิดอกุศลกับพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว
ต้องการหาเรื่องให้สงฆ์แตกแยก จึงนำประเด็นนี้มากล่าวในหมู่สงฆ์
พระพุทธเจ้า ไม่ทรงยินยอมเพราะรู้ว่าเจตนาคืออะไร
และอีกอย่างการทำเช่นนั่น เท่ากับเบียดเบียนเหล่าอุบาสก อุบาสิกา
ที่ใส่บาตร ให้ต้องจัดหาอาหารมังสวิรัต เป็นที่ลำบากเค้า
เหมือนกับการเลือกหรือสั่งบังคับอาหารที่ใส่บาตร
ซึ่งผิดวินัยสงฆ์อยู่แล้ว

และพระพุทธเจ้าก้อเลยกำหนดเนื้อที่สงฆ์จะฉันท์ได้ไว้เป็นข้อๆนั่นเอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 19:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบุญกุศลทั้งหลายส่งถึงสมาชิกทุกท่านที่เข้ามาอ่านทุกคนครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
k542
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 19 พ.ค. 13, 19:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*054q*054q*054 สาธุ... q*104q*104q*104
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 00:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การศึกษาเกี่ยวกับศาสนาพุทธ ต้องจัดให้เป็น Priority คือการจัดอันดับความสำคัญ ให้ชัดเจน ศึกษาเรียงตามลำดับ ตั้งแต่ข้อ 1....2....3..... ต้องเริ่มเรียนจาก ข้อ1 ก่อน ในแต่ละข้อ ต่อยอดขึ้นไปเรื่อยๆ เสมือนสร้างตึกอาคารสูงๆ

ข้อ 1 หรือข้อแรกที่จะต้องเรียนรู้คือปฏิบัติตาม ศีล 5 ประการ ผู้ปฏิบัติธรรมต้องจำให้ได้ว่า มีอะไรบ้าง (เป็นภาษาไทย) ต่อยอดใน ในศีลข้อที่ 1 สูงขึ้นไปคือ สามารถ ท่องเป็น"ภาษาบาลี"ได้คล่องแคล่ว และ ต่อยอดในข้อที่ 1 ให้"รู้คำแปล"ของ คำบาลี ทั้งหมด ของแต่ละข้อ ชี้ผลดีผลเสีย ของการกระทำผิดศีล คือ ได้รับ เวร ได้รับ บาป อย่างไร ผลกระทบต่อผู้อื่น ต่อสังคม ต่อประเทศ ต่อโลก ต่อจักรวาล อย่างไร

รู้จริงเพียงศีล 5 ข้อแล้ว ต่อยดขึ้นไปเรื่อยๆ ที่สำคัญที่สุดคือ "ความศรัทธา"

การสอนศาสนา ให้สอนตามความหมายในคำศัพท์ ที่มีอยู่ใน "พุทธวัจนะ" ไม่ใช่แต่งเติมขึ้นมาเอง จนเลอะเทอะ จากเรื่องง่ายๆ กลายเป็นเรื่องยาก ยากแก่ประชาชนจะเข้าใจ จึงกลายเป็นคนขาดศีล สังคมวุ่นวาย บ้านเมืองวุ่นวาย ไม่รู้จบ.....ด้วยประการฉะนี้..เอวัง

//ช.ผาสุข

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 08:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณคิม


เข้ามาให้กำลังใจและได้รับบุญกุศลร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 10:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
หลังจากได้ร่วมอ่านความคิดเห็นมาแล้วทั้งหมด ผมสรุปได้ดังนี้ ืคือ "มัชฌิมา ปฎิปทา " คือปฏิบัติด้วยทางสายกลาง ไม่สุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง ...จักได้มั้ยครับ
ดงบาทา
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ชอบอ่าน
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 12:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีคุณ destinygoal ช่วงนี้กำลังเร่งงาน วันนี้เลยเอาบทความมาลง
---------------------------------------------------
การศึกษาพุทธศาสนา ไม่จำเป็นต้องรู้ทีละขั้น

การศึกษาพุทธศาสนาไม่จำเป็นต้องรู้ทีละขั้น?? เราสามารถศึกษาได้ทั้งหมดครบทุกขั้น แต่การปฏิบัติของแต่ละขั้นของแต่ละคนจะได้ช้าเร็วมากน้อยต่างกัน เนื่องจากสภาพพื้นฐานทางจิตใจของแต่ละคนต่างกัน บางคนก็ใจดีเมตตาเพื่อนมนุยษ์ บางคนก็ใจร้อนขี้อิจฉา บางคนก็ชอบพูด โกหก บางคนก็ชอบฟุ้งเฟ้อ บ้างก็ชอบสมถะ หรือแบบรวมๆทั้งหมดหรืออาจจะหนักไปทางใดทางหนึ่ง หรือพูดแบบภาษาภายในคือบารมีต่างกัน
ละเอียดขึ้นอีกหน่อย บ้างก็หนักไปทางนิสัยสัตว์ นรก อสุรกาย เปรต ขี้ อิจฉาแก่งแย่ง ผิดศีลห้า ทำอกุศลกรรมต่างๆเพราะขาดศีลควบคุม ไม่ชอบขัดเกลายับยั๊ง บ้างก็หนักไปทางปลีกวิเวกเบื่อหน่ายกิเลสตัญหา ไม่ชอบแรงๆไป ชอบแบบสายกลางแบบพระอริยะหนักไปทางอริยสัจ4อริยะมรรค8ปฏิจจสมุปบาทแบบตัดๆๆ บ้างก็เรียนศึกษาเองได้รวดเร็วเกินใครแบบปัจเจกโพธิเจ้าไม่ต้องมีครูก็ได้ เช่นมีเด็กหลายคนทั่วโลกอายุไม่เท่าไหร่ก็จบ ป.โท ป.เอกอย่างรวดเร็วตามข่าว บ้างก็ชอบช่วยเหลือผู้คนให้อภัย ทนคำลบหลู่ได้ใจเย็นแบบพระโพธิสัตว์ บ้างก็มีทุกๆอย่างรวมกันบ้างก็มากน้อย
เปรียบนักบวช 4 องค์ ที่ทุกคนมองไม่ออกเพราะพวกเค้าต่างมีความรู้แตกฉานพระไตรปิฎก แต่แท้จริงองค์ที่ 1 หนักไปทางภพภูมิสัตว์ นรก อสุรกาย เปรต อาจพูดให้ตัวดูดี แต่ใจเต็มไปด้วยอิจฉาริษยา เกลียดก็ว่ารัก คิด0.0001% ก็บอกไม่ได้คิดเลย องค์ที่ 2เข้าถึงพระอรหันตร์ทีละขั้นแบบช้าๆแต่ชัวร์ องค์ที่ 3 เข้าถึงได้อย่างรวดเร็วกว่าใครโดยไม่ต้องมีครูแนะนำศึกษาเองแบบปัจเจกโพธิเจ้าคือเข้าถึงอริยสัจ4อริยะมรรค8ปฏิจจสมุปบาทอย่างรวดเร็ว ดับกิเลสได้ก่อนใคร แต่องค์ที่ 4 กลับทำอะไรช้ากว่าใคร เช่นแบบพระอานนท์จะร่วมพิธีสังคยนาแล้วยังไม่บรรลุพระอรหันตร์เลย แต่จิตใจเมตตาช่วยเหลือคนอื่น ผู้หญิงอยากบวชก็ไปช่วยขอร้องพระพุทธเจ้าให้ ยอมสละชีวิตเอาตัวป้องพระพุทธเจ้าเมื่อเจอช้างนาฬาคีรี แต่ช้างทำอะไรไม่พระพุทธเจ้าไม่ได้อยู่แล้ว เป็นผู้โดดเด่นด้วยเมตตาของพระโพธิสัตว์“ อานนท์ เธอได้อุปัฏฐากตถาคตด้วยกายธรรม วจีกรรมมโนกรรม อันประกอบด้วยเมตตา ซึ่งเป็นประโยชน์เกื้อกูล เป็นความสุข ไม่มีสอง….”แท้จริงอาจได้บารมีถึงพระโพธิสัตว์แต่อาจไปถึงช้ากว่า หรืออาจจะเร็วกว่าใครแล้วแต่บารมี แต่ทั้งหมดอาจเป็นเลิศในด้านต่างๆที่ต่างกัน ในบรรดาชาวบ้านที่ไม่รู้อาจชื่นชอบองค์แรกเพราะพูดดีพูดเก่ง อาจหลบหลู่องค์ที่4ว่าเข้าถึงช้า เพราะไม่มีใครเห็น
การศึกษาพุทธศาสนาจะต้องรู้เป้าหมาย รู้ว่าศาสนาพุทธต่างกับศาสนาอื่นอย่างไร พูดง่ายๆคำว่า นิพพานดับกิเลสของพระอรหันต์ ฝึกโดยศีล สมาธิ ปัญญา พุทธทั่วโลกต้องมี ขาดไม่ได้ คุณจะเอากิเลสอยากเป็นนั่นนี่โน่นมันก็ออกนอกเส้นทาง หรืออาจจะยึดติดศีลเอาไปไล่ด่าคนอื่นไม่เมตตา ข้าถูก ถือศีลขจัดหมดจดพวกแกผิดด่าทอ ไม่ฟังความคิดชาวบ้าน
เปรียบการขับรถไปสู่จุดมุ่งหมายที่หนึ่ง ต้องรู้ เช่นจะไป ยะลาแต่ดันขับขึ้นเหนือ จะไปเชียงใหม่ดับขับรถไปกทม. หรือแวะข้างทางติดหลงไม่ไปต่อ แต่บางคนอาจขึ้นเครื่องบินภายในประเทศไปถึงอย่างรวดเร็ว แต่อย่างน้อยต้องรู้ครบทั้งหมดอย่างคร่าวๆว่าจะไปไหน จุดหมายอยู่ที่ใด หรือจะไม่รู้ก่อนค่อยขี่ไปถามทางไปหลงไปก็ถามทางใหม่ ก็ได้แล้วแต่ความคิดแต่ละคน บางคนอาจอยากขี่จักรยานไป
ส่วนพุทธถรวาทบ้านเรากับพุทธมหายานก็มีความเสี่ยง โดยเฉพาะข้อโต้แย้งที่ว่า“อานนท์ เมื่อเราล่วงลับไป ถ้าสงฆ์ปรารถนาจะถอนสิกขาบท เล็กน้อย๑เสียบ้างก็ถอนได้” ข้อเสียคือ อาจไปขัดทางพุทธมหายานเน้นพระโพธิสัตว์โปรดมนุษย์ด้วยวิธีหลากหลาย พระโพธิสัตว์นั้นมีสองแบบ พระออกบวชกับพระครองเรือนแต่ทั้งสองอย่างต้องผ่านขั้นพระอรหัตร์ไปแล้ว เหมือนคนตาย เหมือนคนเหล็กที่ไม่รู้โลภ โกรธ หลง หรือทางเพศ นั่นแล้วแต่บารมี อาจไปทำอะไรที่แหกกฏ ดังนั้นถ้าใครไม่เข้าถึงรอบรู้หมด ศึกษาแต่เถรวาทอาจไปด่าทางพระโพธิสัตว์ได้ ส่วนข้อดีทางเถรววาทคือเป็นไปตามกฏ จะมาถอนจนอาจเสื่อมได้ เพราะบางทีกิเลสก็ตัดไม่ได้ เป็นได้แต่สัตว์ นรก อสุรกาย เปรต ขี้อิจฉาแก่งแย่ง ผิดศีลแต่ใส่เสื้อพระโพธิสัตว์เอาหน้า ใส่เสื้อพระอริยะเอาหน้า

แต่ทั้งนั้นทั้งนั้นการเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งทีดี สิ่งที่เห็นอาจไม่เป็นอย่างทีคิดเสมอไป ดังนั้นคำว่า อุเบกขาวางเฉย อาจเหมาะกับการที่ยังไม่รู้เข้าใจกับสิ่งที่เห็นอย่างไม่ชัดเจน
โดย ชอบอ่าน
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 12:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การเล่าถึงพระสาวกของพระพุทธองค์ เป็นการยกตัวอย่างมาเพื่อให้ผู้เป็นสาวกได้ตระหนักถึงผลที่กระทำ
เป็นการยกตัวอย่าง เพื่อให้สาวกกระทำตามอย่าง หรือไม่กระทำตามอย่าง..
ตัวอย่างสาวกที่ไม่ทำร้ายพระบรมศาสดา็ก็มี
ในคำสอนขององค์สัมมาฯ สอนให้คนรู้จักการดำรงค์ตนอยู่ในเรื่องชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กระทั่งตนเอง ให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้รู้จักการให้อภัย..ให้รู้จักพอดี ไม่ผูกเวร..
ในสาวกผู้ที่เป็นสงฆ์ ให้มุ่งกำจัดทุกข์..

การมุ่งกำจัดทุกข์ ก็มีแล้ว ในบอร์ดนี้..แล้วแต่วาสนาของผู้มีวานสนา
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 15:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณชอบอ่านครับ

ดีใจที่คุณได้ติดต่อเข้ามาใหม่และลงบทความบอกว่าช่วงนี้งานยุ่งต้องส่งผลงาน ครับมีเวลาจะได้คุยกันยาวกันอีกครับ ขอบคุณมากครับ
บทความบอกว่าใครจะสำเร็จเป็นอรหันต์ช้าหรือเร็วอยู่ที่บุญบารมีครับ พระอานนท์ท่านเลยบรรลุช้าหน่อยครับส่วนพระเทวทัตท่านโดนธรณีสูบและไม่ได้บรรลุเช่นกันครับท่านต้องลงนรกใช้กรรมในขั้นสูงสุดและต้องมาเวียนว่ายตายเกิดใหม่ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 15:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล
การเล่าถึงพระสาวกของพระพุทธองค์ เป็นการยกตัวอย่างมาเพื่อให้ผู้เป็นสาวกได้ตระหนักถึงผลที่กระทำ
เป็นการยกตัวอย่าง เพื่อให้สาวกกระทำตามอย่าง หรือไม่กระทำตามอย่าง..
ตัวอย่างสาวกที่ไม่ทำร้ายพระบรมศาสดา็ก็มี
ในคำสอนขององค์สัมมาฯ สอนให้คนรู้จักการดำรงค์ตนอยู่ในเรื่องชอบ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น กระทั่งตนเอง ให้รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ให้รู้จักการให้อภัย..ให้รู้จักพอดี ไม่ผูกเวร..
ในสาวกผู้ที่เป็นสงฆ์ ให้มุ่งกำจัดทุกข์..

การมุ่งกำจัดทุกข์ ก็มีแล้ว ในบอร์ดนี้..แล้วแต่วาสนาของผู้มีวานสนา



การกำจัดทุกข์ที่ต้นเหตุก็จะทำให้ทุกข์นั้นหายไป ดำเนินชีวิตด้วยความเป็นกลางมีสติศีลสมาธิปัญญาเดินสายกลาง ก็จะสามารถมองเห็นเหตุแห่งทุกข์ได้ครับคุณเฮโลและจะสำเร็จได้ด้วยบุญกุศลของตนเองครับ

คุณชอบอ่านได้ส่งบทความมาลงแล้วครับคุณเฮโลครับก็ถือเป็นสิ่งดีที่จะได้ร่วมกันสร้างบุญบารมีด้วยกันทุกคนครับคุณเฮโลครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 15:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ต้องธรณีสูบในพุทธประวัติ ยังมีอีกหลายท่านแต่จะกล่าวในที่นี้ก่อนเพียง 1 ท่านคือพระเทวทัต


พระเทวทัต ในสมัยพระพุทธกาลเป็นพี่ของพระนางยโสธรา (พิมพา) พระชายาของเจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ที่มาเป็นพระพุทธเจ้า และเป็นลูกของลุง พระพุทธเจ้าเองพระเทวทัตนั้นตามจองล้างพระพุทธเจ้ามานานหลายชาติ อดีตชาตินานมาแล้วนั้นพระเทวทัตเป็นพ่อค้าวานิช มีจิตละโมบทุจริตและในชาตินั้น พระพุทธองค์ได้เสวยพระชาติเป็นพ่อค้าวานิชด้วยเช่นกันแต่เป็นฝ่ายสุจริต

วันหนึ่ง หญิงชราซึ่งเป็นผู้ดีตกยาก มีถาดทองคำของต้นตระกูลเหลืออยู่ จึงนำออกมาขาย พระเทวทัตเห็นเช่นนั้นจึงลวงด้วยเล่ห์ต่อหญิงชรานั้นว่า ถาดนั้นมิใช่ทองคำแท้เป็นทองปลอม จึงเสนอขอซื้อราคาถูกแต่หญิงชรานั้นรู้ดีว่าถาดที่แกนำออกมาขายนั้นทำด้วยทองคำแท้จึงมิยอมขายให้ ในเวลาเดียวกันนั้น พระพุทธองค์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพ่อค้ามาพบเข้า เห็นเป็นถาดทำด้วยทองคำแท้ก็ให้ราคาตามความเป็นจริง สร้างความโกรธแค้นให้แก่พระเทวทัตเป็นยิ่งนัก ถ้าไม่มีพระพุทธองค์มาซื้อถาดทองคำนั้น ในมิช้าหญิงชราก็จักต้องนำถาดทองคำมาขายแก่ตนเพราะความยากจน ด้วยเหตุนี้พระเทวทัตจึงผูกพยาบาทด้วยการกอบเม็ดทรายขึ้นมา ๑ กำมือหว่านลงกับพื้นดินประกาศว่า .. เราจะจองล้างจองผลาญท่านต่อไปเท่าเม็ดทรายในกำมือ ๑ เม็ด เท่ากับ ๑ ชาติ จึงตามเบียดเบียนพยาบาทจองเวรกันมานับภพชาติไม่ถ้วน

เรื่อยมาจนกระทั่งพระชาติสุดท้ายก่อนจะที่จะมาตรัสรู้ที่เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือได้เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระเทวทัตได้มาเกิดเป็นพระพราหมณ์นามว่า “ ชูชก ” จนกระทั่งมาถึงพระชาติที่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระเทวทัตมีจิตริษยาพระพุทธเจ้านับตั้งแต่เยาว์วัย ต่อมาเมื่อพระพุทธเจ้าทรงบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ เจ้าชายเทวทัตได้ออกบวชด้วยเช่นกัน เมื่อบวชแล้วได้โลกีย์ญาณ มีความชำนาญในอภิญญา สามารถนิรมิตกายเหาะเหินเดินอากาศได้ จึงเกิดความกำเริบใจเพราะอกุศลกรรมเข้าสนับสนุน ใช้ฤทธิ์แปลงกายเป็นพระศาสดา กล่าวให้ร้ายในพรหมจรรย์ของพระพุทธองค์ ว่ายังอนุญาตให้สงฆ์สาวกฉันเนื้อสัตว์ที่ถูกนำมาถวายเป็นพระกระยาหาร และก็เริ่มต้นสร้างความเลื่อมใสด้วยการฉันมังสวิรัติ ให้เห็นว่าสิ่งที่พระพุทธองค์ยินยอมให้พุทธสาวกปฏิบัตินั้นคือความเสื่อม

มิเพียงเท่านั้น ยังลวงเจ้าชายอชาติศัตรูให้กบฏต่อพระราชบิดาแล้วตั้งตัวเองเป็นพระราชา พระเจ้าอชาติศัตรูนั้นเคยเลื่อมใสพระพุทธองค์ แต่เมื่อถูกพระเทวทัตลวงก็ตัด อุปนิสัยแห่งมรรคผลเบื้องต้นเสีย ทำตัวเองไปสู่ความพินาศอย่างใหญ่หลวงถึงขั้นทำกรรมหนักปลงพระชนม์พระราชบิดา พระเทวทัตเองก็คิดปลงพระชนม์พระพุทธองค์แล้วจะตั้งตนเป็นพระศาสดาเสียเอง อกุศลกรรมที่พระเทวทัตก่อขึ้นตั้งแต่ต้น คือส่งนายขมังธนูเพื่อปลงพระชนม์พระพุทธองค์ ยุยงให้พระเจ้าอชาติศัตรูมอมเหล้าช้าง “ นาฬาคีรี ” จนมึนเมาดุร้ายแล้วปล่อยออกไปทำร้ายพระพุทธองค์ ตลอดจนกระทั่งยุยงหมู่พระสงฆ์ให้เห็นความมัวหมองในพรหมจรรย์ ของพระพุทธองค์ ขณะเดียวกันพระเทวทัต ได้หันมาฉันมังสวิรัติเป็นการโอ้อวดพรหมจรรย์ที่สูงกว่า ความเลวร้ายของพระเทวทัตนั้นหนักหนา จนแผ่นดินที่รองรับอยู่นั้นทนมิได้ แยกตัวออก และสูบเอาพระเทวทัตตกสู่ขุมนรกอเวจี ยืนเสวยอกุศลวิบากอีกนานเท่านาน จนแทบจะนับกาลเวลาไม่ได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ชอบอ่าน
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 21:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณ destinygoal ขยันมากๆเลย q*062 แวะเวียนมาชม q*077q*077

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 20 พ.ค. 13, 22:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณชอบอ่านลงข้อความแล้วยังไม่ขึ้นครับ รออ่านอยู่ครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 21 พ.ค. 13, 09:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชอบอ่าน

คุณ destinygoal ขยันมากๆเลย แวะเวียนมาชม



ขอบคุณครับที่ชมครับ คุณและผมมีความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาให้ความรู้กับผู้อ่านทั้งทางประวัติศาสตร์ ทางธรรมะและวิชาการด้านต่างๆให้กับท่านผู้อ่านครับ คุณมาร่วมพูดคุยและให้ความรู้และตั้งกระทู้ใหม่ๆเข้ามาทุกฝ่ายมาช่วยกันและมีอีกหลายท่านที่เก่งในทุกวิชาการครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 21 พ.ค. 13, 16:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ระบบเนตฯบนโต๊ะมันเสียครับ เลยต้องมาใช้งานเครื่องที่บ้าน..
ดีใจครับ ที่คนชอบอ่านมาร่วมให้ความรู้ในเรื่องศาสนาพุทธ..
คนมีบุญอ่ะครับ..บุญย่อมน้อมนำให้เกิดอยู่เนืองๆ
ฯท่านว่า..ยังกุศลให้ถึงพร้อม ย่อมไม่พาให้ตกไปอยู่ในที่ชั่ว..
บทความที่คนชอบอ่านนำมาลงในทุกๆครั้ง ผมจะอ่านอย่างตั้งใจ ใช้ปัญญาในการอ่านครับ..
ขอบคุณในความเอื้อเฟื้อครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 22 พ.ค. 13, 09:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณเฮโล


เน็ตผมก็หายไป 2 ชม.ในช่วงเช้าไม่ทราบว่าเป็นอะไรเพิ่งจะใช้ได้ครับ คุณชอบอ่านได้เข้ามาร่วมทำให้ความรู้นั้นแน่นขึ้น คุณชอบอ่านนั้นมีบุญเก่าอยู่การตอบหรือการพูดคุยในธรรมมะจึงกลายเป็นเรื่องน่าสนใจมากขึ้นครับและอธบายได้ตรงเป้าหมายด้วยครับคุณเฮโล..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 22 พ.ค. 13, 14:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ธรณีสูบพระเทวทัต


กฎแห่งกรรมเรื่องนี้แสดงผล ในขณะที่พระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมบท พระคาถาที่ 17 ที่ขึ้นต้นด้วยบาทพระคาถาว่า อิธ ตปฺปติ เปจฺจ ตปฺปติ เป็นต้น

เรื่องเล่าในอรรถกถาพระธรรมบทว่า ครั้งหนึ่ง พระเทวทัตพำนักอยู่กับพระศาสดาที่กรุงโกสัมพี ขณะที่พำนักอยู่ ณ ที่นั้น พระเทวทัตมีความตระหนักว่าพระศาสดาทรงได้รับความเคารพ

ความนับถือและได้ลาภสักการะจากประชาชนเป็นอันมาก จึงมีความริษยาพระศาสดาและมีความปรารถนาอยากเป็นประมุขสงฆ์ วันหนึ่ง ขณะที่พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ที่วัดพระเวฬุวันในนครราชคฤห์





ก็ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลว่า พระองค์ทรงชราภาพแล้ว ควรจะได้ถ่ายโอนความรับผิดชอบคณะสงฆ์ให้แก่พระเทวทัตเสีย พระศาสดาทรงปฏิเสธข้อเสนอของพระเทวทัตโดยตรัสว่า พระเทวทัตเป็นเขฬาสิกวาทะ (บุคคลกลืนกินน้ำลายของผู้อื่น) ต่อมาพระศาสดาได้ทรงขอให้พระสงฆ์ดำเนินการ “ประกาศนียกรรม” (ทำนองลอยแพไม่คบหาสมาคมด้วย) ต่อพระเทวทัต

พระเทวทัตมีความเดือดร้อนและประกาศว่าจะทำการแก้เผ็ดพระศาสดา ท่านได้พยายามสังหารพระศาสดาถึง 3 ครั้ง โดยครั้งแรกไปว่าจ้างนายขมังธนูให้มาลอบยิง

ครั้งที่สองขึ้นไปกลิ้งหินลงมาจากภูเขาคิชฌกูฏเพื่อจะให้ทับพระศาสดา

และครั้งที่สามปล่อยช้างนาฬาคิรีให้เข้าทำร้าย ทว่านายขมังธนูไม่สามารถทำร้ายพระศาสดาได้และได้เดินทางกลับไปหลังจากที่ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาจนได้บรรลุพระโสดาปัตติผลแล้ว



หินที่กลิ้งลงมาจากเขาคิชฌกูฏไม่สามารถทำร้ายพระศาสดา เพียงแต่มีสะเก็ดหินแตกมากระทบแค่ทำให้พระโลหิตห้อเท่านั้น และเมื่อช้างนาฬาคีรีวิ่งมาจะทำร้าย พระศาสดาได้ทรงแผ่เมตตาให้จนช้างนั้นเชื่อง



แต่พระเทวทัตก็ยังไม่ละความพยายาม ได้พยายามหาเล่ห์เพทุบายอย่างอื่น

โดยได้พยายามทำลายสงฆ์ด้วยการแยกพระบวชใหม่จำนวนหนึ่งไปอยู่ที่คยาสีสะ แต่อย่างไรก็ตามในที่สุดพระเหล่านี้ได้ถูกพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะพากลับมาได้สำเร็จ

อยู่มาวันหนึ่ง พระเทวทัตอาพาธหนัก เมื่อท่านอาพาธอยู่ได้ 9 เดือนก็ได้ขอให้สานุศิษย์พาท่านมาเพื่อจะเฝ้าพระศาสดา พวกศิษย์จึงหามท่านขึ้นแคร่มาที่วัดพระเชตวัน เมื่อพระศาสดาได้สดับว่าพระเทวทัตถูกหามมาเฝ้าก็ได้ตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า พระเทวทัตไม่มีโอกาสที่จะได้เฝ้าพระองค์

กฎแห่งกรรมแสดงผล เมื่อพระเทวทัตและคณะเดินทางมาถึงที่สระในบริเวณพระเชตวัน พวกศิษย์ที่ทำหน้าที่หามได้วางแคร่ลงที่ริมสระและได้ลงไปอาบน้ำกันอยู่นั้น พระเทวทัตได้ลุกขึ้นจากแคร่แล้ววางเท้าลงที่พื้นดิน พลันเท้าทั้งสองข้างของท่านก็ถูกธรณีสูบจมหายลงไปในแผ่นดิน



ที่พระเทวทัตไม่มีโอกาสได้เฝ้าพระศาสดาก็เพราะกฎแห่งกรรมคือครุกรรมกรรมชั่วที่ท่านได้กระทำต่อพระศาสดา หลังจากถูกธรณีสูบแล้วพระเทวทัตได้ไปเกิดในนรกขุมอเวจี อันเป็นนรกที่ถูกทรมานอย่างโหดร้ายรุนแรงอย่างต่อเนื่อง

ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลถามพระศาสดาว่า พระเทวทัตเมื่อถูกธรณีสูบแล้วไปเกิดอยู่ ณ ที่ใด พระศาสดาตรัสว่า ในอเวจีมหานรก เมื่อพระภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเทวทัตเดือดร้อนในโลกนี้ จะไปเกิดในที่เดือดร้อนในโลกหน้าอีกหรือไม่ พระศาสดาตรัสว่า “เป็นอย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ชนทั้งหลาย จะเป็นบรรพชิตก็ตาม คฤหัสถ์ก็ตาม มีปกติอยู่ด้วยความประมาท ย่อมเดือดร้อนในโลกทั้งสองทีเดียว”




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 22 พ.ค. 13, 16:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
สวัสดีครับ..เน็ตที่ทำงาน ใช้ของ TOT ครับ..สองวันแล้ว เจ๊งอย่างไม่มีระบบ..
แต่ที่บ้านใช้ได้ดี เพราะคนละบริษัท..แต่ก็ใช้ได้ไม่นาน เพราะกลางคืน มีธุระประจำ
การเผยแผ่ธรรม ของสาวกผู้เจริญธรรม..ผมขอยกย่องเช่นนี้แหละ..เป็นความคิดส่วนตัวของผมครับ..
ขออาศัยบุญของแฟนๆกระทู้ ที่ได้เปิดโอกาสให้ได้แสวงธรรม..
ส่วนแฟนๆที่อยากจะศึกษา เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจในเรื่องของศาสนาพุทธ..
ผมคิดว่า เป็นโอกาสอันดีครับ..

คนชอบอ่าน ต้องเสียเงิน เสียเวลาไปร่ำไปเรียน ไปศึกษา ถึงจะมีความรู้มาถ่ายทอดให้พวกเรา...
แล้วพวกเรา ไม่ต้องลงทุนอะไรสักอย่าง เปลืองแค่ค่าไฟ และค่าเน็ต..
หากไม่มาสนใจ ไม่รับเอาใว้ แล้ว ผมก็ไม่รู้จะพูดอะไร..ก็ไม่อยากจัดให้ใครเป็นบัวในเหล่าใด..
ขอบคุณในการเอื้อเฟื้อ ในทุกๆกระทู้..ทุกๆความเห็น
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 11:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ๒๙ พระองค์"

ต้นไม้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่สามารถนำมาประมวลไว้ ณ ที่นี้ มีต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ๒๙ พระองค์ โดยต้นไม่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑ ถึงองค์ที่ ๓ พบในชินกาลมาลีปกรณ์และต้นได้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ถึงองค์ที่ ๒๙ พบในพุทธวงศ์อันมีความดังต่อไปนี้

๑. พระตัณหังกร ไม้สัตตปัณณะ (ตีนเป็ดขาว)
๒. พระเมธังกร ไม้กิงสุกะ (ทองกวาว)
๓. พระสรณังกร ไม้ปาตลี (แคฝอย)
๔. พระที่ปังกร ไม้ปิปผลิ (เลียบ)
๕. พระโกณฑ์ญญะ ไม้สาลกัลยาณี (ขานาง)
๖. พระมังคละ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๗. พระสุมนะ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๘. พระเรวตะ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๙. พระโสภิตะ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๑๐. พระอโนมทัสสี ไม้อัชชุนะ (รกฟ้าขาว)
๑๑. พระปทุมะ ไม้มหาโสณะ (อ้อยช้าง, คำมอก)
๑๒. พระนารทะ ไม้มหาโสณะ (อ้อยช้าง,คำมอก)
๑๓. พระปทุมุทตระ ไม้สลฬะ (สน)
๑๔. พระสุเมธะ ไม้มหานิมพะ (สะเดาป่า)
๑๕. พระสุชาตะ ไม้มหาเวฬุ (ไผ่ใหญ่)
๑๖. พระปิยทัสสี ไม้กกุธะ (กุ่ม)
๑๗. พระอัตถทัสสี ไม้จัมปกะ (จำปาป่า)
๑๘. พระธัมมทัสสี ไม้พิมพชาละ หรือกุรวกะ (มะพลับ,ซ้องแมว)
๑๙. พระสิทธัตถะ ไม้กัณณิการะ (กรรณิการ์)
๒๐. พระติสสะ ไม้อสนะ (ประดู่ลาย)
๒๑. พระปุสสะ ไม้อาลมกะ (มะขามป้อม)
๒๒. พระวิปัสสี ไม้ปาตลิ (แคฝอย)
๒๓. พระสิขี ไม้ปุณฑริกะ (มะม่วงป่า)
๒๔. พระเวสสภู ไม้มหาสาละ (สาละใหญ่)
๒๕. พระกะกุสันธะ ไม้มหาสิริสะ (ซึกใหญ่)
๒๖. พระโกนาคมนะ ไม้อุทุมพระ (มะเดื่อ)
๒๗. พระกัสสปะ ไม้นิโครธ (ไทร,กร่าง)
๒๘. พระโคตมะ คือ พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ไม้อัสสตถะ (พระศรีมหาโพธิ)
๒๙. พระเมตไตรย คือ พระพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้า ไม้นาคะ (กากะทิง)




--------------------------------------------------------------------------------


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 27 พ.ค. 13, 14:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล
ลงยาวมากเลยครับ ผมสายตาไม่ค่อยจะไหว คงต้องมีระยะการอ่านเป็นระยะๆไปครับ..
ผมขอเสริมถึงคำพูดว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต..
คำว่าเห็นตถาคตนั้น ก็คือ การปฏิบัติตามคำสอนขององค์ตถาคต แล้วก็จะสว่างไสวดังเห็นองค์ตถาคตยืนอยู่เบื้องหน้านั่นเอง..หมายถึงมีความเข้าใจปรุโปร่ง
การคุยครั้งนี้ คุยถึงแก่นคำสอนขององค์ตถาคต มันก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาในองค์ตถาคตขนาดไหน..
มันอยู่ที่ความมีเจตนา คือความตั้งใจครับ..
มีเจตนาในการรักษาศีล มีศีลอยู่ในใจ (ไม่ต้องไปขอรับศีลจากพระทุกวันนะครับ555)
กระทู้ที่ จขกท.ได้ตั้งมา และได้นำธรรมมาแสดงนี้..ได้เผยแผ่ให้เราๆท่านๆได้ศึกษา ได้ฝึก ได้ปฏิบัติ องค์ตถาคต ก็จะได้เห็นกัน..



ตอบต้องขออภัยคุณเฮโลที่บางครั้งลงบทความสั้นบ้างยาวบ้างแวแต่บทความอาจสั้นบ้างยาวบ้างท่านผู้อ่านก็คงอยากจะอ่านยาวๆเพื่อจะได้ความรู้ไปศึกษากันครับ และมีผู้อ่านเข้ามาอ่านหลายพันคนน่าจะเกือบถึงหมื่นคนในเร็วๆนี้ เราทั้งสองก็คุยเรื่องธรรมะยาวบ้างสั้นบ้างเพื่อจุดประกายให้กับท่านผู้อ่านให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นในจิตใจครับ มีใครที่มีความคิดดีๆหรือข้อมูลสร้างสรรค์ก็เชิญเข้ามาร่วมได้ครับยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ที่เราทั้งหมดมาร่วมสร้างกุศลผลบุญร่วมกันครับ...



--------------------------------------------------------------------------------


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 27 พ.ค. 13, 14:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล
ลงยาวมากเลยครับ ผมสายตาไม่ค่อยจะไหว คงต้องมีระยะการอ่านเป็นระยะๆไปครับ..
ผมขอเสริมถึงคำพูดว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต..
คำว่าเห็นตถาคตนั้น ก็คือ การปฏิบัติตามคำสอนขององค์ตถาคต แล้วก็จะสว่างไสวดังเห็นองค์ตถาคตยืนอยู่เบื้องหน้านั่นเอง..หมายถึงมีความเข้าใจปรุโปร่ง
การคุยครั้งนี้ คุยถึงแก่นคำสอนขององค์ตถาคต มันก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาในองค์ตถาคตขนาดไหน..
มันอยู่ที่ความมีเจตนา คือความตั้งใจครับ..
มีเจตนาในการรักษาศีล มีศีลอยู่ในใจ (ไม่ต้องไปขอรับศีลจากพระทุกวันนะครับ555)
กระทู้ที่ จขกท.ได้ตั้งมา และได้นำธรรมมาแสดงนี้..ได้เผยแผ่ให้เราๆท่านๆได้ศึกษา ได้ฝึก ได้ปฏิบัติ องค์ตถาคต ก็จะได้เห็นกัน..



ตอบต้องขออภัยคุณเฮโลที่บางครั้งลงบทความสั้นบ้างยาวบ้างแวแต่บทความอาจสั้นบ้างยาวบ้างท่านผู้อ่านก็คงอยากจะอ่านยาวๆเพื่อจะได้ความรู้ไปศึกษากันครับ และมีผู้อ่านเข้ามาอ่านหลายพันคนน่าจะเกือบถึงหมื่นคนในเร็วๆนี้ เราทั้งสองก็คุยเรื่องธรรมะยาวบ้างสั้นบ้างเพื่อจุดประกายให้กับท่านผู้อ่านให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นในจิตใจครับ มีใครที่มีความคิดดีๆหรือข้อมูลสร้างสรรค์ก็เชิญเข้ามาร่วมได้ครับยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ที่เราทั้งหมดมาร่วมสร้างกุศลผลบุญร่วมกันครับ...



--------------------------------------------------------------------------------


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #34 เมื่อ: 28 พ.ค. 13, 08:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เห็นด้วยกับท่านเฮโลครับ

สวดมนต์ก่อน ก่อนที่เราจะนั่งสมาธิ หรือการทำสมาธิด้วยอริยบทอื่นๆ..
การสวดมนต์ก่อน ก็เพื่อการน้อมจิตน้อมใจให้เข้าใกล้พระพุทธองค์ หมายความว่า เอาใจเข้าไปก่อน แล้วก็ปฏิบัติไปตามที่ได้เรียนกัน..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #35 เมื่อ: 29 พ.ค. 13, 11:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กระทู้นี้เป็นกระทู้สีขาวไม่ส่งเสริมอบายมุขต่างครับ ขอให้ผู้อ่านเดินตามรอยธรรมของพระพุทธองค์แล้วทุกท่านจะมีความสุขดำเนินชีวิตโดยไม่ประมาทครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  พุทธสาวก 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม