หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: พุทธสาวกทั้งหลายเอย !!!!!!ภาค 2  (อ่าน 3211 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 19:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

พุทธสาวกทั้งหลายเอย !!!!!!ภาค 2


พุทธสาวกทั้งหลายเอย !!!!!


เพื่อนๆพุทธสาวกทั้งหลายเอย มีคนเอาของดีมาเอื้ออำนวยแล้ว เหล่าท่านจงตักตวงกันเอาเองเถิด..
ผมจะบอกเกล็ดเล็กน้อยในนี้..นี๊ดดนึงคือ..
พระเทวทัตนี่แหละ เป็นคนแรก ทำทำให้เกิดความแตกแยกในหมู่สงฆ์
อนันตริยะกรรม..กรรมอันหนักมาก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 19:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติพุทธสาวก พุทธสาวิกา

พระอานนท์

ประวัติ

พระอานนท์ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ พระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ พระมารดาพระนามว่า กีสาโคตมี ท่านจึงเป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า ท่านออกบวชพร้อมกับ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายภคุ เจ้าชายกิมพิละ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายเทวทัต กับนายภูษามาลา ชื่อว่า อุบาลี

หลังจากบวชแล้ว ท่านได้ฟังโอวาทของพระปุณณมันตานีบุตร ได้บรรลุโสดาปัตติผล และได้มารับหน้าที่ พุทธอุปัฏฐาก ปรนนิบัติพระพุทธเจ้า จนกระทั่งหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน จึงได้บรรลุพระอรหันตผล และท่านบรรลุพระอรหันตผลโดยไม่อยู่ในอริยบถ 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน นั่นคือ ท่านบรรลุพระอรหันตผลภายหลังจากที่ได้ปฏิบัติธรรมทั้งคืนขณะที่จะเอนกายลงนอนบนเตียง พอยกเท้าพ้นจากพื้นแต่ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย คลายความยึดมั่นลงได้
ในขณะที่พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้ว ไม่มีพุทธอุปัฏฐาก พระสงฆ์สาวกต่างก็ผลัดกันทำหน้าที่อยู่รับใช้พระพุทธเจ้า ต่อมาพระสงฆ์สาวกเห็นสมควรว่าจักต้องมีภิกษุรูปใดรูปหนึ่งมาทำหน้าที่นี้ และพระสงฆ์ทั้งหลายก็ขอร้องให้ท่านรับหน้าที่ พระอานนท์จึงขอพร (เงื่อนไข) 8 ประการต่อพระพุทธเจ้าก่อนรับหน้าที่พุทธอุปัฏฐาก ดังนี้

1. พระพุทธองค์ต้องไม่ประทานจีวรอย่างดีแก่ท่าน
2. ต้องไม่ประทานบิณฑบาตอย่างดีแก่ท่าน
3. ต้องไม่ให้ท่านอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกับพระพุทธองค์
4. ต้องไม่นำท่านไปในที่นิมนต์ด้วย
5. ต้องเสด็จไปในที่นิมนต์ที่ท่านรับไว้
6. ต้องให้คนที่มาแต่ไกลเพื่อเฝ้าได้เฝ้าทันที
7. ต้องให้ทูลถามข้อสงสัยได้ทุกเมื่อ
8. ถ้าไม่มีโอกาสไปฟังธรรมที่ทรงแสดง ขอให้ทรงแสดงซ้ำให้ท่านฟังด้วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 19:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อริยสัจ 4 : ทุกข์ : ขันธ์ 5 : จิต, เจตสิก


จิต (Consciousness)


จิต มีลักษณะเป็นนามธรรม ที่เกิด-ดับ ตลอดเวลา ทำหน้าที่รับรู้ รู้สึก คิด จำ เป็นต้น เป็นฐานของชีวิต การรู้สึกตัว การรับรู้การ
สัมผัสและการนึกคิดต่าง ๆ แต่ไม่มีลักษณะเป็นตัวตน

ลักษณะของจิต

ลักษณะของจิต ประมวลได้ดังนี้
1. ไม่มีรูปร่าง
2. ไม่กินเนื้อที่
3. หมุนไปเร็ว
4. ไปได้ไกล
5. บริสุทธิ์ ผ่องใส
6. มีปกติรับรู้อารมณ์อยู่เสมอ
7. เป็นผู้สั่งสมวิบาก (ผล) ของกรรม
8. รักษาขันธสันดานให้เกิดขึ้นโดยติดต่อสืบและไม่ขาดสาย (ภวังคจิต)
9. ทำให้สิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตวิจิตรพิศดาร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 19:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยั่งยืน

พระพุทธศาสนากับเศรษฐกิจพอเพียง


การพัฒนาประเทศที่มุ่งเน้นไปสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรม ของประเทศไทยที่ผ่านมา ก่อให้เกิดการแข่งขันด้านการผลิตสิ่งของเครื่องใช้เป็นจำนวนมากมีการส่งเสริมให้ประชาชนใช้วัตถุอำนวยความสะดวกสบาย และปรนเปรอความสุขของตน ก่อให้เกิดลัทธิ “วัตถุนิยม” ก่อให้เกิดหนี้สินจำนวนมากมาย ลัทธินี้เป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจในลักษณะที่ทำให้สังคมเป็น “สังคมบริโภคนิยม” ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ลำบากเพิ่มมากขึ้น ความเชื่อที่ว่าการส่งเสริมความสุข โดยการปรนเปรอทางวัตถุจึงเป็นการเพิ่ม “ความทุกข์” อย่างปฏิเสธไม่ได

แนวคิด “เศรษฐกิจเชิงพุทธ” จึงเป็นแนวคิดที่จะแก้ไขปัญหา “ความทุกข์” ที่สังคมไทยเผชิญอยู่ ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านได้สอนหลักธรรมเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้มากมาย เช่น ทิฏฐธัมมิกัตถะ เป็นข้อปฏิบัติสำคัญที่ทำให้เกิดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทำให้มีทรัพย์สินเงินทองพึ่งตนเองได้ ได้แก่ ความขยันหมั่นเพียร การรู้จักรักษาทรัพย์ที่หามาได้ การคบเพื่อนที่ดี และการมีความเป็นอยู่พอดี

หลักโภคาวิภาค 4 คือวิธีการจัดสรรทรัพย์ในการใช้จ่าย กามโภคี คือคนครองเรือน. สุขของคฤหัสถ์ 4 หลักทั้ง 4 ประการนี้
สามารถสรุปถึงข้อปฏิบัติเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียงตามหลักการของพระพุทธศาสนา รวมได้เป็น 4 ประการคือ

1. การแสวงหา หรือกระบวนการผลิต โดยมีหลักการที่เน้นว่า ให้การแสวงหาทรัพย์นั้นเป็นไปโดยชอบธรรม ไม่กดขี่ข่มเหงกัน
และเป็นไปด้วยความขยันหมั่นเพียร และความฉลาดในการจัดสรรดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินนั้น ๆ

2. การเก็บออม หรือ การเก็บรักษา ตลอดถึงการสะสมทุน ประกอบด้วย เก็บออมให้เป็นทุนในการประกอบอาชีพและเก็บออมไว้ใช้ในคราวจำเป็น และเป็นทุนสำหรับไว้สงเคราะห์ บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม

3. การใช้จ่าย เป็นการใช้จ่ายเพื่อเลี้ยงตนเอง เลี้ยงดูบุคคลที่รับผิดชอบ การแบ่งปันเผื่อแผ่แก่มิตรสหายหรือกิจกรรมทางสังคมและใช้จ่ายในการทำความดีและบำเพ็ญประโยชน์แก่สาธารณะ

4. การสัมพันธ์กับชีวิตด้านอื่น โดยเฉพาะด้านจิตใจ เช่น ไม่ลุ่มหลงมัวเมา ไม่ห่วงกังวลเป็นทุกข์รู้จักบริโภคทรัพย์อย่างรู้เท่าทันความจริง สามารถรักษาอิสรภาพของชีวิตไว้ได้ไม่ตกเป็นทาสของทรัพย์สมบัติและทำให้ทรัพย์สมบัตินั้นเป็นปัจจัยหรือเป็นฐานให้เกิด
ความพร้อมในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้นไปหรือใช้เป็นเครื่องช่วยทำให้เกิดความพร้อมในการที่จะพัฒนาศักยภาพของตน
ในการที่จะฝึกฝนอบรมจิตใจ พัฒนาจิต และพัฒนาปัญญา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 19:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

001 ทิพยจักษุมีได้จริง

ปัญหาตามพุทธประวัติกล่าวว่า พระปัญจวัคคีย์ทั้งห้าได้ทอดทิ้งพระสมณศากยมุนี หนีไปก่อนที่พระองค์จะได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จไปโปรดพระปัญจวัคคีย์ ซึ่งอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ซึ่งเป็นระยะทางไกลมาก พระองค์ทรงทราบได้อย่างไรว่า พระปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และเสด็จไปโปรดถูกที่?

พุทธดำรัสตอบ “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... เราจึงคิดว่า เราจะแสดงธรรมเป็นครั้งแรกแก่ใครหนอ ใครจักทราบชัดธรรมนี้ได้โดยเร็ว เราจึงคิดว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์ได้อุปัฎฐากเราผู้กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ เป็นผู้มีอุปการะแก่เรามากนัก ถ้าไฉน เราพึงแสดงธรรมเป็นครั้งแรกแก่พวกเธอ เราจึงคิดว่า บัดนี้ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ไหนหนอ เราก็รู้ได้ว่า ภิกษุปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เขตพระนครพาราณสีด้วยทิพยจักษุที่บริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ครั้นเราอยู่ที่ตำบลอุรุเวลาพอสมควรแล้ว จึงได้ออกจาริกไปเมืองพาราณสี... ฯ

ปาสราสิสูตร มู. ม. (๓๒๔)
ตบ. ๑๒ : ๓๒๘ ตท.๑๒ : ๒๖๙
ตอ. MLS. I : ๒๑๔.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 19:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

002 ผลของศรัทธาในพระพุทธเจ้า

ปัญหา ในศาสนาฝ่ายเทวนิยม ผู้ใดมีความเชื่อและความรักในพระผู้เป็นเจ้า ผู้นั้นย่อมมีหวังเข้าสู่สวรรค์ ในเรื่องนี้ พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้อย่างไรบ้าง?

พุทธดำรัสตอบ “....บุคคลใดมีเพียงความเชื่อ เพียงความรักเราบุคคลนั้นทั้งหมดเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า”

ผลแห่งการละกิเลส
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว
ภิกษุเหล่าใด เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
มีกิจที่จำต้องทำ ทำเสร็จแล้ว มีภาระ ปลงลงแล้ว ลุถึงประโยชน์ของตนแล้ว มีสัญโญชน์ในภพหมดสิ้นแล้ว หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุเหล่านั้นย่อมไม่มีวัฏฏะ เพื่อจะบัญญัติต่อไป.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว
ภิกษุเหล่าใดละโอรัมภาคิยสัญโญชน์ทั้ง ๕ ประการ ได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดเป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกนั้น มีการไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว
ภิกษุเหล่าใดละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว กับมีราคะโทสะและโมหะบางเบา ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระสกทาคามี มาสู่โลกนี้คราวเดียวเท่านั้น จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว ภิกษุเหล่าใดละสัญโญชน์ ๓ ประการได้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด เป็นพระโสดาบัน ผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยง มีปัญญาเครื่องตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว
ภิกษุเหล่าใด ผู้เป็นธัมมานุสารี เป็นสัทธานุสารี ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมด มีปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดีเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในธรรมที่เรากล่าวไว้ดีแล้วอย่างนี้ เป็นของตื้น เปิดเผย ปรากฏ แยกขยายแล้ว
บุคคลเหล่าใด มีเพียงความเชื่อ เพียงความรักในเรา บุคคลเหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้มีสวรรค์ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

พระผู้มีพระภาคได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นมีใจชื่นชม เพลิดเพลินภาษิตของพระผู้มีพระภาค ดังนี้แล.
จบ อลคัททูปมสูตรที่ ๒

อลคัททูปมสูตร มู. ม. (๒๘๘)
ตบ. ๑๒ : ๒๘๑ ตม. ๑๒ : ๒๓๐
ตอ. MLS. I : ๑๒๘



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 20:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

003 โดยปรมัตถ์ ธาตุ ๔ ก็ไม่ควรยืดถือ

ปัญหา การที่พระพุทธองค์ตรัสถึงเรื่องธาตุ ๔ นั้น พระองค์ทรงเชื่อว่ามีธาตุ ๔ จริงๆ หรือเพราะทรงเรียกตามโวหารโลกที่คนเข้าใจกันอยู่ในสมัยนั้น? มีพระพุทธพจน์ตอนไหนบ้างที่แสดง ธาตุ ๔ เป็นแต่สิ่งสมมติ?

พุทธดำรัสตอบ “....ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนในโลกนี้ ไม่ได้สดับ ไม่ได้พบพระอริยะ ไม่ฉลาดในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของพระอริยะ ไม่ได้เห็นสัตบุรุษ ไม่ฉลาดในธรรมของสัตบุรุษ ไม่ได้รับคำแนะนำในธรรมของสัตบุรุษ ย่อมรู้ธาตุดิน .... ย่อมรู้ธาตุน้ำ ... ย่อมรู้ธาตุไฟ ... ย่อมรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม ครั้นรู้ธาตุลมโดย ความเป็นธาตุลม แล้วย่อมสำคัญหมายธาตุลม ย่อมสำคัญหมายโดยความเป็นธาตุลม ย่อมสำคัญหมายธาตุลมว่าเป็นของเรา ย่อมยินดีธาตุลมข้อนั้นเพราะอะไร เรากล่าวว่า เพราะเขาไม่ได้กำหนดรู้

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ... ภิกษุใดเป็นอรหันต์ขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์เสร็จกิจแล้ว ปลงภาระเสียแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ตนแล้ว สิ้นกิเลสเครื่องประกอบสัตว์ไว้ในภพแล้ว หลุดพ้นด้วยปัญญาอันชอบแล้ว แม้ภิกษุนั้นย่อมรู้ธาตุดินโดยความเป็นธาตุดิน.... ย่อมรู้ธาตุน้ำโดยความเป็นธาตุน้ำ ... ย่อมรู้ธาตุไฟโดยความเป็นธาตุไฟ... ย่อมรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลม.... ครั้นรู้ธาตุลมโดยความเป็นธาตุลมแล้ว ย่อมสำคัญหมายธาตุลม ย่อมไม่สำคัญหมายโดยความเป็นธาตุลม ย่อมไม่สำคัญหมายธาตุลมว่าเป็นของเรา ย่อมไม่ยินดีในธาตุลม ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเธอกำหนดรู้แล้วฯ”

มูลปริยายสูตร มู. ม. (๒)
ตบ. ๑๒ : ๑-๒ ตท. ๑๒ : ๑-๒
ตอ. MLS. I : ๓-๔



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 24 พ.ค. 13, 20:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับ คุณ destinygoal

สาวก โดยทั่วๆไปแปลว่า "พระสงฆ์" เท่านั้น แต่คำศัพท์จริงๆ อาจจะแปลว่า "ผู้ฟัง ,ผู้ฟังคำสอน หรือแปลว่า "ศิษย์"ก็ได้ ส่วนใหญ่มักจะหมายถึงพระสงฆ์ ซึ่งเป็น สาวกของพระพุทธเจ้า

ถ้า บัพชิต หรือ บรรพชิต แปลว่า นักบวช

ส่วนคนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ เรียกว่า "พุทธบริษัท" หรือ พุทธมามะกะ หรือ พุทธสนิกชน หรือชาวพุทธ หมายถึงหลายคนก็ได้ คนเดียวก็ได้

พุทธสาวก หมายถึง พระสงฆ์พุทธ เท่านั้นครับ

//ช.ผาสุข(อดีตพระธรรมมะปัญโญ แห่งนครศรีฯ)

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 24 พ.ค. 13, 23:01 น โดย manjumbo » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 09:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับคุณแมน


ปีนี้คนร่วมทำบุญมากกว่าปีที่ผ่านมา ชาวบ้นต้องหาพระธรรมเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจครับ คุณแมนมีไปทำบุญที่ไหนหรือไม่ครับ บางท่านไม่ได้ไปไหนแต่นั่งสมาธิสวดมนต์แทนครับก็ถือว่าได้บุญเช่นกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 12:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติพุทธสาวก : พระสารีบุตรเถระ
ท่านพระสารีบุตรเถระ เดิมชื่อว่า อุปติสสะ บิดาชื่อว่าวังคันตะพราหมณ์ มารดาชื่อว่านางสารีพราหมณี บิดาเป็นนายบ้านตำบลนาลกะหรือนาลันทา เพราะเป็นบุตรของนางสารีจึงได้นามว่า สารีบุตร ท่านเกิดในตำบลบ้านนาลกะหรือนาลันทา ไม่ห่างจากกรุงราชคฤห์ เมื่อท่านเข้ามาอุปสมบทในพระธรรมวินัยแล้ว เพื่อนสพรหมจารี (ผู้ประพฤติธรรมร่วมกัน ในที่นี้หมายเอาภิกษุ) พากันเรียกท่านว่า พระสารีบุตร ทั้งนั้น ตระกูลพราหมณ์ของบิดาอุปติสสมาณพ เป็นตระกูลที่ร่ำรวย สมบูรณ์ด้วยโภคทรัพย์สมบัติและบริวาร เมื่ออุปติสสมาณพเจริญวัยแล้วได้เล่าเรียนศิลปศาสตร์ มีปัญญาเฉียบแหลมเล่าเรียนได้อย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว และได้เป็นเพื่อน ที่ชอบพอรักใคร่กันกับโกลิตมาณพ โมคคัลลานโคตร ผู้มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และเป็นบุตรแห่งตระกูลที่ร่ำรวยเหมือนกัน เพราะว่าตระกูลทั้งสองนั้นเป็นเพื่อนกัน มีการติดต่อผูกพันกันมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ

อุปติสสมาณพและโกลิตมาณพ ได้ไปเที่ยวดูเขาเล่นมหรสพในกรุงราชคฤห์ด้วยกันเป็นประจำ ขณะกำลังชมดูอยู่นั้นก็เกิดความร่าเริงในเวลาถึงบทสนุก เกิดความสลดใจ ในเวลาถึงบทเศร้า ถึงตอนชอบใจก็ให้รางวัลนักแสดงด้วย วันหนึ่งมาณพ ๒ สหายนั้นชวนกันไปดูมหรสพเหมือนวันก่อน ๆ แต่ว่าไม่เกิดความสนุกสนานร่าเริงอะไรเลย คนที่กำลังแสดงอยู่นั้นอีกไม่ถึง ๑๐๐ ปีก็จะต้องตายกันไปหมด เมื่อมีความคิดตรงกันอย่างนั้น จึงได้พากันไปบวชเป็นลูกศิษย์ในสำนักของสัญชัยปริพาชก และได้เรียนความรู้จากอาจารย์จนหมดสิ้น จนอาจารย์ได้ให้ช่วยสั่งสอน ศิษย์คนอื่นในสำนักนั้นด้วย แต่สองสหายนั้นยังไม่พอใจกับความรู้เพียงนั้น จึงได้ตกลงทำกติกานัดหมายกันว่าจะออกแสวงหาโมกขธรรม คือธรรมเครื่องหลุดพ้น จากกิเลสต่าง ๆ อันได้แก่พระนิพพานอีกต่อไป และถ้าใครพบโมกขธรรมก่อนขอให้กลับมาบอกแก่กัน

สมัยนั้น พระบรมศาสดาได้ตรัสรู้แล้ว และได้ทรงแสดงธรรมสั่งสอนมหาชนยังสถานที่ต่าง ๆ เมื่อเสด็จมาถึงกรุงราชคฤห์และประทับอยู่ ที่พระมหาเวฬุวันมหาวิหาร วันหนึ่งท่านพระอัสสชิผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ ผู้ที่พระบรมศาสดาทรงส่งออกไปประกาศพระศาสนา ได้กลับมาเฝ้า ในตอนเช้าท่านก็ได้เข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ อุปติสสปริพาชกเดินไปพบท่านในระหว่างทางก็เกิดความเลื่อมใส ในจริยาวัตรของท่าน และได้ถามถึงครูอาจารย์พร้อมกับขอร้องให้แสดงธรรมให้ฟังด้วย ท่านพระอัสสชิได้แสดงธรรมมีใจความย่อ ๆ ว่า "ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตทรงแสดงเหตุและความดับแห่งธรรมนั้น พระศาสดาทรงสั่งสอนอย่างนี้" อุปติสสปริพาชก ได้ฟังแล้วได้ดวงตาเห็นธรรมคือบรรลุโสดาบัน แล้วกลับไปบอกข่าวเพื่อนโกลิตะ และแสดงธรรมให้ฟังตามที่ได้ฟังมาจนโกลิตะได้ดวงตาเห็นธรรม เหมือนกัน จึงชวนกันไปเฝ้าพระบรมศาสดา ครั้นไปลาอาจารย์สัญชัยแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาทูลขออุปสมบท พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงอนุญาต ให้เป็นภิกษุด้วยวิธี เอหิภิกขุอุปสัมปทา ทั้งสองคน ครั้นบวชแล้วภิกษุทั้งหลายพากันเรียกท่านว่า สารีบุตร และ โมคคัลลานะ

หลังจาก ได้อุปสมบทแล้ว พระบรมศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่เหมาะแก่อุปนิสัยของพุทธบริษัท พวกภิกษุที่ร่วมฟังธรรมนั้นได้บรรลุพระอรหัตก่อน พระโมคคัลลานะอุปสมบทแล้ว ๗ วัน จึงได้สำเร็จพระอรหันต์ ฝ่ายพระสารีบุตรอุปสมบทแล้ว ๑๕ วัน จึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ ด้วยการฟังเทศนาชื่อว่า เวทนาปริคคหสูตร ที่สมเด็จพระบรมศาสดาทรงแก่ปริพาชกชื่อว่า ทีฆนขะะ ณ ถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฎ เมืองราชคฤห์ มีเรื่องเล่าว่า เมื่อพระสารีบุตรอุปสมบทได้ ๑๕ วันแล้ว พระบรมศาสดาเสด็จประทับอยู่ที่ถ้ำสุรขาตา เขาคิชฌกูฎ เมืองราชคฤห์ ปริพาชกคนหนึ่งชื่อ ทีฆนขอัคคิเวสนโคตร เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดาแล้วกราบทูลความเห็นของตนว่า "ข้าแต่พระโคตมะ ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า สิ่งทั้งปวงไม่ควรแก่ ข้าพเจ้าไม่ชอบใจหมด" พระบรมศาสดาจึงตรัสตอบว่า "ดูก่อนอัคคิเวสนะ ถ้าอย่างนั้นความเห็นอย่างนั้น ก็ต้องไม่ควรแก่ท่าน ท่านต้องไม่ชอบใจความเห็นอย่างนั้น" ครั้นตรัสดังนี้แล้วก็ทรงแสดงทิฏฐิ ๓ อย่าง ให้ปริพาชกนั้นเห็นว่าเป็นโทษ และแนวทางละทิฏฐิ ๓ อย่างนั้น ลำดับนั้นทรงแสดงอุบายเครื่องไม่ยึดมั่นอีกต่อไป ขณะนั้นพระสารีบุตรนั่งถวายงานพัดอยู่เบื้องพระปฤษฎางค์ (หลัง) ของพระบรมศาสดา ได้ฟังพระธรรมเทศนาที่ตรัสแก่ทีฆนขปริพาชก แล้วใช้ปัญญาพิจารณาตามพระธรรมเทศนา จิตก็หลุดพ้น จากอาสวะ ไม่ยึดมั่น ถือมั่นด้วยอุปทาน ส่วนทีฆนขปริพาชกได้เพียงดวงตาเห็นธรรม หมดสิ้นความเคลือบแคลงสงสัยในพระพุทธศาสนา แล้วทูลแสดงตยเป็นอุบาสก







noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 12:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านพระสารีบุตร เมื่อได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ปรากฏว่าท่านเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด ได้เป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดาในการประกาศ พระศาสนา พร้อมกับได้รับตำแหน่งเป็นอัครสาวกเบื้องขวา พระพุทธองค์ทรงยกย่องว่า "เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุ้งหลายในทางมีปัญญามาก" สามารถแสดงพระธรรมจักรและอริยสัจ ๔ ได้กว้างขวางพิสดารเหมือนกับพระพุทธเจ้า

ท่านพระสารีบุตร ยังมีคุณความดีอีกหลายประการที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง ในที่นี้จะขอกล่าวไว้เฉพาะที่สำคัญ ดังนี้
๑. ทรงยกย่องว่าพระสารีบุตรเป็นผู้มีความอนุเคราะห์เพื่อนบรรพชิต ด้วยกัน มีตัวอย่าง เช่น เมื่อครั้งพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่เมืองเทวทหะ พวกภิกษุพากันไปเฝ้าพระบรมศาสดาพร้อมกับทูลลาจะไปชนบท พระองค์ตรัสให้ไปลาพระสารีบุตรก่อนเผื่อว่าท่านพระสารีบุตรจะได้แนะนำสั่งสอนในการไป
และการประพฤติปฏิบัติตัวในชนบทนั้น จะได้อยู่กันอย่างสำราญ ไม่มีความเดือดร้อนเสียหายอะไรขึ้น
๒. ทรงยกย่องว่าพระสารีบุตรเป็น เป็นคู่กับพระโมคคัลลานะ คือเป็นอัครสาวกฝ่ายขวาและฝ่ายซ้าย ตามที่ตรัสตอนหนึ่งว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายคบกับสารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด เพราะเธอเป็นคนมีปัญาอนุเคราะห์เพื่อนบรรชิตทั้งหลาย สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้วน้น สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล โมคคัลลานะย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณเบื้องบนที่สูงกว่านั้น" เพราะเหตุนี้เองจึงมีคำยกย่องพระสารีบุตรว่าเป็นอัครสาวกฝ่ายขวา พระโมคคัลลานะเป็นอัครสาวกฝ่ายซ้าย
๓. มีคำเรียกเพื่อยกย่องว่าพระสารีบุตร อีกอย่างหนึ่งว่า "พระธรรมเสนาบดี" ซึ่งเป็นคู่กับพระบรมศาสดาว่า "พระธรรมราชา"
๔. พระสารีบุตรมีปฏิภาณในการแสดงพระธรรมเทศนา คือชี้แจงแสดงให้ผู้ฟังเข้าใจได้ชัดเจน มีตัวอย่าง คือ พระยมกะมีความคิดเห็นว่าพระขีณาสพตายแล้วดับสูญ พวกภิกษุคัดค้านว่า เห็นอย่างนั้นผิด พระยมกะไม่เชื่อ แต่พวกภิกษุไม่อาจเปลื้องเธอจากความเห็นนั้นได้ จึงเชิญพระสารีบุตรไปช่วยชี้แจงแสดงให้ฟัง เธอจึงหายความสงสัยนั้น
๕. พระสารีบุตรเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที ตัวอย่าง เช่น ท่านได้ฟังเทศนาจากพระอัสสชิจนได้บรรลุพระโสดาบันแล้วมาอุปสมบทในพระพุทธศาสนา ตั้งแต่นั้นมา ท่านนับถือพระอัสสชิ ว่าเป็นอาจารย์ ทำการเคารพกราบไหว้อยู่เสมอ พอทราบว่าพระอัสสชิอยู่ทางทิศใด ท่านก็จะทำการยกมือไหว้และนอนหันศีรษะไปทางทิศนั้น อีกเรื่องหนึ่งท่นเป็นผู้ช่วยเหลือให้ราธพราหมณ์ผู้ต้องการจะอุปสมบทในพระธรรมวินัย แต่ไม่มีพระรูปใดยอมบวชให้ จนในที่สุดพระสารีบุตรระลึกถึงอุปการคุณที่ราธพราหมณ์ถวายข้าว ๑ ทัพพี ในสมัยที่เข้าไปบิณฑบาตในเมืองราชคฤห์ จึงช่วยเหลือให้ได้บวชตามความประสงค์

อนึ่ง ท่านพระสารีบุตร นับได้ว่าเป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดาในการประกาศพระศาสนาในสถานที่ต่าง ๆ ธรรมภาษิตของท่านจึงมีปรากฏอยู่มากมาย เช่น สังคีติสูตร เป็นต้น ยกเว้นพระพุทธภาษิตแล้ว ภาษิตของพระสารีบุตรมีมากกว่าของพระสาวกรูปอื่น ๆ

พระสารีบุตรนั้น นิพพานก่อนพระบรมศาสดา ก่อนแต่จะนิพพานท่านพิจารณาเห็นว่า สมควรที่จะนิพพานในห้องที่ตนเองคลอดจากท้องมารดา เมื่อคิดเช่นนั้นจึงเข้าไปกราบทูลสมเด็จพระบรมศาสดา แล้วเดินทางไปกับพระจุนทะผู้น้องชายพร้อมด้วยบริวาร เมื่อไปถึงบ้านเดิมแล้ว ก็เกิด ปักขันทิกาพาธ คือ โรคท้องร่วง ขึ้นในคืนนั้น ในเวลาที่ท่านกำลังอาพาธอยู่นั้น ก็ได้เทศนาโปรดมารดาจนได้บรรลุโสดาปัตติผล พอเวลาใกล้รุ่งของคืนเพ็ญเดือน ๑๒ ท่านก็ดับขันธปรินิพพาน พอรุ่งขึ้นพระจุนทะผู้น้องชายก็ได้ร่วมกับญาติทำฌาปนกิจสรีระของท่าน แล้วเก็บอัฐิธาตุนำไปถวายพระบรมศาสดา ซึ่งพระองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ในเมืองสาวัตถี พระพุทธองค์โปรดให้ก่อเจดีย์ บรรจุอัฐิธาตุของพระเถระไว้ ณ พระเชตวันมหาวิหารนั้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 12:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อัครสาวกบรรพชา



ไม่ไกลจากกรุงราชคฤห์เท่าไรนัก ที่ตำบลนาลันทามีหมู่บ้านพราหมณ์
สองหมู่บ้าน ชื่ออุปติสสคาม และ โกลิตคาม ในหมู่บ้านอุปติสสคามนั้น มีนายบ้าน
ชื่อวังคันตะ ภรรยาชื่อสารี มีบุตรชื่ออุปติสสมาณพ แต่เพราะเป็นบุตรของนางสารี
จึงนิยมเรียกกันว่า“สารีบุตร”ส่วนในบ้านโกลิตคามภรรยาของนายบ้านชื่อว่า โมคคัลลี มีบุตรชื่อ โกลิตมาณพ แต่นิยมเรียกกันว่า “โมคคัลลานะ” ตามชื่อของมารดา
ทั้งสองพากันเข้าไปขอฝากตัวเป็นศิษย์ศึกษาศิลปวิทยาในสำนักสัญชัยปริพาชก
ศึกษาอยู่ไม่นานก็สิ้นความรู้ของอาจารย์





พระอัสสชิซึ่งเป็นหนึ่งในพระปัญจวัคคีย์ที่พระพุทธองค์ทรงส่งไปประกาศ
พระศาสนา ได้จาริกมาถึงกรุงราชคฤห์ และเข้าไปบิณฑบาตในเมือง อุปติสสปริพาชก
ออกจากอารามมาด้วยกิจธุระภายนอก เห็นท่านแสดงออกซึ่งปฏิปทาน่าเลื่อมใส
มีอาการแปลกจากบรรพชิตที่เคยเห็นมาแต่กาลก่อน อยากจะทราบว่าท่านบวช
ในสำนักของใคร ผู้ใดเป็นศาสดา แต่ก็มิอาจถามได้เพราะมิใช่กาลอันควร จึงเดินตามไป
ห่างๆ





เมื่อพระเถระบิณฑบาตได้อาหารพอสมควรแล้ว จึงออกไปสู่ที่แห่งหนึ่ง
เพื่อทำภัตกิจ อุปติสสะได้จัดปูลาดอาสนะถวายน้ำใช้น้ำฉันและคอยเฝ้าปฏิบัติอยู่
ครั้นพระอัสสชิเถระทำภัตกิจเสร็จสิ้นแล้ว อุปติสสะก็เข้าไปถามตามที่คิดไว้แต่แรก
พระอัสสชิเถระจึงแสดงธรรมโดยย่อว่า
“ธรรมใดเกิดแต่เหตุ พระศาสดาทรงแสดงเหตุและความดับแห่งธรรมเหล่านั้น”



อุปติสสะเพียงได้ฟังหัวข้อธรรมจากพระเถระก็ได้ดวงตาเห็นธรรมุ ว่า
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับไป
เป็นธรรมดา”



อุปติสสะกราบลาพระเถระ ทำประทักษิณสามรอบแล้วรีบกลับไปยังสำนัก
ปริพาชก ส่วนโกลิตะผู้เป็นสหาย เห็นอุปติสสะมีผิวพรรณสง่าราศีดีกว่าวันอื่นๆ
จึงรีบสอบถาม เมื่ออุปติสสะแสดงหัวข้อธรรมให้ฟัง ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมเช่นเดียวกัน





สองสหายตกลงกันที่จะพาบริวารไปเฝ้าพระบรมศาสดา จึงเข้าไปหาอาจารย์
สัญชัยปริพาชก ชักชวนให้ร่วมเดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกัน แต่อาจารย์
ก็ไม่ยอมไป เมื่อไม่สามารถจะโน้มน้าวจิตใจของอาจารย์ได้ สองสหายจึงพาบริวาร
ของตนจำนวน ๒๕๐ คน ออกจากสำนักไปเฝ้าพระบรมศาสดา ณ เวฬุวันวิหาร
เมื่อได้สดับพระธรรมเทศนาจบลงแล้ว บรรดาบริวารทั้งหมดได้บรรลุพระอรหัตผล
เว้นอุปติสสะและโกลิตะผู้เป็นหัวหน้า อุปติสสะและโกลิตะหลังจากบวชแล้วได้นามว่า
พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลานะ





พระโมคคัลลานะหลังจากบวชแล้ว ๗ วัน ได้รับพุทโธวาทจึงบรรลุเป็น
พระอรหันต์ ณ บ้านกัลลวาลมุตตคาม ส่วนพระสารีบุตรหลังจากบวชแล้ว ๑๕ วัน
ได้สดับพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาในยามเช้าแห่งวันมาฆปุรณมี
ณ ถ้ำสุกรขาตาข้างภูเขาคิชกูฏ แขวงเมืองราชคฤห์ จึงบรรลุเป็นพระอรหันต์



ต่อมาพระบรมศาสดาได้ทรงประกาศในท่ามกลางสงฆ์แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง
คู่พระอัครสาวก คือ ตั้งพระสารีบุตร ผู้ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะว่ามีปัญญาล้ำเลิศ
เป็นพระอัครสาวกเบื้องขวาและตั้งพระโมคคัลลานะผู้ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะว่า
มีฤทธิ์ล้ำเลิศเป็นพระอัครสาวกเบื้องซ้าย





ที่มาจากพระไตรปิฎก อรรถกถาและคัมภีร์ที่เกี่ยวข้อง




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 12:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติพระโมคคัลลานเถระ
(8 วิธีพระพุทธเจ้าสอนกรรมฐานพระโมคคัลลานะ ให้บรรลุธรรมภายในวันเดียว)
.
ท่านโมคคัลลานะ เป็นบุตรพราหมณ์ผู้เป็นนายบ้านชื่อว่า โกลิตะ มารดาชื่อ นางโมคคัลลี เดิมท่านชื่อว่า โกลิตะ ตามโคตรแห่งบิดา อีกอย่างหนึ่ง เขาเรียกตามความที่เป็นบุตรนางโมคคัลลีว่า โมคคัลลานะ เมื่อท่านเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาแล้ว พวกสพรหมจารีก็เรียกท่านว่า โมคคัลลานะ ทั้งนั้น ท่านเกิดในตำบลไม่ห่างไกลจากกรุงราชคฤห์ ได้เป็นสหายรักใคร่กับ อุปติสสมาณพ (พระสารีบุตร) มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เพราะตระกูลทั้งสองนั้นเป็นสหายเนื่องกันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ และเป็นตระกูลที่มั่งคั่งสมบูรณ์ ด้วยโภคทรัพย์และบริวารเสมอกัน ครั้นเจริญวัยขึ้นแล้วได้เล่าเรียนศิลปะด้วยกัน แม้ไปที่ไหนหรือทำอะไร ก็ไปด้วยกันจนกระทั่งเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนาก็บวชพร้อมกัน ต่างกันก็แต่ว่าได้ดวงตาเห็นธรรมครั้งแรกคนละคราวกัน พึงทราบเรื่องรายตามที่กล่าวแล้วในประวัติของพระสารีบุตรเถระนั้น ในที่นี้จะกล่าวตั้งแต่อุปสมบทแล้วเป็นต้นไป
.
จำเดิมท่านได้ไปอุปสมบทในพระวินัยนี้ 7 วัน ไปทำความเพียรที่ บ้านกัลลวาลมุตตคาม แขวงมคธ อ่อนใจนั่งโงกง่วง พระศาสดาทรงมีพระเมตตาเสด็จไปทรงสั่งสอน มีประการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
.
1. โมคคัลลานะ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างไร ความง่วงนั้นย่อมครอบงำได้ ท่านควรทำในใจถึงสัญญานั้นมาก
2. เธอควรตรึกตรองพิจารณาถึงธรรมที่ตัวได้ฟังมาแล้ว และได้เรียนมาแล้วอย่างไร ด้วยน้ำใจของตัว
3. เธอควรสาธยายธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว และได้เรียนมาแล้วอย่างไร โดยพิสดาร
4. เธอควรยอนหูทั้งสองข้าง และลูบด้วยฝ่ามือ
5. ควรลุกขึ้นยืน ลูบนัยน์ตาด้วยน้ำ เหลียวดู่ทิศทั้งหลาย แหงนดูดาวนักขัตฤกษ์
6. เธอควรทำในใจถึงอาโลกสัญญา คือความสำคัญในแสงสว่าง ตั้งความสำคัญว่ากลางวันไว้ในจิต ให้เหมือนกันทั้งกลางวันกลางคืน มีใจเปิดเผยฉะนี้ ไม่มีอะไรหุ้มห่อ ทำจิตอันมีแสงสว่างให้เกิด
7. เธอควรอธิษฐานจงกรม กำหนดหมายเดินกลับไปกลับมา สำรวมอินทรีย์ มีจิตไม่คิดไปภายนอก
8. เธอควรสำเร็จสีหไสยยา คือนอนตะแคงข้างขวา ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้ามีติสัมปชัญญะ ทำความหมายอันจะลุกขึ้นไว้ในใจ พอท่านตื่นแล้ว ควรรีบลุกขึ้นทำความเพียรต่อด้วยความตั้งใจทันทีว่า
-เราจักไม่ประกอบสุขในการนอน
-เราจักไม่ประกอบสุขในการเอนข้าง
-เราจักไม่ประกอบสุขในการเคลิ้มหลับ
ครั้นตรัสสอนอุบายสำหรับระงับการง่วงอย่างนี้แล้ว ทรงสั่งสอนให้สำเหนียกในใจอีกต่อไปว่า เราจักไม่ชูงวง (คือถือตัว) เข้าไปสู่ตระกูลสูง ฯ เราจักไม่พูดถึงซึ่งเป็นเหตุเถียงกัน ถือผิดต่อกัน ฯ เราะว่าเมื่อคำซึ่งเป็นเหตุเถียงกันถือผิดต่อกันมีขึ้น ก็จำจะต้องหวังความพูดมาก เมื่อความพูดมากมีขึ้น ก็จะเกิดความคิดฟุ้งซ่าน ครั้นคิดฟุ้งซ่านแล้ว ก็จะเกิดความไม่สำรวม ครั้นไม่สำรวมแล้ว จิตก็จะห่างจากสมาธิ
.
อนึ่ง โมคคัลลานะ เราสรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงหามิได้แต่มิใช่ว่าจะไม่สรรเสริญความคลุกคลีด้วยประการทั้งปวงและตรัสสอนให้คลุกคลียินดีด้วยที่นอนที่อันเงียบสงัด ควรเป็นที่ออกเร้นตามสมณวิสัย ฯ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 12:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อตรัสสอนอย่างนี้แล้วพระโมคคัลลานะกราบทูลถามว่า ว่าโดยย่อข้อปฏิบัติเท่าไร ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมที่สิ้นตัณหา มีความสำเร็จล่วงส่วนเกษมจากโยคธรรม เป็นพรหมจารีบุคคล ประเสริฐสุดกว่าเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายฯ
.
พระบรมศาสดาตรัสตอบว่า โมคคัลลานะภิกษุในธรรมวินัยนี้ได้สดับแล้วว่า บรรดาธรรมทั้งปวงไม่ควรถือมั่น เธอทราบชัดทั้งปวงด้วยปัญญาอันยิ่ง ย่อมกำหนดรู้ธรรมทั้งปวงเธอได้เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นสุขก็ดี เป็นทุกข์ก็ดี มิใช่สุข มิใช่ทุกข์ก็ดี
.
-เธอพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยง
-พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องหน่าย
-พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องดับ
-พิจารณาเห็นด้วยปัญญาเป็นเครื่องสละคืนในเวทนาทั้งหลายนั้น
.
เมื่อพิจารณาเห็นดังนั้น ย่อมไม่ถือมั่นสิ่งอะไรๆ ในโลก ย่อมไม่สะดุ้งหวาดหวั่น ย่อมดับกิเลสให้สงบได้เฉพาะตัว และทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ได้อยู่จบแล้ว กิจที่จำจะต้องทำได้ทำสำเร็จแล้ว กิจที่จะจำจะต้องทำอย่างนี้อีกมิได้มี ว่าแต่โดยย่อข้อปฏิบัติเพียงเท่านี้แล ภิกษุชื่อว่าน้อมไปแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นตัณหาฯ ท่านพระโมคคัลลานะปฏิบัติตามพุทธโอวาทที่พระบรมศาสดาตรัสสั่งสอนก็ได้สำเร็จพระอรหันต์ในวันนั้น
.
ครั้นพระโมคคัลลานะได้สำเร็จพระอรหันต์แล้ว ท่านได้เป็นกำลังใหญ่ของพระบรมศาสดาในการที่มีพุทธดำริไว้ให้สำเร็จ เพราะท่านเป็นผู้มีฤทธานุภาพมาก จึงได้รับยกย่องจากสมเด็จพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทางเป็นผู้มีฤทธิ์ และทรงยกย่องว่า เป็นคู่กันกับพระสารีบุตรในอันอุปการะภิกษุผู้เข้าบวชในพระธรรมวินัยดังกล่าวแล้ว
.
ในประวัติท่านสารีบุตรว่า สารีบุตรเปรียบเหมือนมารดาผู้ยังบุตรให้เกิด โมคคัลลานะเปรียบเหมือนนางนมผู้เลี้ยงทารกที่เกิดแล้ว สารีบุตรย่อมแนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ส่วนโมคคัลลานะแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมเบี้องบนที่สูงกว่านั้น คือมีความสามารถสูง มีสติปัญญาเป็นเลิศ ใช้คำพูดชี้แนะสั่งสอนให้ผู้คนและพระภิกษุสงฆ์ พระภิกษุณี เข้าใจธรรมะคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมทาสัมพุทธเจ้าจนจิตบรรลุอรหัตตผลได้มากมายมหาศาล ด้วยเหตุนี้จึงมีคำยกย่องว่า พระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกฝ่ายขวา พระโมคคัลลนะเป็นพระอัครสาวกฝ่ายซ้าย และยังมีอนุมานสูตรว่าด้วยธรรมอันทำให้คนเป็นผู้ว่ายากหรือง่าย ที่พระธรรมสังคาหกาจารย์ร้อยกรองไว้ในมัชฌิมนิกาย ท่านโมคคัลลานะนั้นเข้ใจในการนวกรรมด้วย (ผู้ควบคุมการก่อสร้าง) เพราะฉะนั้นเมื่อ นางวิสาขา มหาอุบาสิกาสร้างบุพพารามในกรุงสาวัตถี พระบรมศาสดารับสั่งให้ท่านเป็นนวกัมมิฏฐยี คือ ผู้ดูแลนวกรรมควบคุมการก่อสร้าง
.
ท่านโมคคัลลานะปรินิพพานก่อนพระบรมศาสดา มีเรื่องเล่าว่า ครั้งเมื่อท่านพำนักอาศัยอยู่ ณ ตำบลกาฬิศิลา แคว้นมคธ พวกเพียรถีร์ปรกษากันว่าบรรดาลาภสักการะทั้งหลายที่เกิดขึ้นแก่พระบรมศาสดาในครั้งนั้นด้วยอาศัยพระโมคคัลลานะเพราะท่านสามารถนำข่าวในสวรรค์และนรกมาแจ้งแก่มนุษย์ ชักนำให้เกิดความเลื่อมใส ถ้าพวกเรากำจัดพระโมคคัลลานะเสียได้แล้ว ลัทธิฝ่ายของพวกเราก็จักรุ่งเรืองขึ้น ตามตำนานท่านกล่าวว่า เมื่อโจรคิดจะมาทำร้ายท่าน พระโมคคัลลานะทราบเหตุดังนั้นด้วยฌาน จึงหนีไปเสียสองครั้ง ครั้งที่สามพิจารณาเห็นว่ากรรมตามทันจึงไม่หนี พวกโจรผู้ร้ายทุบตีจนแหลก สำคัญว่าตายแล้วจึงนำสรีระของท่านไปซ่อนไว้ในพุ่มไม้แห่งหนึ่งแล้วพากันหนีไป ท่านพระโมคคัลลานะยังไม่ถึงมรณะเยียวยาอัตตภาพให้หายได้ด้วยกำลังฌาณ แล้วเข้าเฝ้าสมเด็จพระบรมศาสดาทูลลากลับมาปรินิพพาน ณ ที่เดิมในวันดับแห่งกัตติกมาส ภายหลังพระสารีบุตรปักษ์หนึ่ง พระศาสดาได้เสด็จไปทำฌาปนกิจแล้ว รับสั่งให้เก็บอัฐิธาตุมาก่อพระเจดีย์บรรจุไว้ ณ ที่ใกล้ประตูแห่งเวฬุวนาราม
.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 12:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระโมคคัลลานะ ผู้มีฤทธิ์มากสาวกฝ่ายซ้ายพระพุทธเจ้า
.
พระโมคคัลลานะได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นเอตทัคคะในด้านเป็นผู้มีฤทธ์ เป็นเลิศด้านผู้ทรงอภิญญาฤทธานุภาพ คือมีฤทธิ์ทางใจแบบเกิดอัศจรรย์ มีปาฏิหาริยมากฝ่ายพระภิกษุสงฆ์ สาเหตุที่ได้รับการยกย่องเช่นนั้น เพราะผู้ที่มีฤทธิ์มีความสำเร็จอภิญญา มีความรู้มากในพระพุทธศาสนาขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามี 6 อย่างคือ
.

1. แสดงฤทธิ์ได้ คือ สามารถแปลงร่างให้เป็นหลายคนได้ เป็นอะไรก็ได้ ล่องหนหายตัวได้ หรือเดินฝ่าวัตถุที่กั้นขวางอยู่ เช่น กำแพง ภูเขาได้ สามารถดำดิน เดินบนน้ำ หรือเหาะไปในอากาศก้ได้
2. มีหูทิพย์ คือ สามารถได้ยินเสียงทิพย์ สามารถได้ยินเสียงมนุษย์เสียงสัตว์ทั้งหลาย เสียงบนสวรรค์ เทพไท้ เทวดา อินทร์ พรหม ที่อยู่ใกล้และไกลได้เป็นอย่างดี
3. รู้จักกำหนดจิตใจผู้อื่นได้ คือ มีญาณหยั่งรู้ที่ทำให้สามารถกำหนดรู้จิตใจผู้อื่นได้ อ่านความคิดของผู้อื่นได้
4. ระลึกชาติได้ คือมีญาณหยั่งรู้ระลึกชาติได้ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตั้งแต่หนึ่งชาติ สองชาติ สามชาติ จนถอยหลังเดินหน้ากลับไปตั้งหลายๆ กัป ว่าชาตินั้น ๆ มีชื่อว่าอะไร เกิดในตระกูลไหน มีผิวพรรณ หน้าตาอย่างไร มีอายุเท่าใดและได้ทำคุณงามความดีสร้างบุญกุศลอะไรไว้บ้าง และทำบาปกรรมอะไรไว้บ้าง เมื่อสิ้นอายุแล้ว ไปกิดต่อที่ไหน
5. มีตาทิพย์ คือ เป็นตาทิพย์ที่บริสุทธิ์เกินกว่าสัตว์และมนุษย์ คนธรรมดาทั่วไป คือเป็นบุคคลพิเศษมีบุญวาสนาเจริญญาณสมาธิภาวนามาหลายพบหลายชาติต่อเนื่องกันมาหลายชาติแล้ว สามารถเห็นเหล่าสัตว์ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหลาย กำลังมีความทุกข์ มีความสุข ดี เลว มีผิวพรรณ และมีจิตใจที่ดีงามหรือไม่ รู้ยถากรรมที่ต้องเป็นไปของสัตว์เหล่านั้นทั้งหมด
6. รู้จักทำกิเลสความทุกข์ให้หมดสิ้นไปจากจิตใจได้ คือ รู้จักความจริงของทุกสิ่งว่าอะไรคือสาเหตุที่ทำให้มีความทุกข์ อะไรคือวิธีปฏิบัติให้ถึงซึ่งความเห็นทุกข์สามารถกำจัดกิเลส ดับทุกข์ทั้งปวงได้ ประพฤติปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าอยู่ในศีลในธรรม จิตใจไม่เสื่อมจากคุณงามความดี คือมีจิตที่หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา ความโลภ ความโกรธ ความหลง ไม่มีอารมณ์ทั้งหลายเหล่านี้ดับทุกข์ดับอารมณ์ได้อยู่ในพรหมจรรย์ได้ตลอดชีวิต
.
ผู้ที่สำเร็จฤทธิ์เดชอภิญญาทั้ง 6 ข้อนี้ได้ถือว่า เป็นผู้บรรลุธรรมขั้นสูงสุดคือเป็นพระอรหันต์ ในสมัยที่พระพุทธเจ้าได้เกิดขึ้นในโลกมนุษย์องค์หนึ่งนั้น จะมีภิกษุ ภิกษุณี ผู้มีความสำเร็จอภิญญามากคือ
.
1. พระสารีบุตร สาวกฝ่ายขวา มีความเป็นเลิศด้านมีปัญญามาก
2. พระโมคคัลลานะ สาวกฝ่ายซ้าย มีความเป็นเลิศด้านมีฤทธิ์เดชมาก
3. พระสีวลี เป็นพระอรหันต์ เป็นเลิศด้านมีโชคลาภมาก
4. พระอานนท์ เป็นพระอนุชา เป็นพหูสูต ทรงจำพระธรรมวินัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าได้มากเป็นพระเลขาที่คอยดูแลพระพุทธเจ้า ได้ติดตามไปทุกสถานที่
5. พระอัญญาโกณฑัญญะ หัวหน้าปัจจวิคคีย์ทั้งห้า ผู้ที่บรรลุธรรมคนแรกในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้า เมื่อได้ฟังเสียงพระธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่ได้ทรงแสดงด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะในเบื้องต้น ในท่ามกลาง ในเบื้องปลายและในที่สุด ดังนั้นผู้ที่บรรลุธรรมในพระพุทธศาสนาคนแรกนั้น ได้เพราะฟังเสียงพระธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงตั้งใจฟัง จนเข้าใจแล้ว พิจารณาตามแล้ว จึงเกิดมีดวงตาเห็นธรรม เกิดแสงสว่างนำพาชีวิตจิตวิญญาณให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้อย่างอัศจรรย์เพราะได้ฟังเสียงธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงเป็นพระภิกษุ
6. พระภิกษุณี นักชวชฝ่ายหญิง พระมหาปชาบดีโคตรมีเถวี ผู้เป็นพระภิกษุณีรูปแรกในศาสนาพุทธ บรรลุธรรมคนแรกเช่นเดียวกับพระอัญญาโกณฑัญญะ
7. พระภิกษุณี ภัททากัจจานาเถรี (พระนางยโสธรา หรือพระนางพิมพาเถวี อดีตพระชายาคู่บุญบารมีของเจ้าชายสิทธัตถะ ที่เสด็จออกบวชบรรลุพระสัมมาสัมโพ
ธิ์ญาณเป็นพระศาสดารู้แจ้งโลกโปรดสัตว์โลกให้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวงได้ คือพระพุทธเจ้าของเราเอง) เป็นเลิศด้านผู้ทรงอภิญญาด้วย
8. พระภิกษุณี เขมาเถรี คือ พระอรหันต์ฝ่ายขวาผู้มีปัญญามาก
9. พระภิกษุณี อุบลวรรณาเถรี คือ พระอรหันต์ฝ่ายซ้ายผู้มีฤทธิ์มาก
10. พระภิกำษุณี ศรีวนาวัลย์ พระอรหันต์ผู้มีฤทธิมากที่ฝ่าเท้าเช่นกัน
และมีอีกมากมาย องค์อื่น ๆ ทั้งฝ่ายพระภิกษุ สามเณร ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกาที่ได้บรรลุธรรม มีฌาน มีญาณ มีฤทธิ์เดชอภิญญา ที่ไม่ได้เอ่ยนามามาล้วนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น
.
การที่จะสำเร็จอภิญญานั้นผู้สำเร็จจะสามารถระลึกชาติได้หมายอสงขัยกับอีกแสนกัปตามกำลังบุญวาสนาที่ได้สร้างมาจึงไม่สามารถมีอภิญญาระลึกชาติได้เหมือนกัน คือ เกิดมาเหมือนกัน แต่มิได้ทำได้ไม่เหมือนกัน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 12:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ส่วนพระโมคคัลลานะนั้น ยังจะมีความรู้ความสามารถพิเศษอีก เช่น เป็นผู้ที่ควบคุมชำนาญในการก่อสร้าง พระพุทธเจ้าจึงได้มอบหมายให้รับหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง วัดบุพพารามมหาวิหาร และโลหะปราสาทที่ พระนางวิสาขามหาอุบาสิกา บริจาคทรัพย์สินเงินทองสร้างถวายที่เมืองวาวัตถี แคว้นโกศลอีกด้วย
.
พระโมคคัลลานะเป็นกำลังสำคัญของพระพุทธศาสนา ท่านได้ช่วยแบ่งเบาภารกิจของพระพุทธเจ้าเป็นอย่างมาก ช่วยเผยแผ่พระธรรมคำสั่งสอนต่างๆ ได้เป็นอย่างดีจึงได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้ดำรงตำแหน่งเคตทัคคะ เป็นเลิศกว่าพระสงฆ์รูปอื่นในด้านมีฤทธิ์มาก และเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายคู่กับพระสารีบุตรเบื้องขวาผู้มีปัญญามาก ดังคำที่พระพุทธเจ้าทรงเปรียบไว้ว่า
.
“พระสารีบุตรเป็นพระอัครสาวกเบื้องขวา เปรียบเหมือนมารดาผู้ให้กำเนิดบุตรธิดา ส่วนพระโมคคัลลานะพระอัตรสาวกเบื้องซ้ายเปรียบเหมือนนางนมผู้ซุบเลี้ยงทารกที่เกิดมาแล้ว พระสารีบุตรย่อมสั่งสอน แนะนำให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ส่วนพระโมคคัลลานะย่อมสั่งสอนแนะนำให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมเบื้องบนที่สูงกว่านั้น”
.
เบื้องครั้งที่พระเทวทัต ได้ทำให้พระสงฆ์แตกแยกกัน ถึงขนาดประกาศแยกตัวออกไปจากพระพุทธเจ้า และได้พาพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งไปด้วยนั้น พระพุทธเจ้าก็ทรงมอบหมายให้พระโมคคัลลานะและพระสารีบุคตรไปจัดการกับปัญหา ท่านทั้งสองได้แสดงธรรมให้พระสงฆ์บางส่วนจนเลิกเห็นผิดกลับเข้ามาอยู่กับคณะสงฆ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติบูชาพระพุทธเจ้าดังเดิม
.
พระโมคคัลลานะ ได้เคยเดินทางด้วยฤทธิ์ไปยังดินแดนนรกและสวรรค์
ครั้งหนึ่งพระโมคคัลลานะ อยากรู้ว่ามารดาของตนตาย แล้วไปอยู่ที่ไหน ภพภูมิใด จึงได้เข้าฌานสมาธิอธิษฐานจิตดู จึงรู้ว่ามารดาไปอยู่นรกเพราะสมัยที่มีชีวิตอยู่ไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป ไม่ชอบทำบุญทำทาน ไม่ชอบไหว้พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย พระโมคคัลลานะจึงเห็นมารดาอยู่เมืองนรก เสวยความทุกข์ ทุกขเวทนาจึงได้ลงไปเมืองนรกเพื่อไปโปรดแผ่เมตตาให้มารดาที่อยู่ในเมืองนรกจากความทุกข์ได้
.
ครั้งนั้นได้เกิดเหตุการณ์ณ์อันประหลาดน่าอัศจรรย์ ด้วยบุญญาธิการ คุณงามความดีของพระโมคคัลลานะที่ได้สังสมมา ทำให้เมืองนรกที่มืดมิดไม่เคยมีแสงสว่างใด ๆ เล็ดลอดผ่านเข้ามาได้เกิดแสงสว่าง ความชุ่มเย็น ดับความร้อนในเมืองนรก ดับความร้อนในน้ำกระทะทองแดงทั้งหลายกลายเป็นน้ำเย็นมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้งทันที
.
เมื่อพระโมคคัลลานะไปถึงเมืองนรก เห็นวิญญาณมารดาพร้อมเหล่าสัตว์นรกทั้งหลายได้รับความทุกข์ทรมานด้วยผลวิบากบาปกรรมที่ได้ทำมาในเวลาที่มีชีวิตอยู่ในเมืองมนุษย์ จึงได้แสดงธรรมโปรดมารดาและสัตว์นรกตนอื่น ๆ พร้อมกับเจริญภาวนาสวดมนต์แผ่เมตตาให้แก่บรรดาสัตว์นรกได้รับฟัง ก็พลอยได้รับอานิสงส์ผลบุญจากการที่พระโมคคัลลานะที่ได้โปรดเมตตา จึงทำให้วิญญาณสัตว์นรกทั้งหลายได้รับบุญจากพระโมคคัลลานะไปผุดไปเกิดตามภพภูมิที่สูงขึ้น พ้นจากความทุกข์ พร้อมกับมารดาของพระโมคคัลลานะด้วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 12:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีเรื่องเล่าต่ออีกว่า ตอนที่พระโมคคัลลานะขึ้นมาจากนรกนั้นมีเปลวไฟนรกเม็ดเล็ก ๆ ติดชายจีวรขึ้นมาด้วย แต่ไฟนรกไม่สามารถทำอันตรายพระโมคคัลลานะได้ ทีแรกพระโมคคัลลานะไม่ทันสังเกตเห็น จนเมื่อตอนไปบิณฑบาตร แล้วมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเพราะโยมที่มาใส่บาตรนั้นได้ถูกเปลวไฟนรกเม็ดเล็ก ๆ ที่ติดชายจีวรพระโมคคัลลานะมา เปลวไฟนรกจึงเกิดลุกลามเผาไหม้โยมผู้นั้นหายไปในชั่วพริบตา พระโมคคัลลานะจึงรีบกลับไปในเมืองนรกอีก เพื่อเอาเม็ดไฟนรกเล็ก ๆ นั้น ลงไปคืนไว้ที่เดิม เพื่อไม่ให้ไหม้ผู้ใดอีก
.
ต่อมาพระโมคคัลลานะได้เดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวบนสวรรค์ ได้เห็นเทพบุตรเทพธิดาเสวยความสุขจากผลบุญที่ได้สร้างสะสมไว้ในเวลาที่มีชีวิตอยู่ในเมืองมนุษย์ ได้สอบถามว่า ทำบุญอะไรไว้บ้างขณะที่มีชีวิตอยู่ในเมืองมนุษย์ จึงได้มาเกิดอยู่บนสวรรค์นี้ เกิดที่ประเทศไหน เมืองไหน ตระกูลอะไร ทำความดีอะไรไว้บ้าง จึงได้นำเรื่องราวมาเล่าบอกแก่บรรดาญาติ ๆ ของผู้คนทั้งหลายนั้นได้รับฟัง คนทั้งหลายเหล่านั้นเมื่อได้ฟังแล้วต่างพากันละเว้นความชั่ว หันกลับมาสร้างแต่ความดีเพื่อที่จะได้ขึ้นไปบนสวรรค์ และหมั่นทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญกุศลแผ่ไปให้บรรดาญาติ พ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย ที่ล่วงลับไปแล้ว ข่าวคราวชื่อเสียงของพระโมคคัลลานะ จึงโด่งดังไปทั่วทำให้ผู้คนบางกลุ่มที่ไม่เคยศรัทธารในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าจึงพากันละทิ้งลัทธิเดิมของตนหันกลับมาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาแทน หลั่งไหลมาฟังธรรมกับพระโมคคัลลานะ พระอรหันต์ที่มีฤทธิ์มาก มาสร้างบุญบารมี มาสร้างความดีร่วมกับพระโมคคัลลานะอีกมากมายและได้ทำนุบำรุงดูแลพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าให้เจริญรุ่งเรืองเร็วมาก
.
มีเรื่องเล่ากล่าวไว้ในคัมภีร์ธรรมบท หมวดปิยะวรรค และโกธวรรคว่า วันหนึ่งพระโมคคัลลานะขึ้นไปยังสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยอิทธิฤทธิ์ ได้พบเห็นปราสาทหลังหนึ่งสวยงาม มีแสงสว่างแวววาว ด้วยแก้วหลายชนิด มีขนาดใหญ่ ทั้งกว้าง ทั้งสูง ส มีเหล่าเทพธิดา นางฟ้า อยู่ในปราสาทนี้จนเนืองแน่น พระโมคคัลลานะจึงถามว่า “แม่เทพธิดา วิมานนี้เป็นของใคร” แม่เทพธิดาตอบว่า “ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิมานนี้เกิดขึ้นเพื่อ นันทิยะมานพ ผู้ซึ่งสร้างศาลาจัตุรมุข 4 ห้อง ถวายเป็นพุทธบูชาต่อพระพุทธเจ้าพวกดิฉันมาเกิดที่นี้ได้ ก็ด้วยผลบุญและเป็นผู้ดูแลนันทิยะ แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้พบนันทิยะ เพราะท่านยังไม่ละอัตภาพเสียชีวิตจากโลกมนุษย์เลย ขอพระคุณเจ้าผู้เจริญได้โปรดนำข่าวสารลงไปบอกแก่นันทยะเถิด ให้ละอัตภาพจากเมืองมนุษย์อันเปรียบประดุจถาดดินมาถือเอาอัตภาพอันเป็นทิพย์ ซึ่งเปรียบประดุจถาดทองคำ อันล้ำค่าในโลกสวรรค์แห่งนี้ด้วยเถิดเจ้าข้า”
.
อันที่จริงวิมานนี้ได้เกิดขึ้นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตั้งแต่ตอนที่นันทิยะได้สร้างศาลาจัตุรมุข 4 ห้อง ถวายพระพุทธเจ้าแล้วเกิดปิติ อิ่มใจ จนน้ำตาไหลรินด้วยความปลื้มปิติดีใจตกรดลงบนฝ่ามือพระพุทธเจ้านั้นแล้ว ตอนนี้รถเพียงแค่นันทิยะสิ้นอายุขัยจากร่างมนุษย์มาเสวยความสุขจากผลบุญที่ได้สะสมไว้เท่านนั้น
.
พระโมคคัลลานะท่องเที่ยวไปยังสวรรค์ชั้นต่างๆ พบเห็นวิมานทองอันเป็นสวรรค์สมบัติที่เหล่าเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายได้บำเพ็ญสร้างกุศลไว้จึงได้แต่ถามว่า “ทำบุญอะไรมา ทำทานอะไรมา จึงได้เสวยผลบุญบนสวรรค์สมบัติวิมานแก้ว วิมานทอง อันงดงามเช่นนี้ “ เหล่าเทพบุตรเทพธิดาทั้งหลายเหล่านั้นต่างมีความละอายที่จะบอกแก่พระโมคคัลลานะเถระ เพราะบุญทานที่พวกตนทำมานั้นมันเล็กน้อยเหลือเกิน บางองค์ตอบว่าเพียงรักษาคำสัตว์ บางองค์เพียงห้ามความไม่โกรธต่อผู้อื่น ส บางองค์ถวายอ้อยเพียงลำเดียว บางองค์ถวายเพียงมะพลับ ลิ้นจี่ ส้มโอ องุ่น ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ เพียงผลเดียวก็ได้สมบัติวิมานนี้
.
พระโมคคัลลานะเที่ยวไปยังสวรรค์ชั้นต่างๆ จนพอใจแล้วก็กลับลงมาสู่โลกมนุษย์ นำเรื่องราวที่ได้พบเห็นมาบอกเล่าให้มนุษย์ทุกคนฟัง ทำให้ใครต่อใครต่างพากันเลื่อมใสศรัทธาพระโมคคัลลานะและเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้ามาก พากันหันมาสร้างคุณงามความดีสร้างบุญกุศลมากยิ่งขึ้น ส เพื่อหวังจะได้มีความสุข มีสมบัติบนโลกสวรรค์
.
เรื่องราวความสามารถพิเศษด้านอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของพระโมคคัลลานะ ยังมีอีกมากมายในเมืองมนุษย์ผู้คนหญิงชายที่ได้เคารพบูชามีจิตศรัทธา เชื่อฟังทำตามคำสั่งสอนเกิดโชคลาภ ทรัพย์สินเงินทอง ครอบครัวร่มเย็นเป็นสุข หายจากโรคภัยไข้เจ็บ แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวงมีฤทธิ์มีเดชเกิดขึ้นมากมาย
.
ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับที่พระเชตวันมหาวิหารกรังสาวัตถีแคว้นโกศล เช้าวันหนึ่งก่อนที่พระพุทธเจ้าจะเสด็จไปเสวยภัตตาหารที่บ้านของ อนาถบัณฑิกเศรษฐี ตอนเวลาเช้าใกล้รุ่ง พระพุทธเจ้าได้ตรวจดูนิสัยสัตว์โลกผู้ที่มีบุญบารมีที่จะได้บรรลุมรรคผลนิพพาน อันเป็นหนึ่งในพุทธกิจ 5 ประการ คือ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 12:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

1. เวลาเช้าออกบิณฑบาต
2. เวลาเย็นทรงแสดงธรรมโปรดประชาชน
3. เวลาค่ำทรงแสดงธรรมสั่งสอนเหล่าพระภิกษุสงฆ์ สามเณร ภิกษุณี
4. เวลาเที่ยงคืนทรงแสดงธรรม ตอบปัญหาธรรมให้กับเหล่าเทวดาเทพอินทร์ พรหม
5. เวลาใกล้รุ่งตรวจดูอุปนิสัยของสัตว์โลกที่สมควรบรรลุธรรมแล้วจึงเสด็จเดินทางไปสั่งสอน
.
เช้าวันนั้น ได้เห็นพญานาคผู้มีฤทธ์มากชื่อว่า นันโท อยู่ในเครือข่ายพยานที่สามารถเข้าถึงธรรมในพระพุทธศาสนาได้ จึงสั่งให้พระอานนท์บอกแก่พระสงฆ์ทั้งหลายว่าจะเดินทางไปดินแดนสวรรค์และจะพาเหล่าพระสงฆ์สาวกผู้มีอภิญญาเหาะไปด้วย
.
นันโทปนันทนาคราช เกิดความขุ่นเคืองที่พระศาสดาและเหล่าพระสงฆ์สาวกเดินทางท่องเที่ยวผ่านที่อยู่ของพวกพญานาคทั้งหลายมีความรู้สึกเหมือนถูกละอองเท้าตกลงสู่ศีรษะจึงแสดงอิทธิฤทธิ์ขยายร่างกายให้มีขนาดใหญ่โตแล้วขดลำตัวล้อมรอบเขาพระสุเมรุ (เขาสุเนรุราช) 7 รอบ และแผ่แม่เบี้ย ปิดสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ไว้ทำให้เกิดหมาอกควันมืดมน เมื่อเหล่าพระสงฆ์สาวก ทั้งหลายมองไม่เห็นเขาพระสุเมรุอันเป็นที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จึงขออาสาแสดงอิทธิฤทธิ์เพื่อทรมานพญานาคแต่พระพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้พระโมคคัลลานะไปจัดการพญานาคนันโทปนันทเพื่อให้คลายลดละทิฏฐิ พระโมคคัลลานะจึงได้แสดงอิทธิฤทธิ์แปลงร่างเป็นพญานาคที่มีขนาดใหญ่กว่าสองเท่า ใช้โคนหางเป็นวงรอบกดทับพญานาคนันโทปนันทไว้ให้ติดกับเขาพระสุเมรุ พญานัคนันโทจึงได้พ่นไฟใส่ แต่ไม่สามารถทำอะไรพระโมคคัลลานะได้ กลับถูกไฟของพระโมคคัลลานะที่แปลงเป็นพญานาคพ่นใส่ทำอันตรายแทน พญานาคนันโทจึงท้าให้พระโมคคัลลานะคืนร่างเป็นพระสงฆ์เหมือนเดิม พระโมคคัลลานะก็แสดงฤทธิ์คืนร่างตามคำท้าแต่เข้าไปในช่องหูขวาทะลุหูซ้าย เข้าสู่ช่องจมูกขวาออกช่องจมูกซ้ายของพยานาคสลับกันไปมา เมื่อพญานาคนันโทปนันทอ้าปากออกพระโมคคัลลานะ ก็เข้าไปเดินจงกรมภายในท้องพญานาค
.
พญานาคคิดว่า เมื่อพระโมคคัลลานะถือวิสาสะเข้าไปในท้องของตนตอนที่ยังไม่ทันเห็นถ้าออกมาเมื่อไรจะเคี้ยวกลืนกินด้วยฟันเสีย แต่พอพระโมคคัลลานะออกมาก็ไม่สามารถทำอะไรได้แม้แต่การพ่นลมออกทางจมูกก็ไม่สามทารถทำอะไรพระโมคคัลลานะให้ไหวเอนได้
.
สาเหตุที่พระพุทธเจ้าไม่ให้พระสงฆ์สาวกรูปอื่นจัดการพญานาคเพราะทรงรู้ว่าไม่มีพระอรหันต์รูปไหนมีความสามารถเข้าฌานญาณแสดงอิทธิฤทธิ์ได้รวดเร็วเท่าพระโมคคัลลานะ เพมื่อชนะพญานาคแล้ว พระโมคคัลลานะก็ได้แปลงร่างเป็นพญาครุฑไล่จับนันโทปนันท นันโทปนันทจึงแปลงกลายร่างเป็นชายหนุ่มนั่งคุกเข่ายกมือไหว้ขอขมายอมรับในการพ่ายแพ้ และขอร้องให้พระโมคคัลลานะพาไปหาพระพุทธเจ้าและขอยึดเอาคุณพระพุทธเจ้าไว้เป็นที่พึ่งที่ระลึกตลอดชีวิต พระพุทธเจ่าทรงมีพระเมตตาให้พรแก่พญานาคว่า “ จงเป็นสุขเถิด “ จากนั้นพระพุทธเจ้าก็พาเหล่าสาวกไปฉันภัตตาหารที่เรือนของอนาถบัณฑิกเศรษฐี นอกจากการแสดงอิทธิ์ฤทธ์ อันเป็นคุณสมบัติพิเศษเฉพาะตัวของพระโมคคัลลานะ พระพุทธเจ้าทรงยกย่องอีกว่า มีอุปนิสัยใจกว้างเป็นผู้เปี่ยมล้นไปด้วยคุณธรรมมีจิตเมตตาสูงไม่กีดกันเปิดโอกาสให้พระสงฆ์รูปอื่น ๆ ได้แสดงความสามารถตามมีเรื่องเล่าไว้ว่า ครั้งหนึ่งตอนที่เศรษฐีจากเมืองราชคฤห์คนหนึ่งอยากเห็นพระอรหันต์ที่แท้จริง ว่ามีหรือไม่เพราะเจ้าลัทธิสำนักต่างๆ ในเมืองต่าง ๆ ก็อ้างตนว่าเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น ทั้งที่การปฏิบัติและการสอนต่างกันมากเศรษฐีจึงต้องการพิสูจน์ความจริง จึงให้บริวารนำไม้จันทร์แดงทำเป็นบาตรผูกติดปลายไม้ไผ่ต่อกันไว้หลายๆ ลำ จนสูงลิบไว้หน้าบ้าน แล้วประกาศว่าหากมีพระอรหันต์มาเกิดในโลกจริงขอให้เหาะขึ้นไปนำบาตรลงมาได้ หากพ้น 7 วันไปแล้ว ไม่มีผู้ใดทำได้ตนจะถือว่าในโลกนี้ไม่มีพระอรหันต์อยู่จริง
.
เจ้าลัทธิสำนักครูทั้ง 6 มี ปูรณะกัสสะปะ มักขลิโคสาล อชิตะเกตุ กำพลสัญไชยเวลัฏฐบุตร ปกุทธกัจจายนะ และ นิครนนาฏบุตร ต่างก็ต้องการจะได้บาตร แต่ไม่สามารถเหาะไปเอามาได้ จึงพากันเกลี้ยกล่อมเศรษฐีให้ยอมยกบาตรให้พวกตนโดยไม่ต้องเหาะขึ้นไป แต่เศรษฐีก็ยังยืนกรานว่าต้องเหาะขึ้นไปเอาเองเท่านั้นถึงจะได้ ผ่านไป 6 วัน รุ่งเช้าวันที่ 7 พระโมคคัลลานะ กับ พระปิณโฑลภารทวาชะ กำลังยืนห่มจีวรอยู่บนก้อนหินใหญ่เพื่อเข้าไปบัณฑบาตรในเมือง ได้ยินเสียงชาวบ้านพูดกันว่า “ในโลกนี้คงไม่มีพระอรหันต์ เพราะวันนี้เป็นวันที่ 7 แล้วที่ท่านเศรษฐีประกาศให้พระอรหันต์เหาะขึ้นไปเอาบาตร แม้แต่ครูเจ้าลัทธิทั้ง 6 ที่โอ้อวดตนนักหนาว่าเป็นพระอรหันต์ก็ไม่สามารรถเหาะขึ้นไปเอาบาตรได้เลย เราเพิ่งรู้วันนี้เองว่าไม่มีพระอรหันต์ในโลกเลย” ตอนนั้นพระสงฆ์สาวกทั้ง 2 คิดว่าต้องประกาศให้ผู้คนได้รับรู้ไว้ว่ามีพระอรหันต์อยู่จริงในโลก พระโมคคัลลานะแม้จะมีอิทธฺฤทธิ์มากกว่าบวชมานานกว่าแต่ด้วยความที่มีจิตใจกว้างขวางมีความใจกว้างต้องการให้พระสงฆ์รูปอื่นได้แสดงความสามารถบ้างจึงบอกให้พระปิณโฑลภารทวาชะแสดงอิทธิฤทธ์เหาะขึ้นไปบนอากาศพร้อมกับก้อนหินที่ยืนอยู่ตอนนั้นเหาะวนเวียนไปรอบบ้านเศรษฐีหลายรอบเพื่อไปนำบาตรไม้จันทร์แดงลงมา จนเศรษฐีและชาวเมืองพากันแตกตื่นแห่กันมาดูโกลาหล เมื่อนำบาตรลงมาแล้วผู้คนจึงขอร้องให้เหาะให้ดูอีก แล้วเดินตามไปที่วัดเพื่อขอร้องให้เหาะให้ดูอยู่เป็นเนือง ๆ จนเกิดเสียงดังคึกโคม องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับสั่งให้พระอานนท์ ไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อดูแล้ว จึงเรียกพระปิณโฑภารทวาชะมากล่าวตักเตือนว่าไม่ควรแสดงอิทธิฤทธิ์ ทรงเน้นให้แสดงธรรม เพื่อให้เกิดสติปัญญาให้ถึงซึ่งความพ้นทุกข์
.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 25 พ.ค. 13, 12:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

และอีกครั้งที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ คือการแสดงปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าที่ยอดต้นมะม่วง เช่น ทำให้ท่อไฟท่อน้ำออกมาจากร่างกายเป็นคู่ ๆ สบับกันไปมา แล้วขึ้นไปจำพรรษาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อแสดงธรรมโปรดพระมารดา เหล่าบรรดาพระสงฆ์สาวกที่ประชุมกันอยู่บริเวณสถานที่แสดงยมกปาฏิหาริย์นั้น ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าหายไปไหนต่างพากันไปถามพระโมคคัลลานะ พระโมคคัลลานะแม้จะรู้ดีว่าพระพุทธเจ้าหายไปไหน แต่ก็ได้บอกให้ไปสอบถามพระอนุรุทธผู้ได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็นเอตทัคคะ ด้านผู้มีตาทิพย์เพื่อให้ได้แสดงความสามารถให้ปรากฏบ้าง


เครดิต สำนักปฏิบัติธรรมภาวนาสมาธิออกเสียง อนุสติกรรมฐาน
ที่อยู่ : บ้านห้วยทราย ตำบล : แม่ยวม อำเภอ : แม่สะเรียง
จังหวัด : แม่ฮ่องสอน รหัสไปรษณีย์ : 58110



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 27 พ.ค. 13, 15:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล
ลงยาวมากเลยครับ ผมสายตาไม่ค่อยจะไหว คงต้องมีระยะการอ่านเป็นระยะๆไปครับ..
ผมขอเสริมถึงคำพูดว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นตถาคต..
คำว่าเห็นตถาคตนั้น ก็คือ การปฏิบัติตามคำสอนขององค์ตถาคต แล้วก็จะสว่างไสวดังเห็นองค์ตถาคตยืนอยู่เบื้องหน้านั่นเอง..หมายถึงมีความเข้าใจปรุโปร่ง
การคุยครั้งนี้ คุยถึงแก่นคำสอนขององค์ตถาคต มันก็ขึ้นอยู่กับศรัทธาในองค์ตถาคตขนาดไหน..
มันอยู่ที่ความมีเจตนา คือความตั้งใจครับ..
มีเจตนาในการรักษาศีล มีศีลอยู่ในใจ (ไม่ต้องไปขอรับศีลจากพระทุกวันนะครับ555)
กระทู้ที่ จขกท.ได้ตั้งมา และได้นำธรรมมาแสดงนี้..ได้เผยแผ่ให้เราๆท่านๆได้ศึกษา ได้ฝึก ได้ปฏิบัติ องค์ตถาคต ก็จะได้เห็นกัน..



ตอบต้องขออภัยคุณเฮโลที่บางครั้งลงบทความสั้นบ้างยาวบ้างแวแต่บทความอาจสั้นบ้างยาวบ้างท่านผู้อ่านก็คงอยากจะอ่านยาวๆเพื่อจะได้ความรู้ไปศึกษากันครับ และมีผู้อ่านเข้ามาอ่านหลายพันคนน่าจะเกือบถึงหมื่นคนในเร็วๆนี้ เราทั้งสองก็คุยเรื่องธรรมะยาวบ้างสั้นบ้างเพื่อจุดประกายให้กับท่านผู้อ่านให้มีแสงสว่างเกิดขึ้นในจิตใจครับ มีใครที่มีความคิดดีๆหรือข้อมูลสร้างสรรค์ก็เชิญเข้ามาร่วมได้ครับยินดีต้อนรับทุกท่านครับ ที่เราทั้งหมดมาร่วมสร้างกุศลผลบุญร่วมกันครับ...



--------------------------------------------------------------------------------


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 28 พ.ค. 13, 08:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เห็นด้วยกับท่านเฮโลครับ

สวดมนต์ก่อน ก่อนที่เราจะนั่งสมาธิ หรือการทำสมาธิด้วยอริยบทอื่นๆ..
การสวดมนต์ก่อน ก็เพื่อการน้อมจิตน้อมใจให้เข้าใกล้พระพุทธองค์ หมายความว่า เอาใจเข้าไปก่อน แล้วก็ปฏิบัติไปตามที่ได้เรียนกัน..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 29 พ.ค. 13, 11:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

กระทู้นี้เป็นกระทู้สีขาวไม่ส่งเสริมอบายมุขต่างครับ ขอให้ผู้อ่านเดินตามรอยธรรมของพระพุทธองค์แล้วทุกท่านจะมีความสุขดำเนินชีวิตโดยไม่ประมาทครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 29 พ.ค. 13, 13:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ผมเข้ามาเมื่อเช้า แต่ไม่เห็นขึ้น..แต่ผมเข้าหลายกระทู้ อาจจะผิดพลาดอะไรในทางเทคนิค..
ผมอยากเน้นเรื่อง การคงอยู่ในศีลอ่ะครับ..
หากเราจะค้นพุทธประวัติ รื้อพระไตรปิฏกมาลง ผมก็ว่า มันยังไม่ใช่แก่นธรรมที่แท้จริงครับ..
คำสอนของพระองค์ต่างหากเล่า..เป็นเป้าหมาย เป็นจุดโฟกัสครับ..

จิตของมนุษย์ ใจของมนุษย์ มันเปรี่ยมกิเลส..มันปรุงแต่ง มันมักมีความอยากอยู่เนืองๆ..
ศีล..ศีลให้คงอยู่กับจิต
ศีล..เป็นโซ่ผูกพันธะ..จะดึงให้เราไม่ไปตกในที่ชั่ว..
ผมฟังพระเทศ ไม่ใช่แค่ผมฟังอย่างเข้าใจเท่านั้น..ผมก็มักจะคิดถึงคำที่พระเทศน์ และสนใจที่จะแปลความหมายที่สลับซับซ้อนในการสอนของสาวกพระพุทธองค์
ผมแปลโทษของผู้ที่ไม่ได้อยู่ในกรอบของศีลได้เมื่อคืนนี้ครับ..
ภพภูมิของคน ที่ไม่อยู่ในศีล คนที่ไร้ศีลเป็นเกาะกำบัง..
ผมกำลังมาแปลให้คนรู้ ในกระทู้พระเสบยาครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 30 พ.ค. 13, 07:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

...อย่าคิดห่วง กังวล ญาติพี่น้อง
สมบัติของ ของเรา ไม่สงสัย
ใครอยากได้ อะไร ก็เอาไป
ไม่ถวิล ร่ำไห้ ผูกมัดตน

...ปล่อยให้จิต นั้นเบา เหมือนนอนฟูก
คิดถึงธรรม นั้นถูก สิ่งอื่น อย่าไปสน
ปล่อยจิตเบา สุขทุกข์ ไม่ใช่ตน
ปล่อยทุกคน แม้ใจ ของเราเอง

...ปล่อยจิตแท้ ให้เขา กลับบ้านเก่า
เรายืมเขา มานาน ช่างเหมาะเหม็ง
ให้เขากลับ บ้านเก่า เขาไปเอง
อย่าคิดเล็ง ให้เขา เวียนกลับมา

...แม้แต่จิต ก็ไม่ใช่ ของเราแท้
ที่ว่าแน่ เพราะเรายึด ของเราหนา
ไม่ต้องยึด ปล่อย เขาไป ตามอุรา
สุขยิ่งกว่า คือปล่อย ให้หมดใจ

...เหลือแต่จิต เบาโล่ง โจ้งสวรรค์
นิพพานนั้น มาเห็น ไม่โหยหา
กลับไปเถิด จิตแท้ ที่เจ้ามา
เพราะดีกว่า วนเวียน มาอีกที

...ขอบคุณนะ ร่างนี้ ที่ยืมใช้
ขอบคุณใจ ที่ให้อยู่ เป็นสุขขี
ขอบคุณโลก ใบนี้ ที่แสนดี
ปล่อยร่างนี้ จิตพ้น นิรันดร...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 18:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ทุกคนมาร่วมกันทำความดีกันเถิดครับ....ถึงพร้อมด้วยศีลสมาธิและปัญญาเถิดครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 11:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อยากได้แบบสั้นๆก็ต้องฟังเทปของอาจารย์ดร.สนอง หายใจเข้า"พุธ"หายใจออก"โธ"จะท่อง 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงหรือถึงเช้าเลยก็ได้ครับ นั่งโดยไม่เห็นอะไร ตื่นมาจิตจะสบายแจ่มใส ลองทำดูนะครับแล้วเข้ามาเล่าให้ผมฟังด้วยครับ มีสมาชิกและท่านผู้อ่านอยากทราบเช่นกันมีผู้เข้ามาอ่านถึง 2-3 หมื่นคนแล้วครับ แสดงว่าว่ามีคนสนใจกันมากครับ อย่าลืมเข้ามาบอกด้วยครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม