Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ... 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23456 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #270 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 11:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

โดยปกติแล้ว กาแล็กซี่ทุกกาแล็กซี่จะมีดาวเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา และถ้าหากกาแล็กซีไหนมีจำนวนดาวเกิดใหม่พร้อมกันเยอะมาก คือหลายล้านดวง ก็จะเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ดาวกระจาย (Starburst) ซึ่งนอกจากจะสวยงามเมื่อใช้กล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงส่องดูแล้ว ล่าสุด ยังมีการเปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ดาวกระจายนั้น ทำให้รูปร่างของกาแล็กซี่เปลี่ยนไปอีกด้วย อันเนื่องมาจากพลังงานมหาศาลที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันนั่นเอง

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา เปิดเผยภาพปรากฏการณ์ดาวกระจาย พร้อมเผยว่าพลังงานมหาศาลที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์นี้ สามารถทำให้รูปทรงของจักรวาลเปลี่ยนไปได้อย่างไม่ยากเลยทีเดียว

โดยในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นักดาราศาสตร์ได้ทำการศึกษาผ่านกล้องโทรทรรศน์ NASA/ESA Hubble Space Telescope เพื่อเฝ้าจับตาดู 20 กาแล็กซี่ที่มีการเกิดปรากฏการณ์ดาวกระจายอย่างใกล้ชิด และพบว่าพลังงานที่เกิดขึ้นจากดาวกระจายนั้น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของกาแล็กซี่ในทันที แถมยังส่งผลต่อรูปร่างของกาแล็กซี่โดยรอบด้วย

รายงานระบุว่า พลังงานจากการเกิดของดาวนั้น ทำให้เกิดปฏิกริยาก๊าซแตกตัวเป็นอิออนไปไกลถึง 650,000 ปีแสงจากจุดศูนย์กลาง หรือนับได้ว่าขยายวงออกไปไกลกว่าตัวกาแล็กซี่ที่มองเห็นจากกล้องโทรทรรศน์ถึง 20 เท่า ทำให้เกิดก๊าซจำนวนมหาศาลบริเวณส่วนวงแหวนรอบ ๆ ในขณะที่กาแล็กซี่ส่วนอื่น ๆ ที่ไม่โดนผลกระทบจากดาวกระจาย จะไม่ได้มีก๊าซในรูปของอิออนจำนวนมากสะสมอยู่เช่นนี้

ดังนั้น เมื่อเกิดปรากฏการณ์ดาวกระจายแล้ว พลังงานมหาศาลจะดวงดาวหลายล้านดวงที่เกิดพร้อมกันนั้น ก็จะทำให้รูปทรงของกาแล็กซี่เปลี่ยนไปทีละน้อย ซึ่งแน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ยังผลให้รูปทรงของจักรวาลเปลี่ยนไปด้วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #271 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 11:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #272 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 12:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ เป็นผลงานที่น่าเกรงขาม เพราะไม่เพียงแต่สะท้อนถึงภูมิปัญญาที่เหนือมนุษย์ แต่ยังสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ หลักการคำนวณของเขาสามารถนำไปพิสูจน์กฎทางฟิสิกส์อื่นๆได้อย่างสอดคล้อง

ทฤษฎีของไอน์สไตน์ครอบคลุมทฤษฎีอื่นๆที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนก่อนหน้าเขาเคยคิดขึ้นมาสั่งสมกันนับพันปี

มนุษย์บนโลกเป็นหนี้บุญคุณของนักวิทยาศาสตร์มหาอัจฉริยะของโลกสองคน คือ นิวตัน กับ ไอน์สไตน์ ถ้าไม่มีนักวิทยาศาสตร์สองคนนี้ ทิศทางการพัฒนาของโลกจะเปลี่ยนไปมหาศาล ถ้าไม่มีกฎของนิวตัน โลกอาจไม่มี ตึกสูงๆ สะพานแขวน ไม่มีดาวเทียม ไม่มีเครื่องบิน จนไปถึงไม่มีเครื่องจักรกล ไม่มีรถ เครื่องซักผ้า เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ฯลฯ หรือแม้แต่เครื่องเล่นเกือบทุกชนิดในสวนสนุกเพราะทั้งหมดนี้ล้วนแล้วมีพื้นฐานพัฒนามาจากมาจากกฎของนิวตันทั้งสิ้น

กฎของนิวตันก่อให้เกิด “คลื่นลูกที่สอง” มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นบนโลก วิศวกรนำกฎของนิวตันไปสร้างเครื่องจักรกลมากมาย มีการสร้างเรือไอน้ำลำใหญ่ สะพานขึงทั่วยุโรป พัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟ โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในอีกด้านก็มีมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่ง นำกฎของนิวตันไปสร้างอาวุธทำลายล้างสูง หลังจากนิวตันเสียชีวิตไปประมาณสองร้อยปี สงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็อุบัติขึ้น ผู้คนกว่าเก้าล้านคนเสียชีวิตด้วยสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ตามกฎนิวตันนั่นก็คือ “ปืนกล” โชคยังดีที่รถถัง จรวด เครื่องบิน ยังพัฒนาไปได้ไม่มากขณะนั้น

ขณะที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งประทุขึ้น ขณะนั้น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มีอายุได้ 35 ปี และคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพ รวมไปถึงทฤษฎีสำคัญอื่นๆที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกมากมายสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

ถ้ากฎของนิวตัน ก่อให้เกิดคลื่นลูกที่สองเปลี่ยนแปลงโลก ถึงขนาดปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทฤษฎีของไอน์สไตน์ ก็ก่อให้เกิด “คลื่นลูกที่สาม” เกิดการปฏิวัติเทคโนโลยี มีการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร โทรคมนาคม อย่างมหาศาล ระบบดาวเทียม เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่น DVD ระบบ GPS ไมโครเวฟ แสงเลเซอร์ จอภาพโทรทัศน์ เครื่องถ่ายเอกสาร โทรศัพท์มือถือ Fiber optic ฯลฯ หรือใครที่สายตาสั้นแล้วไปทำเลสิก ก็ต้องนึกขอบคุณไอน์สไตน์เพราะทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วพัฒนามาจากพื้นฐานทางทฤษฎีของไอน์สไตน์ทั้งสิ้น

และเช่นกัน เหรียญย่อมมีสองด้าน มีมนุษย์อีกพวกหนึ่ง นำทฤษฎีของไอน์สไตน์ ไปพัฒนาสร้างอาวุธทำลายล้างสูง อย่างระเบิดปรมาณู และทดลองไปทิ้งที่ฮิโรชิมาเป็นที่แรก โลกต้องตะลึงในอานุภาพของมัน ด้วยมวลของมวลสารเพียง 0.7 กรัม สลายตัวภายใน 0.01 วินาที ให้พลังงานออกมาขนาดทำเอาเมืองฮิโรชิมาราบไปทั้งเมือง

นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าโลกไม่มีอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์มาเกิด ความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางเทคโนโลยีต่างๆที่เห็นกันอยู่ต้องใช้เวลาอีกหลายศตวรรษกว่าจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #273 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 12:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แม้ว่าไอน์สไตน์จะไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่การค้นพบสัจจธรรมบางอย่างของจักรวาลผ่านจินตนาการและทฤษฎีทางฟิสิกส์ของเขา เข้าใกล้ และเข้าถึงความจริงบางด้านของธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบและประกาศมาก่อนหน้านับพันปี และเมื่อภายหลัง ไอน์สไตน์ได้ศึกษาเรื่องราวของพุทธศาสนาจากเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง ไอน์สไตน์ถึงกับประหลาดใจ ที่การค้นพบของเขาเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของศาสนาแห่งจักรวาล

ความจริงของจักรวาลมีเพียงความจริงเดียว มีระบบระเบียบและความสมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาค้นหา โดยใช้หลักทางตรรกะ เหตุผล พิสูจน์ออกมาเป็นตัวเลขและทฤษฎีทางฟิสิกส์ ในขณะที่พระพุทธองค์ใช้ปัญญาญานในการค้นคว้าความจริงแท้แห่งจักรวาล ในเมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการหาความจริงแท้อันเดียวกัน แต่วิถีทางต่างกัน ในที่สุด เมื่อเข้าใกล้ความจริงแท้ จะพบว่าการค้นพบของทั้งสองวิถีมีความสอดคล้องกันอย่างมหัศจรรย์

หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก หันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์สายควอนตั้ม เนื่องจากเพราะพวกเขาตระหนักว่า การค้นพบสัจจธรรมความจริงของพุทธศาสนา คือจุดมุ่งหมายเดียวกัน กับการค้นหาความจริงแท้ของจักรวาลในทางฟิสิกส์

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าใครถามไอน์สไตน์ว่า เขานับถือศาสนาอะไร เขาจะตอบว่า เขาไม่นับถือศาสนา เขาเป็นคนประเภทไม่มีศาสนา แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วเขาชมชอบศาสนาไหนเป็นพิเศษหรือปล่าว เขาจะตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “ ศาสนาพุทธ ”

เขาเคยพูดว่า “ ความรู้สึกทางพุทธศาสนา (เขาใช้คำว่าศาสนาจักรวาล) เป็นแรงจูงใจที่แข็งแกร่งที่สุด และ ประเสริฐที่สุดสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ( I maintain that the cosmic religious feeling is the strongest and noblest motive for scientifice research ) ”

และหลังจากคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ ไอน์สไตน์ ออกมาให้ความเห็นว่า .....“.....ภารกิจอันสำคํญยิ่งของนักฟิสิกส์ก็คือ การแสวงหากฎหรือทฤษฏีที่ตรงกับความเป็นจริงแห่งสากลมากยิ่งขึ้น มันไม่มีวิธีการทางคำนวณหรือตรรกศาสตร์ใดๆ ที่จะนำไปสู่กฎหรือทฤษฏีสากลเช่นที่ว่านี้ได้ นอกเสียจากการหยั่งรู้ของจิตเท่านั้น ซึ่งมีพื้นฐานคล้ายๆกับพุทธิปัญญาญาน ”.....



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #274 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 12:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แม้ว่าไอน์สไตน์จะไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่การค้นพบสัจจธรรมบางอย่างของจักรวาลผ่านจินตนาการและทฤษฎีทางฟิสิกส์ของเขา เข้าใกล้ และเข้าถึงความจริงบางด้านของธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบและประกาศมาก่อนหน้านับพันปี และเมื่อภายหลัง ไอน์สไตน์ได้ศึกษาเรื่องราวของพุทธศาสนาจากเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง ไอน์สไตน์ถึงกับประหลาดใจ ที่การค้นพบของเขาเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของศาสนาแห่งจักรวาล

ความจริงของจักรวาลมีเพียงความจริงเดียว มีระบบระเบียบและความสมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาค้นหา โดยใช้หลักทางตรรกะ เหตุผล พิสูจน์ออกมาเป็นตัวเลขและทฤษฎีทางฟิสิกส์ ในขณะที่พระพุทธองค์ใช้ปัญญาญานในการค้นคว้าความจริงแท้แห่งจักรวาล ในเมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการหาความจริงแท้อันเดียวกัน แต่วิถีทางต่างกัน ในที่สุด เมื่อเข้าใกล้ความจริงแท้ จะพบว่าการค้นพบของทั้งสองวิถีมีความสอดคล้องกันอย่างมหัศจรรย์

หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก หันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์สายควอนตั้ม เนื่องจากเพราะพวกเขาตระหนักว่า การค้นพบสัจจธรรมความจริงของพุทธศาสนา คือจุดมุ่งหมายเดียวกัน กับการค้นหาความจริงแท้ของจักรวาลในทางฟิสิกส์

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าใครถามไอน์สไตน์ว่า เขานับถือศาสนาอะไร เขาจะตอบว่า เขาไม่นับถือศาสนา เขาเป็นคนประเภทไม่มีศาสนา แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วเขาชมชอบศาสนาไหนเป็นพิเศษหรือปล่าว เขาจะตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “ ศาสนาพุทธ ”

เขาเคยพูดว่า “ ความรู้สึกทางพุทธศาสนา (เขาใช้คำว่าศาสนาจักรวาล) เป็นแรงจูงใจที่แข็งแกร่งที่สุด และ ประเสริฐที่สุดสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ( I maintain that the cosmic religious feeling is the strongest and noblest motive for scientifice research ) ”

และหลังจากคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ ไอน์สไตน์ ออกมาให้ความเห็นว่า .....“.....ภารกิจอันสำคํญยิ่งของนักฟิสิกส์ก็คือ การแสวงหากฎหรือทฤษฏีที่ตรงกับความเป็นจริงแห่งสากลมากยิ่งขึ้น มันไม่มีวิธีการทางคำนวณหรือตรรกศาสตร์ใดๆ ที่จะนำไปสู่กฎหรือทฤษฏีสากลเช่นที่ว่านี้ได้ นอกเสียจากการหยั่งรู้ของจิตเท่านั้น ซึ่งมีพื้นฐานคล้ายๆกับพุทธิปัญญาญาน ”.....



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #275 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 12:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แม้ว่าไอน์สไตน์จะไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่การค้นพบสัจจธรรมบางอย่างของจักรวาลผ่านจินตนาการและทฤษฎีทางฟิสิกส์ของเขา เข้าใกล้ และเข้าถึงความจริงบางด้านของธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบและประกาศมาก่อนหน้านับพันปี และเมื่อภายหลัง ไอน์สไตน์ได้ศึกษาเรื่องราวของพุทธศาสนาจากเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง ไอน์สไตน์ถึงกับประหลาดใจ ที่การค้นพบของเขาเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของศาสนาแห่งจักรวาล

ความจริงของจักรวาลมีเพียงความจริงเดียว มีระบบระเบียบและความสมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาค้นหา โดยใช้หลักทางตรรกะ เหตุผล พิสูจน์ออกมาเป็นตัวเลขและทฤษฎีทางฟิสิกส์ ในขณะที่พระพุทธองค์ใช้ปัญญาญานในการค้นคว้าความจริงแท้แห่งจักรวาล ในเมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการหาความจริงแท้อันเดียวกัน แต่วิถีทางต่างกัน ในที่สุด เมื่อเข้าใกล้ความจริงแท้ จะพบว่าการค้นพบของทั้งสองวิถีมีความสอดคล้องกันอย่างมหัศจรรย์

หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก หันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์สายควอนตั้ม เนื่องจากเพราะพวกเขาตระหนักว่า การค้นพบสัจจธรรมความจริงของพุทธศาสนา คือจุดมุ่งหมายเดียวกัน กับการค้นหาความจริงแท้ของจักรวาลในทางฟิสิกส์

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าใครถามไอน์สไตน์ว่า เขานับถือศาสนาอะไร เขาจะตอบว่า เขาไม่นับถือศาสนา เขาเป็นคนประเภทไม่มีศาสนา แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วเขาชมชอบศาสนาไหนเป็นพิเศษหรือปล่าว เขาจะตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “ ศาสนาพุทธ ”

เขาเคยพูดว่า “ ความรู้สึกทางพุทธศาสนา (เขาใช้คำว่าศาสนาจักรวาล) เป็นแรงจูงใจที่แข็งแกร่งที่สุด และ ประเสริฐที่สุดสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ( I maintain that the cosmic religious feeling is the strongest and noblest motive for scientifice research ) ”

และหลังจากคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ ไอน์สไตน์ ออกมาให้ความเห็นว่า .....“.....ภารกิจอันสำคํญยิ่งของนักฟิสิกส์ก็คือ การแสวงหากฎหรือทฤษฏีที่ตรงกับความเป็นจริงแห่งสากลมากยิ่งขึ้น มันไม่มีวิธีการทางคำนวณหรือตรรกศาสตร์ใดๆ ที่จะนำไปสู่กฎหรือทฤษฏีสากลเช่นที่ว่านี้ได้ นอกเสียจากการหยั่งรู้ของจิตเท่านั้น ซึ่งมีพื้นฐานคล้ายๆกับพุทธิปัญญาญาน ”.....



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #276 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 13:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า - ไอน์สไตน์ ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ
จากนิตยสาร "Teen, Kids & Family" งานเขียนโดย....รินใจ ก๊อฟมาจาก palungdhamdotcom

ไอน์สไตน์ ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ


เขาเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เพราะสอบตก

และเมื่อสอบเข้าได้ในปีต่อมา ผลการเรียนก็ค่อนข้างย่ำแย่ ได้คะแนนต่ำมากในหลายวิชา โดยเฉพาะวิชาการทดลองวิทยาศาสตร์ อาจารย์ถึงกับส่ายหัว และพูดกับเขาว่า “คนอย่างเธอไม่มีอนาตในวงการฟิสิกส์หรอก ทางที่ดีเธอควรเปลี่ยนไปเรียนหมอ วรรณคดี หรือไม่ก็กฎหมายจะดีกว่า”


หากเขายอมเชื่อฟังคำของอาจารย์ผู้นี้ โลกก็คงไม่มีวันรู้จัก “ทฤษฎีสัมพัทธภาพ” และ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็คงเป็นเพียงบุคคลนิรนามที่สูญหายไปกับกาลเวลา


เป็นโชคดีของโลกที่ไอน์สไตน์ไม่ยี่หระกับคำตราหน้าของอาจารย์ เขายังคงทำในสิ่งที่เขารัก นั่นคือการคิดค้นทฤษฎีฟิสิกส์ ในชั่วเวลาเพียง ๕ ปีหลังจากจบมหาวิทยาลัย เขาได้เขียนผลงานทางฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ถึง ๕ ชิ้นในขณะที่เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในสำนักงานสิทธิบัตร นั่นไม่ใช่เป็นแค่จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการฟิสิกส์เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับโลกและจักรวาลของมนุษย์ยุคใหม่อย่างสิ้นเชิง


อย่างไรก็ตามกว่าจะเป็นที่ยอมรับของทั้งโลก ทฤษฎีของไอน์สไตน์ถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักวิทยาศาสตร์และปัญญาชนที่มีชื่อเสียง บางคนถึงกับประณามทฤษฎีนี้ว่า “เป็นความบ้าคลั่งอย่างสุดขีด เป็นงานปัญญาอ่อนของสติปัญญาแบบเด็กที่อุดตันทางความคิด ฯลฯ”

ผลงานที่ยิ่งใหญ่นั้น
บ่อยครั้งสำเร็จได้
ก็เพราะการยืนหยัดมั่นคง
ในความเชื่อของตน
โดยไม่หวั่นไหวไปกับความเห็น
หรือคำวิจารณ์ของผู้คน


เครดิต chonyagusa:




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #277 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 13:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ทำไมจึงสำคัญนัก ? โดยพระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี



พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?

หากถามว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ชาวพุทธที่ห่างวัดหลายคนอาจตอบ แตกต่าง กันไปหลายคำตอบ แต่ถ้าถามชาว

พุทธที่ใกล้วัด ก็จะตอบตรงกันโดยไม่ต้องลังเลว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ “อริยสัจ ๔” คำว่า “อริยสัจ” แปลได้ ๔ ความหมาย คือ

๑. สัจจะที่พระอริยะตรัสรู้

๒. สัจจะของพระอริยะ

๓. สัจจะที่ทำให้เป็นอริยะ

๔. สัจจะอย่างอริยะ คือ ความจริงอันถ่องแท้แน่นอน

อริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มี ๔ ประการ เราจึงเรียกรวมกันว่า “อริยสัจ ๔” ได้แก่

๑.ทุกข์ ได้แก่ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ

๒.สมุทัย ได้แก่ สาเหตุของทุกข์คือตัณหาหรือความอยาก

๓.นิโรธ ได้แก่ ภาวะที่ปราศจากทุกข์หรือนิพพาน

๔.มรรค วิธีดับทุกข์หรือวิธีแก้ปัญหา ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือเรียกสั้นๆ ว่า มรรคมีองค์ ๘ คือ (๑) สัมมาทิฐิ เห็นชอบ (๒) สัมมาสังกัปปะ คิดชอบ (๓) สัมมาวาจา พูดชอบ (๔) สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ (๕) สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ (๖) สัมมาวายามะ เพียรชอบ (๗) สัมมาสติ ระลึกชอบ (๘) สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ


อริยสัจสำคัญอย่างไร ?

อริยสัจเป็นหลักธรรมระดับ “หัวใจของพุทธศาสนา” ธรรมทั้งปวงที่พระพุทธเจ้าทรง แสดงสามารถประมวลงลงในอริยสัจได้ทั้งสิ้น หากมองในแง่ทฤษฎีความรู้ อริยสัจก็เป็น องค์ความรู้ที่สมบูรณ์แบบด้วยเหตุด้วยผล หากมองในแง่ของการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน อริยสัจก็ถึงพร้อมด้วยภาคปริยัติ (ความรู้) ภาคปฏิบัติ (ประสบการณ์) ภาคปฏิเวธ (ผลของ การปฏิบัติ) หากมองในแง่ของความเป็นสัจธรรมสากล (cosmic law) อริยสัจก็เป็นความจริง ที่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัวเองตลอดกาล ไม่ต้องแก้ไข ไม่ต้องเพิ่มเติม ไม่ต้องตัดออกแม้แต่ข้อเดียว ซึ่งแตกต่างจากคำสอน หรือองค์ความรู้ของผู้รู้ทั่วไปที่เมื่อเวลาผ่านไปก็แสดงความล้าสมัยออกมา ให้ปรากฏ ต้องคอยปรับคอยแก้กันอยู่เนืองๆ หรือมีผู้ค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมาล้มล้างทฤษฎีเก่า อยู่ร่ำไป แต่สำหรับอริยสัจแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงไรก็ตาม คุณค่าของอริยสัจก็มิได้ลดน้อยถอยลงไปเลย ตรงกันข้าม กลับยังคงทันสมัยท้าทายกาลเวลา อยู่เสมอ ใครก็ตามนำไปประพฤติปฏิบัติ ก็จะประจักษ์ผลนั้นๆ อย่างชัดเจนด้วยตนเอง ความเป็นสัจธรรมสากลที่ไม่ขึ้นต่อกาลเวลา และสถานที่ของอริยสัจดังกล่าวมานี้เอง ทำให้ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างไอน์สไตน์เองก็ยังกล่าวยกย่องพระพุทธศาสนาเอาไว้ว่า

“ศาสนาแห่งอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งจักรวาล (cosmic religion) ศาสนา ซึ่งตั้งอยู่บนประสบการณ์ ซึ่งปฏิเสธความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์ หากจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่พอจะรับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์ได้ละก็ศาสนานั้นคือ ศาสนาพุทธ​“​


อริยสัจต่างจากสัจจะทั่วไปตรงไหน ?



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #278 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 14:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไอน์สไตน์กับสัมพัทธภาพ


บางประโยค จาก Einstein's
ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร มันก็ไม่เรียกว่างานวิจัย ใช่มั้ย?

เมื่อถูกถามว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 จะมีการสู้รบกันอย่างไร ไอน์สไตน์ตอบว่า "ผมไม่รู้ ผมรู้แต่เพียงว่า สงครามโลกครั้งที่ 4 จะสู้รบกันด้วยไม้และก้อนหิน"

มีสองอย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุด จักรวาลกับความโง่เขลาของมนุษย์ แต่ผมยังไม่แน่ใจเรื่องจักรวาล (ว่าไม่สิ้นสุด)

คุณจะยังไม่เข้าใจบางอย่างได้อย่างถ่องแท้ จนกว่าคุณจะอธิบายให้ย่าคุณเข้าใจได้

โทรเลขแบบไร้สายนั้นเข้าใจไม่ยาก โทรเลขธรรมดา ก็เหมือนแมวตัวยาวมากๆ ถ้าดึงหางมันที่นิวยอร์ก มันจะร้องเมี้ยวที่ลอสแองเจลีส โทรเลขไร้สายก็แบบเดียวกัน แต่ไม่มีตัวแมวเท่านั้น

ถ้าความจริงไม่เป็นไปตามทฤษฎี จงเปลี่ยนความจริงซะ


ในช่วงที่ไอน์สไตน์กำลังสนุกกับการทำหน้าที่ในตำแหน่งศาสตราจารย์อยู่นั้น นักศึกษาคนหนึ่งได้เข้ามาถามท่านว่า “โปรเฟสเซอร์ครับ ข้อสอบปีนี้ มีคำถามเหมือนกับปีที่แล้วเลยครับ” ไอน์สไตน์ตอบว่า “ใช่ แต่ปีนี้คำตอบไม่เหมือนกัน”

มารีลิน มอนโร บอกกับไอน์สไตน์ว่า “ท่านว่ามั้ยคะ โปรเฟสเซอร์ ถ้าเราแต่งงานกัน แล้วมีลูกชายตัวเล็กๆ ด้วยกัน เด็กคนนี้จะมีใบหน้าเหมือนดิฉัน และฉลาดเหมือนท่าน”
ไอน์สไตน์ตอบว่า “ผมเกรงว่า.. คุณผู้หญิง.. มันจะตรงข้าม”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #279 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 15:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

“ศาสนาแห่งอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งจักรวาล (cosmic religion) ศาสนา ซึ่งตั้งอยู่บนประสบการณ์ ซึ่งปฏิเสธความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์ หากจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่พอจะรับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์ได้ละก็ศาสนานั้นคือ ศาสนาพุทธ​“​


อริยสัจต่างจากสัจจะทั่วไปตรงไหน ?

ในโลกนี้มีความจริงอยู่มากมายหลายแบบ อริยสัจจะก็เป็นความจริงอย่างหนึ่ง ในบรรดาความจริงที่มีอยู่มากมายนั้น แต่ที่อริยสัจจะ แตกต่างจากสัจจะ (ความจริง) ทั่วๆ ไปก็คือ ความจริงทั่วไปนั้น เมื่อใคร “รู้จัก” เข้าแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ดับทุกข์ได้อย่างเบ็ดเสร็ดเด็ดขาด ตรงกันข้าม บางทีเมื่อรู้จักแล้ว อาจทำให้มีความทุกข์เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ความจริงคืออริยสัจนั้น เมื่อใครก็ตาม “รู้จัก” (ด้วยการศึกษา) และ “รู้แจ้ง” (ด้วยการลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐาน) แล้ว ก็จะทำให้คนคนนั้น “สามารถดับทุกข์ในชีวิตได้อย่างสิ้นเชิง” ความแตกต่างในข้อนี้มีตัวอย่างของ นักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลคนหนึ่งเป็นตัวอย่าง กล่าวกันว่า นักวิทยาศาสตร์ทางด้าน ฟิสิกส์คนหนึ่ง ค้นพบความจริงอันลึกซึ้งทางฟิสิกส์ว่า ปฏิสสารมีการสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลาใน หนึ่งนาทีการสั่นสะเทือนนี้เกิดขึ้นนับล้านๆ ครั้ง (=ในมุมมองทางธรรมเท่ากับเขากำลังค้นพบ ภาวะอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา) เขาค้นพบความจริงนี้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ครั้น ค้นพบแล้ว เขาก็ยังคงมีชีวิตที่มีความทุกข์ท่วมท้นมากมาย ต่างกันกับผู้เจริญวิปัสสนาคนหนึ่งซึ่ง ค้นพบความจริงเดียวกันด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มข้น การณ์กลับปรากฏว่า ผู้เจริญวิปัสสนาเกิดการตื่นรู้ คลายความยึดติดถือมั่นในกายและจิต เกิดความสว่างไสว ในทางปัญญา และจิตหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง มีชีวิตที่มีความสุข สดชื่น รื่นเย็น กลายเป็นบุคคลคนใหม่ขึ้นมาในทันที



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #280 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 15:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชาวพุทธจะได้ประโยชน์จากอริยสัจได้อย่างไร ?

อริยสัจ ๔ มีประโยชน์นับอนันต์ ประโยชน์ในทางโลก อริยสัจสามารถใช้เป็นวิธีคิด วิธีมอง วิธีแก้ปัญหาได้ทุกกรณี เช่น เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ก็ลองพิจารณาด้วยวิธีคิด แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค) คนที่มองปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีคิดแบบอริยสัจ จะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิชิตได้ทุกปัญหา โดยไม่ต้องพึ่งพาการบนบานศาลกล่าว ไม่ต้องทรงเจ้าเข้าผี ไม่ต้องทำพิธีตัดเวรตัดกรรม ไม่ต้องอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทวฤทธิ์ปาฏิหาริย์ แต่จะสามารถแก้ปัญหาทุกชนิด ด้วยสติปัญญาสามัญของมนุษย์ธรรมดาๆ นี่เอง ส่วน ประโยชน์ในทางธรรม ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ สมบูรณ์ เขาย่อมมีสิทธิ์บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ ในชาตินี้ ในชีวิตนี้ โดยไม่ต้องรอนับแสนล้านชาติภพอย่างที่เคยเข้าใจ กันมาแต่อย่างใด

อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐที่เป็นดั่งเพชรบนยอดมงกุฏที่ชื่อว่า พระพุทธศาสนา เป็นมณีแห่งปัญญาที่สามารถพิชิตปัญหานานาประดามีได้ทั้งหมดทั้งสิ้น (ถ้าใช้เป็น) เป็นสัจธรรมที่หนักแน่นเป็นแก่นสารดั่งภูผาไศลที่ไม่หวั่นไหวเพราะกาลเวลา และการถูกท้าทายโดยปวงปราชญ์ราชบัณฑิตทั่วโลก เราชาวพุทธและชาวโลกมีของดี วิเศษอยู่ถึงเพียงนี้แล้ว เราน่าจะหันมาศึกษาและปฏิบัติอริยสัจกันอย่างจริงจังในชีวิต ประจำวัน จนผลแห่งการปฏิบัติธรรมนั้นๆ สามารถทำให้เราดับทุกข์ส่วนตัวและ ทุกขสัจของสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตนี้และในยุคสมัยอันยุ่งเหยิงของเรานี้ หาก เราเอาแต่ชื่นชมนึกนิยมในพุทธศาสนา แต่ทว่าไม่เคยสนใจนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง เราท่านทั้งหลายก็คงไม่ต่างอะไรกับ “กบเฒ่า” ที่ “นั่งเฝ้ากอบัว” ไปวันๆ



อ่านฉบับเต็มได้จากหนังสือ "อริยสัจ Today"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #281 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 15:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คห.ที่ 9 ข้อความไม่ขึ้นให้พิมพ์เข้ามาใหม่ครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #282 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 21:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #283 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 21:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์

ของพระพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน เป็นองค์เดียวกันกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ในภาษาสันสกฤต ซึ่งมีต้นกำเนิดจากพระสูตรมหายานในอินเดีย และได้ผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิมของจีน คือตำนานเรื่องพระธิดาเมี่ยวซ่าน ก่อให้เกิดเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมใน ภาคสตรีขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนโยน และแสดงถึงความเมตตากรุณาให้เด่นชัดยิ่งขึ้นดังเช่นความรักของมารดาที่มีต่อ บุตร ซึ่งเป็นการผสมผสานกลมกลืนทางความเชื่อที่ปราศจากข้อขัดแย้ง เนื่องจากในสัทธรรมปุณฑรีกสูตรได้อธิบายว่า พระอวโลกิเตศวรนั้น สามารถแบ่งภาคเพื่อโปรดสรรพสัตว์ได้มากมายทั้งปางบุรุษและสตรี และเป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์มหายานที่เมื่อเข้าไปสู่ดินแดนอื่นทั้งทิเบต จีน หรือญี่ปุ่น ย่อมผสมผสานกลมกลืนได้กับเทพท้องถิ่นนั้น ๆ อย่างในกรณีพระอวโลกิเตศวรนี้ Sir Charles Eliot ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "คงเนื่องมาจากความสับสนทางความคิดของชาวจีนในยุคนั้น ซึ่งบูชาเทพเจ้าต่างๆ ของตนอยู่แล้ว และเมี่ยวซ่านก็เป็นเทพวีรชนดั้งเดิมอยู่ก่อน พออารยธรรมพระโพธิสัตว์จากอินเดียแผ่เข้าไปถึง ได้เกิดการผสานทางวัฒนธรรมเปลี่ยนชื่อเสียงคงไว้เพียงแต่คุณลักษณะต่าง ๆ พอให้แยกออกว่าเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์"

พระโพธิสัตว์กวนอิม (ประสูติ 19 เดือนยี่จีน) ชาติสุดท้ายเป็น ราชธิดานาม เมี่ยวซ่าน เดิมเป็นเทพธิดา มาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อมาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เป็นราชธิดาองค์สุดท้ายของกษัตริย์ เมี่ยวจวง ซึ่งมีราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อ เมี่ยวอิม องค์รองชื่อ เมี่ยวหยวน เยาว์วัยเป็นพุทธมามกะ รู้แจ้งในหลักธรรมลึกซึ้ง ตั้งพระทัยแน่วแน่จะบำเพ็ญภาวนา เพื่อหลุดพ้นสังสารวัฏ ออกบวชวันที่ 19 เดือน 9 พระเจ้าเมี่ยวจวงไม่เห็นด้วย จะบังคับให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านไม่สนพระทัยเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ อันจอมปลอม แม้จะถูกพระบิดาดุด่าอย่างไร องค์หญิงก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่อย่างใด

ต่อมาองค์หญิงสามได้ถูกขับไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ เช่น หาบน้ำ ปลูกดอกไม้ ทั้งนี้เพื่อทรมานให้เปลี่ยนความตั้งใจ แต่ก็มีเหล่ารุกขเทวดา มาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำองค์หญิงสามไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว และให้เอางานของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิงมีพระทัยเด็ดเดี่ยว ไม่เกี่ยงงานการต่างๆ ก็มีเหล่าเทพารักษ์มาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าพระทัยว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญใช้งานหนัก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอดเป็นจุณไป พร้อมกับพวกแม่ชีทั้งวัด มีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดชีวิตมาได้

พระเจ้าเมี่ยวจวง ทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต เทพารักษ์คอยคุ้มครองเจ้าหญิงอยู่ โดยเนรมิตทองทิพย์เป็นเกราะห่อหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย ดาบหักถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระบิดาทรงกริ้วยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่านายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับเจ้าหญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีก

ทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่งได้นำเจ้าหญิงขึ้นพาดหลังแล้วเผ่นหนีไปที่เขาเซียงซัน ต่อมา เทพไท่ไป๋ ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดเจ้าหญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียรเครื่องดับทุกข์ จนสามารถบรรลุมรรคผลสำเร็จธรรม วันที่ 19 เดือน 6 ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าพระทัยว่า เจ้าหญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตามราวีอีก



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #284 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 21:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อมาไม่นานบาปกรรมที่พระองค์ก่อไว้ส่งผล เกิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่มียารักษาให้หายได้ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านได้ ทรงทราบด้วยญาณวิถีว่า พระบิดากำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือโทษโกรธการกระทำพระบิดาแม้แต่น้อย ทรงได้สละดวงตาและแขนสองข้าง เพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย ว่ากันว่า ภายหลังสำเร็จอรหันต์ ได้ดวงตาและพระกรคืน เคยแสดงปาฏิหารย์เป็นปางกวนอิมพันมือ องค์หญิงเมี่ยวซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรด ชี้แนะหนทางดับทุกข์ เหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมจึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าในเวลาเดียวกัน


ความเป็นมาของเจ้าแม่กวนอิม
เจ้าแม่กวนอิมเป็นความเชื่อทางพระพุทธศาสนาลิทธิมหายาน ซึ่งมีที่ในสมัยที่ศาสนาฮินดูพยายามกลืนให้พุทธเป็นศาสนาเดียวกันกับตนโดยการ
ใส่ร้ายของฝ่ายสังกราจารย์ ซึ่งได้กล่าวหาว่าพระพุทธเจ้านั้นคืออวตารที่9ของพระนารายณ์ ซึ่งจะมีการอวตารมาเพื่อปราบยุคเข็ญบนโลกมนุษย์ ในสมัยหลังพุทธกาลประมาณ900ปี ทั้งที่พระไตรปิฎกนั้นพระพุทธองค์ก็เหมือนอย่างสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดธรรมดาที่บำเพ็ญเพียรเป็นโพธิสัตว์เพื่อมาเป็นพระพุทธเจ้า ในสมัยนั้นเพื่อความอยู่รอดของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเห็นว่าควรสร้างสิ่งที่ต่อต้านฮินดูขึ้นนั่นก็คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิมในสมัยต่อมานั่นเอง
พระโพธิสัตว์ในความหมายของมหายานนั้นไม่ได้หมายถึงผู้ที่บำเพ็ญเพียรสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างความเชื่อทางหินยานหรือศาสนาพุทธฝ่ายใต้ แต่มีความหมายว่าผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วแต่ไม่ยอมปรินิพพาน
ในสมัยแรกพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั้นเป็นชาย ซึ่งจะเห็นเทวรูปของพระองค์ในปางต่างๆหรือแม้กระทั่งพระโพธิสัตว์ในปางเหยียบบนซากศพของทวยเทพในศาสนาฮินดูซึ่งแสดงถึงความขัดแย้งทางศาสนาในสมัยนั้นได้ดี
ต่อมาพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปก็ได้เผยแพร่ความเชื่อเข้ามาในประเทศจีนซึ่งเป็นความเชื่อของฝ่ายมหายาน พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรภาษาจีนเรียกว่า กวนซิอิมผ่อสัก ในสมัยต่อมาเชื่อกันว่าเจ้าแม่กวนอิมได้แปลงร่างเป็นสตรีเพื่อให้ง่ายต่อการโปรดสัตว์โลกจนถึงคนสุดท้าย จึงเรียกว่าเจ้าแม่กวนอิม
หรือ กวนอิมเนี้ยในภาษาจีน ไม่ว่าเจ้าแม่กวนอิมจะมีจริงหรือไม่แต่สิ่งที่เห็นได้จากเจ้าแม่กวนอิมก็คือความเมตตาต่อผู้อื่นแม้จะต้องสละชีวิตก็ยอม
ดังนั้นใครก็ตามที่มีความเมตตาต่อผู้อื่นเสียสละชีวิตเวลาเพื่อการกระทำดีแล้วก็ได้ชื่อว่าเป็น พระโพธิสัตว์ หรือเป็นศิษย์เจ้าแม่กวนอิม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #285 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 06:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติเจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์ โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร




เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์ ของพระพุทธศาสนา ฝ่ายมหายาน เป็นองค์เดียวกันกับพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ในภาษาสันสกฤต ซึ่งมีต้นกำเนิดจากพระสูตรมหายานในอินเดีย และได้ผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่นดั้งเดิมของจีน คือตำนานเรื่องพระธิดาเมี่ยวซ่าน ก่อให้เกิดเป็นพระโพธิสัตว์กวนอิมใน ภาคสตรีขึ้น เพื่อแสดงออกถึงความอ่อนโยน และแสดงถึงความเมตตากรุณาให้เด่นชัดยิ่งขึ้นดังเช่นความรักของมารดาที่มีต่อ บุตร ซึ่งเป็นการผสมผสานกลมกลืนทางความเชื่อที่ปราศจากข้อขัดแย้ง เนื่องจากในสัทธรรมปุณฑรีกสูตรได้อธิบายว่า พระอวโลกิเตศวรนั้น สามารถแบ่งภาคเพื่อโปรดสรรพสัตว์ได้มากมายทั้งปางบุรุษและสตรี และเป็นธรรมดาของพระโพธิสัตว์มหายานที่เมื่อเข้าไปสู่ดินแดนอื่นทั้งทิเบต จีน หรือญี่ปุ่น ย่อมผสมผสานกลมกลืนได้กับเทพท้องถิ่นนั้น ๆ อย่างในกรณีพระอวโลกิเตศวรนี้ Sir Charles Eliot ได้ตั้งข้อสังเกตว่า "คงเนื่องมาจากความสับสนทางความคิดของชาวจีนในยุคนั้น ซึ่งบูชาเทพเจ้าต่างๆ ของตนอยู่แล้ว และเมี่ยวซ่านก็เป็นเทพวีรชนดั้งเดิมอยู่ก่อน พออารยธรรมพระโพธิสัตว์จากอินเดียแผ่เข้าไปถึง ได้เกิดการผสานทางวัฒนธรรมเปลี่ยนชื่อเสียงคงไว้เพียงแต่คุณลักษณะต่าง ๆ พอให้แยกออกว่าเป็นพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์"

พระโพธิสัตว์กวนอิม (ประสูติ 19 เดือนยี่จีน) ชาติสุดท้ายเป็น ราชธิดานาม เมี่ยวซ่าน เดิมเป็นเทพธิดา มาจุติยังโลกมนุษย์เพื่อมาช่วยปลดเปลื้องทุกข์ภัยแก่มวลมนุษย์ เป็นราชธิดาองค์สุดท้ายของกษัตริย์ เมี่ยวจวง ซึ่งมีราชธิดา 3 องค์ องค์โตชื่อ เมี่ยวอิม องค์รองชื่อ เมี่ยวหยวน เยาว์วัยเป็นพุทธมามกะ รู้แจ้งในหลักธรรมลึกซึ้ง ตั้งพระทัยแน่วแน่จะบำเพ็ญภาวนา เพื่อหลุดพ้นสังสารวัฏ ออกบวชวันที่ 19 เดือน 9 พระเจ้าเมี่ยวจวงไม่เห็นด้วย จะบังคับให้เลือกราชบุตรเขย เพื่อจะได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อไป แต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านไม่สนพระทัยเรื่องลาภ ยศ สรรเสริญ อันจอมปลอม แม้จะถูกพระบิดาดุด่าอย่างไร องค์หญิงก็ไม่เคยนึกโกรธเคืองแต่อย่างใด

ต่อมาองค์หญิงสามได้ถูกขับไปทำงานหนักในสวนดอกไม้ เช่น หาบน้ำ ปลูกดอกไม้ ทั้งนี้เพื่อทรมานให้เปลี่ยนความตั้งใจ แต่ก็มีเหล่ารุกขเทวดา มาช่วยทำแทนให้ทั้งหมด พระบิดาเมื่อเห็นว่าไม่ได้ผล จึงรับสั่งให้หัวหน้าแม่ชี นำองค์หญิงสามไปอยู่ที่วัดนกยูงขาว และให้เอางานของแม่ชีทั้งวัดมอบให้องค์หญิงทำคนเดียว แต่องค์หญิงมีพระทัยเด็ดเดี่ยว ไม่เกี่ยงงานการต่างๆ ก็มีเหล่าเทพารักษ์มาช่วยทำแทนให้อีก พระเจ้าเมี่ยวจวงเข้าพระทัยว่า พวกแม่ชีไม่กล้าเคี่ยวเข็ญใช้งานหนัก ก็ยิ่งทรงกริ้วหนักขึ้น สั่งให้ทหารเผาวัดนกยูงขาวจนวอดเป็นจุณไป พร้อมกับพวกแม่ชีทั้งวัด มีแต่เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านเท่านั้นที่ปลอดภัยรอดชีวิตมาได้

พระเจ้าเมี่ยวจวง ทรงทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้นำตัวราชธิดาไปประหารชีวิต เทพารักษ์คอยคุ้มครองเจ้าหญิงอยู่ โดยเนรมิตทองทิพย์เป็นเกราะห่อหุ้มตัว คมดาบของนายทหารจึงไม่อาจระคายพระวรกาย ดาบหักถึง 3 ครั้ง 3 ครา พระบิดาทรงกริ้วยิ่งนัก โดยเข้าพระทัยว่านายทหารไม่กล้าประหารจริง จึงให้ประหารนายทหารแทน แล้วรับสั่งให้จับเจ้าหญิงไปแขวนคอ ทว่าผ้าแพรที่แขวนคอก็ขาดสะบั้นลงอีก

ทันใดนั้นปรากฏมีเสือเทวดาตัวหนึ่งได้นำเจ้าหญิงขึ้นพาดหลังแล้วเผ่นหนีไปที่เขาเซียงซัน ต่อมา เทพไท่ไป๋ ได้แปลงร่างเป็นชายชรามาโปรดเจ้าหญิง ชี้แนะเคล็ดวิธีการบำเพ็ญเพียรเครื่องดับทุกข์ จนสามารถบรรลุมรรคผลสำเร็จธรรม วันที่ 19 เดือน 6 ข้างฝ่ายพระบิดาเข้าพระทัยว่า เจ้าหญิงถูกเสือคาบไปกินเสียแล้ว จึงไม่ได้ติดใจตามราวีอีก





noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #286 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 07:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อมาไม่นานบาปกรรมที่พระองค์ก่อไว้ส่งผล เกิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง ไม่มียารักษาให้หายได้ เจ้าหญิงเมี่ยวซ่านได้ ทรงทราบด้วยญาณวิถีว่า พระบิดากำลังประสบเคราะห์กรรมอย่างหนัก ด้วยความกตัญญูกตเวทีเป็นเลิศ มิได้ถือโทษโกรธการกระทำพระบิดาแม้แต่น้อย ทรงได้สละดวงตาและแขนสองข้าง เพื่อรักษาพระบิดาจนหายจากโรคร้าย ว่ากันว่า ภายหลังสำเร็จอรหันต์ ได้ดวงตาและพระกรคืน เคยแสดงปาฏิหารย์เป็นปางกวนอิมพันมือ องค์หญิงเมี่ยวซ่านนั้น ตอนแรกเป็นชาวพุทธ ตอนหลังเทพไท่ไป๋ได้มาโปรด ชี้แนะหนทางดับทุกข์ เหตุนี้พระโพธิสัตว์กวนอิมจึงเป็นเทพทั้งฝ่ายพุทธและฝ่ายเต๋าในเวลาเดียวกัน


ความเป็นมาของเจ้าแม่กวนอิม
เจ้าแม่กวนอิมเป็นความเชื่อทางพระพุทธศาสนาลิทธิมหายาน ซึ่งมีที่ในสมัยที่ศาสนาฮินดูพยายามกลืนให้พุทธเป็นศาสนาเดียวกันกับตนโดยการ
ใส่ร้ายของฝ่ายสังกราจารย์ ซึ่งได้กล่าวหาว่าพระพุทธเจ้านั้นคืออวตารที่9ของพระนารายณ์ ซึ่งจะมีการอวตารมาเพื่อปราบยุคเข็ญบนโลกมนุษย์ ในสมัยหลังพุทธกาลประมาณ900ปี ทั้งที่พระไตรปิฎกนั้นพระพุทธองค์ก็เหมือนอย่างสัตว์ที่เวียนว่ายตายเกิดธรรมดาที่บำเพ็ญเพียรเป็นโพธิสัตว์เพื่อมาเป็นพระพุทธเจ้า ในสมัยนั้นเพื่อความอยู่รอดของพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเห็นว่าควรสร้างสิ่งที่ต่อต้านฮินดูขึ้นนั่นก็คือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร หรือเจ้าแม่กวนอิมในสมัยต่อมานั่นเอง
พระโพธิสัตว์ในความหมายของมหายานนั้นไม่ได้หมายถึงผู้ที่บำเพ็ญเพียรสู่ความเป็นพระพุทธเจ้าอย่างความเชื่อทางหินยานหรือศาสนาพุทธฝ่ายใต้ แต่มีความหมายว่าผู้ที่บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วแต่ไม่ยอมปรินิพพาน
ในสมัยแรกพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั้นเป็นชาย ซึ่งจะเห็นเทวรูปของพระองค์ในปางต่างๆหรือแม้กระทั่งพระโพธิสัตว์ในปางเหยียบบนซากศพของทวยเทพในศาสนาฮินดูซึ่งแสดงถึงความขัดแย้งทางศาสนาในสมัยนั้นได้ดี
ต่อมาพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปก็ได้เผยแพร่ความเชื่อเข้ามาในประเทศจีนซึ่งเป็นความเชื่อของฝ่ายมหายาน พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรภาษาจีนเรียกว่า กวนซิอิมผ่อสัก ในสมัยต่อมาเชื่อกันว่าเจ้าแม่กวนอิมได้แปลงร่างเป็นสตรีเพื่อให้ง่ายต่อการโปรดสัตว์โลกจนถึงคนสุดท้าย จึงเรียกว่าเจ้าแม่กวนอิม
หรือ กวนอิมเนี้ยในภาษาจีน ไม่ว่าเจ้าแม่กวนอิมจะมีจริงหรือไม่แต่สิ่งที่เห็นได้จากเจ้าแม่กวนอิมก็คือความเมตตาต่อผู้อื่นแม้จะต้องสละชีวิตก็ยอม
ดังนั้นใครก็ตามที่มีความเมตตาต่อผู้อื่นเสียสละชีวิตเวลาเพื่อการกระทำดีแล้วก็ได้ชื่อว่าเป็น พระโพธิสัตว์ หรือเป็นศิษย์เจ้าแม่กวนอิม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #287 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 09:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์แล้วควรต้องปล่อยวางทุกสิ่งไว้เบื้องหลังทรัพย์สินเงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายไม่ให้ไปยึดติด การที่มีลูกศิษย์มามอบทรัพย์สินให้เพื่อให้เข้าไปอยู่ในอุบายมีลาภ ยศและกิเลส แล้วจะไปสำเร็จไปนิพพานได้อย่างไรครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #288 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 09:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์แล้วควรต้องปล่อยวางทุกสิ่งไว้เบื้องหลังทรัพย์สินเงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายไม่ให้ไปยึดติด การที่มีลูกศิษย์มามอบทรัพย์สินให้เพื่อให้เข้าไปอยู่ในอุบายมีลาภ ยศและกิเลส แล้วจะไปสำเร็จไปนิพพานได้อย่างไรครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #289 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 09:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์แล้วควรต้องปล่อยวางทุกสิ่งไว้เบื้องหลังทรัพย์สินเงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายไม่ให้ไปยึดติด การที่มีลูกศิษย์มามอบทรัพย์สินให้เพื่อให้เข้าไปอยู่ในอุบายมีลาภ ยศและกิเลส แล้วจะไปสำเร็จไปนิพพานได้อย่างไรครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #290 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 09:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์แล้วควรต้องปล่อยวางทุกสิ่งไว้เบื้องหลังทรัพย์สินเงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายไม่ให้ไปยึดติด การที่มีลูกศิษย์มามอบทรัพย์สินให้เพื่อให้เข้าไปอยู่ในอุบายมีลาภ ยศและกิเลส แล้วจะไปสำเร็จไปนิพพานได้อย่างไรครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #291 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 09:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์แล้วควรต้องปล่อยวางทุกสิ่งไว้เบื้องหลังทรัพย์สินเงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายไม่ให้ไปยึดติด การที่มีลูกศิษย์มามอบทรัพย์สินให้เพื่อให้เข้าไปอยู่ในอุบายมีลาภ ยศและกิเลส แล้วจะไปสำเร็จไปนิพพานได้อย่างไรครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #292 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01

พระ มีสมบัติ เพียงแค่ผ้า สามผืน มีบาตร มีมีดโกน มีเข็มเย็บผ้า พระไม่มีกระทั่งที่พักที่สร้างเอง พระไม่ยึดติดในที่นอน พระไม่ยึดติดในรสอาหาร พระไม่ใช้แป้ง เครื่องประทินหอม..9ล9..(ข่าวว่า พระบางวัด อาบน้ำนมด้วย สืบกันเอาเอง)
พระไม่แสวงหาลาภ..
พระมีหน้าที่ ปฏิบัติกิจของพระ พระต้องอยู่ในระหว่างท่ามกลาง ไม่มีพระจีวรเหลือง จีวรแดง..
พระมีหน้าที่โปรดสัตว์ มนุษย์ เทวดา..

5โหล..เอาฮ.มารับอาตมาไปช๊อปปิ้งหน่อยโยม..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #293 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระ มีสมบัติ เพียงแค่ผ้า สามผืน มีบาตร มีมีดโกน มีเข็มเย็บผ้า พระไม่มีกระทั่งที่พักที่สร้างเอง พระไม่ยึดติดในที่นอน พระไม่ยึดติดในรสอาหาร พระไม่ใช้แป้ง เครื่องประทินหอม..9ล9..(ข่าวว่า พระบางวัด อาบน้ำนมด้วย สืบกันเอาเอง)
พระไม่แสวงหาลาภ..
พระมีหน้าที่ ปฏิบัติกิจของพระ พระต้องอยู่ในระหว่างท่ามกลาง ไม่มีพระจีวรเหลือง จีวรแดง..
พระมีหน้าที่โปรดสัตว์ มนุษย์ เทวดา..

5โหล..เอาฮ.มารับอาตมาไปช๊อปปิ้งหน่อยโยม..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #294 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ธรรมะมาฝาก..ยอมอด...เพื่อให้ชีวิตสัตว์


ธรรมะมาฝาก..ยอมอด...เพื่อให้ชีวิตสัตว์


หลวงพ่อชา สุภัทโท

เช้าวันหนึ่งก่อนจะออกบิณฑบาต หลวงพ่อจึงเดินไปดูปลาเพื่อช่วยชีวิตมันทุกเช้า

แต่วันนั้นไม่ทราบใครเอาเบ็ดมาตกไว้ตามริมแอ่งน้ำ

เห็นเบ็ดทุกคันมีปลาติดอยู่ หลวงพ่อจึงรำพึงว่า

เพราะมันกินเหยื่อเข้า... ไป เหยื่อนั้นมีเบ็ดด้วยปลาจึงติดเบ็ด

มองดูปลาติดเบ็ดสงสารก็สงสาร แต่ช่วยมันไม่ได้ เพราะเบ็ดมีเจ้าของ

ท่านจึงมองเห็นด้วยความสลดใจ เพราะความหิวแท้ๆเจ้าจึงหลงกินเหยื่อที่เขาล่อไว้

ดิ้นเท่าไรๆก็ไม่หลุด เป็นกรรมของเจ้าเองเพราะความไม่พิจารณาเป็นเหตุให้เตือนตนว่า...

" ฉันอาหารไม่พิจารณาจะเป็นเหมือนปลากินเหยื่อย่อมติดเบ็ด..."



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #295 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ได้เวลาจึงกลับออกไปเที่ยวภิกขาจาร ครั้นกลับจากบิณฑบาตเห็นอาหารพิเศษ

มองดูเห็นต้มปลาดุกตัวโตๆทั้งนั้น หลวงพ่อนึกรู้ทันทีว่า

ต้องเป็นปลาติดเบ็ดที่เราเห็นนั้นแน่ๆ บางทีอาจจะเป็นพวกที่เราเคยช่วยชีวิตเอามันลงน้ำก็ได้

ความจริงก็อยู่ใกล้ๆแอ่งน้ำนี้เท่านั้น...และโดยปกติแล้วอาหารจะฉันก็ไม่ ค่อยจะมีอยู่แล้ว

แต่หลวงพ่อเกิดความรังเกียจขึ้นมา ถึงเขาจะเอามาประเคนก็รับวางไว้ตรงหน้าไม่ ยอมฉัน

ถึงแม้จะอดอาหารมานานก็ตาม เพราะท่านคิดว่าถ้าเราฉันของเขาในวันนี้

วันต่อๆไปปลาในแอ่งน้ำนั้นก็จะถูกฆ่าหมด เพราะเขาจะทำเป็นอาหารนำมาถวายเรา

ปลาตัวใดที่อุตส่าห์ตะเกียกตะกายขึ้นมา พบแอ่งน้ำแล้วก็ยังจะต้องพากันมาตาย

กลายเป็นอาหารของเราไปหมด ดังนั้นหลวงพ่อจึงไม่ยอมฉัน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #296 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จึงส่งให้พระทองดีซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ พระทองดีเห็นหลวงพ่อไม่ฉัน

ก็ไม่ยอมฉันเหมือนกันมีอะไรที่ไปบิณฑบาตได้มาก็แบ่งกันฉันตามมีตามได้

ส่วนโยมที่เขาต้มปลามาถวาย นั่งสังเกตอยู่ตั้งนานเมื่อเห็นพระไม่ฉันจึงเรียน ถามว่า

ท่านอาจารย์ไม่ฉันต้มปลาหรือครับ ...หลวงพ่อจึงตอบว่าสงสารมัน เท่านี้เอง

ทำเอาโยมผู้นำมาถวายถึงกับนิ่งอึ้ง...แล้วจึงพูดว่า

ถ้าเป็นผมหิวอย่างนี้คงอดไม่ได้แน่ๆ
ตั้งแต่นั้นมาปลาในแอ่งน้ำนั้นจึงไม่ถูกรบกวนพวกโยมก็พากัน เข้าใจว่าปลาของวัด...


เครดิต โพสจัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #297 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วัดหนองป่าพง เป็นวัดป่าฝ่ายอรัญวาสี ตั้งอยู่ที่ตำบลโนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี เป็นสำนักปฎิบัติธรรมที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติอันสงบเงียบ มีบรรยากาศอันร่มรื่น เหมาะแก่การปฎิบัติธรรม สร้างโดยหลวงพ่อชา สุภทโท หรือ พระโพธิญาณเถระ



ประวัติความเป็นมา

ระหว่างที่มาอยู่วัดหนองป่าพง หลวงพ่อได้ยึดหลักคำสอนของพระพุทธองค์ที่ตรัสว่า " ทำตนให้ตั้งอยู่ในคุณธรรมสมควรเสียก่อน แล้วจึงสอนคนอื่นที่หลัง จึงจะไม่เป็นบัณฑิตสกปรก" ฉะนั้นไม่ว่าจะทำกิจวัตรอันใด เช่น การกวาดลานวัด จัดที่ฉัน ล้างบาตร นั่งสมาธิ ตักน้ำ ทำวัตร หลวงพ่อจะลงมือทำเป็นตัวอย่างของศิษย์โดยยึดหลักว่า "สอนคนด้วยการทำให้ดู ทำเหมือนพูดพูดเหมือนทำ" ดังนั้นศิษย์ และญาติโยมจึงเกิดความเคารพเลื่อมใสในปฏิปทาที่หลวงพ่อดำเนินอยู่

ศิลปสถาปัตยกรรม
นอกจากจะเป็นที่บำเพ็ญสมณธรรมของพระธุดงค์กรรมฐานสายพระอาจาย์มั่น ภูริทตโต แล้ววัดหนองป่าพงยังเป็นที่สำคัญด้านสถาปัตยกรรม ผสมผสานระหว่างศิลปะอีสานกับศิลปะร่วมสมัย อาทิ การก่อสร้างโบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์ และเจดีย์ที่บรรจุอัฐิหลวงพ่อชา

โบสถ์วัดหนองป่าพง
เป็นอุโบสถอเนกประสงค์สมัยใหม่ที่เอื้อต่อประโยชน์ใช้สอย พื้นอุโบสถยกลอยจากพื้นดิน เบื้องล่างเป็นถังเก็บน้ำฝนตัดสิ่งประดับฟุ่งเฟื่อย อาทิ ช่อฟ้า ใบระกา ไม่มีผนังประตูหน้าต่าง สามารถจุคนได้จำนวนประมาณ 200 กว่าคน เสาอาคารและผนังประดับด้วยเครื่องปั้นดินเผา อีสานจากบ้านด่านเกวียนวิหาร เป็นลักษณะศิลปแบบอีสานเรียบง่ายแต่เน้นประโยชน์ใช้สอย สามารถจุประชาชนได้ เป็นนับพันคน

เจดีย์บรรจุอัฐิหลวงพ่อชา
มีรูปแบบสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมอีสานกับ ล้านช้าง

ความสำคัญต่อชุมชน
วัดหนองป่าพงเป็นต้นแบบของวัดป่ากว่า 100 แห่งในประเทศไทย และอีกหลายแห่งในยุโรป ออสเตรเลีย และแคนาดา หลวงพ่อชาเป็นตัวอย่าง ของพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แม้จะมีศาสนิกชนมากมายแต่ก็ไม่สร้าง ความแตกแยกให้เกิดนิกาย หรือเข้าไปพัวพันกับการเมืองจนเป็นเรื่อง แตกแยก วัดเน้นความเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ ไม่ฟุ่งเฟือยหรือสะสม คงความเป็นพุทธ คือ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน อย่างแท้จริง หน้าที่หลักของ พระสงฆ์ คือ เป็นที่พึ่งทางจิตใจ อบรมสั่งสอนให้ศาสนิกชนปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบตามหลักแห่งพระพุทธศาสนา

วัดหนองป่าพงมีเนื้อที่ประมาณ 300 ไร่ ประกอบด้วย โบสถ์ วิหาร พิพิธภัณฑ์พระโพธิญาณเถระ กุฏิพยาบาลหลวงพ่อชา กุฎิพระ กุฎิแม่ชี กุฎิหลวงพ่อชา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #298 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระธาตุหลวงพ่อชา สุภัทโท แปรสภาพจากเถ้าอังคาร
บันทึกภาพเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๖

เมื่อหลายปีก่อน ได้มีผู้นำ เถ้าอังคารของหลวงพ่อชา สุภัทโท
ที่รวมตัวเป็นแท่ง ไปถวายหลวงปู่เหรียญ วรลาโภ เพื่อนำเข้าบรรจุพระสุธรรมเจดีย์
วัดอรัญญบรรพต ต.บ้านหม้อ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย
โดยได้นำแท่งอังคารห่อผ้าขาว ใส่โถสีทอง ไปถวายองค์หลวงปู่เหรียญ
ที่มูลนิธิท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
ในงานทำบุญวันอาทิตย์ต้นเดือน เมื่อปลอดผู้เข้ามาถวายปัจจัยและสิ่งของ
หลวงปู่เหรียญ จึงได้นำแท่งอังคารจำนวน ๑ แท่ง ออกมาพิจารณา
แล้วส่งให้หลวงปู่จันทร์โสม กิตฺติกาโร ได้พิจารณาด้วยกัน
ขณะที่ทำการส่ง เมื่อแท่งอังคารกระทบถึงมือหลวงปู่จันทร์โสม
แท่งอังคารแท่งนั้นก็เกิดแตกออก และตกลงบนอาสนสงฆ์
ขณะนั้นมีคุณณรงค์ชัย โตประเสริฐ ที่ทำหน้าที่อุปัฏฐากหลวงปู่จันทร์โสม
และลูกศิษย์หลวงปู่หลอด ปโมทิโต อีกท่านหนึ่ง ที่นั่งอยู่หน้าองค์หลวงปู่จันทร์โสม
คุณณรงค์ชัยจึงได้เก็บแท่งอังคารถวายคืนหลวงปู่เหรียญ
และขออนุญาตขอเก็บเศษที่แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนำกลับมาบูชา
ซึ่งหลวงปู่เหรียญ ท่านได้เมตตาอนุญาต
และหลวงปู่จันทร์โสม เมตตาส่งกระดาษทิชชูมาให้ห่อกลับมาบูชา
จึงได้ทำการแบ่งกันระหว่างลูกศิษย์ทั้งสอง
คุณณรงค์ชัยได้บูชาไว้เป็นเวลา ๑ ปี เมื่อเปิดออกดู
ได้พบแท่งอังคารที่เริ่มรวมตัวเป็นก้อนเล็กๆ ภายในแท่ง
บางส่วนก็ได้แตกป่นออก และแปรเป็นองค์พระธาตุที่มีสีสันสดใส จำนวนมาก
ต่อมาคุณณรงค์ชัยได้แบ่งแท่งอังคารที่กำลังรวมตัว และเริ่มแปรเป็นพระธาตุ
ถวายพระท่านเพื่อให้นำไปบรรจุให้ประชาชนทั่วไปได้สักการบูชา
ณ พระธุตังคเจดีย์ วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ
และต่อมาได้แบ่งไปประดิษฐานที่อาคารทวีสุขวิทยาคาร ชั้น ๓ ห้องกัมมัฏฐาน
วัดดวงแข เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เพื่อให้เป็นกำลังใจต่อเพื่อนๆ
ผู้เสียสละทำความดี ในนามคณะศิษย์หลวงตามหาบัว ศาลา ๗ วัดดวงแข

* * * * * * * * * * * * * * * * * * * * * *


งานปฏิบัติธรรมประจำปี ๒๕๕๖ อาจาริยบูชา
ครบรอบ ๒๑ ปี แห่งการละสังขารของหลวงพ่อชา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #299 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ยิ่งอ่านยิ่งเข้าใจในบทธรรมะ ที่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ครับ ขอให้ท่านผู้อ่านศึกษากันและหากท่านใด้อยากจะเสนอบทความหรือความคิดเห็นก็เชิญได้ครับ กระทู้นี้เป็นของท่านผู้อ่านทุกๆคนครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #300 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บัวสี่เหล่า


พระพุทธองค์ทรงเห็นว่าบุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวก บางพวกสอนได้ บางพวกสอนไม่ได้ เปรียบเสมือนบัว ๔ เหล่า ได้แก่

๑. พวกที่มีสติปัญญาฉลาดเฉลียว เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมก็สามารถรู้ และเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่พ้นน้ำ เมื่อต้องแสงอาทิตย์ก็เบ่งบานทันที (อุคฆฏิตัญญู)

๒. พวกที่มีสติปัญญาปานกลาง เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มเติม จะสามารถรู้และเข้าใจได้ในเวลาอันไม่ช้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ปริ่มน้ำ ซึ่งจะบานในวันถัดไป (วิปัจจิตัญญู)

๓. พวกที่มีสติปัญญาน้อย แต่เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อได้ฟังธรรมแล้วพิจารณาตามและได้รับการอบรมฝึกฝนเพิ่มอยู่เสมอ มีความขยันหมั่นเพียรไม่ย่อท้อ มีสติมั่นประกอบด้วยศรัทธาปสาทะ ในที่สุดก็สามารถรู้และเข้าใจได้ในวันหนึ่งข้างหน้า เปรียบเสมือนดอกบัวที่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งจะค่อย ๆ โผล่ขึ้นเบ่งบานได้ในวันหนึ่ง (เนยยะ)

๔. พวกที่ไร้สติปัญญา และยังเป็นมิจฉาทิฏฐิ แม้ได้ฟังธรรมก็ไม่อาจเข้าใจความหมายหรือรู้ตามได้ ทั้งยังขาดศรัทธาปสาทะ ไร้ซึ่งความเพียร เปรียบเสมือนดอกบัวที่จมอยู่กับโคลนตม ยังแต่จะตกเป็นอาหารของเต่าปลา ไม่มีโอกาสโผล่ขึ้นพ้นน้ำเพื่อเบ่งบาน (ปทปรมะ).


เขียนโดย นาคินทร์ พ.ภักดี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #301 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บางท่านนั่งหักโหมมากไป ต้องการเห็นนิมิต เห็นนางฟ้า เห็นเทวดานั้นผิดครับ การนั่งไม่ต้องการเห็นสิ่งใดๆทั้งสิ้นครับ จิตว่างจิตสงบแล้วมันก็จะเข้าขั้นละเอียดอ่อนแม้แต่การหายใจจะแผ่วเบาคล้ายเหมือนไม่หายใจครับ ต้องค่อยเป็นค่อยๆไปครับ อย่าหักโหมจำไว้ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #302 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีหลายท่านบอกมาว่าธรรมะยาวๆอ่านแล้วงงอ่านแล้วสับสน อยากให้ช่วยย่อหรือแนะวิธีที่จะเข้าสมาธิได้รวดเร็วขึ้นมีทางลัดหรือไม่ครับ ก็จะค่อยๆแนะนำแบบสั้นๆไม่ยาวอ่านแล้วเข้าใจเลยที่จริงต้องให้พระมาสอนหรือมาเทศน์แต่เดี๋ยวนี้หายากมากครับพระที่บริสุทธิ์ในศีลจริงๆและพระก็มีลูกเล่นลูกชนมีตลกเข้ามาแทรกเลยไม่เป็นธรรมะที่บริสุทธิ์จริงๆครับ ส่วนพระที่เคร่งก็พยายามบรรลุสู่นิพพานสถานเดียวไม่อยากยุ่งกับโลกภายนอก มันวุ่นวายเหลือเกินที่ท่านจะมาสอนสั่ง จึงอยากจะสำเร็จไปเพียงผู้เดียว ทิ้งให้คนรุ่นหลังต้องหาวิธีที่จะบรรลุนยิพพานกันต่อไปครับ ธรรมะที่นำมาลงนั้นบริสุทธิ์ ผู้ที่เป็นฆราวาสที่ไม่ต้องบวชก็สามารถปฏิบัติได้ครับ เราจะบรรลุสูความเป็นโพธิสัตว์โดยไม่ต้องบวชไม่ต้องโกนผมก็สำเร็จได้ครับเช่นองค์เจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์หรือท่านอาจารย์จี้กงโพธิสัตว์ครับ อยู่ข้างซ้ายและขวาของพระพุทธเจ้า พระองค์ได้มองการณ์ไกลที่ให้ประชาชนที่ไม่ต้องบวชเป็นพระก็สามารถสำเร็นเป็นโพธิสัตว์ได้เช่นกันครับ เรามาปฏิบัติแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไปครับ วันนี้คุณเฮโลแจ้งมาว่าเข้าสวนไปปฏิบัติหากว่างท่านจะเข้ามาเสริมเติมธรรมะให้ท่านทั้งหลายได้รับความรู้เพิ่มเติมกันต่อครับ สาธุ สาธุ สาธุ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #303 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

mikemikemike


มันยาวเกินไปน่ะครับมีแบบรวบรัดสั้นได้ไหมครับ
ธรรมะที่คนธรรมดาบ้าน ๆ อ่านแล้วเข้าใจง่ายมีไหมครับ
หรือยกตัวอย่างที่เจอกับตัวเองเลยก็ได้ แบบประสบการณ์ส่วนตัวที่เจอกับตัวเองเวลาที่ปฏิบัติแล้วได้รู้ด้วยตัวเองเหมือนที่พระพุทธเจ้าเคยสอนไว้หรือตรัสรู้ด้วยตัวของท่านเองเลยครับน่าจะอ่านสนุกกว่าน่ะครับ




(มีสมาชิกและท่านผู้อ่านได้เข้ามาคุยเสนอแนะเข้ามาครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #304 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นั่งสมาธิสวดมนต์ช่วยให้จิตใจดีขึ้นหรือไม่???



การอ่านบรรยายข้างต้นเชื่อว่าสามารถทำให้ท่านเข้าใจได้แต่จะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านต้องปฏิบัติเอง

ธรรมะคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีเครื่องมือชนิดใดสามารถมาวัดประสิทธิภาพ วัดความจริงได้
เป็นเรื่องเหนือวิทยาศาสตร์ ต้องวัดผลด้วยการปฏิบัติเอง


“ สิบปากว่า สิบตาเห็น ไม่เท่าเราลงมือทำเอง”
เอวัง ... ด้วยประการฉะนี้


ได้มากมายทีเดียวกันเช่น
(1) ทำให้ใจสบาย ไม่เครียด มีความสุข ผ่องใส
(2) หายหวาดกลัว หายกระวนกระวายโดยไม่จำเป็น
(3) นอนหลับง่าย ไม่ฝันร้าย สั่งตัวเองได้(เช่น สั่งให้หลับหรือตื่นตามเวลาที่กำหนดไว้ได้)
(4) กระฉับกระเฉง ว่องไว รู้จักเลือกและตัดสินใจเหมาะแก่สถานการณ์
(5) มีความแน่วแน่ในจุดหมาย มีความใฝ่สัมฤทธิ์สูง
(6) มีสติสัมปชัญญะดี รู้เท่าปรากฏการณ์ และยับยั้งใจได้ดีเยี่ยม
(7) มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำกิจกรรมสำเร็จด้วยดี
(8) ส่งเสริมสมรรถภาพมันสมอง เรียนหนังสือเก่ง ความจำดีเยี่ยม
(9) เกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่นชะลอความแก่ หรืออ่อนกว่าวัย
(10)รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคเครียด โรคท้องผูก โรคความดันโลหิต โรคหืด หรือโรคกายจิตอย่างอื่น
โรคกายจิต(อ่านว่าโรค กา-ยะ-จิต ) หมายถึง ไม่เป็นโรค แต่ใจคิดว่าเป็น คิดบ่อยๆเข้าก็เลยเป็นจริงๆ อาการอย่างนี้ฝึกสมาธิสักพักเดียวก็หาย


ลองฝึกสมาธิดูสิครับ วันละเล็กละน้อย ทำบ่อยๆเป็นกิจวัตร ไม่ช้าไม่นานเราจะรู้ตัวว่าเรากลายเป็นคนละคนกับคนเก่า-ปานนั้นเชียว



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #305 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

“กัลยาณมิตร” เกิดขึ้นฝ่ายเดียวไม่ได้ (สมเด็จพระญาณสังวรฯ)




คงเคยได้พบ ได้เห็น หรือได้ยินได้ฟัง กันมาแล้วบ่อย ๆ ที่เมื่อใครคนใดคนหนึ่งคิดพูดทำที่ผิดพลาด ที่ไม่สมควรแก่ภาวะฐานะ ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงเกียรติยศ เป็นต้นว่าเป็นผู้ไม่มี “กัลยาณมิตร” จึงไม่มีผู้ยับยั้งผู้ให้พ้นความผิดความเสียหายที่จะเกิด เพราะคิดพูดทำที่ผิด ที่ไม่สมควร ที่ไม่น่าทำให้เกิดขึ้น ที่จะต้องไม่เกิดขึ้น แม้มี “กัลยาณมิตร” บอกกล่าวให้รู้ความควรไม่ควร

ที่จริง “กัลยาณมิตร” จะเกิดขึ้นฝ่ายเดียวไม่ได้
“กัลยาณมิตร” ต้องเกิดขึ้นด้วยความพร้อมเพียงยอมรับทั้งสองฝ่าย
“กัลยาณมิตร” จะเกิดขึ้นฝ่ายเดียวไม่ได้

แม้คนดีมีปัญญาสักคนหนึ่งจะมีความหวังดี
ปรารถนาจะช่วยคนดีคนใดคนหนึ่งให้พ้นจากภัยพิบัตินานาประการ
ก็ย่อมไม่อาจทำได้ แม้อีกฝ่ายหนึ่งไม่มีความเข้าใจคำว่า “กัลยาณมิตร”

: แสงส่องใจ อาสาฬหบูชา ๒๕๔๙
: สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก



เครดิต mthai



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #306 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

: ธรรมะจากหลวงพ่อชา



การปล่อยวาง

โดย
หลวงพ่อชา สุภัทโท



โยม ไม้อันที่อาตมาถืออยู่นี่นะ มันสั้น หรือว่า มันยาว?

โยม ไม้อันนี้ธรรมชาติแท้ ๆ ของมันมีแค่นี้ เท่านี้ ... มันไม่สั้น และก็ไม่ยาว

โยม ความต้องการที่จะให้ไม้นี้มันสั้นเข้า หรือยาวออก นั่นแหละ "ทุกข์"
ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเรายอมตามธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ ยอมที่ไหน ทุกข์ก็ไม่เกิดที่นั่น

สมมุติว่าวันนี้ โยมหาเงินได้ ๑๐๐ บาท ธรรมชาติของมันแค่ ๑๐๐ บาท
จะอยากให้ได้มากกว่านั้น...ก็ไม่ได้
จะอยากให้ได้น้อยกว่านั้น...ก็ไม่ได้
หาได้ ๕๐ บาท ธรรมชาติของเขาก็แค่นั้น
หาไม่ได้เลย ธรรมชาติของมันก็เท่ากับหาไม่ได้เลย
ยอมตามธรรมชาติที่มันเป็นทุกอย่าง ทุกแห่ง ทุกข์ก็ไม่เกิด

ธรรมะอย่างนี้ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้
ใคร ๆ ก็ปฏิบัติได้ ปฏิบัติเมื่อไหร่ ที่ไหน...ทุกข์ก็ไม่เกิดเมื่อนั้น ที่นั่น

โยม อีกอย่างหนึ่ง สมมุติว่าถ้าเราจะปลูกต้นไม้
อันดับแรก เราต้องเตรียมดินให้ดี ขุดหลุมกว้างเมตร ลึกเมตร
คลุกดินด้วยปุ๋ยคอกอย่างดี แล้วจึงปลูกต้นไม้ลงไป
เมื่อปลูกแล้ว เราต้องคอยดูแล โดยหมั่นรดน้ำ พรวนดิน ดายหญ้า และล้อมรั้วกันอันตรายให้

หน้าที่ของเรามีเพียงแค่นี้ ทำให้ครบ ทำให้ดีที่สุด
ส่วนผลที่ต้นไม้จะให้นั้น บางชนิด ๑ ปีให้ผล
บางชนิด ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปี
นั่นเป็นเรื่องของเขา เป็นเรื่องของต้นไม้เขาเอง

โยม อย่าลืมนะ หน้าที่ของเรานั้น
ทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้น ส่วนผลที่จะได้รับเป็นเรื่องของเขา
ถ้าเราดำเนินชีวิต โดยมีการปล่อยวางเช่นนี้แล้ว ทุกข์ก็ไม่รุมล้อมเรา

ธรรมะอย่างนี้...ใคร ๆ ก็ปฏิบัติได้
ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ปฏิบัติเมื่อไรก็ได้



ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #307 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้มีสติ

โดย
หลวงพ่อชา สุภัทโท



ผู้ใดมี "สติ" ... อยู่ทุกเวลา
ผู้นั้นก็จะได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า...อยู่ตลอดเวลา

เพราะว่า เมื่อตามองเห็นรูป...ก็เป็นธรรมะ
หูได้ยินเสียง...ก็เป็นธรรมะ
จมูกได้กลิ่น...ก็เป็นธรรมะ
ลิ้นได้รส...ก็เป็นธรรมะ
ธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ นึกขึ้นได้เมื่อใด...เป็นธรรมะเมื่อนั้น

ฉะนั้น "ผู้มีสติ"
จึงได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา...ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน
มันมีอยู่ทุกเวลาเพราะอะไร ? เพราะเรามีความรู้อยู่


ในเวลานี้ เราจึงเรียนอยู่กลางธรรมะ
จะเดินไปข้างหน้า...ก็ถูกธรรมะ
จะถอยไปข้างหลัง...ก็ถูกธรรมะ

ท่านจึงให้มี "สติ"
ถ้ามีสติแล้ว มันจะเห็นกำลังใจของตน เห็นจิตของตน
ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเป็นอย่างไร ก็ต้องรู้
รู้ถึงที่แล้ว ก็รู้แจ้งแทงตลอด

...เมื่อมันรอบรู้อยู่เช่นนี้
การประพฤติปฏิบัติ มันก็ถูกต้องดีงามเท่านั้นแหละ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #308 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เธอจงระวัง

โดย
หลวงพ่อชา สุภัทโท



เธอจงระวัง ความคิด ของเธอ
เพราะความคิดของเธอ
จะกลายเป็นความประพฤติของเธอ

เธอจงระวัง ความประพฤติ ของเธอ
เพราะความประพฤติของเธอ
จะกลายเป็นความเคยชินของเธอ

เธอจงระวังความ เคยชิน ของเธอ
เพราะความเคยชินของเธอ
จะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ

เธอจงระวัง อุปนิสัย ของเธอ
เพราะอุปนิสัยของเธอ
จะกำหนดชะตากรรมของเธอชั่วชีวิต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #309 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องหยุดทำร้ายตัวเอง
มนุษย์เรา มีอารมณ์และความรู้สึกอันหลากหลาย
แต่ละอารมณ์ จะสนองตอบตามความเคยชินของสิ่งที่กระทบ
โกรธ เมื่อมีคนมาด่าว่า หรือนินทา
ชื่นชอบ พอใจ เมื่อคำเยินยอหรือสรรเสริญ เอ่ยถึงชื่อตน
แต่สิ่งเหล่านี้ก็มิได้อยู่กับเรา คงทนหรือถาวร
มีเกิดขึ้น…แล้วหายไป…เกิดขึ้น….แล้วดับไป
เป็นเช่นนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ทุกสิ่งอย่างเป็นไปตามกฏแห่งธรรมชาติ (ธรรมะ)
มิได้เป็นไปตามความต้องการของใจ
เราโกรธเขา เกลียดเขา ว่าร้ายเขา
ด้วยคิดว่าได้ความสะใจ สาสมใจ ที่ได้โกรธ ได้เกลียด
และคิดว่าตนเองอยู่เหนือเขา ชนะเขา
แต่หารู้ไม่ว่า ความรู้สึกและอารมณ์นั้นๆ….
กำลังข่มขี่ และทำร้ายตัวเราเอง….
ให้เราเป็น…ผู้แพ้
เมื่อใดก็ตาม ที่เราโกรธ เกลียด เพ่งโทษ มุ่งร้าย….ใครสักคน
ตอนนั้นเอง เราหาได้ทำร้ายคนที่เราโกรธหรือเกลียดไม่
แต่เรากำลังทำร้าย และข่มเหงตัวเราเองโดยไม่รู้ตัว
และความรู้สึก และอารมณ์นั้นๆ ก็มิได้เป็นความสุขสงบเย็น
และทำให้ผู้ถือมั่นในอารมณ์ และความรู้สึกเช่นนี้ก็จะสะสมพอกพูน….
ความน่ารังเกลียดให้กับตนเอง
การอภัย และอโหสิกรรมให้กับเขาผู้ล่วงละเมิดเรา
แม้คนๆ นั้นจะเคยเป็นศรัตรู หรือเคยทำร้ายเราก็ตามที
เพื่อจะได้ปลดปล่อยตัวเราเองจาก “ตนนั่นแหล่ะที่ทำร้ายตนเอง”
นี่คือ ผลบุญที่เห็นทันตาของการให้อภัยไม่ถือสา
แต่เป็น “อุเบกขา” ด้วยความเข้าใจทั้งทางโลกและทางธรรม ธรรมะ
ศัตรูก็คือใจของเรานั้นเอง อยากชนะสื่งใดจงชนะใจตนเองให้ได้ก่อน เป็นนายของใจให้ได้ก่อน ชีวิตจะพบความสำเร็จได้ไม่ยากเลย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #310 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โลกิยะ หรือ โลกุตระ
คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้
คนที่เดินทางโลกิยะ ย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม
ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า ?
ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน
เราต้องตัดสินใจ ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง
__________________________________________________



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #311 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 12:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
การดูคนขอให้ดูเห็นด้วยปัญญา อย่าไปเห็นกิเลสเขา เขาเป็นคนดีคนไม่ดีรู้ได้อย่างไร ต้องสืบเสาะเจาะให้ลึก อย่าเจาะแต่ภายนอก ดูผิวเผินไม่รู้เรื่อง ต้องดูถึงจิตใจ จิตใจนี้สำคัญมาก
________________________________________________________
>ในชีวิตของคนหนึ่งคนนั้น ย่อมมีทั้งคนรักและคนเกลียด
ถึงแม้เขาจะเป็นคนเลวสักเท่าใด ก็ยังมีคนที่รักเขาอยู่
.
.
>ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนดีแค่ไหน แต่ก็ยังมีคนที่เกลียดเขาอยู่
.
>ในโลกนี้คนเรานั้นแตกต่างกัน
.
>การที่เราจะปรับให้เข้ากับทุกสิ่งได้นั้นเป็นการยาก
แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่ง ที่สามารถปรับให้เข้ากับทุกสิ่งได้
.
.
>นั่นคือ
.
.
.
>>>>>>>>>> “ธรรมะ”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #312 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 12:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ศิษย์พุทธโธ ว. ญาณ

ขอเพิ่มเติมอีกนิดครับ
การทำความเพียร ไม่จำกัดการครับ ไม่มีเวลา ไม่มีสถานที่ ในเมื่อมนุษย์เรายังมีลมหายใจ การปฏิบัติภาวนาก็สามารถทำได้ตลอดเสมอลมหายใจ หายใจเข้าพุทธ หายใจออกโธ สติจับอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก หรือจะภาวนา สัมมาอระหัง หรือ ยุบหนอ พองหนอ ก็ไม่เป็นไรตามแต่จริตเราครับ ฟังดูเหมือนง่ายแต่ก็ไม่ง่ายครับ ถ้าใครสามารถตั้งได้ทั้งวัน การตกกระแสพระนิพพานก็ไม่ไกลเกินเอื้อมครับ ขอยกคำพ่อแม่ครูบาอาจารย์มาบอกนะครับ กระผมเคยได้บวชพระ และไปกราบหลวงปู่สุธรรม สุธัมโม วัดป่าหนองไผ่ จ.สกลนคร ท่านได้ให้โอวาทธรรมไว้ว่า "การภาวนา ไม่มีขั้นตอน ไม่มีก่อนมีหลัง ขี้เกียจก็ดี ขยันก็ดี ให้ทำไปเสมอเป็นปกติ กรรมฐานมี 40 กอง ต้องมีอะไรที่ตรงกับจริตเธอบ้าง ไม่ต้องไปหาอ่านหนังสือที่ไหน ให้เน้นปฏิบัติเอง และคนตกจากยอดไม้จะรู้หรือว่า ตกผ่านกิ่งไหนมาบ้างแล้ว การปฏิบัติก็เหมือนกัน จริตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เธอไม่ต้องกลัวภาวนาไม่เป็น ให้เธอขยันทำเข้าเดี๋ยวก็เป็นเองครับ ขอฝากตรงนี้ด้วยครับ อย่ากลัว หรือไม่บังอาจตกกระแสพระนิพพาน ถ้าคุณยังไม่ลองทำความเพียรให้ถึงพร้อม ปฏิบัติเองรู้เอง สาธุ สาธุ เจริญในธรรมกันทั่วทุกคนเทอญ



ตอบขอบคุณท่าศิษย์ว.ฯ ได้เข้ามาแนะนำการบริกรรมหรือนั่งสมาธิสวดมนต์ให้ท่านผู้อ่านเข้าใจได้มากขึ้นครับ เชิญเข้ามาคุยกันทุกกระทู้ที่มีเรื่องธรรมะได้ครับจะไดบุญกุศลร่วมกันทั้งหมดที่เข้ามาอ่านครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #313 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 13:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีพระบางรูปสะสมรถโบราณหลาบสิบคัน ก็ถือว่ายังติดในรูป รส กลิ่น เสียง น่าจะสึกออกมาเล่นรถเลยจะดีกว่า หรือลาออกมาตั้งคณะตลกเด๋อเชิญยิ้มจะดีกว่าครับ



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 28 มิ.ย. 13, 10:47 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #314 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 13:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีพระบางรูปสะสมรถโบราณหลาบสิบคัน ก็ถือว่ายังติดในรูป รส กลิ่น เสียง น่าจะสึกออกมาเล่นรถเลยจะดีกว่า หรือลาออกมาตั้งคณะตลกเด๋อเชิญยิ้มจะดีกว่าครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 ... 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม