หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: นั่งสมาธิสวดมนต์ช่วยให้จิตใจดีขึ้นหรือไม่???  (อ่าน 2658 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 07:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

มีข้อมูลดีๆมาฝากท่านผู้อ่านอีกครับ หากใครนั่งปฏิบัตินั่สมาธิเชิญอ่านได้เลยครับ

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ในใจของพระองค์ ด้วยการกำหนดสติเฝ้าดูกายเฝ้าดูใจอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยป่าเป็นส่วนประกอบในการทำความเพียรเพราะป่านั้นเงียบสงบ
ในความเงียบสงัด ก็จะมีความชุ่มเย็นอยู่ในนั้นเสมอ ป่า คือ ป่า ป่าตรัสรู้ไม่ได้ ชาวป่าชาวเขาที่เกิดในป่า อยู่ในป่า จนกระทั่งตายในป่าก็ไม่เห็นมีใครที่จะตรัสรู้ได้ ใจเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ตรัสรู้ ธรรมะของพระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องของใจเท่านั้น
นักปฏิบัติส่วนมากยังไม่เข้าใจว่า ความสงบที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ไหน บางครั้งมีโอกาสอยู่กับสถานที่เงียบแล้ว ยังบอกว่าไม่สงบ โดยโทษสิ่งภายนอกว่า เพราะสภาพแวดล้อมต่างๆ อันเป็นเสียงบ้าง บุคคลบ้าง สิ่งนั้นสิ่งนี้บ้าง คือ ต้นเหตุของความไม่สงบ
จิตเกิดจากการผลักต้านปรากฏการณ์ โดยไม่รู้เท่าทันจิตปรุงแต่งของตนจึงพยายามที่จะหนีไปให้ไกลจากสิ่งเหล่านั้น อยากไปอยู่ในป่าในเขาที่ไกลๆ ในถ้ำที่เงียบสงบ ซึ่งปราศจากผู้คนและเสียงต่างๆ ที่จะมารบกวน ได้พยายามแสวงหาความสงบจากสิ่งภายนอก โดยเข้าใจเอาเองว่า ความสงบและไม่สงบนั้น เกิดจากสิ่งภายนอกเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะพบความสงบที่แท้จริงได้สักที แม้จะพยายามหามานานแสนนาน ก็ยังหาไม่เจอ นั่นเพราะยังไม่เข้าใจ และยังหาไม่ถูกจุดต่างหาก ขออธิบายว่า หากป่านอกถ้ำนอกจะสงบเงียบสักแค่ไหน แต่ป่าใน ถ้ำใน คือ จิตใจของท่าน ยังไม่ยอมเงียบสงบ ป่านอกถ้ำนอกก็จะหาเงียบสงบสำหรับท่านไม่
เพราะความสงบหรือไม่สงบที่แท้จริงนั้น เกิดจากข้างใน คือ จิตใจของท่านต่างหากที่เป็นเหตุ หากจิตภายในไม่สงบทุกที่ก็ไม่สงบ หากที่นี่คือใจไม่สงบ จะอยู่ที่ไหนมันก็ไม่สงบจริงไหม
เสียงต่างๆ และสิ่งต่างๆ ที่ทางภายนอกนั้น มันเป็นธรรมชาติของมันเช่นนั้นเอง ซึ่งท่านห้ามมันมิให้เกิดได้หรือไม่ และท่านห้ามหูตัวเองมิให้ได้รับเสียง ห้ามตาตัวตัวเองมิให้ได้เห็นรูปได้หรือไม่ เมื่อห้ามไม่ได้ทำไมท่านไม่ห้ามใจตัวเองล่ะ ด้วยการรับรู้แล้วปล่อยมันผ่านไปเสีย อย่าดูดรั้งหรือผลักต้าน
ดังนั้น ท่านจะต้องทำใจ ด้วยการ “รู้” แล้วปล่อยไปเท่านั้น ดังเช่น ธรรมชาติของน้ำ คือน้ำที่ไม่ไหล ขังไว้ย่อมเน่าฉันใด จิตรู้เรื่องอะไรแล้วไม่ยอมปล่อย ย่อมทุกข์ฉันนั้น และธรรมแท้นั้นเป็นกลางๆ ใครปล่อยวางได้ก็สบาย
เมื่อรู้ความจริงแล้วว่า เหตุเกิดแห่งความสงบ และไม่สงบนั้นอยู่ที่ใจก็จงแสวงหาป่าใจถ้ำใจให้พบเถิด ด้วยการมีสติจับรู้อยู่แต่ปัจจุบัน ภายในกายภายในใจตนเท่านั้น
ไม่ต้องคิดอยากทำสมาธิให้เจริญสติรู้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ตลอดสายเท่านั้น ผลนั้นจะเกิดเป็นสมาธิขึ้นมาเองในที่สุด เพราะสมาธิคือผลจากการเจริญสติต่างหาก
ยกตัวอย่าง แม้แต่การนั่งสมาธิ กำหนดดูลมหายใจ ก็ต้องใช้สติ เฝ้าดูเฝ้ารู้ลมที่เป็นปัจจุบันนั้นตลอดเวลา หากขาดสติตามดูตามรู้แล้ว สมาธิก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน เพราะเหตุไม่มี ผลจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุมี ผลจึงมี





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 07:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สติ คือ แม่ทัพใหญ่ในกองทัพธรรม สติเป็นมรรค สมาธิเป็นผล จงแสวงหาสติเถิดเพื่อให้เกิดสมาธิ อันเป็นจิตหนึ่งจริงๆ คือความสงบที่แท้จริง
เมื่อท่านพบสมาธิตัวแท้ๆ หมายถึงพบป่าใจถ้ำใจได้แล้ว แม้จะอยู่ที่ไหนๆ ก็สงบหมด แม้จะอยู่กบที่ไม่สงบทางภายนอก แต่ใจภายในมันก็ไม่วุ่น แม้จะอยู่กับทุกข์ทางภายนอก แต่ใจภายในมันก็ไม่ทุกข์ แม้จะอยู่กับความรีบร้อนทางภายนอก แต่ใจภายในมันก็ไม่ร้อน ปกติเย็นสบายตลอดเวลา ข้างนอกก็ทำไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น หากตรงนี้ไม่มีอะไร หากตรงนี้ไม่มีทุกข์ มันก็จบเท่านั้นเอง มันจึงเหลือแต่การกระทำที่บริสุทธิ์ อันเปี่ยมไปด้วยความเมตตาจริงใจบริสุทธิ์ใจเท่านั้น
จงเข้าใจความเป็นจริงโดยถ่องแท้เถิด ด้วยการพิจารณาตามสภาพความเป็นจริง คือ “โอปนยิโก” จะเห็นว่าธรรมชาตินั้นสอนว่า...
จงพยายามทำใจให้เงียบสงบเหมือนป่า คือ ทำใจให้เป็นป่าใจหรือการทำใจให้เป็นสมาธิ คือ จิตสงบนั่นเอง และจะต้องทำใจให้สงบได้ในทุกๆ ที่ด้วย โดยไม่จำกัดสถานที่ทางภายนอก เมื่อใจเกิดเป็นสมาธิได้แล้วความเย็นสบายทั้งกายใจย่อมจะปรากฏขึ้นเอง ภายในนั้นตลอดเวลา เพราะมันเป็นผลของความเงียบ
จากนั้นให้พิจารณาดูสภาพความแตกต่างระหว่างความเงียบสงบและความไม่เงียบสงบของจิตใจ ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร เกิดจากอะไร เมื่อพบแล้ว เมื่อพบแล้วปัญญาตัวแท้ๆ คือมรรคหรือทางพ้นทุกข์ ก็จะปรากฏขึ้นให้รู้เองนั่นยังมิใช่ผลที่สมบูรณ์ มันเป็นผลของสมาธิขณะหนึ่งเท่านั้น อันเรียกว่า “อริยมรรค” คือพบทางแล้ว สัมผัสบ้างแล้วเท่านั้น ต้องไปทำผลอีก เพราะสมาธิก็ยังไม่ใช่ที่สุดแห่งธรรม
ดังเช่น นักมวยที่ฝึกซ้อมกระสอบทรายจนชำนาญ มันเป็นการชกฝ่ายเดียวโดยไม่มีการต่อสู้ของฝ่ายตรงกันข้าม ยังไม่เจอของจริงผลนั้นจึงดูเป็นผู้ชนะอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับการนั่งหลับตาทำสมาธิ พอจิตสงบก็ลืมทุกข์ไปชั่วขณะหนึ่ง มันเป็นการลืมทุกข์หรือศิลาทับหญ้า ยังไม่ใช่การดับทุกข์ที่แท้จริง เพราะพอออกจากสมาธิ เจอผัสสะก็เกิดทุกข์ได้อีก ของจริงต้องดับกันตรงผัสสะข้างนอก ทันทีที่กระทบก็จบลงแค่นั้น ทุกข์จะไม่สามารถเข้าถึงใจได้เลยจึงจะใช่
ดังนั้นผลแท้ๆจะพิสูจน์ต่อเมื่อเจอผัสสะขณะลืมตา คือการอยู่ในชีวิตจริงๆ หรือการขึ้นชกบนเวทีชีวิตอีกทีจะต้องพบคู่ต่อสู้ทั้งนอกใน ในลีลาต่างๆที่โต้ตอบมาให้ได้ทันจริงๆ การชกในที่นี้มิใช่หมายถึง การต่อสู้ชกต่อยทางกายภายนอกกับใคร แต่หมายถึงสติปัญญาที่ต่อสู้ห้ำหั่นกับกิเลส คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตของตนเท่านั้น
และสมาธิตัวแท้ๆ คือ สมาธิธรรมชาติ หรือความปกติของจิตจิตหนึ่งหรือจิตเงียบนั้นจะต้องมีอยู่ภายในจิตตลอดเวลา มีอยู่ในทุกอิริยาบถ ทั้งหลับตาลืมตาก็มีอยู่ โดยมิใช่ต้องมานั่งหลับตาทำสมาธิขณะที่เจอผัสสะอีก
แต่มันกลับเป็นสมาธิตัวตื่นจริงๆ ของธรรมชาติจากภายในที่มาทำเรา มารักษาเรา เมื่อก่อนเราทำสมาธิ แต่เดี๋ยวนี้สมาธิกลับมาทำเรา คือ สมาธินั้นกลับมารักษาเราอยู่ตลอดเวลา
พอทำถึงจุดนี้แล้วเราจำเป็นที่จะต้องอาศัยสติปัญญานอก คือ พระไตรลักษณ์ เขามาช่วยในการค้นคิดพิจารณาด้วย เพื่อให้เกิดปัญญาในการปล่อยวางอีกที คือ ปัญญาในปัญญา จนกระทั่งมันเกิดเป็นปัญญาภายในตัวแท้ๆ ที่ปล่อยวางได้เองโดยอัตโนมัติ ทันทีที่รู้ ที่เจอผัสสะ ก็จบลงตรงนั้นโดยไม่ต้องมานั่งทำปัญญา คือ การค้นคิดพิจารณาอีกต่อไป จึงจะใช่ของจริง
ทุกข์แท้ๆ จะดับได้สิ้น เพราะปัญญาเห็นแจ้งตัวเดียวเท่านั้น พอรู้ก็... อ๋อ!!! พออ๋อ!!! ก็หมดทันที ดังเช่นเมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็จะหมดไปในทันที ทุกข์ก็เช่นกันจะหมดได้สิ้นเพราะปัญญาเห็นแจ้งตัวเดียวเท่านั้น เพราะ “แสงสว่างอื่นใดเสมอปัญญานั้นไม่มี”
การปฏิบัติธรรม เมื่อจิตเป็นสมาธิได้อย่างมั่นคง เห็นชัดเจนจนมั่นใจในตนจริงๆ แล้ว ควรจะทดสอบตัวเองด้วยการอยู่กับทุกปรากฏการณ์ให้ได้ คืออยู่กับทุกสถานที่ ทุกบุคคล ทุกผัสสะ ทั้งที่ดีและไม่ดี ชอบและไม่ชอบ หยาบและละเอียด บ้านหรือป่า มันจะไม่มีทั้งบ้านทั้งป่า เพราะมันรู้ว่าทุกที่สักแต่ว่าเป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้นเองไม่มีอะไรเลยจริงๆ
ชีวิตอยู่ได้เป็นได้ทุกอย่าง ทางกายภายนอก เป็นได้ทั้งป่าทั้งบ้านอย่างไรก็ดี ตามเหตุตามปัจจัย ไม่ดูดรั้งหรือผลักต้าน ส่วนทางใจภายในจะไม่มีเป็นอะไรเลย อยู่กับทุกข์ได้โดยใจไม่ทุกข์ ทางกายเป็นธรรมดาเน้นที่ใจเท่านั้นเป็นสำคัญ ข้างนอกเป็นเพียงลีลาธรรมเท่านั้น ไม่มีอะไรอยู่กับกิเลสได้โดยใจไม่มีกิเลส เพราะกิเลส คือ เหตุแห่งทุกข์นั้น จะไม่สามารถย้อยกลับมาสู่ใจได้อีกเลย หากเหตุนั้นเคยดับไปแล้ว ด้วยปัญญาเห็นแจ้งในจิตตนจริงๆ ซึ่งตนเท่านั้นที่จะรู้ได้ด้วยตนเองเฉพาะตน อันเรียกว่า ปัจจัตตัง ผู้อื่นไม่มีใครจะรู้ได้ดีเท่าตนรู้ตนเห็นตน เพราะธรรมแท้ๆ เป็นเรื่องของตนในที่สุด จิตจะมีแต่รู้ที่ปกติ รู้ที่ไม่มี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 08:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

(พระพุทธองค์ท่านมองว่าใครจะเป็นดอกบัวเหล่าใดครับนี่ก็เป็นปรัชญารอบตัวพระองค์ท่านสามารถนำมาอธิบายด้วยเหตุและผลได้หมดครับท่าน)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 08:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เสด็จไปประทับโคนต้นไทร สามธิดามารมาประโลมล่อให้หลง ก็ไม่ทรงใยดี

ตรัสรู้แล้ว พระพุทธเจ้าเสด็จประทับเสวยวิมุติสุขอยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นเวลา ๗
วัน คำว่า 'เสวยวิมุติสุข' เป็นภาษาที่ใช้สำหรับท่านผู้ทรงหลุดพ้นแล้ว เทียบกับภาษาสามัญชนคนมีกิเลสก็
คือพักผ่อนภายหลังที่ตรากตรำงานมานั่นเอง

หลังจากนั้นจึงเสด็จไปยังต้นอชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นศรีมหาโพธิ์ ต้น
นิโครธคือต้นไทร ส่วนคำหน้าคือ 'อชปาล' แปลว่า เป็นที่เลี้ยงแพะ ตามตำนานบอกว่าที่ใต้ต้นไทรแห่งนี้
เคยเป็นที่อาศัยของคนเลี้ยงแพะมานาน คนเลี้ยงแพะที่ตำบลแห่งนี้ได้เข้ามาอาศัยร่มเงาต้นไทรเป็นที่เลี้ยง
แพะเสมอมา

ระหว่างที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นี่ นักแต่งเรื่องเรื่องในยุคอรรถกถาจารย์ ยุคนี้เกิดขึ้นภาย
หลัง พระพุทธเจ้านิพพานแล้วหลายร้อยปี ได้แต่งเรื่องขึ้นเฉลิมพระเกียรติของพระพุทธเจ้าว่า ลูกสาว
พระยามารซึ่งเคยยกทัพมาผจญพระพุทธเจ้าเมื่อตอน ก่อนตรัสรู้เล็กน้อยแต่ก็พ่ายแพ้ไป ได้ขันอาสาพระยา
มารผู้บิดาเพื่อประโลมล่อพระพุทธเจ้าให้ตกอยู่ในอำนาจของพระยามารให้จงได้ ลูกสาวพระยามารมี ๓
คน คือ นางตัณหา นางราคา และนางอรดี

ทั้งสามนางเข้าไปประเล้าประโลมพระพุทธเจ้าด้วยกลวิธีทางกามารมณ์ต่างๆ เช่น เปลื้อง
ภูษาอาภรณ์ทรงออก แปลงร่างเป็นสาวรุ่นบ้าง เป็นสาวใหญ่บ้าง เป็นสตรีในวัยต่างๆ บ้าง แต่พระพุทธ
เจ้าผู้ทรงบริสุทธิ์สิ้นเชิงแล้วไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติแม้แต่ลืมพระเนตรแลมอง

เรื่องธิดาพระยามารประโลมพระพุทธเจ้าก็เป็นปุคคลาธิษฐาน ถอดความได้ว่า ทั้งสามธิดา
พระยามารนั้น ล้วนหมายถึงกิเลสทั้งนั้น อย่างหนึ่งคือความยินดี อีกอย่างหนึ่งคือความยินร้ายหรือความ
เกลียดชัง ความยินดีส่วนหนึ่งแยกออกเป็นตัรหา คือความอยากได้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกส่วนหนึ่งเป็นราคา
หรือราคะ คือความใคร่หรือกำหนัด ความเกลียดชังหรือยินร้ายออกมาในรูปของอรดี อรดีในที่นี้คือ
ความริษยา

ความที่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงแสดงพระอาการผิดปกติ แม้แต่ทรงลืมพระเนตรนั้น ก็หมาย
ถึงว่า พระพุทธเจ้าอยู่ห่างไกลจากกิเลสดังกล่าวมาโดยสิ้นเชิงนั่นเอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ชอบอ่าน
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 09:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีคุณ destinygoal

เช้านี้มาเช็คก่อน มาเห็นบทความคุณ อ่านแล้วรู้สึกเห็นด้วย กับไม่เห็นด้วย

1. เห็นด้วย คือ เราหนีความสงบไปไหนไม่พ้น อยู่ใจ ไม่เกี่ยวกับแวดล้อม ศาสนาพุทธ เน้นภายใน " ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา " ใช่ว่าต้องพระพุทธเจ้าต้องอยู่จังหวัดใดเท่านั้น ไม่งั๊นพระเทวทัตก็จะมาบอกผู้ใดเห็นจังหวัดนี้ ผู้นั้นเห็นเราได้ เหมาะสำหรับผู้ได้สมาธิผ่านขั้นไม่สนแวดล้อมไปแล้ว นี่คือพุทธแท้ แต่วิธีต่างได้

2.ไม่เห็นด้วยตรงที่ มนุษยนั้นมีความหลากหลาย บ้างจิตภพภมิต่ำมาก บ้างใช้ปัญญาก็คุมได้ สมาธิสูง บ้างไม่ได้ฝึกสมาธิ บ้างวัฒนธรรมการมองโลกการฝึกก็ต่าง

พระพุทธเจ้าทรงผนวชก็ออกจากเรือนไปบำเพ็ญลองผิดลงถูก ไม่ได้อยู่วัง
นั่นหมายถึง การเริ่มต้นจากการหาที่สงบก่อน นั่งสมาในป่า ซึ่งปฏิบัติการมาเนิ่นนาน ไม่ได้ปฏิบัติในวังเอาสาวๆมากอดก็ไม่รู้สึกจนได้สมาธิ

พระอรหัตร์ตอบคำถามเดียวกัน แต่ตอบไม่เหมือนกัน พระพุทธเจ้าก็บอกดีแล้วดีแล้ว ท่านอานนท์ใช้ปัญญา ถูกแล้ว อีกท่านนึงใช้อยู่ป่าสงบพูดถูกแล้วนั่นแสดงว่าพระพุทธองค์ไม่ยึดติดสุดโต่งกับมาตรฐานตนเป็นหลัก มีการเข้าใจ อาการแต่ละท่านว่าถนัดสิ่งใด เหมือนรถที่ขับมาจากที่ต่างๆจุดหมายเดียวกัน


เมิ่งจื้อนักปราชญ์จีนโบราณ ตอนเด็กชอบเล่น แม่พาไปอยู่ที่ไหนก็ติดที่นั่น พาไปใกล้เขียงหมูก็ทำท่าสับหมูไม่เรียน ย้ายบ้านไปใกล้คุก ก็เลียนแบบท่านักโทษถูกคุมขัง สุดท้ายแม่พาย้ายบ้านไปใกล้โรงเรียนก็เลยเลียนแบบเรียน นั่นแสดงว่าสิ่งแวดล้อมมีสิ่งเอื้ออำนวย

แต่มีครอบครัวหนึ่งพ่อแม่สนใจการเรียนลูกสอนลูกฝึกลูกลูกได้ดี โรงเรียนลูกก็เเวดล้อมดี เมืองนี้เด็กสอบติดมากกว่าเมืองอื่น
พวกเค้าจึงมาตรฐานตัวเองเท่านั้นและกล่าวว่า พ่อแม่กับเด็กมีส่วนสำคัญเท่านั้น เเวดล้อมโรงเรียนไม่เกี่ยวใกล้ๆบ้านดี เค้าเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่เคยมองความแตกต่างของครอบครัวอื่น ครอบครัวเค้าแบบถูกครบครัวที่เดียว

มีอีกครอบครัวต่างจากเค้าพ่อแม่หาเช้ากินค่ำ การศึกษาไม่สูง ไม่ได้สนใจลูกเหมือนครอบครัวเค้า ปล่อยให้เด็กเล่นไปวันๆเพราะสิ่งแวดล้อมที่มีแต่เล่นๆ แต่พอเด็กไปพบสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาที่ดีขึ้นที่ไกลบ้าน มีมิตรที่รักเรียน จึงฝึกฝนตน
แต่บางครอบรัวบางคนเจอเพื่อนติดยาก็ติดยาทั้งแวดล้อมไกลบ้าน และใกล้บ้านไม่เกี่ยว เจอแวดล้อมติดยาก็ไปติดกับพวกเค้า พ่อแม่หาเช้ากิน่ำก็ไม่ทราบ ไปเปลี่ยนท่านมาเฝ้าดูลูกใกล้ชิดก็ไม่ได้ ทำงานมาเหนื่อย หัวถึงหมอนก็หลับ มาตรฐานหนึ่งอาจใช้ไม่ได้กับมาตรฐานหนึ่ง


มีอาจารย์สอนศาสนาผู้หนึ่ง ตัวเองได้สมาธิขั้นสูงแล้วยึดติด
ไม่ได้สนความแตกต่างของแต่ละบุคคล
ก็เห็นว่าผู้ที่ออกไปนั่งสมาธิที่สงบไม่ช่วยแท้จริงเพราะยึดติดวิธีตนไปเห็น
สถานที่ปฏิบัติธรรมต่างๆที่พระอริยะตั้งขึ้น ยเห็นว่าไม่ช่วยแท้จริง ทั้งๆที่มีคนเปฏิบัติแบบันก็ไปได้ แต่เค้าไม่เชื่อ
มีเค้าเท่านั้นที่รู้จริง เค้าทำได้ถึงคนเดียว ต้องวิธีเท่านั้น
เลยเอามาตรฐานตัวเองบอกกับนักเรียนว่า ไม่ต้องนั่งสมาธิที่สงบไม่เกี่ยว ไม่ต้องสนแวดล้อมสงบ เข้าไปในที่ที่พลุกพล่านเลย เหมือนที่อาจารย์ทำได้ นั่นคิดว่าเป็นวิธีที่อาจารย์ทำได้ แต่ไม่ใช่วิธีเข้าใจพื้นฐานแตกต่างแต่ละบุคคล

มีพระโพธิสัตว์องค์หนึ่ง เป็นผู้ปฏิบัติครองเรือน มีครอบครัว
ดังนั้นจึงออกมาประกาศให้คนสึก บอกออกบวชปลีกวิเวก ไม่ช่วย
ต้องวิธีเค้าเท่านั้น ทั้งๆที่มีพระอริยะปฏิบัติถึงเค้าก็ไม่สน
เค้าว่าต้องมีครอบครัวต้องอยู่ที่พลุกพล่าน วิธีเค้า

แต่พระโพธิสัตว์องค์นี้ ถ้าออกบวชจะไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าครองเรือนจะไม่ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จะไม่ได้ใช้ธรรมปกครองสี่ทวีป เพราะเค้าเอามาตรฐานตัวเอง ไม่สนใจความแตกต่าง เชื่อว่ามีแค่วิธีตัวเองเท่านั้นเห็นจริง ของผู้อื่นไม่จริง ดังนั้น เค้าจะไม่ได้ครองใจประชาชนสี่ทวีป เพราะเค้าไม่ได้เอาใจคนอื่นวิธีคนอื่นมาอยู่ในสายตา เค้าไม่ฟังคนอื่น คนอื่นก็ไม่ฟังเค้า

แต่เอาวิธีตัวเท่านั้นไปบังคับใช้กับคนอื่น มีแค่วิธีเค้าวิธีเดียวในโลก




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 09:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทำบุญกับพระปลอมได้ขึ้นสวรรค์ ทำบุญกับพระอรหันต์กลับตกนรก


สามีภรรยาคู่หนึ่งเป็นยากจนหาเลี้ยงชีพด้วยการขอทานเดินทางมาอาศัยอยู่ที่ศาลาในป่าแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง ในขณะที่พักอยู่นั้นภรรยาซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ เกิดอาการแพ้ท้องอยากบริโภคอาหารที่พระราชาเสวย



จึงอ้อนวอนสามีให้ไปหามาให้ บอกว่าหากมิได้บริโภคอาหารที่ต้องการนี้จะต้องตายแน่นอน ฝ่ายสามีผู้มีกรรมทนคำอ้อนวอนต่อไปไม่ไหว่และเกรงว่านางจักตาย จึงคิดออกอุบายปลอมตัวเป็นพระภิกษุและด้วยความเป็นพระใหม่ที่ปลอมตัวมาจึงทำให้มีความระมัดระวังสำรวมกายในเรื่องต่างๆมากเพราะกลัวคนจับผิดได้

แล้วเดินอุ้มบาตรเข้าไปในพระราชวัง เพื่อรับบิณฑบาตร และในขณะนั้นเองพระราชาจักทรงเสวยพระกระยาหารพอดีเมื่อทรงทราบว่ามีพระภิกษุเดินมาบิณฑบาตรภายในพระราชวัง ด้วยกิริยาอาการสำรวมน่าเลื่อมใสมาก

พระองค์เสด็จทอดพระเนตรดู ครั้นเมื่อเห็นกิริยาอาการแล้ว ก็ทรงจินตนาการว่า " ภิกษุรูปนี้ช่างมีกิริยาอาการสำรวมน่าเลื่อมใสยิ่งนักเป็นหนักหนา คงเป็นพระผู้ทรงคุณวิเศษสักอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่แท้ " จึงเกิดพระราชศรัทธา

และทรงนำพระกระยาหารที่ทรงจะเสวยใส่ลงไปในบาตรจนหมดด้วยจิตใจเป็นปิติเลื่อมใส เมื่อพระภิกษุปลอมรับบิฑบาตรอาหารจากพระราชาแล้วก็เดินจากไป





แต่ด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในตัวพระปลอมยังอยู่ในพระทัยของพระองค์ จึงรับสังอำมาตย์คนสนิทให้รีบสกดรอยตามพระรูปนั้นไป เพื่อที่พระองค์จะได้นิมนต์ให้มารับบิณฑบาตรในวังอีก ฝ่ายพระปลอมเมื่อได้อาหารที่เมียอยากกินจากพระราชาแล้วรู้สึกดีใจมาก จึงรีบเดินไปให้พ้นกำแพงเมืองโดยเร็ว

เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงเปลียนเสื้อผ้าเป็นคนธรรมดาตามเดิม แล้วรีบนำอาหารไปให้ภรรยากินโดยเร็ว ครั้นเมื่ออำมาตย์ซึ่งเดินสะกดรอยตามไปได้เห็นพฤติกรรมนั้นโดยตลอด



ก็บังเกิดความตกใจและโกรธเคื่องใจคิดจะจับไปให้พระราชาลงโทษ แต่ด้วยความสงสารและสังเวชจึงได้เพียงทำการขับไล่สามีภรรยาคู่นั้นไปและห้ามกลับมายังเมืองนี่อีกไม่งั้นจะลงโทษทัณฑ์

หลังจากนั้นก็เดินกลับเข้าไปยังในเพระราชวังเพื่อถวายความให้พระราชาทราบ ขณะเดินกลับไปก็ครุ่นคิดหาวิธีที่จะถวายความโดยตลอดเพื่อมิให้พระราชาทรงเสียพระทัย เมื่อพระราชาเห็นอำมาตย์เดินมา ก็ทรงตรัสถามไปทันทีด้วยความอยากรู้โดยเร็ว ว่า " เจ้าได้ความว่าอย่างไร บอกมาเร็วๆสิ ว่าพระสงฆ์รูปนั้นอยู่ป่าหรือเขตวัดแห่งหนใหน?

" อำมาตย์จึงใช้กุศโลบายเพื่อ รักษาศรัทธาของพระราชาไว้ แล้วก็กราบทูลว่า " ข้าแต่พระองค์ข้าพระพุทธเจ้าได้สะกดรอยตามพระภิกษุรูปนั้นไปจนออกนอกเขตกำแพงพระราชวัง





พอตามไปสุดเขตกำแพงพระราชวังตรงแนวป่าทางโน้น ด้วยอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์ปรากฏว่าพระภิกษุรูปนั้นก็พลันหายวับเข้าไปในแนวป่าทันที่ พระพุทธเจ้าข้า " พระราชาได้ทรงฟังดั้งนั้นก็ทรงโสมมนัสเสียพระทัยเป็นอันมาก

แต่ก็ทรงมิได้ซักถามอะไรเพิ่ม เพียงแต่ทรงตรัสว่า " เป็นบุญของเราแท้ๆที่ได้ถวายภัคตราหารใส่บาตรแต่พระสงฆ์ผู้ทรงเป็นคุณวิเศษท่านเป็นพระอรหันต์จริงๆที่เกิดปาฏิหารย์หายตัวได้และทานที่ถวายท่านในวันนี้มีอานิสงส์มากเป็นทานที่ประเสริฐอย่างแน่นอน "

พระราชาทรงบังเกิดความปิติยินดี เบิกบานพระทัยในบุญที่ได้ทำในครั่งนี้เป็นยิ่งนัก ไม่นานหลังจากนั้นพระราชาก็เสร็จสรรคตไปบังเกิดบนสรรค์ชั้นดาวดึงส์

แต่ก่อนที่ทรงจะสวรรคตพระองค์ได้กำชับกับเหล่าอำมาตย์ไว้ว่าเมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว ให้ทำบุญใส่บาตรกับพระสงที่มารับบิณฑบาตรเพื่ออุทิศกุศลเพื่อเจาะจงพระองค์ด้วย




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 09:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในคราวนั้นได้มีพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งพึ่งออกจากญาณสมาบัติได้จาริกไปในเขตพระนครเพื่อบิณฑบาตร อำมาตย์คนเดิมได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้น ก้ได้นิมนต์ท่านเข้าไปรับภัตตาหารในพระราชวังแต่ด้วยความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยในตัวพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้นตลอดมา

เนื่องจากเจอพระปลอมมาแล้วจึงเกรงว่าครั้งนี้ก็คงเป็นพระปลอมเช่นกัน โดยหารู้ไม่ว่าภิกษุที่ตนได้ถวายภัตตาหารอยู่นั้นคือ พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ซึ่งสิ้นกิเลสอาสวะโดยสิ้นเชิงเเล้ว

เหล่าอำมาตย์นั้น ได้ประมาทแล้วในพระอริยเจ้าโดยไม่รู้ตัวเพราะบุคคลธรรมดาไม่อาจทราบได้ว่าพระภิกษุรูปใดเป็นอริยะบุคคลหรื่อไม่เป็นอริยะบุคคล

(เหตุเพราะว่าพระอริยะบุคคลใดก็ตามท่านไม่สามารถประกาศได้ว่านั้นเป็นอริยะบุคคลแล้ว)

ฉนั้นการถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นนอกจากจะไม่เกิดกุศลแล้วยังทำให้อำมาตย์นั้นได้หนทางไปสู่อบายภูมิในโลกหน้าโดยไม่รู้ตัวอีกเลย...



http://board.palungjit.com/f124/ทำบุญกับพระปลอมได้ขึ้นสวรรค์-ทำบุญกับพระอรหันต์กลับตกนรก-264119.html

เหตุเพราะว่าพระอริยะบุคคลใดก็ตามท่านไม่สามารถประกาศได้ว่านั้นเป็นอริยะบุคคลแล้ว

เเปลความท่อนนี้...คือ

พระพุทธเจ้าทรงห้ามพระภิกษุอวดอุตริมนุษยธรรม
สาเหตุเกิดจาก ในกาลครั้งนั้นมีพระภิกษุบางรูปเพื่อต้องการแสวงลาภสักการะ ทั้งที่ไม่มีคุณธรรมในตน
พระภิกษุบางรูปได้อวดแสดงตนเป็นพระอรหันต์
พระภิกษุบางรูปบางคณะ ได้อวดแสดงตนเป็นพระอริยะบุคคล เช่น พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ฯลฯ
พระภิกษุบางรูปบางคณะ ได้อวดแสดงตนผู้มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์
พระภิกษุบางรูปบางคณะ ได้อวดแสดงตนผู้มีฌาณสมาบัติ
พระภิกษุบางรูปบางคณะ ได้อวดแสดงตนผู้มีศีลจารวัตรดี
ทั้งนี้เพื่อให้ลาภสักการะจะได้บังเกิดแก่พวกตน...

พระพุทธเจ้าทรงเล็งเห็นซึ่งความเสื่อมจะบังเกิดแก่คณะสงฆ์ จึงทรงห้ามพระภิกษุอวดอุตริมนุษยธรรม
เพื่อความสงบและสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์สืบต่อไปในภายภาคหน้า

เพราะพระภิกษุสาวกบางรูปที่อยู่ในธรรมวินัย ยังไม่มีคุณธรรมประจำตน เช่น สำเร็จเป็นพระอรหันต์ พระอริยะบุคคล มีฌาณสมาบัติ มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ ฯลฯ
คณะสงฆ์ในธรรมวินัยทั้งพระภิกษุที่แก่และอ่อนพรรษาจะเสื่อมจากอาหารบิณฑบาตร ลาภสักการะอันสมควรแก่สมณบริโภค
สาเหตุเกิดมาจากพระภิกษุที่ไม่มีคุณธรรมหวังมุ่งแต่ลาภสักการะอวดอุตริมนุสสธรรม
ทำให้ชาวบ้านหลงเชื่อถวายปัจจัยไทยทานแก่หมู่พระภิกษุเหล่านั้นฯ ทำให้พระศาสนาเสื่อมสิ้นสูญ

สำคัญนะครับเเม้เเต่" พระปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ซึ่งสิ้นกิเลสอาสวะโดยสิ้นเชิงเเล้ว "ท่านยังไม่สามารถ ประกาศ ตัวได้เลย

กับพระเมืองไทยอยากให้ ชาวพุทธศึกษาพระํธรรมอย่างจริงจัง

ก่อนจะเชื่อตามนั้น

เครดิต โพสจัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
ชอบอ่าน
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 10:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 พ.ค. 13, 19:07 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 11:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
คืออย่างนี้ครับ..ผมมักจะพูดตรงๆ..
ผมว่า การปฏิบัติตามคำสอนในองค์สัมมาฯคนที่เข้ามาในหนทางนี้ มักไม่ได้มาจากศรัทธา แต่มักจะมาจากการที่ได้รับทุกข์อ่ะครับ..
ไม่ว่าจะเป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นกับกาย เกิดขึ้นกับใจ..
เพื่อจะดับทุกข์ เพื่อปแก้ไขปัญหาในขณะที่ทุกข์กำลังเกิด
ไม่ได้เกิดจากการมีศรัทธาขึ้นมาก่อน..
แค่เอากายเข้าหาพระธรรมต่างหากครับ..เช่น พระพุทธองค์ไ้ด้ตรัสว่า แม้นจะเดินตามหลัง เอามือจับจีวร ก็ยังไม่ใช่การเข้าใกล้พระพุทธองค์
การเข้าหาองค์สัมมาฯ จึงต้องมีศรัทธา
ศรัทธา อันแน่วแน่ มั่นคง จึงจะรักษาศิลได้ ศีล..มีอยู่ประจำตัว รู้ตัวว่า่าอยู่ในขอบเขตของศีล
มีสมาธิในการดำรงค์ศีล
การภาวนา เพื่อให้มีสมาธิที่ดีครับ..
สมาธิจรดจ่อต่อสิ่งใด สิ่งนั้น..

ผมเป็นแค่ การมีสมาธิอยู่ที่ลมหายใจเท่านั้น..อย่างอื่นไม่ได้ฝึกหัด..

หากผมตั้งมั่นอยู่กับลมหายใจมาก ก็จะมีความรู้สึกอีกอย่างนึง หากปล่อยให้สบายๆ ก็จะรู้อารมณ์อีกอย่างนึง และหากปล่อยไปเรื่อยๆ ใจก็จะเตลิดไปท่องเที่ยว ไปรังควานคนอื่น..ใจจะไปทุกห่งหน ไปท่องเที่ยวเสียหลายรอบโลก..
ผมรู้จักสายกลางด้วยการทำสมาธิครับ..
ที่สำคัญ ความอยาก อดีต อนาคต ต้องรู้ด้วย มักจะแทรกเข้ามาอยู่เนืองๆ
คนที่รู้วิธีทำสมาธิ มักจะร่ำเรียนได้ดีมากๆ..ทำการงานต่างๆไม่ผิดพลาด..

หากใครจะหวังไปถึงความต้องการต่างๆ ผมว่า ชีวิตนี้ จ้างก็ไปไม่ถึงไหน..
อยากจะให้ได้อำนาจฤทธิต่างๆ จ้างก็ไม่เกิดขึ้นได้..

การทำสมาธิ จะเห็นอะไร มันจะเกิดขึ้นเอง แต่หากความอยาก จะเป็นม่านบ้ัง ความอยากต้องไม่มีเลย..
มีแค่ลมหายใจ ที่หายใจเข้า แล้วก็หายใจออก
ปล่อยให้หายใจเข้าไปเอง หายใจออกมาเองครับ..เราแค่รู้แค่นั้น เช่น หายใจเข้า จะรู้ว่าลมเย็นๆที่ปลายจมูก หายใจออก จะมีลมอุ่นๆออกมาที่ปลายจมูก..
ปล่อยให้เป็นอยู่เช่นนั้น เราแค่รู้ก็พอแล้ว จิต ต้องรู้ อย่าให้ใจปรุงแต่ง ใจะจะตะแบงอยู่เนืองๆ มันเป็นนักปรุงแต่ง

เรานั่งอยู่ในท่วงท่าใด้ เรานั่งอยู่ในที่ใด เราย่อมรู้..หากไม่หายใจ...ย่อมเป็นไปไม่ได้ เราหายใจอยู่ แต่มันแค่รู้สึกว่า ไม่มีลมหายใจแค่นั้น
ดังในความเห็น ของ จขกท.ได้พูดถึงการดู..เราจะได้ดูร่างของเราละครับ..
การดูที่พูดๆกัน ไม่ใช่เป็นการลืมตาดูสรีระร่างกายของเรา..
หากแต่ว่า เป็นการนั่งหลับตา แล้วจะเกิดมโนภาพของร่างกายของเรา อันเป็นของคุ้นเคยของเรา..

ผู้ฝึกปรือการทำสมาธิ เขาดูความเป็นร่าง อันมีส่วนประกอบต่างๆ รวมๆกัน เรียกว่าร่าง(รูป)
เพื่ออะไร ทำไมจึงต้องดูแค่ร่างกาย..ดูองค์ประกอบต่างๆของร่างกาย
ก็ร่างกาย เป็นแค่มีองค์ประกอบต่างๆมารวมๆกัน แล้วจึงเป็นร่างกาย(รูป)
ไม่ว่าหญิง หรือชาย หากว่า หมดเปลือกที่ห่อหุ้ม ก็จะหาความสวยงาม ความหล่อเหลาไม่ได้แล้ว..
ในกระทู้ก่อนๆ คนชอบอ่าน ได้นำเอาขันห้า มาลงให้พิจารณากันด้วย ค้นหากันเอาเองเถอะ
ตีความหมายให้เข้าใจ แล้วลงมือปฏิบัติ แค่การนั่งสมาธิในขณะที่ไม่มีการเกร็งอวัยวะส่วนใดๆ(จะมีการเกร็งอวัยวะส่วนต่างๆใว้ แต่จะไม่รู้ตัว ให้ลองสำรวจตัวเองดู)
คนชอบอ่าน ได้นำเนื้อหาในวิชาปฏิบัติกรรมฐานมาแสดงใว้ด้วย..ลองค้น และทำความเข้าใจกันนะครับ..
ผมขอออกตัวใว้ก่อน ผมมิได้มีเจตนา ที่จะโอ้อวดว่า ผมเป็นคนในศีลในธรรม..
แต่ผม ก็พยายามจะเดินตามหลังพระพุทธองค์ให้ได้..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 14:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วัดเส้าหลิน

บริเวณด้านหน้าอาราม "ต้าฉงเป่าเทียน"
ข้อมูลทั่วไป
ชื่อสามัญ เส้าหลินซื่อ
ที่ตั้ง เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน
ประเภท พระอารามหลวง
นิกาย นิกายมหายาน
พระประธาน พระเมตไตรยโพธิสัตว์
พระพุทธรูปสำคัญ พระโพธิสัตว์มัญชุศรี
พระโพธิสัตว์โลเกศวร
เจ้าอาวาส หลวงจีน ซือ หย่งซิน
จุดสนใจ ป่าเจดีย์
เทือกเขาซงซาน
โรงเรียนฝึกสอนกังฟู
กิจกรรม การแสดงโชว์กังฟูเส้าหลิน





วัดเส้าหลิน เป็นวัดทางพระพุทธศาสนานิกายมหายานที่มีความเก่าแก่อายุมากกว่า 1,500 ปี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน หนึ่งในจำนวนห้ายอดเขาอันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อของชาวจีน เป็นเทือกเขาที่มีชื่อเสียงมากที่สุดทั้งในด้านของประวัติศาสตร์และในแวดวงยุทธภพ ประกอบด้วยยอดเขาน้อยใหญ่จำนวน 72 ยอด แบ่งเป็นสองกลุ่มคือในกลุ่มของเขาไท่ซื่อ จำนวน 36 ยอด และกลุ่มของเขาเส้าซื่อ จำนวน 36 ยอด ในอำเภอเติงเฟิง เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ประเทศจีน อยู่กึ่งกลางระหว่างเมืองเจิ้งโจวและเมืองลั่วหยางบริเวณรอบ ๆ วัดเส้าหลินเป็นพื้นที่โล่งกว้าง ใช้สำหรับฝึกวิทยายุทธของหลวงจีน รายล้อมด้วยป่าเจดีย์หรือถ่าหลิน ซึ่งเป็นสุสานของอดีตเจ้าอาวาสและหลวงจีน ซึ่งมีมาตั้งแต่ในยุคสมัยของราชวงศ์ถัง

วัดเส้าหลินมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในประเทศจีนและในต่างประเทศ ได้รับการกล่าวขานในเรื่องของกระบวนท่าวิทยายุทธ เพลงหมัดมวย พลังลมปราณและกังฟูเส้าหลินเป็นอย่างมาก เป็นแหล่งวิชาการต่อสู้และศิลปะการป้องกันตัวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน ปรากฏชื่อในนิยายกำลังภายในหลายต่อหลายเรื่อง ซึ่งล้วนแต่กล่าวถึงวิชาเพลงหมัดมวย พลังลมปราณและกังฟูเส้าหลินอยู่เสมอ โดยเฉพาะนิยายกำลังภายในของกิมย้งเช่น มังกรหยก, จอมใจจอมยุทธ์, จิ้งจอกภูเขาหิมะ เป็นต้น ปัจจุบันมีหลวงจีนที่บวชเพื่อศึกษาธรรมะและกังฟูจำนวน 180 รูป มีหลวงจีน ซือ หย่งซิน ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งในประเทศจีน ที่ทางรัฐบาลจีนได้ร้องขอต่อองค์กรยูเนสโกให้เป็นมรดกโลก และได้รับการพิจารณาให้เป็นมรดกโลกเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ร่วมกับโบราณสถานอีก 5 แห่ง


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 14:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติ


พระโพธิธรรมเถระ ต้นกำเนิดกังฟูเส้าหลิน

รูปปั้นตั๊กม้อ บริเวณหน้าวัดเส้าหลินวัดเส้าหลิน สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 1038 ในสมัยของไท่เหอเจ้าผู้ครองรัฐวุ่ยเหนือ ในปี พ.ศ. 929 - พ.ศ. 1077 เนื่องจากตั้งอยู่บนยอดเขาเส้าซื่อ ทางด้านทิศตะวันตกของเทือกเขาซงซาน ครอบคลุมอาณาเขตพื้นที่เกือบทั้งหมดด้วยป่าหรือ "หลิน" ในภาษาจีนกลาง จึงกลายเป็นที่มาของชื่อ วัดเส้าหลิน ในยุคสมัยบุกเบิกยังไม่เป็นที่รู้จักกันในวงกว้าง ภายหลังจากสร้างขึ้นมาได้ประมาณ 32 ปี ในปี พ.ศ. 1070 พระโพธิธรรมเถระหรือตั๊กม้อ (สำเนียงแต้จิ๋ว หรือ ต๋าหมอในสำเนียงจีนกลาง คำเรียกในภาษาจีนทั้งสองสำเนียงมาจากคำว่า (โพธิ)"ธรรมะ" ในภาษาสันสกฤต )พระภิกษุจากประเทศอินเดีย ได้เดินทางเข้ามาเผยแผ่พุทธศาสนานิกายเซนที่วัดเส้าหลินเป็นครั้งแรก อีกทั้งแลเห็นว่าวัดเส้าหลินอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มีความสงบร่มรื่น เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรปฏิบัติธรรมจนบรรลุธรรมตามนัยของพุทธศาสนานิกายเซน (เซน เป็นสำเนียงญี่ปุ่น ตรงกับคำว่า ฉาน ในสำเนียงจีนกลาง หรือ เซี้ยง ในสำเนียงแต้จิ๋ว รากศัพท์มาจากคำว่า ธยานะ ในภาษาสันสกฤต หรือ ฌาน ในภาษาบาลีนั่นเอง) ปรมาจารย์ตั๊กม้อจึงเข้าพำนักและดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสองค์แรก ทำให้ชื่อเสียงของวัดเส้าหลิน อยู่ในฐานะเป็นต้นกำเนิดของศาสนาพุทธนิกายเซนในประเทศจีน กลายเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ตั๊กม้อสร้างความเลื่อมใสศรัทธาแก่ชาวจีนเป็นอันมาก โดยเฉพาะการพัฒนาวิทยายุทธเส้าหลินให้ลึกล้ำขึ้นกว่าเดิม ถ่ายทอดธรรมะและวิชากังฟูให้แก่หลวงจีนได้ฝึกฝนเพื่อออกกำลังกายและฝึกสมาธิ เนื่องจากเห็นว่าหลวงจีนส่วนใหญ่มีสุขภาพร่างกายอ่อนแอ ไม่สามารถนั่งสมาธิวิปัสสนาและเจริญกรรมฐานอย่างเคร่งครัด จึงหัดให้หลวงจีนเริ่มฝึกฝนร่างกายให้แข็งแกร่งควบคู่กับการปฏิบัติธรรม การฝึกสอนวิทยายุทธและกังฟูของตั๊กม้อ ได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นที่มาของวิทยายุทธเส้าหลินที่สง่างามและทรงพลังเช่น หมัดเส้าหลิน ( หรือเพลงหมัดเส้าหลิน รวมทั้งหมด 18 กระบวนท่า อีกทั้งเป็นการปฏิรูปวิทยายุทธครั้งสำคัญเช่น การขยายท่าฝ่ามืออรหันต์จาก 18 ท่า เป็น 72 ท่า โดยเล็งเห็นว่าวิชากังฟูเส้าหลิน ควรได้รับการถ่ายทอดให้ขยายออกไป เช่นเดียวกับนิกายเซนที่ตั๊กม้อได้เดินทางมาเผยแผ่

เจตนารมณ์ของตั๊กม้อประสบความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง ศิษย์ของตั๊กม้อเมื่อลาสิกขาออกไปจากวัดเส้าหลินแล้ว ส่วนใหญ่กลายเป็นวีรบุรุษของชาวจีนที่รู้จักกันเป็นอย่างดีเช่น งักฮุยหรือแม้กระทั่งจางซานฟง แม้ในประเทศจีนจะมีวัดนิกายต่าง ๆ อยู่เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากความเก่าแก่ประกอบกับชื่อเสียงอันโด่งดัง เลื่องลือกล่าวขานในด้านวิชากังฟูของเส้าหลิน เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้หลวงจีนหลาย ๆ องค์ นิยมเดินทางมาบวชเรียนเพื่อศึกษาธรรมะ กระบวนท่าวิทยายุทธและกังฟู ทำให้ชาวจีนจำนวนมากเริ่มเดินทางมาวัดเส้าหลินเพื่อฝึกฝนวิชากังฟูของตั๊กม้อ จนได้รับความนิยมอย่างมากในเวลาอันรวดเร็ว และกลายเป็นมหาอำนาจกำลังภายในของจีนมากว่าพันปี รวมทั้งยังเกิดสาขาของวัดเส้าหลินอีกนับสิบแห่งทั่วทุกมุมของโลก

ตามตำนานจีนโบราณ ศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลิน มีต้นกำเนิดจากการที่หลวงจีนใช้วิชากังฟู ฝึกฝนร่างกายและออกกำลังกาย เพื่อเป็นการขจัดความเมื่อยล้าจากการนั่งสมาธิวิปัสนากรรมฐานเป็นเวลานาน ต่อมาได้มีการพัฒนาจนกลายเป็นรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดเส้าหลิน ชาวจีนเชื่อกันว่าผู้ที่คิดค้นสุดยอดวิชากังฟูคือตั๊กม้อ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ตามบันทึกบน "ถังไท่จงชื่อเส้าหลินซื่อจู่เจี้ยวเปย" แท่นหินสลักคำสอนหลักของวัดเส้าหลินระบุว่า หลวงจีน 13 องค์ ได้เข้าช่วยเหลือจักรพรรดิถังไท่จงหรือหลี่ซื่อหมินแห่งราชวงศ์ถัง ในระหว่างปี พ.ศ. 1161 - พ.ศ. 1450 ฝ่าวงล้อมในระหว่างการสู้รบกับทหารของราชวงศ์สุยตอนปลายจนได้รับชัยชนะ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 14:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อมาถังไท่จงได้ทรงแต่งตั้งให้เฟิงถันจง หนึ่งในหลวงจีนที่ร่วมในการสู้รบให้ดำรงตำแหน่งเป็นแม่ทัพ พร้อมกับพระราชทานแท่นปักธงคู่และสิงโตหิน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอารามหน้าวัดเส้าหลินจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมทั้งได้ทรงอนุญาตให้หลวงจีนเข้าร่วมฝึกซ้อมแบบทหารร่วมกับกองกำลังทหารในราชสำนัก [19] รวมทั้งให้หลวงจีนสามารถฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และสามารถฉันเนื้อสัตว์ได้ จากการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ จากทางราชสำนัก ทำให้วัดเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว จนเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศจีนและต่างประเทศในสมัยซ่งหรือซ้อง

ในปี พ.ศ. 1503 - พ.ศ. 1822 วิชากังฟูเส้าหลินได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนถึงขีดสุด จนถึงสมัยราชวงศ์ชิง ในปี พ.ศ. 2159 - พ.ศ. 2454 และในปี พ.ศ. 2270 หลังการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิหย่งเจิ้งแห่งราชวงศ์ชิงได้ประมาณ 5 ปี จากเหตุผลทางด้านการเมือง ราชสำนักได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการลดบทบาทของวัดเส้าหลินลง แม้ว่าหลวงจีนจะถูกห้ามไม่ให้ฝึกกังฟู แต่ยังคงมีการลักลอบแอบฝึกกังฟูกันอย่างลับ ๆ ทั้งในบริเวณวัดและตามสถานที่ต่าง ๆ ทำให้วิชากังฟูเส้าหลินไม่สูญหายไปตามกาลเวลา และได้รับการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน

วัดเส้าหลินดั้งเดิมนั้นถูกจักรพรรดิหยงเจิ้ง ส่งกองทัพมากวาดล้างและเผาทำลาย แต่ถึงอย่างไรก็ตามกังฟูที่มีรากฐานมาจากวัดเส้าหลินแห่งแรกในเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอหนาน ได้แพร่กระจายไปทั่วประเทศจีนและทั่วทุกแห่งในโลก ในส่วนที่ถูกเผาทำลาย ปัจจุบันมีการทำนุบำรุงบูรณะหลายต่อหลายครั้ง ตลอดระยะเวลา 1,500 ปี วัดเส้าหลินการถูกเผาครั้งยิ่งใหญ่จำนวน 3 ครั้งด้วยกัน และตั้งแต่ใน ปี พ.ศ. 2000 มีการปรับปรุงครั้งยิ่งใหญ่ รื้อบริเวณรอบ ๆ ที่ถูกไฟเผาไหม้ ปลูกต้นไม้ มีการสร้างอารามต่าง ๆ ขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างสวยงามในปี พ.ศ. 2400

ปัจจุบันในประเทศจีนมีวัดเส้าหลินทั้งหมดสามแห่ง แห่งแรกตั้งอยู่บนเทือกเขาซงซาน มณฑลเหอนาน ซึ่งเป็นต้นกำเนิดพุทธศาสนานิกายเซนและกังฟูเส้าหลิน แห่งที่สองตั้งอยู่ที่เทือกเขาผานซาน สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หงวน และแห่งที่สามตั้งอยู่ที่เทือกเขาจิ่วเหลียนซาน มณฑลฮกเกี้ยน เรียก "สำนักเสี้ยวลิ้มใต้" คู่กับ "สำนักเสี้ยวลิ้มเหนือ" ที่เทือกเขาซงซาน สำนักใหญ่ของวัดเส้าหลิน แบ่งออกเป็น 2 สายหลัก ๆ คือสายพระบู๊ซึ่งเป็นสายของการการสืบทอดศิลปะการต่อสู้และกังฟูเส้าหลินของตั๊กม้อ และสายพระวินัยซึ่งเป็นสายที่เน้นการปฏิบัติธรรมตามคำสอนของพุทธศาสนาเป็นสำคัญ

สถาปัตยกรรม


ป่าเจดีย์ สุสานเจ้าอาวาสและหลวงจีน

พระพุทธรูปภายในวิหารเจ้าอาวาสสถาปัตยกรรมต่าง ๆ ภายในวัดเส้าหลินมีเป็นจำนวนมาก บริเวณด้านหน้าของอารามต้าฉงเป่าเทียน ประกอบด้วยอารามและวิหารหลวงหลายหลัง ซึ่งล้วนแต่เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนโบราณ ที่มีความงดงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวเช่น อารามตั๊กม้อ, อารามไป๋อี, อารามพระพุทธ, อารามเจ้าอาวาส โดยเฉพาะอารามเจ้าอาวาส เคยใช้เป็นสถานที่สำคัญสำหรับต้อนรับวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซียซึ่งเป็นผู้มีความสนใจส่วนตัวและความเชี่ยวชาญในศิลปะป้องกันตัวหลายแขนง ที่เยือนวัดเส้าหลินอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2549

ภายในอารามหลวงหรืออารามตั๊กม้อ เป็นสถานที่สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ซึ่งชาวจีนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ นิยมเดินทางมากราบไว้สักการบูชา ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต เจริญรุ่งเรืองและประสบความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ภายรอบนอกบริเวณอารามหลวง มีรูปสลักวิชากังฟูเส้าหลินทั้งชายและหญิงในกระบวนท่าต่าง ๆ จำนวน 24 กระบวนท่า โดยแบ่งออกเป็นแต่ละโซนเช่น โซนกระบวนท่าการฝึกขั้นพื้นฐาน ที่แสดงพื้นฐานของกระบวนการฝึกวิชากังฟู โซนกระบวนท่านั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน ที่แสดงความสงบของสมาธิ รวมทั้งศึกษาพระพุทธศาสนา ฯลฯ และรูปปั้นพระโพธิธรรมหรือปรมาจารย์ตั๊กม้อ ผู้ให้กำเนิดวิชากังฟูเส้าหลิน

พื้นที่รอบ ๆ วัดเส้าหลินรายล้อมด้วยป่าเจดีย์จำนวนมากกว่า 200 องค์ ซึ่งใช้สำหรับเป็นสุสานฝังศพของอดีตเจ้าอาวาสและหลวงจีนภายหลังจากมรณภาพ ป่าเจดีย์จำนวนมากนั้น มีรูปแบบและลักษณะที่งดงามแตกต่างลดหลั่นกันไปตามแต่ตำแหน่งและฐานะของผู้ที่เสียชีวิต จัดเป็นแหล่งโบราณสถานที่มีวัตถุก่อสร้างทางด้านสถาปัตยกรรมและประติมากรรมอันมีคุณค่า ควรค่าแก่การศึกษาค้นคว้าของประเทศจีน บริเวณด้านหน้าวัดมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ และรูปปั้นสัตว์มงคลตามตำนานเทพเจ้าจีนเช่น "ปี่ซี" ซึ่งเป็นหนึ่งในสัตว์ศักดิ์สิทธิ์และเคารพบูชาของชาวจีน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 14:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

18 อรหันต์
18 อรหันต์ (十八罗汉的来历) ในวัดเส้าหลินโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกล่าวถึงด่าน 18 อรหันต์, ค่ายกล 18 อรหันต์, 18 ด่านมนุษย์ทองคำและการฝึกเพลงหมัดมวยในสมัยโบราณ เมื่อหลวงจีนสำเร็จวิชาถึงขั้นสูงสุด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝ่าด่าน 18 อรหันต์ให้ได้เสียก่อน จึงจะถือว่าสำเร็จวิชากังฟูจากวัดเส้าหลินอย่างแท้จริง และสามารถเดินทางลงจากเทือกเขาซงซานได้ แท้จริงแล้วคำว่า "18 อรหันต์" ที่ปรากฏในภาพยนตร์จีนและนวนิยายกำลังภายในในวัดเส้าหลินคือพระพุทธรูปจำนวน 18 องค์ที่ประดิษฐานล้อมองค์พระประธานในอารามหลวง

ในอารามหลวงต้าโสวงเป่าเตี้ยนหรือพระอุโบสถใหญ่ในพระพุทธศาสนานิกายอาจริยวาท หรือมหายาน บริเวณกึ่งกลางของอุโบสถ จะประดิษฐานพระประธานสามองค์คือ พระเมตไตรยโพธิสัตว์ พระโพธิสัตว์มัญชุศรี และพระโพธิสัตว์โลเกศวร บริเวณด้านขวามือของพระประธานทั้งสามองค์ จะเรียงรายด้วยรูปสลักของพระจำนวน 18 องค์ ซึ่งคือ 18 อรหันต์ โดยคำว่าอรหันต์หมายถึงสาวกจำนวน 16 รูปของพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระอรหันต์ในประวัติศาสตร์ของพระพุทธศาสนาสายมหายาน

คำว่า "อรหันต์" อ่าน "อะ-ระ-หัน" เป็นคำที่มาจากภาษาสันสกฤต ในทางพระพุทธศาสนา การบำเพ็ญตนเพื่อสำเร็จมรรคผลนั้นไม่เหมือนกัน จึงมีการแบ่งความสำเร็จในการเข้าถึงมรรคผลที่แตกต่างกัน การสำเร็จขั้นอรหันต์นั้นถือเป็นการสำเร็จขั้นสูงสุดของการบำเพ็ญตนเองในพระพุทธศาสนาฝ่ายหินยาน สำหรับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน การสำเร็จขั้นอรหันต์แบ่งออกเป็นขั้นพุทธโพธิสัตว์และขั้นอรหันต์ ซึ่งการสำเร็จมรรคผลในขั้นอรหันต์คือ จะต้องสามารถละกิเลสต่าง ๆ และสิ่งเศร้าหมองทั้งหลาย ซึ่งล้วนแต่เป็นเหตุแห่งความทุกข์ทั้งปวงด้วยคุณธรรมและพระพุทธศาสนา หลุดพ้นจากวงจรชีวิตการเวียนว่ายตายเกิด จึงเรียกว่าสำเร็จขั้นอรหันต์

เดิมทีพระอรหันต์มีทั้งหมด 16 องค์ ซึ่งยังไม่สำเร็จขั้นปรินิพพาน คงอยู่ในโลกมนุษย์เพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนาและธรรมะแก่มนุษย์โลก ได้แก่

•พระปินโฑ
•พระกนกวัจฉ
•พระกนกการัทวาช
•พระสุปิณฑ
•พระนกุล
•พระภัทร
•พระกาลิก
•พระวัชรบุตร
•พระลุปาก
•พระปันถก
•พระราหุล
•พระนาคเสน
•พระอิงคท
•พระวันวาลี
•พระอชิต
•พระจุฑะปันถา


พระอรหันต์ทั้ง 16 องค์นี้ มีพระปิณโฑดำรงตำแหน่งหัวหน้าพระอรหันต์ และพระปันถกหนึ่งใน 16 อรหันต์คือพระเมตไตรย ซึ่งพระอรหันต์ทั้ง 16 องค์ในอารามหลวงวัดเส้าหลินตรงกับพระอรหันต์ที่พระราชวังปักกิ่ง และต่อมาได้มีการเพิ่มพระนนทมิตรและพระปินโทลขึ้น ทำให้จากเดิมพระอรหันต์มีเพียง 16 องค์กลายเป็น 18 องค์ จากหลักฐานทางพระพุทธศานาระบุไว้ไม่เหมือนกัน บ้างเรียกพระอรหันต์ทั้งหมดรวมกันว่า 18 อรหันต์ บ้างว่าเป็นศากกะและพระสงฆ์ถุงผ้า

ต่อมาจักรพรรดิเฉียนหลง ในปี พ.ศ. 2278 - พ.ศ. 2339 ถือพระอรหันต์องค์ที่ 17 เป็นอรหันต์สยบมังกร องค์ที่ 18 เป็นองค์ปราบเสือคือองค์พระสังกัจจายน์ การถือกำเนิดของ 18 อรหันต์ ยังไม่มีคัมภีร์เล่มใดกล่าวยืนยันหลักฐานได้แน่นอน เนื่องจากในสมัยนั้นจิตกรชาวจีนได้วาดภาพพระอรหันต์เพิ่มขึ้นอีกสององค์ จึงกลายเป็น 18 อรหันต์ ทำให้ภาพของ 18 อรหันต์กลายเป็นที่สามารถพบเห็นอย่างแพร่หลายต่อมา และมักประดิษฐานพระอรหันต์ 18 องค์ไว้สองข้างของพระอุโบสถใหญ่โดยเฉพาะวัดจีนนิกายมหายาน

คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น


คัมภีร์กังฟูโบราณของเส้าหลินคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดของวัดเส้าหลินคือ "คัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น" (易筋經; Y Jīn Jīng) ซึ่งเป็นคัมภีร์โบราณที่ตั๊กม้อใช้สำหรับฝึกสอนกังฟูและกระบวนท่าวิทยายุทธต่าง ๆ ให้แก่หลวงจีนวัดเส้าหลิน มีอายุกว่า 1,400 ปี มีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย แปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาจีนในสมัยของพระเจ้าถังไท่จง ใช้สำหรับยืดหยุ่นและผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น รวมทั้งล้างพิษไขกระดูกของร่างกาย โดยคำว่าเปลี่ยนเส้นเอ็นนั้น ไม่ได้หมายความถึงการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนเส้นเอ็นดังชื่อของคัมภีร์ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนและแก้ไขสภาพของเส้นเอ็น ด้วยการแกว่งแขวนและเคลื่อนไหวไปมา เพื่อให้เลือดลมภายในร่างกายไหลเวียนได้อย่างสะดวก

รายละเอียดของคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็น แบ่งออกเป็น 2 กระบวนท่าคือ "กระบวนท่ายืน" และ "กระบวนท่านั่ง" กระบวนท่าละ 12 กระบวนท่า เป็นการฝึกร่างกายโดยใช้สติเป็นจุดควบคุมร่างกาย เพื่อให้เคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้า ๆ นุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแรง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการบริการร่างกาย ควบคุมลมหายใจอย่างช้า ๆ และแผ่วเบา โดยท่ายืนจะเป็นการบริหารจากภายนอกร่างกาย เพื่อช่วยรักษาให้อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายแข็งแรง และท่านั่งจะเป็นการบริหารโดยเน้นการใช้ลมปราณในการสูบฉีดเลือดให้ไหลเวียนทั่วทั้งร่างกาย สามารถรักษาอวัยวะภายในให้แข็งแรงได้เช่นกัน

การเดินทางของพลังในการเคลื่อนไหวร่างกาย ฝ่ามือและฝ่าเท้า จะช่วยให้เกิดการไหลเวียนของพลังลมปราณไปสู่อวัยวะภายในอย่างเป็นระบบ ผู้ที่ฝึกฝนพลังลมปราณจะสามารถใช้จิตในการฝึกเป็นสมาธิในการควบคุมร่างกาย กระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงตามจุดต่าง ๆ ตามแต่ต้องการได้อย่างน่าประหลาด การฝึกคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นของตั๊กม้อ จึงเป็นการฝึกให้ร่างกายแข็งแรงไปพร้อมกับการฝึกจิต เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังลมปราณได้อย่างเต็มที่ ชะลอการเสื่อมโทรมของร่างกาย ซึ่งผลของการฝึกคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ฝึกเป็นหลัก

ปัจจุบันคัมภีร์เปลี่ยนเส้นเอ็นที่เก่าแก่และมีค่าของวัดเส้าหลิน ได้ถูกนำมาตีพิมพ์ในรูปแบบของหนังสือและวีซีดี วางจำหน่ายในเมืองปักกิ่งและเมืองเซี่ยงไฮ้ เพื่อเป็นการแนะนำให้ชาวจีนที่นิยมรักและดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพ ได้ศึกษาการควบคุมลมหายใจ การเคลื่อนไหวร่างกายและพลังลมปราณ ซึ่งเป็นการออกกำลังกายชนิดหนึ่งคล้ายกับการฝึกกระบวนท่ากังฟูของหลวงจีนวัดเส้าหลิน เพื่อช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ไม่เป็นโรคภัยไข้เจ็บ เลือดลมไหลเวียนได้สะดวก ไม่ติดขัด อายุยืนยาวตามความเชื่อของชาวจีนโบราณ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 14:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่อง อานิสงส์การสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ

ทุกวันพระและให้สวดมนต์ก่อนนอนโดยให้เป็นกิจปฏิบัติที่สำคัญลำดับต้นๆ เลยทีเดียว แม้ว่าการสวดนั้นจะสวดได้แบบปากเปล่าหรือจะต้องดูหนังสือสวดก็ตาม สำคัญอยู่ที่การสวดมนต์นั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจจริง มีสมาธิที่ดี นำจิตไปจับที่ตัวอักษรที่จะสวดออกมาอย่างจดจ่อ เปล่งเสียงให้ดังฟังชัดเจน โดยครูบาอาจารย์ได้อรรถาธิบายความถึงอานิสงส์ของการสวดมนต์ไว้ ดังนี้

1. อานิสงส์ที่เกิดกับสุขภาพร่างกาย
ผู้ที่นิยมสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิสม่ำเสมอจะก่อให้เกิดผลดีต่อจิตยิ่ง จะมีความผ่องแผ้วสว่างบริสุทธิ์ จิตที่สว่างจะทำให้อารมณ์ผ่องใส ไม่โกรธง่าย ไม่เครียด แม้ถ้าจะต้องใช้ความคิดก็จะคิดแบบมีเหตุมีผล การที่จิตผ่องแผ้วถือเป็นโอสถทิพย์ที่สำคัญต่อร่างกายที่เดียว ส่งผลให้ร่างกายสร้างและหลั่งฮอร์โมนในร่างกายที่เป็นปกติ ทำให้ร่างกายสมดุล เมื่อร่ายกายสมดุลบุคคลนั้นจะอายุยืน คนที่มีอารมณ์ดี ไม่เครียด จะอายุยืนยาวเช่นพระสงฆ์ที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานเป็นสรณะจะอายุยืนบางองค์เกินร้อยปีก็มีหรือคนโบราณที่ชอบสวดมนต์ ไหว้พระจะอายุยืนยาวมากไม่มีต่ำกว่าแปดสิบปี ซึ่งต่างจากคนสมัยปัจจุบันที่แก่เร็ว อายุสั้น เฉลี่ยแล้วไม่เกินหกสิบห้า หรือ อย่างมากก็เจ็ดสิบปี การมีจิตที่ผ่องใส เสมือนหนึ่งมียาอายุวัฒนะขนานเอกไว้ในตัวเอง ลักษณะนี้ ครูบาอาจารย์ท่านให้เรียกว่า “ การนำปัจจัยภายในมาสร้างอายุวัฒนะ”

2. อานิสงส์ให้เกิดจิตที่แกร่ง
หลังการสวดมนต์ไหว้พระและนั่งสมาธิ จะทำให้จิตมีกำลัง เป็นการบำรุงจิต จิตที่มีกำลังจะเข้มแข็ง ไม่อ่อนไหวง่าย สติดี หนักแน่น การมีจิตเป็นสมาธิสติจะคงอยู่เสมอ จะก่อให้เกิดปัญญาตามมา ปัญญาหมายถึง ระบบการคิดที่มีสติคอยกำกับ การคิดจึงอยู่บนพื้นฐานของเหตุและผลไม่มีอารมณ์เข้ามาเจือปน ส่วนความคิดที่ขาดสติ เราเรียกว่า “อารมณ์” คนสมัยใหม่ที่ไม่นิยมนั่งสมาธิ ส่งผลให้สติไม่มั่นคง โกรธง่าย โมโหร้าย ขี้หงุดหงิด ไม่อดทนต่อแรงกดดันทั้งปวง มีอารมณ์แปรปรวนไม่สม่ำเสมอ เหตุเพราะจิตมีอ่อนกำลัง เราจึงพบว่าสถิติการฆ่าตัวตายของคนสมัยนี้ จึงมีอัตราที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เป็นต้น รูปธรรมข้างต้นเหล่านี้คงจะพอแสดงให้เห็นถึงความต่างระหว่างจิตสองลักษณะคือ จิตแกร่งกับจิตอ่อน ได้เป็นอย่างดี ให้เปรียบเทียบง่ายๆ ว่า การที่เราต้องรับประทานข้าวปลาอาหารเพราะอาหารเป็นสิ่งที่มีความสำคัญกับชีวิต ฉันใดก็ฉันนั้น สมาธิก็จะเป็นอาหารที่สำคัญของจิต เช่นกัน

3. ได้อานิสงส์จากการได้โปรดดวงจิตวิญญาณ
ผู้ที่สวดมนต์ไหว้พระนั่งสมาธิถึงขั้นเป็นผู้มีจิตใสสว่างนั้น เป็นที่โปรดปรานของพวกวิญญาณเร่ร่อนยิ่งนัก เพื่อปรารถนาจะขอส่วนบุญ ส่วนกุศลให้ตนได้ร่มเย็น หรือพ้นทุกข์ หรือแม้กระทั่งหลุดพ้นจากการถูกจองจำ โดยปกติบทสวดมนต์จะมีความขลังอยู่ในตัวเพราะ เป็นอักขระภาษาที่มีมนต์ขลัง บางบทเป็นพระคาถาที่มีอานุภาพสูง โดยเฉพาะบทพุทธบารมี บทพระคาถาชินบัญชร มีอานุภาพสูง ยิ่งผู้สวดมีสมาธิจิตที่ดีแล้ว พลังแห่งเมตตา พลังแห่งอานุภาพจะแผ่กระจายปกคลุมไปไกล ด้วยอานุภาพของพลังจิตผู้สวดเอง เมื่อเสียงสวดและอักขระไปกระทบ หรือสัมผัสกับดวงจิตวิญญาณใด พลังเมตตาและพลานุภาพแห่งมนตรานี้จะกระตุ้นให้ดวงจิตวิญญาณเกิดความระลึกได้ เมื่อระลึกได้ก็จะสามารถดูดซับพลังบารมีทั้งปวงจากบทสวดอย่างเต็มที่ ดวงจิตที่มืดบอดก็จะสว่างผ่องใสขึ้นและหลุดพ้นจากบ่วงพันธนาการในที่สุด สภาพโดยธรรมชาติของวิญญาณทั้งหลายนั้น พวกเขาจะถูกจำกัด หรือถูกควบคุมพื้นที่เสมือนถูกจองจำ
ตีตรวน เหมือนนักโทษที่ติดอยู่ในคุก บางคนก็สำนึกได้เอง บางคนต้องได้รับการอบรมสั่งสอนก่อนจึงจะเกิดสำนึก เช่นกันดวงวิญญาณหลายดวงเกิดสำนึกในความดี ความชั่วที่ตนได้กระทำได้เอง เมื่อสำนึกได้ก็จะสามารถเปิดรับธรรมะได้เลยทันที การสำนึกได้เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง ดังที่คนโบราณได้สั่งสอนบอกต่อกันมาว่า ก่อนตายให้นึกถึงพระ ความหมายนี้ก็คือ ให้เกิดรู้สำนึกนั่นเอง แม้ถ้าคนเราสำนึกได้ในวินาทีสุดท้ายขณะใกล้จะตายก็ถือว่า มีโอกาสที่จะรับรู้สัมผัสธรรมได้ ( จิตเปิด) มีโอกาสหลุดพ้น(จากการจำกัดบริเวณ )ได้ และภาษาอักขระในบทสวดดวงจิตวิญญาณสามารถก็สามารถเข้าถึงได้ ให้ดวงจิตวิญญาณเข้าใจได้ ก่อให้เกิดความกระจ่างได้และยิ่งเมื่อเราแผ่เมตตาตามอีก เขาก็จะได้อานิสงส์มากยิ่งขึ้น ดวงจิตวิญญาณเหล่านั้นชุ่มเย็นเป็นสุขเสมือนเรานำน้ำที่เย็นชโลมรดให้กับผู้ที่หิวกระหาย ลุ่มร้อนมานานปี จนสุดท้ายก็จะสามารถหลุดพ้นไปได้ การที่เราทำให้วิญญาณตกทุกข์ได้ยาก


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 14:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทุกข์ทรมาน ได้รับความสุข สว่างสดใส หรือ กระทั่งหลุดพ้นไปได้ นับว่าได้อานิสงส์มหาศาลทีเดียว สภาพความจริงในภพแห่งวิญญาณนั้น ถ้ามนุษย์มองเห็นก็จะพบว่ามีวิญญาณเร่ร่อน ( สัมภเวสี )จำนวนมากมายทีเดียว
มีทุกหนทุกแห่ง เช่น คนมีจิตสว่างบางคนไปนอนที่ไหนก็จะมีวิญญาณมาดึง มาปลุก มาทำให้ไม่สามารถนอนได้ ปรากฏการณ์เช่นนี้ให้ท่านเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า เขามาขอส่วนบุญ เขาเห็นจิตของท่านที่สว่าง แสดงว่าท่านเป็นมีบุญที่สามารถแผ่ให้กับเขาได้ อย่าตกใจ อย่ากลัวให้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี วิธีปฏิบัติก็คือ สวดมนต์ แผ่เมตตาให้เขาเสีย แล้วท่านจะนอนหลับฝันดี เขาจะเฝ้าดูแลท่านตลอดทั้งคืน บางที่อาจให้โชคลาภกับท่านเสียอีก สถานที่บางแห่งวิญญาณอยู่กันเหมือนตัวหนอน เหมือนฝูงแมลงวัน ยิ่งดวงวิญญาณอยู่กันมากมายเช่นนี้ผู้สวดมนต์ แผ่เมตตา ภาวนาสมาธิให้ ก็จะได้อานิสงส์มากเท่าทวีคูณ การสวดมนต์ที่แท้ก็คือ การแผ่เมตตานั่นเอง

การทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิบ่อยๆ เสมือนเราอยู่ในที่สูง อานิสงส์ที่เราสร้าง บุญกุศลที่เราทำจะเปรียบเสมือนเราเทน้ำให้ไหลลงสู่เบื้องล่าง ผู้อยู่เบื้องล่างที่หิว กระหายก็จะรอรับอย่างชุ่มเย็น มีความปีติยินดี

4. ได้อานิสงส์จากโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย
นอกจากดวงจิตวิญญาณแล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะได้รับพลังเมตตาบารมีจากการสวดมนต์ ไหว้พระและนั่งสมาธิเช่นกัน ซึ่งก็คือพวกสัตว์เล็ก สัตว์น้อย สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นแหละ พลังแห่งการแผ่เมตตาบารมีนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ เป็นพลังแห่งพุทธานุภาพ เป็นพลังฝ่ายบุญกุศล การสวดมนต์ ไหว้พระนั่งสมาธิ และแผ่เมตตาบ่อยๆ จะทำให้จิตมีความแข็งแกร่ง พลังแห่งการแผ่เมตตาก็จะมีอานุภาพที่แรงครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น นั่นย่อมหมายถึงไปสู่สรรพสัตว์มากจำนวนยิ่งขึ้นตามเบื้องต้นสามารถพิสูจน์ได้จริง ไม่ว่ามด ยุง แมลง ฯลฯ ล้วนต้องการ และแสวงหาพลานุภาพแห่งเมตตาอย่างหิวโหยจริง เช่นผู้ปฏิบัติธรรมบางคนพบว่ามีมดขึ้นมาเกาะบนกลดขณะที่ท่านกำลังที่ภาวนาอยู่จำนวนมาก หรือมียุงมากัดจำนวนมากขณะนั่งสมาธิ แต่เมื่อท่านกล่าวแผ่เมตตาให้แล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็จะจากไปของเขาเอง ไม่ทำร้าย ไม่รบกวนเราอีกเหตุเพราะพวกเขาได้รับแล้วนั่นเอง ลักษณะเช่นนี้จะเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ครูบาอาจารย์ที่กล่าวไว้ว่า พวกมด ยุง แมลง นั้นพวกเราสามารถพูดกับเขาได้นั่นเอง เมื่อเราทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ได้ทุกข์หลุดพ้นจากทุกข์ ช่วยให้สรรพสัตว์ที่ได้สุข ให้ได้สุขยิ่งๆขึ้นไป เราก็ได้อานิสงส์แห่งการนี้ตอบคืน อานิสงส์เช่นนี้ เป็นอานิสงส์ที่ก่อให้เกิดบารมีที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว เราเรียกว่า “ อานิสงส์ทางทิพย์”

5. ได้อานิสงส์จากพรเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ หลังจากสวดบทบูชาพระรัตนตรัยแล้ว เราก็มักจะสวดบทชุมนุมอัญเชิญเทวดาเสมอ (สักเคฯ) เป็นการบอกกล่าวอัญเชิญเทวดาให้มาร่วมพิธีการสวดมนต์ เทวดาเทพ เทพารักษ์ทั้งหลายโปรดการฟังสวดมนต์มาก เพราะถือเป็นพิธีกรรมแห่งพุทธที่มีมนต์ขลังมีความศักดิ์สิทธิ์ ดังที่ได้เรียนไปแล้ว บทสวดทุกบทเป็นอักขระ มีพลังพุทธานุภาพสูง ใครได้ยินได้ฟังได้ซึมซับก็จะเกิดความสว่างไสว เกิดพลังบารมี มนุษย์ที่สวดมนต์ไหว้พระประจำเทวดา จึงเป็นที่โปรดปรานของเทวดา ไปที่ไหนมีเทวดาปกป้องคุ้มครอง
ให้โชคให้ลาภ ให้ความมั่งมีสีสุขคนโบราณจึงย้ำหนักหนาให้ลูกหลานสวดมนต์ก่อนนอน นี่คือความหมายที่แท้จริงของการสวดมนต์ก่อนนอน เทวดาก็ต้องการสร้างบารมีของตนให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไปเช่นกัน เมื่อเราสวดมนต์ ไหว้พระ แผ่เมตตา ทำให้เทวดาได้บารมีเพิ่ม ได้ความสว่างเพิ่ม เทวดาก็จะอำนวยอวยพรชัยมงคลให้กับเรา เป็นการตอบแทนคุณเรา หากเราสังเกตให้ดี เราจะพบว่า ทุกพิธีกรรมทางพุทธศาสนาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันจะต้องเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับเทวดาเสมอ ก่อนเริ่มพิธีกรรมจึงต้องมีการสวดบวงสรวงอัญเชิญทวยเทพเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาร่วมพิธีก่อนเสมอ พุทธองค์ทรงสำเร็จมรรคผลด้วยทวยเทพ เทวดาช่วยเหลือ ชี้แนะ ในทางกลับกันเทวดาก็พึ่งพาธรรมจากพุทธองค์ หรือพุทธสาวก เพื่อสร้างบารมี ชี้ทางสว่างเสมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า องค์ทวยเทพเทวากับพุทธศาสนาจึงแยกกันไม่ออก เป็นของคู่กัน

6. สามารถแผ่เมตตาช่วยคนเจ็บป่วยได้
อานิสงส์การแผ่เมตตานั้น นอกจากสรรพสัตว์และดวงวิญญาณทั้งหลายแล้ว มนุษย์ทั่วไปที่นอนเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานก็สามารถรับอานิสงส์ของการแผ่เมตตาได้ โดยให้เรากล่าวว่า ดังนี้ “ อานิสงส์ของการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ของข้าพเจ้าในวันนี้ ขอส่งให้ (ชื่อ-สกุล ผู้ป่วย)” เพียงเท่านี้เองก็จะก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยมหาศาล โดยเฉพาะผู้แผ่เมตตาเป็นผู้บุญบารมีมากยิ่งก่อให้เกิดผลเร็วขึ้น โดยมาตรฐานที่จะให้เกิดผลสมบูรณ์ ให้ทำติดต่อกัน 33 วัน สภาพร่างกายและอำนาจจิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้บางรายสังขารจะไม่ดีก็ตาม ความทุกข์ทรมานจะลดลงจิตจะดี คนเราเมื่อจิตดีก็มีความสุข อย่างไรก็ดีต้องทำความเข้าใจหลักของเวรกรรมแต่ละคนด้วย (ผู้ป่วย) ผู้ป่วยบางรายอาจจะยกเว้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานนี้ อันเนื่องจากอยู่ในภาวะชดใช้กรรมของเขาเอง และอีกประการหนึ่งให้เข้าใจในเรื่องวิถีจิตของผู้ป่วยต้องเปิดด้วย ถ้าจิตปิดก็รับไม่ได้ แต่หากผู้ป่วยเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วก็จะยิ่งเกิดผลเร็วทันตาเห็น ใช้เวลาเพียง 16 ถึง 24 วันเท่านั้นก็เพียงพอ นั้นหมายถึงเขาเปิดประตูจิตไว้รออยู่แล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ความเป็นสายเลือดสายโลหิตระหว่างผู้แผ่อานิสงส์และผู้ป่วย ก็เป็นข้อยกเว้นพิเศษอีกเช่นกัน เพราะความเป็นสายเลือดการส่งอานิสงส์บุญกุศลจะยิ่งรวดเร็วที่สุด
เกิดอานุภาพแรงที่สุดเช่นกัน

ดังกล่าวมาข้างต้น คงพอจะทำให้ทุกท่านเข้าใจ เรื่อง อานิสงส์ หรือ ประโยชน์ที่จะรับจากการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ตลอดจนการแผ่เมตตาเป็นอย่างดีแล้ว อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงประโยชน์เบื้องต้นเท่านั้น

ความจริงแล้วมีอานิสงส์ที่จะได้รับทางอ้อม ทางลึกอีกมากมายกว่านี้นักแต่เป็น “ ปัจจัตตัง” ของแต่ละคนไป

การอ่านบรรยายข้างต้นเชื่อว่าสามารถทำให้ท่านเข้าใจได้แต่จะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านต้องปฏิบัติเอง

ธรรมะคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีเครื่องมือชนิดใดสามารถมาวัดประสิทธิภาพ วัดความจริงได้
เป็นเรื่องเหนือวิทยาศาสตร์ ต้องวัดผลด้วยการปฏิบัติเอง


“ สิบปากว่า สิบตาเห็น ไม่เท่าเราลงมือทำเอง”
เอวัง ... ด้วยประการฉะนี้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 14:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทุกข์ทรมาน ได้รับความสุข สว่างสดใส หรือ กระทั่งหลุดพ้นไปได้ นับว่าได้อานิสงส์มหาศาลทีเดียว สภาพความจริงในภพแห่งวิญญาณนั้น ถ้ามนุษย์มองเห็นก็จะพบว่ามีวิญญาณเร่ร่อน ( สัมภเวสี )จำนวนมากมายทีเดียว
มีทุกหนทุกแห่ง เช่น คนมีจิตสว่างบางคนไปนอนที่ไหนก็จะมีวิญญาณมาดึง มาปลุก มาทำให้ไม่สามารถนอนได้ ปรากฏการณ์เช่นนี้ให้ท่านเข้าใจเป็นเบื้องต้นว่า เขามาขอส่วนบุญ เขาเห็นจิตของท่านที่สว่าง แสดงว่าท่านเป็นมีบุญที่สามารถแผ่ให้กับเขาได้ อย่าตกใจ อย่ากลัวให้ถือว่าเป็นโอกาสที่ดี วิธีปฏิบัติก็คือ สวดมนต์ แผ่เมตตาให้เขาเสีย แล้วท่านจะนอนหลับฝันดี เขาจะเฝ้าดูแลท่านตลอดทั้งคืน บางที่อาจให้โชคลาภกับท่านเสียอีก สถานที่บางแห่งวิญญาณอยู่กันเหมือนตัวหนอน เหมือนฝูงแมลงวัน ยิ่งดวงวิญญาณอยู่กันมากมายเช่นนี้ผู้สวดมนต์ แผ่เมตตา ภาวนาสมาธิให้ ก็จะได้อานิสงส์มากเท่าทวีคูณ การสวดมนต์ที่แท้ก็คือ การแผ่เมตตานั่นเอง

การทำจิตให้นิ่งเป็นสมาธิบ่อยๆ เสมือนเราอยู่ในที่สูง อานิสงส์ที่เราสร้าง บุญกุศลที่เราทำจะเปรียบเสมือนเราเทน้ำให้ไหลลงสู่เบื้องล่าง ผู้อยู่เบื้องล่างที่หิว กระหายก็จะรอรับอย่างชุ่มเย็น มีความปีติยินดี

4. ได้อานิสงส์จากโปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย
นอกจากดวงจิตวิญญาณแล้ว ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่ปรารถนาจะได้รับพลังเมตตาบารมีจากการสวดมนต์ ไหว้พระและนั่งสมาธิเช่นกัน ซึ่งก็คือพวกสัตว์เล็ก สัตว์น้อย สรรพสัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นนั่นแหละ พลังแห่งการแผ่เมตตาบารมีนี้มีอานุภาพยิ่งใหญ่ เป็นพลังแห่งพุทธานุภาพ เป็นพลังฝ่ายบุญกุศล การสวดมนต์ ไหว้พระนั่งสมาธิ และแผ่เมตตาบ่อยๆ จะทำให้จิตมีความแข็งแกร่ง พลังแห่งการแผ่เมตตาก็จะมีอานุภาพที่แรงครอบคลุมพื้นที่ได้กว้างขวางยิ่งขึ้น นั่นย่อมหมายถึงไปสู่สรรพสัตว์มากจำนวนยิ่งขึ้นตามเบื้องต้นสามารถพิสูจน์ได้จริง ไม่ว่ามด ยุง แมลง ฯลฯ ล้วนต้องการ และแสวงหาพลานุภาพแห่งเมตตาอย่างหิวโหยจริง เช่นผู้ปฏิบัติธรรมบางคนพบว่ามีมดขึ้นมาเกาะบนกลดขณะที่ท่านกำลังที่ภาวนาอยู่จำนวนมาก หรือมียุงมากัดจำนวนมากขณะนั่งสมาธิ แต่เมื่อท่านกล่าวแผ่เมตตาให้แล้ว พวกเขาเหล่านั้นก็จะจากไปของเขาเอง ไม่ทำร้าย ไม่รบกวนเราอีกเหตุเพราะพวกเขาได้รับแล้วนั่นเอง ลักษณะเช่นนี้จะเป็นเรื่องเดียวกันกับที่ครูบาอาจารย์ที่กล่าวไว้ว่า พวกมด ยุง แมลง นั้นพวกเราสามารถพูดกับเขาได้นั่นเอง เมื่อเราทำให้สรรพสัตว์ทั้งหลายที่ได้ทุกข์หลุดพ้นจากทุกข์ ช่วยให้สรรพสัตว์ที่ได้สุข ให้ได้สุขยิ่งๆขึ้นไป เราก็ได้อานิสงส์แห่งการนี้ตอบคืน อานิสงส์เช่นนี้ เป็นอานิสงส์ที่ก่อให้เกิดบารมีที่ยิ่งใหญ่มากทีเดียว เราเรียกว่า “ อานิสงส์ทางทิพย์”

5. ได้อานิสงส์จากพรเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทุกครั้งที่เราสวดมนต์ หลังจากสวดบทบูชาพระรัตนตรัยแล้ว เราก็มักจะสวดบทชุมนุมอัญเชิญเทวดาเสมอ (สักเคฯ) เป็นการบอกกล่าวอัญเชิญเทวดาให้มาร่วมพิธีการสวดมนต์ เทวดาเทพ เทพารักษ์ทั้งหลายโปรดการฟังสวดมนต์มาก เพราะถือเป็นพิธีกรรมแห่งพุทธที่มีมนต์ขลังมีความศักดิ์สิทธิ์ ดังที่ได้เรียนไปแล้ว บทสวดทุกบทเป็นอักขระ มีพลังพุทธานุภาพสูง ใครได้ยินได้ฟังได้ซึมซับก็จะเกิดความสว่างไสว เกิดพลังบารมี มนุษย์ที่สวดมนต์ไหว้พระประจำเทวดา จึงเป็นที่โปรดปรานของเทวดา ไปที่ไหนมีเทวดาปกป้องคุ้มครอง
ให้โชคให้ลาภ ให้ความมั่งมีสีสุขคนโบราณจึงย้ำหนักหนาให้ลูกหลานสวดมนต์ก่อนนอน นี่คือความหมายที่แท้จริงของการสวดมนต์ก่อนนอน เทวดาก็ต้องการสร้างบารมีของตนให้สูงยิ่งๆ ขึ้นไปเช่นกัน เมื่อเราสวดมนต์ ไหว้พระ แผ่เมตตา ทำให้เทวดาได้บารมีเพิ่ม ได้ความสว่างเพิ่ม เทวดาก็จะอำนวยอวยพรชัยมงคลให้กับเรา เป็นการตอบแทนคุณเรา หากเราสังเกตให้ดี เราจะพบว่า ทุกพิธีกรรมทางพุทธศาสนาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบันจะต้องเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกับเทวดาเสมอ ก่อนเริ่มพิธีกรรมจึงต้องมีการสวดบวงสรวงอัญเชิญทวยเทพเทวดา สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาร่วมพิธีก่อนเสมอ พุทธองค์ทรงสำเร็จมรรคผลด้วยทวยเทพ เทวดาช่วยเหลือ ชี้แนะ ในทางกลับกันเทวดาก็พึ่งพาธรรมจากพุทธองค์ หรือพุทธสาวก เพื่อสร้างบารมี ชี้ทางสว่างเสมือนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า องค์ทวยเทพเทวากับพุทธศาสนาจึงแยกกันไม่ออก เป็นของคู่กัน

6. สามารถแผ่เมตตาช่วยคนเจ็บป่วยได้
อานิสงส์การแผ่เมตตานั้น นอกจากสรรพสัตว์และดวงวิญญาณทั้งหลายแล้ว มนุษย์ทั่วไปที่นอนเจ็บป่วยทนทุกข์ทรมานก็สามารถรับอานิสงส์ของการแผ่เมตตาได้ โดยให้เรากล่าวว่า ดังนี้ “ อานิสงส์ของการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ของข้าพเจ้าในวันนี้ ขอส่งให้ (ชื่อ-สกุล ผู้ป่วย)” เพียงเท่านี้เองก็จะก่อให้เกิดผลดีต่อผู้ป่วยมหาศาล โดยเฉพาะผู้แผ่เมตตาเป็นผู้บุญบารมีมากยิ่งก่อให้เกิดผลเร็วขึ้น โดยมาตรฐานที่จะให้เกิดผลสมบูรณ์ ให้ทำติดต่อกัน 33 วัน สภาพร่างกายและอำนาจจิตของผู้ป่วยก็จะดีขึ้นอย่างชัดเจน แม้บางรายสังขารจะไม่ดีก็ตาม ความทุกข์ทรมานจะลดลงจิตจะดี คนเราเมื่อจิตดีก็มีความสุข อย่างไรก็ดีต้องทำความเข้าใจหลักของเวรกรรมแต่ละคนด้วย (ผู้ป่วย) ผู้ป่วยบางรายอาจจะยกเว้นไม่เป็นไปตามมาตรฐานนี้ อันเนื่องจากอยู่ในภาวะชดใช้กรรมของเขาเอง และอีกประการหนึ่งให้เข้าใจในเรื่องวิถีจิตของผู้ป่วยต้องเปิดด้วย ถ้าจิตปิดก็รับไม่ได้ แต่หากผู้ป่วยเป็นผู้ปฏิบัติธรรมแล้วก็จะยิ่งเกิดผลเร็วทันตาเห็น ใช้เวลาเพียง 16 ถึง 24 วันเท่านั้นก็เพียงพอ นั้นหมายถึงเขาเปิดประตูจิตไว้รออยู่แล้วนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ความเป็นสายเลือดสายโลหิตระหว่างผู้แผ่อานิสงส์และผู้ป่วย ก็เป็นข้อยกเว้นพิเศษอีกเช่นกัน เพราะความเป็นสายเลือดการส่งอานิสงส์บุญกุศลจะยิ่งรวดเร็วที่สุด
เกิดอานุภาพแรงที่สุดเช่นกัน





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 14:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดังกล่าวมาข้างต้น คงพอจะทำให้ทุกท่านเข้าใจ เรื่อง อานิสงส์ หรือ ประโยชน์ที่จะรับจากการสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ตลอดจนการแผ่เมตตาเป็นอย่างดีแล้ว อย่างไรก็ดีนี่เป็นเพียงประโยชน์เบื้องต้นเท่านั้น

ความจริงแล้วมีอานิสงส์ที่จะได้รับทางอ้อม ทางลึกอีกมากมายกว่านี้นักแต่เป็น “ ปัจจัตตัง” ของแต่ละคนไป

การอ่านบรรยายข้างต้นเชื่อว่าสามารถทำให้ท่านเข้าใจได้แต่จะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านต้องปฏิบัติเอง

ธรรมะคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีเครื่องมือชนิดใดสามารถมาวัดประสิทธิภาพ วัดความจริงได้
เป็นเรื่องเหนือวิทยาศาสตร์ ต้องวัดผลด้วยการปฏิบัติเอง


“ สิบปากว่า สิบตาเห็น ไม่เท่าเราลงมือทำเอง”
เอวัง ... ด้วยประการฉะนี้


ได้มากมายทีเดียวกันเช่น
(1) ทำให้ใจสบาย ไม่เครียด มีความสุข ผ่องใส
(2) หายหวาดกลัว หายกระวนกระวายโดยไม่จำเป็น
(3) นอนหลับง่าย ไม่ฝันร้าย สั่งตัวเองได้(เช่น สั่งให้หลับหรือตื่นตามเวลาที่กำหนดไว้ได้)
(4) กระฉับกระเฉง ว่องไว รู้จักเลือกและตัดสินใจเหมาะแก่สถานการณ์
(5) มีความแน่วแน่ในจุดหมาย มีความใฝ่สัมฤทธิ์สูง
(6) มีสติสัมปชัญญะดี รู้เท่าปรากฏการณ์ และยับยั้งใจได้ดีเยี่ยม
(7) มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำกิจกรรมสำเร็จด้วยดี
(8) ส่งเสริมสมรรถภาพมันสมอง เรียนหนังสือเก่ง ความจำดีเยี่ยม
(9) เกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่นชะลอความแก่ หรืออ่อนกว่าวัย
(10)รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคเครียด โรคท้องผูก โรคความดันโลหิต โรคหืด หรือโรคกายจิตอย่างอื่น
โรคกายจิต(อ่านว่าโรค กา-ยะ-จิต ) หมายถึง ไม่เป็นโรค แต่ใจคิดว่าเป็น คิดบ่อยๆเข้าก็เลยเป็นจริงๆ อาการอย่างนี้ฝึกสมาธิสักพักเดียวก็หาย


ลองฝึกสมาธิดูสิครับ วันละเล็กละน้อย ทำบ่อยๆเป็นกิจวัตร ไม่ช้าไม่นานเราจะรู้ตัวว่าเรากลายเป็นคนละคนกับคนเก่า-ปานนั้นเชียว




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 14:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การนั่งสมาธิตามแนววิปัสสนากรรมฐาน
การนั่งสมาธิตามแนววิปัสสนากรรมฐาน

เพื่อความเข้าใจเกี่ยวกับกรรมฐาน

กรรมฐาน มี ๒ แบบ คือ
(๑) สมถกรรมฐาน
(๒) วิปัสสนากรรมฐาน

การเจริญสมถกรรมฐาน เป็นการเจริญสมาธิเพื่อมุ่งหมายให้ได้ สมาธิที่กล้าและลึก เป็นการข่มกิเลสไว้ ณ ขณะที่กำลังมีสมาธิ แต่ไม่ได้ถอนหรือประหารกิเลสได้แม้แต่น้อย เมื่อหมดสมาธิ หรือเมื่อออกจากสมาธิ กิเลสก็กลับฟูขึ้นได้เหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิมได้ การเจริญสมถกรรมฐานจะได้ฌานและได้ อภิญญาคืออิทธิฤทธิ์ต่างๆ เมื่อได้แล้วก็อาจหลงติด หลงในฤทธิ์ ที่ตนได้มา และยังสามารถนำฤทธิ์นั้นไปใช้ในทางที่เป็นโทษได้

ส่วนการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น เป็นไปเพื่อการเพิ่มพูน ‘ปัญญา’ โดยส่วนเดียว การเจริญวิปัสสนากรรมฐานไม่ได้เน้นเอาสมาธิ ที่กล้าและลึก แต่เน้นการมีสติรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ทุกขณะ ปัญญาจากการเจริญสติและการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนี้ เป็นปัญญารู้แจ้งแทงตลอด รู้แจ้งในตน รู้แจ้งในทุกข์ รู้แจ้งความเป็นจริงของโลผม้แจ้งกิเลส รู้เท่าทันกิเลส ปัญญาที่สะสมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ จากการค่อยๆ รู้แจ้งเท่าทัน ในสิ่งทั้งปวงเหล่านี้เอง ที่จะค่อยๆ ประหารกิเลสเป็นขณะๆ ไป กิเลสก็จะเบาบางลงได้จริง เพราะไม่ได้ข่มไว้แบบสมถกรรมฐาน แต่ว่าค่อยๆ ตัดรากถอนโคนกิเลสไปทีละนิด กิเลสจึงตายไปได้ คือหมดไปได้ทีละน้อย ได้จริงๆ จนในที่สุดเมื่อปัญญาแก่กล้าจนถึงที่สุด ปัญญาตัวนี้ก็จะ สามารถประหารกิเลสให้หมดสิ้นไปได้ เป็นสมุจเฉทปหาน เมื่อกิเลสหมด บุคคลก็จะไม่ต้องเกิดอีก คือ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีก

วิปัสสนากรรมฐาน

การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ท่านแนะนำให้ทำต่อเนื่องทุกวัน โดยท่านแนะให้เดินจงกรมก่อนทุกครั้ง แล้วประคองสติต่อจากการ เดินจงกรม ลงนั่งสมาธิ

(๑) ท่านั่ง - สำคัญตรงไม่นั่งพิงอะไร

การนั่งสมาธิแบบวิปัสสนา ต้องดูสัปปายะคือดูความเหมาะสมพอดีของตน จะนั่งเก้าอี้หรือนั่งขัดสมาธิกับพื้นโดยมีอาสนะบางๆ รอง หรือจะนั่งท่าหนึ่งท่าใดที่สบายแก่ตนก็ได้ (แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน)

ดังนั้น จะนั่งห้อยเท้าบนเก้าอี้ หรือว่าจะนั่งกับพื้นขัดสมาธิอยู่ หรือจะนั่งท่าใดๆ ก็ตาม ก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญคือ พยายามไม่นั่งพิง คือ พยายามนั่งให้หลังไม่พิงกับอะไร เพราะว่าตรงนี้สำคัญ คือ การเจริญสติอยู่นั้น ถ้าเมื่อได้หลังค้อมก้มลงมาข้างหน้า หรือหลังหงายไปไม่ตั้งตรงอยู่ ก็แสดงว่าผู้ปฏิบัติได้เผลอสติไป ดังนั้น การไม่นั่งพิงอะไร จะทำให้ดำรงสติอยู่ได้เสมอ และเมื่อเผลอหลับก็ตาม ตกภวังค์ก็ตาม หรืออาการใดๆ เกิด ที่ทำให้หลังไม่ตั้งตรงทรงอยู่อย่างมั่นคง ก็จะได้รู้ตัว และมีสติ ตั้งหลังให้ตรงอยู่เสมอๆ

(๒) การกำหนดสติ

ในการนั่งสมาธิแบบวิปัสสนา จะเป็นการมีสติดูอาการใดๆ ก็ตาม ที่เกิดขึ้นของกายก็ตาม ใจก็ตาม (คือ ที่ตาก็ตาม หู จมูก ลิ้น กายหรือใจก็ตาม) ในขณะนั้นๆ ในวินาทีนั้นๆ กล่าวคือ อะไรเด่นชัด ชัดเจนที่สุด ก็ดูตรงนั้นไปเรื่อยๆ อาทิ ถ้ากายปรากฏชัดเจน ก็เอาสติไปดูกาย ไปเรื่อยๆ ถ้าอาการพองยุบที่ท้องชัดเจน ก็มีสติตามรู้อาการไปเรื่อยๆ ถ้าการกระทบ อาทิ กายส่วนใดที่กำลังกระทบพื้นชัดเจน ก็มีสติ ตามดูตามรู้ไปเรื่อยๆ ถ้ามีเสียงใดๆ มากระทบหู (โสตปสาทหรือประสาทหู) ชัดเจน ก็กำหนดรู้ หรือถ้าเกิดความคิดนึกใดๆ ชัดเจน ก็กำหนดรู้ความคิดนึกนั้นๆ ถ้าเวทนาเกิด เช่นทุกข์หรือสุขทางกายหรือใจก็ตามเกิดขึ้น ก็กำหนดรู้ทุกข์หรือสุขนั้นๆ ไปเรื่อยๆ

(๓) นิมิต ปีติ นิวรณ์ วิปัสสนูปกิเลส

ขณะนั่งสมาธิอยู่ พยายามรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ อาจจะเกิดเห็นภาพต่างๆ ขึ้นมาทางตา เป็นภาพต้นไม้ป่าเขา สถานที่ สวรรค์ นรก ภูติผีปีศาจ เทวดา ฯลฯ ใดๆ ก็ตาม ก็เพียงกำหนดรู้ว่าเห็น แล้วก็กลับมาสติในกายและใจต่อไป โดยไม่ต้องสนใจภาพต่างๆ ที่เห็นนั้น ไม่ต้องนั่งคิดวิเคราะห์ต่อว่าเป็นภาพอะไร เป็นใคร อยู่ที่ไหน ไม่ต้องอยากรู้เรื่องต่อ ไม่ต้องตามไปดูว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป ฯลฯ เพียงกำหนดรู้ว่ามีภาพ (สี หรือ รูปภายนอก) มากระทบกับ ตา (จักขุปสาท หรือ ประสาทตา ซึ่งเป็น รูปภายใน) เท่านั้น อันนี้คือ ‘นิมิต’ นิมิตนี้จะมาในรูปของภาพต่างๆ มาเกิดทางตาก็ได้ มาในรูปของเสียง กลิ่น รส ฯลฯ ก็ได้ หน้าที่ของผู้เจริญสติเจริญวิปัสสนาอยู่นั้น ก็เพียงมีสติกำหนดรู้ว่าสิ่งเหล่านี้ เกิดขึ้นมากระทบกับตา หรือ หู จมูก ลิ้น กาย เท่านั้น แล้วก็ไม่ต้องสนใจต่อนิมิตนั้นๆ ต่อ หันกลับมาเจริญสติรู้ตัวทั่วพร้อม ในอาการอื่นๆ ตรงกายก็ตามหรือใจก็ตามที่กำลังปรากฏชัด ต่อไป

ถ้าหากนั่งสมาธิ (หรือเวลาเดินจงกรมก็ตาม) อยู่ เกิดตัวโยก ตัวโคลง หรือตัวเบาเหมือนจะลอย หรือน้ำตาจะไหล หรือรู้สึกเย็นร้อนขึ้นมา ตรงกายส่วนหนึ่งส่วนใด อาการใดๆ เหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อใด ก็กำหนดรู้ ไม่ต้องตื่นเต้น ไม่ต้องตกใจ กำหนดรู้ไปเบาๆ สบายๆ และไม่ต้อง ไปสนใจเค้ามาก ถ้ากำหนดรู้แล้วเค้ายังไม่หายไป ไม่ดับไป ก็ค่อยๆ กำหนดสติออกจากสมาธิลืมตาก่อนสักพัก แล้วค่อยหลับตา เจริญสติต่อไป อาการเหล่านี้ เป็นอาการของ ‘ปีติ’ คือ จิตที่ได้มาเจริญ สมาธิ จิตจะเกิดความสงบ ความสงบจากสมาธินั้น เป็นอาหารของ จิตใจ จิตเมื่อได้อาหารที่ชอบก็จะเกิดปีติ ซึ่งแสดงออกมาใน รูปแบบต่างๆ หลากหลาย ผู้ที่ปรารภความเพียรหรือผู้เจริญสติอยู่ มีหน้าที่เพียงกำหนดรู้สิ่งเหล่านี้ และไม่คล้อยตามไปกับอาการเหล่านี้ คือ กำหนดรู้แล้วระยะหนึ่งอาการเหล่านี้ควรจะดับไป ถ้าอาการเหล่านี้ ดูจะยิ่งขยายใหญ่ขึ้นหรือหนักหนาขึ้น อาทิ กายจะลอยจริงๆ หรือน้ำตา ไหลแรงขึ้น ฯลฯ ก็ควรรีบกำหนดออกจากสมาธิ เพื่อไม่ให้อาการเหล่านี้ รุนแรงขึ้นจนผู้ปฏิบัติใหม่ไม่สามารถจะออกจากสมาธิได้ ปีติหรือพระธรรมปีติ เป็นของดี เป็นอาการที่เกิดขึ้นได้ ไม่เป็นอันตราย แต่ถ้ามากไปแรงไป ก็จะกลายเป็นอาการที่สมาธิยิ่งเกิน คือ สมาธิมากไป เกินพอดี จึงควรกำหนดให้อาการเหล่านี้หายไปหรือควรจะออกจาก สมาธิก่อน เพื่อไม่ให้อาการเหล่านี้ยิ่งเกินไป คือ เกินพอดีไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 14:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ถ้าหากนั่งสมาธิอยู่ แล้วเกิดความรู้สึกพอใจรักใคร่อยากได้อะไรขึ้นมา ก็กำหนดรู้ความรู้สึกพอใจรักใคร่อยากได้นั้นๆ (กามฉันทนีวรณ์) ถ้าเกิดความรู้สึกโกรธ ไม่พอใจ คิดร้ายใครหรือเรื่องอะไร (พยาปาทนีวรณ์) ก็กำหนดรู้ ถ้าเกิดความฟุ้งซ่านรำคาญใจใดๆ (อุทธัจจกุกกุจจนีวรณ์) ก็กำหนดรู้อยู่ หรือถ้าเกิดความสงสัย ในข้อธรรมต่างๆ ก็ตามขึ้นมา (วิจิกิจฉานีวรณ์) ก็กำหนดรู้อาการสงสัยนั้นๆ ไป (กำหนดรู้อาการที่สงสัย อาการความสงสัย ไม่ใช่กำหนดรู้เรื่องราวที่สงสัย) ไม่ว่าอย่างหนึ่งอย่างใดเหล่านี้เกิดขึ้น ก็เพียงกำหนดรู้ไปเรื่อยๆ ตามสังเกตตามดูไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการหรือสภาพ (สภาพธรรม) หรือสภาพธรรมชาติที่เกิดขึ้นนั้น จะเบาบางลงหรือหมดไป ดับไป หรือกำหนดรู้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีสภาพทางกายหรือทางใจใดๆ ที่เป็นสภาพใหม่ปรากฏขึ้นชัดเจนกว่า ก็วางอาการนี้ไปกำหนด อาการใหม่แทน อาการทั้งหมดในย่อหน้านี้ คือ ‘นิวรณ์’ (สิ่งหรือธรรมที่กั้นจิตใจไม่ให้บรรลุความดีหรือปัญญา)

ในการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน ณ ช่วงใดช่วงหนึ่ง ผู้ปฏิบัติอาจประสบ กับปรากฏการณ์ต่อไปนี้ ที่เรียกกวันว่า ‘อุปกิเลส ๑๐’ หรือที่เรียกว่า ‘วิปัสสนูปกิเลส’ วิปัสสนูปกิเลสทั้ง ๑๐ นี้ ท่านว่าจะปรากฏขึ้นแก่ผู้ที่ ปฏิบัติมาถูกทางแล้วเท่านั้น แต่ข้อสำคัญคือ ผู้ปฏิบัติจะต้องมีสติรู้ ในอาการใดๆ อาการหนึ่งหรือหลายอาการใน ๑๐ อย่างนี้ อย่างรู้เท่าทัน ไม่ยึดติด ไม่หลงดีใจ ไม่เข้าใจผิดคิดว่าตนคงพ้นกิเลสแล้ว เพราะได้ สัมผัสสิ่งเหล่านี้สิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่ง คือ
(๑) เห็นโอภาส คือ เห็นแสงสว่างในรูปแบบต่างๆ อาจเท่าแสงหิ่งห้อย ไปจนสว่างทั้งห้อง สว่างทะลุห้อง ฯลฯ
(๒) เกิดปีติต่างๆ ตามที่มีรายละเอียดข้างบนแล้ว
(๓) เกิดความสงบ (ปัสสัทธิ) จะสงบเงียบ สบบสบาย ไม่ฟุ้งซ่าน เยือกเย็น ไม่กระวนกระวายใจ เบา คล่องแคล่วในการกำหนด ความคิดปลอดโปร่ง
(๔) เกิดความสุข ความสบาย ยินดีมาก เพลิดเพลิน สนุกสนานในการ กำหนด ไม่อยากออกจากสมาธิ ภูมิใจดีใจคล้ายจะระงับไม่ได้ หรือ รู้สึกคล้ายกับไม่เคยสุขอะไรอย่างนี้มาก่อน
(๕) เกิดศรัทธา เกิดความเชื่อและเลื่อมใสมาก อยากจะให้ทุกคน ได้มาปฏิบัติบ้าง อยากให้การปฏิบัติก้าวหน้าเร็วๆ อยากทำบุญทำทาน นึกถึงบุญคุณของผู้ชวนเรามาปฏิบัติ อยากจะปฏิบัตินานๆ ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติเต็มที่
(๖) เกิดความเพียร (ปัคคาหะ) ขยันมากไป (ตรงนี้ต้องระวัง เพราะ เพียรเกินไปครูบาอาจารย์บอกว่าอาจทำให้เสียสติได้ จึงต้องตั้งอยู่ใน ทางสายกลางคือความพอดีๆ เสมอ) ตั้งใจจริง ปฏิบัติจริง ยอมสู้ตาย ไม่ถอยหลัง มีความเพียรมากแต่ถ่ายเดียว แต่สติสัมปชัญญะอ่อนไป ทำให้ฟุ้ง ไม่เป็นสมาธิ
(๗) อุปัฏฐานะ (สติ) สติมากเกินจนทิ้งการกำหนดรู้ปัจจุบันไปคิดถึง อดีต อนาคต อาจรู้สึกคล้ายกับตนระลึกชาติได้
(๘) เกิดความรู้ (ญาณ) ที่รู้แบบเข้าใจผิด คิดไปเองว่าตนรู้ถูกแล้ว นึกถึงความรู้ที่ได้ศึกษาเรียนมา วิพากย์วิจารณ์อารมณ์หรือ อาการต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้น
(๙) อุเบกขา - เกิดการวางเฉย ใจเฉยๆ ไม่ยินดี ไม่เสียใจ ใจลอยๆ เลือนๆ คล้ายกับว่าไม่ได้นึกไม่ได้คิดอะไร ไม่กระวนกระวาย ใจสงบดี ไม่อยากได้ดิบได้ดีอะไร อารมณ์ดีหรือไม่ดีมากระทบก็เฉยๆ ไม่ยินดียินร้าย แต่ไม่ได้กำหนด ปล่อยใจให้ลอยไปตามอารมณ์ภายนอกมาก
(๑๐) นิกันติ - เกิดความพอใจในอารมณ์ต่างๆ อาทิ นับแต่ข้อ ๑ ถึง ๙ พอใจในนิมิตต่างๆ อันนี้ต้องระวัง ท่านว่านิกันตินี้เอง จะทำให้บุคคลที่ ปฏิบัติติดอยู่ในวิปัสสนูปกิเลสต่างๆ จนติดชะงักอยู่ตรงนี้ ไม่ก้าวหน้า ต่อไปได้

วิปัสสนูปกิเลสนี้ ต้องระวัง คือ เมื่อปรากฏเกิดขึ้น ก็เพียงมีสติกำหนดรู้ และไม่ไปยึดติด ลุ่มหลง ท่านว่าบางคนก็ถึงกับนึกหรือเชื่อว่าตนเอง หมดกิเลสแล้ว บรรลุแล้วก็มี ทางที่ดีนั้น ในการปฏิบัติหรือฝึกฝนจึงควรจะ มีครูบาอาจารย์หรือผู้รู้ที่มีประสบการณ์มาผม้ดีและรู้ตรง คอยแนะนำ บอกทางเดินในทุกระยะ เพื่อจะได้เจริญก้าวหน้าทางปัญญาต่อไปเรื่อยๆ ไม่ติดขัดหรือหยุดชะงักหรือไม่ไปผิดทาง ไม่เฉไฉออกจากทางที่ดีที่ตรงสู่ การพ้นทุกข์ไปเสียก่อน





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 15:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณคุณชอบอ่านและคุณเฮโลที่มาร่วมแสดงความคิดเห็นครับ กระทู้นี้เป็นของทุกคน มาร่วมเสนอความคิดเห็นได้ตลอดครับเพื่อเป็นการส่งเสริมพุทธศาสนาในทางหนึ่งครับจะได้บุญกุศลผลบุญร่วมกันครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 23 พ.ค. 13, 17:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ๒๙ พระองค์"

ต้นไม้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่สามารถนำมาประมวลไว้ ณ ที่นี้ มีต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ๒๙ พระองค์ โดยต้นไม่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๑ ถึงองค์ที่ ๓ พบในชินกาลมาลีปกรณ์และต้นได้ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๔ ถึงองค์ที่ ๒๙ พบในพุทธวงศ์อันมีความดังต่อไปนี้

๑. พระตัณหังกร ไม้สัตตปัณณะ (ตีนเป็ดขาว)
๒. พระเมธังกร ไม้กิงสุกะ (ทองกวาว)
๓. พระสรณังกร ไม้ปาตลี (แคฝอย)
๔. พระที่ปังกร ไม้ปิปผลิ (เลียบ)
๕. พระโกณฑ์ญญะ ไม้สาลกัลยาณี (ขานาง)
๖. พระมังคละ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๗. พระสุมนะ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๘. พระเรวตะ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๙. พระโสภิตะ ไม้นาคะ (กากะทิง)
๑๐. พระอโนมทัสสี ไม้อัชชุนะ (รกฟ้าขาว)
๑๑. พระปทุมะ ไม้มหาโสณะ (อ้อยช้าง, คำมอก)
๑๒. พระนารทะ ไม้มหาโสณะ (อ้อยช้าง,คำมอก)
๑๓. พระปทุมุทตระ ไม้สลฬะ (สน)
๑๔. พระสุเมธะ ไม้มหานิมพะ (สะเดาป่า)
๑๕. พระสุชาตะ ไม้มหาเวฬุ (ไผ่ใหญ่)
๑๖. พระปิยทัสสี ไม้กกุธะ (กุ่ม)
๑๗. พระอัตถทัสสี ไม้จัมปกะ (จำปาป่า)
๑๘. พระธัมมทัสสี ไม้พิมพชาละ หรือกุรวกะ (มะพลับ,ซ้องแมว)
๑๙. พระสิทธัตถะ ไม้กัณณิการะ (กรรณิการ์)
๒๐. พระติสสะ ไม้อสนะ (ประดู่ลาย)
๒๑. พระปุสสะ ไม้อาลมกะ (มะขามป้อม)
๒๒. พระวิปัสสี ไม้ปาตลิ (แคฝอย)
๒๓. พระสิขี ไม้ปุณฑริกะ (มะม่วงป่า)
๒๔. พระเวสสภู ไม้มหาสาละ (สาละใหญ่)
๒๕. พระกะกุสันธะ ไม้มหาสิริสะ (ซึกใหญ่)
๒๖. พระโกนาคมนะ ไม้อุทุมพระ (มะเดื่อ)
๒๗. พระกัสสปะ ไม้นิโครธ (ไทร,กร่าง)
๒๘. พระโคตมะ คือ พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน พระพุทธเจ้าพระบรมศาสดาของเราทั้งหลาย ไม้อัสสตถะ (พระศรีมหาโพธิ)
๒๙. พระเมตไตรย คือ พระพุทธเจ้าในอนาคตกาลข้างหน้า ไม้นาคะ (กากะทิง)




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 09:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพุ?ธศาสนาครับ

วันวิสาขบูชา วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล


วันวิสาขบูชา หรือ วิศาขบูชา เป็น "วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาสากล" ของชาวพุทธทุกนิกายทั่วโลก, วันหยุดราชการ ในหลายประเทศ และ วันสำคัญของโลก ตามมติเอกฉันท์ของที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ เพราะเป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา 3 เหตุการณ์ด้วยกัน คือ เป็นวันคล้ายวันประสูติ, ตรัสรู้ และปรินิพพาน แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

โดยทั้งสามเหตุการณ์นั้นได้เกิดตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 หรือในวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขมาส (ต่างปีกัน) ชาวพุทธจึงถือว่าเป็นวันที่รวมเกิดเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง จึงเรียกการบูชาในวันนี้ว่า "วิสาขบูชา" ย่อมาจาก"วิสาขปูรณมีบูชา" แปลว่า "การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ" ซึ่งมักจะตรงกับเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายน โดยในประเทศไทย ถ้าในปีใดมีเดือน







ในวันวิสาขบูชานี้ ถือเป็นวันสำคัญยิ่งที่ชาวพุทธทั่วโลกจะมารวมกันจัดพิธีทำบุญใหญ่หรือจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อบำเพ็ญกุศลระลึกถึงพระพุทธเจ้า ซึ่งในฐานะที่วันวิสาขบูชาได้รับการยกย่องให้เป็นวันสำคัญสากลของโลก เมื่อถึงวันวิสาขบูชา องค์การสหประชาชาติจะมีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อรำลึกถึงพระพุทธเจ้าด้วย เช่น สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ มหานครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา จะมีการอัญเชิญพระเจดีย์วิสาขบูชานุสรณ์ สกลโลกประกาศบูชาวันวิสาขะ (ภายในประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ) ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติเป็นการถาวร มาประดิษฐานให้ประชาชนสักการะบูชา เป็นต้น



สำหรับในประเทศไทย นอกจากพุทธศาสนิกชนจะเข้าวัดบำเพ็ญบุญกุศลถือศีลฟังธรรมแล้ว ยังนิยมปล่อยนกปล่อยปลา และเวียนเทียนรอบพระอุโบสถในตอนค่ำเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาด้วย



วันวิสาขบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทำบุญตักบาตรในตอนเช้า และตลอดวันจะมีการบำเพ็ญบุญกุศลความดีอื่น ๆ เช่น ตั้งใจรักษาศีล 5 ศีล 8 งดเว้นการทำบาปทั้งปวง ทำบุญถวายสังฆทาน ให้อิสระทาน (ปล่อยนกปล่อยปลา) ฟังพระธรรมเทศนา และไปเวียนเทียนรอบโบสถ์ในเวลาเย็น



โดยก่อนทำการเวียนเทียนพุทธศาสนิกชนควรร่วมกันกล่าวคำสวดมนต์และคำบูชาในวันวิสาขบูชา โดยปกติตามวัดต่าง ๆ จะจัดให้มีการทำวัตรสวดมนต์ก่อนทำการเวียนเทียน ซึ่งส่วนใหญ่นิยมทำการเวียนเทียนอย่างเป็นทางการ (โดยมีพระภิกษุสงฆ์นำเวียนเทียน) ในเวลาประมาณ 20 นาฬิกา โดยบทสวดมนต์ที่พระสงฆ์นิยมสวดในวันวิสาขบูชาก่อนทำการเวียนเทียนนิยมสวด (ทั้งบาลีและคำแปล) ตามลำดับดังนี้



บทบูชาพระรัตนตรัย (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:อรหัง สัมมา ฯลฯ)
บทนมัสการนอบน้อมบูชาพระพุทธเจ้า (นะโม ฯลฯ ๓ จบ)
บทสรรเสริญพระพุทธคุณ (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:อิติปิโส ฯลฯ)
บทสรรเสริญพระพุทธคุณ สวดทำนองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะที่ขึ้นต้นด้วย:องค์ใดพระสัมพุทธ ฯลฯ)
บทสรรเสริญพระธรรมคุณ (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:สวากขาโต ฯลฯ)
บทสรรเสริญพระธรรมคุณ สวดทำนองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะที่ขึ้นต้นด้วย:ธรรมมะคือ คุณากร ฯลฯ)
บทสรรเสริญพระสังฆคุณ (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:สุปฏิปันโน ฯลฯ)
บทสรรเสริญพระสังฆคุณ สวดทำนองสรภัญญะ (บทสวดสรภัญญะที่ขึ้นต้นด้วย:สงฆ์ใดสาวกศาสดา ฯลฯ)
บทสวดบูชาเนื่องในวันวิสาขบูชา (บทสวดบาลีที่ขึ้นต้นด้วย:ยะมัมหะ โข ฯลฯ)



จากนั้นจุดธูปเทียนและถือดอกไม้เป็นเครื่องสักการะบูชาในมือ แล้วเดินเวียนรอบปูชนียสถาน 3 รอบ โดยขณะที่เดินนั้นพึงตั้งจิตให้สงบ พร้อมสวดระลึกถึงพระพุทธคุณ ด้วยการสวดบทอิติปิโส (รอบที่หนึ่ง) ระลึกถึงพระธรรมคุณ ด้วยการสวดสวากขาโต (รอบที่สอง) และระลึกถึงพระสังฆคุณ ด้วยการสวดสุปะฏิปันโน (รอบที่สาม) จนกว่าจะเวียนจบ 3 รอบ จากนั้นนำธูปเทียนดอกไม้ไปบูชาตามปูชนียสถานจึงเป็นอันเสร็จพิธี




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 09:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รู้จัก และ ร่วมกิจกรรม วันวิสาขบูชา


วันวิสาขบูชา ตรงกับวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือราวเดือนพฤษภาคม แต่หากตรงกับปีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน วันวิสาขบูชาจะเลื่อนไปเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ กลางเดือน ๗ หรือราวเดือนมิถุนายน







วิสาขบูชา ย่อมาจากคำว่า “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า การบูชาพระในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (คือเดือน ๖) ซึ่งมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ๓ ประการ ในวันวิสาขบูชา ดังนี้

ประสูติ
๑. เป็นวันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ณ ลุมพินีสถาน เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี เมื่อพระนางสิริมหามายา พระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ ทรงพระครรภ์แก่จวนจะประสูติ พระนางได้รับพระบรมราชานุญาต จากพระสวามี ให้แปรพระราชฐานไปประทับ ณ กรุงเทวทหะ ซึ่งเป็นพระนครเดิมของพระนาง เพื่อประสูติในตระกูลของพระนางตามประเพณีนิยมในสมัยนั้น ขณะเสด็จแวะพักผ่อนพระอิริยาบถใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน พระนางก็ได้ประสูติพระโอรส ณ ใต้ต้นสาละนั้น ครั้นพระกุมารประสูติได้ ๕ วัน ก็ได้รับการถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” ซึ่งต่อมาพระองค์ได้ออกบวช จนบรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ (ญาณอันประเสริฐสูงสุด) สำเร็จเป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า จึงถือว่าวันนี้เป็นวันประสูติของพระพุทธเจ้า

ตรัสรู้
๒. เป็นวันที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อนุตตรสัมโพธิญาณ ณ ร่มพระศรีมหาโพธิบัลลังก์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
การตรัสอริยสัจสี่ คือของจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ของพระพุทธเจ้า เป็นการตรัสรู้อันยอดเยี่ยม ไม่มีผู้เสมอเหมือน วันตรัสของพระพุทธเจ้า จึงจัดเป็นวันสำคัญ เพราะเป็นวันที่ให้เกิดมีพระพุทธเจ้าขึ้นในโลกชาวพุทธทั่วไป จึงเรียกวันวิสาขบูชาว่า วันพระพุทธ(เจ้า) อันมีประวัติว่า พระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญเพียรต่อไป ที่ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ทรงเริ่มบำเพ็ญสมาธิให้เกิดในพระทัย เรียกว่าการเข้า “ฌาน” เพื่อให้บรรลุ “ญาณ” จนเวลาผ่านไปจนถึง …
ยามต้น : ทรงบรรลุ “ปุพเพนิวาสานุติญาณ” คือทรงระลึกชาติในอดีตทั้งของตนเองและผู้อื่น
ยามสอง : ทรงบรรลุ “จุตูปปาตญาณ” คือการรู้แจ้งการเกิดและดับของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ยามสาม : ทรงบรรลุ “อาสวักขญาณ” คือรู้วิธีกำจัดกิเลสด้วย อริยสัจสี่ ( ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ) ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในคืนวันเพ็ญเดือน ๖ ซึ่งขณะนั้น พระพุทธองค์มีพระชนมายุได้ ๓๕ พรรษา

ธรรมะที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ อริยสัจ ๔ หรือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ได้แก่
๑. ทุกข์ คือ ความลำบาก ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
๒. สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์
๓. นิโรธ คือ ความดับทุกข์ และ
๔. มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับแห่งทุกข์

ทั้ง ๔ ข้อนี้ถือเป็นสัจธรรม เรียกว่า อริยสัจ เพราะเป็นสิ่งที่พระอริยเจ้าทรงค้นพบ เป็นสัจธรรมชั้นสูง ประเสริฐกว่าสัจธรรมสามัญทั่วไป

ปรินิพพาน
๓. เป็นวันปรินิพพานของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ ร่มไม้รัง (ต้นสาละ) คู่ ในสาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ ใกล้เมืองกุสินารา เมื่อวันเพ็ญเดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช ๑ ปี วันที่พระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่ปรินิพพาน (ดับสังขารไม่กลับมาเกิดสร้างชาติ สร้างภพอีกต่อไป) การปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ก็ถือเป็นวันสำคัญของชาวพุทธทั่วโลกเพราะชาวพุทธทั่วโลกได้สูญเสียดวงประทีป ของโลก เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่และครั้งสำคัญชาวพุทธทั่วไปมีความเศร้าสลด เสียใจและอาลัยสุดจะพรรณนา อันมีประวัติว่าเมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้และแสดงธรรมมาเป็นเวลานานถึง ๔๕ ปี ซึ่งมีพระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ในระหว่างนั้นทรงประชวรอย่างหนัก ครั้นเมื่อถึงวันเพ็ญเดือน ๖ พระพุทธองค์กับพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ก็ไปรับภัตตาหารบิณฑบาตที่บ้านนายจุนทะ ตามคำกราบทูลนิมนต์ พระองค์เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะตั้งใจทำถวาย ก็เกิดอาพาธลง แต่ทรงอดกลั้นมุ่งเสด็จไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในรา...ั้น ได้มีปริพาชกผู้หนึ่ง ชื่อสุภัททะขอเข้าเฝ้า และได้อุปสมบทเป็นพระพุทธสาวกองค์สุดท้าย เมื่อถึงยามสุดท้ายของคืนนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงประทานปัจฉิมโอวาทว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายอันว่าสังขารทั้งหลายย่อมมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงอันเป็นประโยชน์ของตนและประโยชน์ของผู้อื่นให้ บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด” หลังจากนั้นก็เสด็จเข้าดับขันธ์ปรินิพพาน ในราตรีเพ็ญเดือน ๖ นั้น

วันวิสาขบูชา จึงนับว่าเป็นวันที่มีความสำคัญสำหรับพุทธศาสนิกชนทุกคน เป็นวันที่มีการทำพิธีพุทธบูชา เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระคุณของพระองค์ ที่มีต่อปวงมนุษย์และสรรพสัตว์อันหาที่สุดมิได้

การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา จุดมุ่งหมายในการประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา เพื่อรำลึกถึงพระวิสุทธิคุณพระปัญญาคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ อีกทั้งเพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์อันน่าอัศจรรย์ทั้ง ๓ ประการ ที่มาบังเกิดในวันเดียวกัน และนำหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์มาเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 09:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธกิจ ๕ ประการ
๑. ตอนเช้า เสด็จออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ คือเสด็จไปโปรดจริง เพราะทรงพิจารณาเห็นตอนจวนสว่างแล้ว ว่าวันนี้มีใครบ้างที่ควรไปโปรดทรงสนทนา หรือแสดงธรรมให้ละความเห็นผิดบ้าง เป็นต้น
๒. ตอนบ่าย ทรงแสดงธรรมเทศนาแก่ประชาชนที่มาเฝ้า ณ ที่ประทับ ซึ่งปรากฏว่าไม่วาพระองค์จะประทับอยู่ที่ใด ประชาชนทุกหมู่ทุกเหล่าตลอดถึง ผู้ปกครอง นครแคว้นจะชวนกันมาเฝ้าเพื่อสดับตับพระธรรมเทศนาทุกวันมิได้ขาด
๓. ตอนเย็น ทรงเเสดงโอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ทั้งมวลที่อยู่ประจำ ณ สถานที่นั้นบางวันก็มีภิกษุจากที่อื่นมาสมทบด้วยเป็นจำนวนมาก
๔. ตอนเที่ยงคืน ทรงแก้ปัญหาหรือตอบปัญหาเทวดา หมายถึง เทพพวกต่างๆ หรือกษัตริย์ซึ่งเป็นสมมติเทพ ผู้สงสัยในปัญญาและปัญหาธรรม
๕. ตอนเช้ามืด จนสว่าง ทรงพิจารณาสัตว์โลกที่มีอุปนิสัยที่พระองค์จะเสด็จไปโปรดได้ แล้วเสด็จไปโปรดโดยการไปบิณฑบาตดังกล่าวแล้วในข้อ ๑

โดยนัยดังกล่าวมานี้พระพุทธองค์ทรงมีเวลาว่าอยู่เพียงเล็กน้อยตอนเช้าหลัง เสวยอาหารเช้าแล้ว แต่ก็เป็นเวลาที่ต้องทรงต้อนรับอาคันตุกะ ผู้มาเยือนอยู่เนืองๆ เสวยน้อย บรรทมน้อย แต่ทรงบำเพ็ญพุทธกิจมาก ตลอดเวลา ๔๕ พรรษานั้นเอง ประชาชนชาวโลกระลึกถึงพระคุณของพระองค์ดังกล่าวมาโดยย่อนี้ จึงถือเอาวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ของพระองค์เป็นวันสำคัญ จัดพิธีวิสาขบูชาขึ้นในทุกประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา

ธรรมเนียมการปฏิบัติในวันวิสาขบูชา
เมื่อวันวิสาขบูชาเวียนมาถึงในรอบปี พุทธศาสนาชนไม่ว่าจะเป็นบรรพชิต (พระสงฆ์ สามเณร) หรือ ฆราวาส (ผู้ครองเรือน) ทั่วไป จะร่วมกันประกอบพิธีเป็นการพิเศษทำการสักการบูชาเพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณา พระปัญญาคุณ และพระวิสุทธิคุณ ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นดวงประทีปโลก เมื่อวันวิสาขบูชา ซึ่งตรงในวันเดียวกัน ได้เวียนมาบรรจบอีกครั้งหนึ่งในรอบปี คือ เวียนมาบรรจบในวันเพ็ญวิสาขบูชา กลางเดือน ๖ ประมาณเดือนพฤษภาคม หรือมิถุนายนของไทยเรา ชาวพุทธทั่วโลกจึงประกอบพิธีสักการบูชา การประกอบพิธีในวันวิสาขบูชา แบ่งออกเป็น ๓ พิธี คือ
๑.พิธีหลวง (พระราชพิธี)
๒.พิธีราษฎร์ (พิธีของประชาชนทั่วไป)
๓.พิธีของพระสงฆ์ (คือพิธีที่พระสงฆ์ประกอบศาสนกิจเนื่องในวันสำคัญวันนี้)

การประกอบพิธีและบทสวดมนต์ในวันวิสาขบูชา ก็ปฏิบัติเช่นเดียวกับการประกอบพิธีในวันมาฆบูชา
๑. ทำบุญใส่บาตร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล
๒. ไปวัดเพื่อปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา
๓. ไปเวียนเทียน ร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญทางพุทธศาสนา
๔. จัดแสดงนิทรรศการ ประวัติ หรือเรื่องราวความเป็นมาเกี่ยวกับวันวิสาขบูชา
๕. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน วัดและสถานที่ราชการ



วันวิสาขบูชา ทำบุญ ฟังธรรม กันที่ไหนดี?
นอกจากจะร่วมทำบุญ ฟังธรรม เวียนเทียน ที่วัดใกล้บ้านคุณแล้ว ยังมีอีกหลายสถานที่ ร่วมทำกิจกรรมสัปดาห์วันวิสาขบูชา ดังต่อไปนี้

1.ร่วมงานวันวิสาขบูชาโลก 2556 ณ ท้องสนามหลวง
งาน “สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลวิสาขบูชาโลก ประจำปี 2556” เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อวันที่ 18 โดยงานวันวิสาขบูชาโลกนี้จะจัดยาวไปจนถึง วันที่ 24 พฤษภาคม ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ภายใต้แนวคิด “26 ศตวรรษวิสาขบูชาโลก” ชวนกันปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ทั่วไทย




2.เดิน สมาธิ ไหว้พระ 9 วัด วิสาขะ พุทธบูชา ครั้งที่ 12
ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 ตั้งแต่เวลา 15.00 น.เป็นต้นไป ณ วัดพระนอน อ.เมือง จ.เพชรบุรี เพิ่มเติม>>>



3.ธรรมบรรยาย “งานวิสาขบูชา พุทธบารมี” ประจำปี 2556
ณ เดอะมอลล์ราชสีมา วันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2556 เวลา 15.30 น.



4.กรุงเก่าเตรียมจัดงานวิสาขบูชายิ่งใหญ่ ความสัมพันธ์อยุธยา-ศรีลังกา และงานเฉลิมฉลองวิสาขบูชา
ที่บริเวณวัดมหาธาตุและวัดหลังคาขาว อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา โดยงานจัดขึ้นในวันที่ 21-23 พ.ค.นี้ จากนั้นวันที่ 24 พ.ค.จะมีพิธีเวียนเทียนตามวัดต่างๆด้วย..



5.ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพในวันวิสาขบูชา
ประเพณีเดินขึ้นดอยสุเทพนี้จะจัดกันทุกปี ในคืนก่อนวันวิสาขบูชา ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวเชียงใหม่ โดยลูกหลานชาวเชียงใหม่จะมาร่วมกันเดินขึ้นไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ ในวันที่ 24 พ.ค. 2556



6.ร่วมกิจกรรมงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา วันวิสาขบูชาโลก จังหวัดกาญจนบุรี
งานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชาโลก ประจำปี 2556 ในระหว่างวันที่ 18-24 พฤษภาคม 2556 ณ วัดไชยชุมพลชนะสงคราม (วัดใต้) อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี



7.กิจกรรมเฉลิมฉลองเนื่องในวันวิสาขบูชา วันสำคัญสากลของโลก ประจำปี 2556 ณ พุทธมณฑล
งานจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.56 ร่วมกิจกรรมเวียนเทียนรอบ พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ องค์พระประธาน ณ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม



8.”สัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา” เนื่องในวันวิสาขบูชา จังหวัดสงขลา ประจำปี 2556
กำหนดการจัดขึ้น วันที่ 23 พฤษภาคม 2556 ณ พุทธมณฑลจังหวัดสงขลา ต.น้ำน้อย อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา



9.วันวิสาขบูชา ณ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณและเมืองโบราณ
ทาง พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณและเมืองโบราณ เชิญพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมสวดอุปปาตะสันติและสวดพระปริตร ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2556 เพื่อความสุขสวัสดิ์แก่ผู้เข้าร่วมในงานครั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ เข้าฟรี ตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงเที่ยง




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 09:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บรรยากาศการทำบุญ เนื่องในวันวิสาขบูชาทั่วประเทศเช้านี้เป็นไปอย่างคึกคัก ขณะผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นำข้าราชการ และประชาชน ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 231 รูป ที่ ท้องสนามหลวง



ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ 231 รูป และถวายภัตตาหารเพลแด่พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 10 รูป โดยมีคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร คณะกรรมการจัดงาน ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องกรค์ต่าง ๆ และประชาชน ร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก ขณะที่เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา มีกิจกรรม เดิน-วิ่งสมาธิ วิสาขะ พุทธบูชา ซึ่งเป็นกิจกรรมที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ จัดทำขึ้น เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา เนื่องในวันวิสาขบูชาโลกนี้ด้วย โดยมีประชาชนที่รักสุขภาพและการออกกำลังกายให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย พิธีเทศน์มหาชาติ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ กิจกรรมเวทีสะท้อนธรรม กิจกรรมธรรมบันเทิง ไหว้พระ 9 วัด ประจำราชวงศ์จักรี นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมร่วมทำบุญแผ่นทองอธิษฐานจิต เพื่อจัดสร้างพระพุทธชยันตีปางสมาธิและร่วมทอดผ้าป่าสามัคคี เพื่อนำเงินไปช่วยชาวพุทธและทำนุบำรุงวัด ในพื้นที่3 จังหวัดชายแดนใต้ด้วย



ชาวเชียงใหม่ ทำบุญตักบาตรวันวิสาขบูชา

พุทธศาสนิกชนจำนวนมาก ร่วมกันทำบุญใส่บาตร เนื่องในวันวิสาขบูชาที่วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร อย่างเนืองแน่น หลังจากร่วมกันเดินขึ้นดอยตั้งแต่ค่ำวานนี้ ในประเพณีไหว้สาป๋าระมีพระบรมธาตุ สืบสานประเพณีเตียวขึ้นดอย โดยมีพระสงฆ์ 86 รูป ลงจากบันไดนาคมารับบิณฑบาต เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จากนั้น เวลา 17.00 น. จะมีการประกอบพิธีถวายน้ำสรงพระราชทานพระบรมธาตุดอยสุเทพและประทักษิณ (เวียนเทียน) รอบพระบรมธาตุ

อย่างไรก็ตาม ในทุกหัววัดมีการจัดพิธีใส่บาตรเนื่องในวันวิสาขบูชา มีพุทธศาสนิกชนเข้าร่วมจำนวนมากเช่นกัน โดยตลอดทั้งวันพุทธศาสนิกชนชาวเชียงใหม่จะเข้าวัดเพื่อฟังเทศน์ ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ก่อนที่ในช่วงค่ำจะมีพิธีเวียนเทียนใหญ่ ใน 4 หัววัดสำคัญของเมือง คือ วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดเจดีย์หลวง วัดศรีโสดา (พระอารามหลวง) และวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร



ชาวยะลา ร่วมทำบุญตักรบาตรวันวิสาขบูชา

ที่ วัดพุทธภูมิ พระอารามหลวง อ.เมือง จ.ยะลา นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วย นางอนงค์ศรี สิมศิริ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดยะลา และ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ประชาชน นิสิตนักศึกษา จำนวน 200 คน ได้ร่วมประกอบพิธีทำบุญตักบาตรแด่พระสงฆ์ เนื่องในวันวิสาขบูชา พุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ กิจกรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา ในช่วงกลางวันก็จะมีกิจกรรมเวียนเทียน ส่วนมาตรการในการดูแลความปลอดภัย ก็มีกำลังเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ อาสาสมัครรักษาดินแดน และ ชรบ. คอยให้การดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดในทุกพื้นที่





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
สาธุ!!
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 14:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สาธุ สาธุ สาธุ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 09:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประชาชนได้ร่วมทำบุญไหว้พระในครั้งนี้กันมากกว่าปีที่ผ่านมาครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 26 พ.ค. 13, 22:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ลงยาวมากเลยครับ ผมสายตาไม่ค่อยจะไหว คงต้องมีระยะการอ่านเป็นระยะๆไปครับ..
ผมขอเสริมถึงคำพูดว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต..
คำว่าเห็นตถาคตนั้น ก็คือ การปฏิบัติตามคำสอนขององค์ตถาคต แล้วก็จะสว่างไสวดังเห็นองค์ตถาคตยืนอยู่เบื้องหน้านั่นเอง..หมายถึงมีความเข้าใจปรุโปร่ง
การคุยครั้งนี้ คุยถึงแก่นคำสอนขององค์ตถาคต มันก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาในองค์ตถาคตขนาดไหน..
มันอยู่ที่ความมีเจตนา คือความตั้งใจครับ..
มีเจตนาในการรักษาศีล มีศีลอยู่ในใจ (ไม่ต้องไปขอรับศีลจากพระทุกวันนะครับ555)
กระทู้ที่ จขกท.ได้ตั้งมา และได้นำธรรมมาแสดงนี้..ได้เผยแผ่ให้เราๆท่านๆได้ศึกษา ได้ฝึก ได้ปฏิบัติ องค์ตถาคต ก็จะได้เห็นกัน..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 27 พ.ค. 13, 14:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล
ลงยาวมากเลยครับ ผมสายตาไม่ค่อยจะไหว คงต้องมีระยะการอ่านเป็นระยะๆไปครับ..
ผมขอเสริมถึงคำพูดว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต..
คำว่าเห็นตถาคตนั้น ก็คือ การปฏิบัติตามคำสอนขององค์ตถาคต แล้วก็จะสว่างไสวดังเห็นองค์ตถาคตยืนอยู่เบื้องหน้านั่นเอง..หมายถึงมีความเข้าใจปรุโปร่ง
การคุยครั้งนี้ คุยถึงแก่นคำสอนขององค์ตถาคต มันก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาในองค์ตถาคตขนาดไหน..
มันอยู่ที่ความมีเจตนา คือความตั้งใจครับ..
มีเจตนาในการรักษาศีล มีศีลอยู่ในใจ (ไม่ต้องไปขอรับศีลจากพระทุกวันนะครับ555)
กระทู้ที่ จขกท.ได้ตั้งมา และได้นำธรรมมาแสดงนี้..ได้เผยแผ่ให้เราๆท่านๆได้ศึกษา ได้ฝึก ได้ปฏิบัติ องค์ตถาคต ก็จะได้เห็นกัน..



ตอบต้องขออภัยคุณเฮโลที่บางครั้งลงบทความสั้นบ้างยาวบ้างแวแต่บทความอาจสั้นบ้างยาวบ้างท่านผู้อ่านก็คงอยากจะอ่านยาวๆเพื่อจะได้ความรู้ไปศึกษากันครับ และมีผู้อ่านเข้ามาอ่านหลายพันคนน่าจะเกือบถึงหมื่นคนในเร็วๆนี้ เราทั้งสองก็คุยเรื่องธรรมะยาวบ้างสั้นบ้างเพื่อจุดประกายให้กับท่านผู้อ่านให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นในจิตใจครับ มีใครที่มีความคิดดีๆหรือข้อมูลสร้างสรรค์ก็เชิญเข้ามาร่วมได้ครับยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ที่เราทั้งหมดมาร่วมสร้างกุศลผลบุญร่วมกันครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เฮโลฯ..
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 27 พ.ค. 13, 16:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอคุยเรื่องจั่วที่หัวกระทู้นะครับ..
นั่งสมาธิสวดมนต์ช่วยให้จิตใจดีขึ้นหรือไม่..
ที่จริง คืออย่างนี้ครับ สวดมนต์ก่อน ก่อนที่เราจะนั่งสมาธิ หรือการทำสมาธิด้วยอริยบทอื่นๆ..
การสวดมนต์ก่อน ก็เพื่อการน้อมจิตน้อมใจให้เข้าใกล้พระพุทธองค์ หมายความว่า เอาใจเข้าไปก่อน แล้วก็ปฏิบัติไปตามที่ได้เรียนกัน..
การทำสมาธิ จะทำให้จิตใจปลอดโปร่งแจ่มใส ไม่หลงๆลืมๆ ยกเว้นคนแก่เฒ่า
ในวัยเล่าเรียน ทำให้มีสมาธิในการอ่าน การเขียน..ผลการเรียนไม่ตกต่ำ และจะพัฒนาดีขึ้นเรื่อยๆ..
แต่ว่า การทำสมาธิ ต้องไม่เกิดความอยากไปเบื้องหน้า ไม่ไเบื้องหลัง จิตจรดจ่อที่สมาธิ..ปัจจุบันที่เกิดขึ้น และดับไปครับ..
แล้วหากมีใจอยากให้เห็น อยากให้เป็น ก็จะไม่ได้อะไรเลย..ไม่รู้อะไรเลย..เพราะเราเอาจิตไปรบกวนกันเอง..
ปล่อยว่างๆ หายใจก็รู้อยู่ที่ปลายจมูก..
ผมแค่อยากแนะนำเท่านั้น ไม่กล้าที่จะเสนอเป็นผู้รู้หรอกครับ..ไม่บังอาจจะทำตนเสมอครูบาอาจารย์ท่านต่างๆเลยครับ เพียงแค่บอกเล่าในอาการที่ผมเคยประสบเท่านั้น..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 28 พ.ค. 13, 08:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เห็นด้วยกับท่านเฮโลครับ

สวดมนต์ก่อน ก่อนที่เราจะนั่งสมาธิ หรือการทำสมาธิด้วยอริยบทอื่นๆ..
การสวดมนต์ก่อน ก็เพื่อการน้อมจิตน้อมใจให้เข้าใกล้พระพุทธองค์ หมายความว่า เอาใจเข้าไปก่อน แล้วก็ปฏิบัติไปตามที่ได้เรียนกัน..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 30 พ.ค. 13, 07:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

...อย่าคิดห่วง กังวล ญาติพี่น้อง
สมบัติของ ของเรา ไม่สงสัย
ใครอยากได้ อะไร ก็เอาไป
ไม่ถวิล ร่ำไห้ ผูกมัดตน

...ปล่อยให้จิต นั้นเบา เหมือนนอนฟูก
คิดถึงธรรม นั้นถูก สิ่งอื่น อย่าไปสน
ปล่อยจิตเบา สุขทุกข์ ไม่ใช่ตน
ปล่อยทุกคน แม้ใจ ของเราเอง

...ปล่อยจิตแท้ ให้เขา กลับบ้านเก่า
เรายืมเขา มานาน ช่างเหมาะเหม็ง
ให้เขากลับ บ้านเก่า เขาไปเอง
อย่าคิดเล็ง ให้เขา เวียนกลับมา

...แม้แต่จิต ก็ไม่ใช่ ของเราแท้
ที่ว่าแน่ เพราะเรายึด ของเราหนา
ไม่ต้องยึด ปล่อย เขาไป ตามอุรา
สุขยิ่งกว่า คือปล่อย ให้หมดใจ

...เหลือแต่จิต เบาโล่ง โจ้งสวรรค์
นิพพานนั้น มาเห็น ไม่โหยหา
กลับไปเถิด จิตแท้ ที่เจ้ามา
เพราะดีกว่า วนเวียน มาอีกที

...ขอบคุณนะ ร่างนี้ ที่ยืมใช้
ขอบคุณใจ ที่ให้อยู่ เป็นสุขขี
ขอบคุณโลก ใบนี้ ที่แสนดี
ปล่อยร่างนี้ จิตพ้น นิรันดร...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 2 มิ.ย. 13, 07:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ทุกคนมาร่วมกันทำความดีกันเถิดครับ....ถึงพร้อมด้วยศีลสมาธิและปัญญาเถิดครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 11:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อยากได้แบบสั้นๆก็ต้องฟังเทปของอาจารย์ดร.สนอง หายใจเข้า"พุธ"หายใจออก"โธ"จะท่อง 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงหรือถึงเช้าเลยก็ได้ครับ นั่งโดยไม่เห็นอะไร ตื่นมาจิตจะสบายแจ่มใส ลองทำดูนะครับแล้วเข้ามาเล่าให้ผมฟังด้วยครับ มีสมาชิกและท่านผู้อ่านอยากทราบเช่นกันมีผู้เข้ามาอ่านถึง 2-3 หมื่นคนแล้วครับ แสดงว่าว่ามีคนสนใจกันมากครับ อย่าลืมเข้ามาบอกด้วยครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  เลย สมาธิ ข้อมูล 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
: