Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23453 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #315 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 13:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

มีพระบางรูปสะสมรถโบราณหลาบสิบคัน ก็ถือว่ายังติดในรูป รส กลิ่น เสียง น่าจะสึกออกมาเล่นรถเลยจะดีกว่า หรือลาออกมาตั้งคณะตลกเด๋อเชิญยิ้มจะดีกว่าครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #316 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 13:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีพระบางรูปสะสมรถโบราณหลาบสิบคัน ก็ถือว่ายังติดในรูป รส กลิ่น เสียง น่าจะปล่อยวางและดำเนินตามรอยธรรมของหลวงปู่มั่นและเป็นสายธรรมที่เดินตามรอยพระพุทธองค์ก็จะเป็นสายธรรมที่แท้จริงครับ...



« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 มิ.ย. 13, 20:07 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #317 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 16:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระอาจารย์อรหันต์จี้กง โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



พระสมณะเต้าจี้ หรือที่ชนทั่วไปเรียกขานว่า “ จี้กง-พระพุทธที่ยังอยู่ ” เป็นชาวเมืองเทียนไถ มณฑลเจ๋อเจียง ถือกำเนิดในสมัย (ประมาณปี พ.ศ. ๑๖๙๒) แซ่หลี่ นามซิวเหยียน ออกบวช ณ อารามหลิงหยิ่งซื่อ มีสมณฉายาว่า เต้าจี้ ท่านมีอุบายวิธีในการสอนธรรมโปรดสัตว์ โดยแสร้งทำตัวแผกเพี้ยน เหตุนี้จึงได้รับขนานนามว่า พระเพี้ยนเต้าจี้ ระหว่างที่จำพรรษาอยู่ ณ อารามจิ้งฉือซื่อ ได้เกิดอัคคีภัยวัดถูกไฟเผาไหม้ ท่านจี้กงจึงออกเรี่ยไรหาไม้มาปฏิสังขรณ์ เดินทางถึงเมืองเหยียนหลิงได้แสดงปาฏิหาริย์เสกจีวรห่มคลุมภูเขา ได้ไม้เป็นจำนวนมาก จึงนำซุงล่องแม่น้ำสู่เมืองหางโจว เพื่อฉลองศรัทธาสาธุชนยังบังเกิดปาฏิหาริย์ให้ไม้ผุดขึ้นจากบ่อน้ำในอาราม เป็นความอัศจรรย์เล่าขาน เป็นตำนานสืบต่อกันมา ท่านจี้กงมรณภาพในปีรัชกาลเจียติ้ง (ประมาณปี พ.ศ.๑๗๕๒) โดยนั่งเข้าฌานสมาบัติละขันธ์ หลังจากถวายเพลิงศพแล้ว บรรจุอัฐิไว้ ณ เจดีย์หูเผ่าเฉวียน

หลายคนถ้าพูดถึงคำว่า 'พระบ้า' แล้ว ก็ไม่พ้นที่จะนึกถึงพระรูปหนึ่ง .....นามว่า จี้กง ละครจีนชุดเรื่องจี้กง เคยถูกนำมาฉายและได้รับความนิยมอย่างสูง ภาพพระจี้กง คือ พระที่สวมรองเท้าสานขาดๆ ถือพัดใบลานที่เป็นรู ใส่เสื้อผ้ารุ่งริ่ง มีหมวกโทรมใบเล็ก และที่สำคัญ ขี้ไคลของท่านรักษาได้สารพัดโรค .... แต่นั่นก็เป็นเพียงภาพที่ละครโทรทัศน์ผลิตออกมาเพื่อความบันเทิงเป็นหลักเท่านั้นสำหรับผู้ที่นับถือศาสนาพุทธ นิกายมหายาน จี้กง ถูกจัดเป็น อรหันต์ แต่เป็นพระอรหันต์ที่แปลกประหลาดเสียจนผู้คนงุนงง จนผู้คนให้ฉายานามว่า พระบ้า หรือ พระเพี้ยน สาเหตุก็ คือ จี้กงเป็นพระที่รับประทานเนื้อสัตว์ ดื่มสุราอยู่เป็นนิจ นอกจากนี้ยังลักษณะท่าทางยังปราศซึ่งความสำรวมผิดแผกกับพระสงฆ์ทั่วไปโดยสิ้นเชิงอย่างไรก็ตาม 'เปลือกนอก' กับ 'เนื้อใน' หรือ 'สิ่งที่เห็น' กับ 'สิ่งที่เป็น' นั้นบางครั้งก็มิใช่เรื่องเดียวกันเสียหมด อรหันต์จี้กง ก็ถือเป็นหนึ่งในข้อยกเว้นนั้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #318 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 16:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จี้กง หรือ จี้เตียน มีตัวตนอยู่จริงในสมัยราชวงศ์ซ่งใต้ปกครองประเทศจีน โดยใช้ชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ.1148-1209 เดิมแซ่หลี่ นามซินห นอกจากนี้ยังมีนามอื่นๆ อีก เช่น หูหยิ่น และ ฟังหยวนโส่ว เกิดที่ หมู่บ้านหย่งหนิง ตำบลเทียนไถ มณฑลเจ้อเจียง ในตระกูลของผู้มีอันจะกิน อย่างไรก็ตามหลังจาก บิดา-มารดา เสียชีวิต จี้กงก็ตัดสินใจละทางโลก สละเพศฆราวาส ออกบวชที่วัดหลิงอิ่น แห่งเมืองหางโจว โดยได้ฉายานามว่า เต้าจี้ ทั้งนี้เต้าจี้ได้รับการอุปสมบทโดยมีพระสงฆ์ผู้มีชื่อเสียงในเวลานั้นคือพระอาจารย์ฮุ้ยหย่วนหลังจากจี้กงออกบวช และ ต่อมาก็ออกลาย กลายมามีพฤติกรรมพิเรนทร์ผิดกับพระทั่วไป จนเป็นที่ติฉินนินทาของพระสงฆ์รูปอื่นๆ แต่ด้าน พระอาจารย์ กลับทราบดีว่า แม้ภายนอกจี้กงจะมีกิริยาไม่สำรวมผิดกับพระทั่วไป ทั้งผิดศีล เล่นซุกซนกับเด็กๆ ประพฤติ-พูดจาไม่สำรวมดื่มสุราบริโภคเนื้อสัตว์แต่ลึกลงไปภายในจี้กงกลับเป็นบุคคลที่ตื่นแล้ว!นอกจากนี้ด้วยการกระทำหลายๆ ประการของ จี้กง แม้จะเป็นการกระทำที่ดูเหมือนจะผิดศีลธรรม ผิดประเพณีดั้งเดิม แต่เมื่อพิจารณาจาก เนื้อแท้ จุดมุ่งหมายและผลลัพธ์ แล้ว การกระทำเหล่านั้นของจี้กงกลับเป็นสิ่งที่ถูกต้องและก่อคุณประโยชน์สรุปความสั้นๆ ตามความเชื่อของพุทธมหายานก็คือ จี้กงเป็นอรหันต์ที่จุติมาเกิดอีกครั้งเพื่อสั่งสอนมนุษย์โลก สำหรับ วัดหลิงอิ่น อันเป็นสถานที่แรกซึ่ง จี้กง ก้าวเข้าสู่ เส้นทางแห่งร่มผ้ากาสาวพัสตร์ นับเป็นวัดที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,600 ปี และถึงปัจจุบันก็ยังเป็นสถานที่ซึ่งผู้ซึ่งมาถึง หางโจว ต้องไปเยือนด้วยประการทั้งปวง วัดหลิงอิ่น แปลความหมายเป็นไทยได้ว่า "วัดซ่อนใจ" มีประวัติย้อนไปได้ถึงปี ค.ศ.326 เมื่อพระอินเดียรูปหนึ่ง ธุดงค์มาถึงทิวเขาด้านตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบซีหู และพบหุบเขาที่สามด้านล้อมรอบด้วยป่างาม เหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนา ท่านจึงสร้าง วัดซ่อนใจ แห่งนี้ขึ้น** ขณะที่พระอินเดียรูปดังกล่าวเดินสำรวจพื้นที่ก็พบเข้ากับภูเขาหินขนาดมหึมา ที่ดูแล้ว ลักษณะโดดออกจากภูมิประเทศโดยรอบ ท่านจึงพรรณาขึ้นว่า "มิทราบว่าเขายอดนี้บินมาจากหนใด" และนี่เองจึงเป็นที่มาของชื่อ ยอดเขาบินณวัดหลิงอิ่น ทั้งนี้ ในเวลาต่อมาด้วยความศรัทธาต่อ พระจี้กง ชาวบ้านหางโจวจึงโยงใยที่มาของยอดเขาบินที่วัดหลิงอิ่นเข้าเกี่ยวพันเป็น หนึ่งในตำนานอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของ พระจี้กง แต่งเป็นนิทานขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง โดยนิทานพื้นเมืองของชาวหางโจวเรื่องนั้นระบุเอาไว้ว่าเดิมยอดเขาประหลาดดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณดินแดนแถบตะวันตกเฉียงใต้ของมณฑล เสฉวน .... เช้าวันหนึ่งเมื่อพระจี้กง มีญาณบอกล่วงหน้าว่า ราวเที่ยงวันยอดเขาดังกล่าวจะบินมาตกทับหมู่บ้านข้างวัดหลิงอิ่น และจะทำให้มีผู้คนเสียชีวิตมากมาย ด้วยเหตุนี้พระจี้กงจึงตัดสินใจวิ่งเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อบอกมหันตภัยดัง กล่าวให้กับชาวบ้านได้รับทราบ เพื่อที่จะได้พากันอพยพไปยังที่ปลอดภัย"เที่ยงวันจะมีภูเขาหล่นลงมาทับหมู่บ้าน ทุกคนรีบเก็บข้าวข้องเร็ว ไม่งั้นก็ไม่ทันแล้ว" จี้กงกระหืดกระหอบ มาตะโกนบอกชาวบ้านโดยทั่วอย่างไรก็ตามด้วย ความที่ชาวบ้านมองว่า จี้กง เป็นเพียงพระบ้ารูปหนึ่งที่กล่าวอะไรไร้สาระไปวันๆ ทุกคนจึงส่ายหัว พร้อมกับด่าทอว่า "พระบ้าเอ้ย! จะหาเรื่องอะไรมาเล่นสนุกอีกละภูเขาบินมีที่ไหนกันเล่า!"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #319 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 16:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตะวันยิ่งลอยยิ่งสูง .... ใกล้ถึงเวลาเที่ยงวันที่ยอดเขาจะตกลงมายังหมู่บ้านเข้าไปทุกที พอดีในวันนั้นมีการจัดงานมงคลสมรส จึงมีเสียงของงานรื่นเริงดังขึ้นที่มุมหนึ่งของหมู่บ้านเมื่อจี้กงเห็นว่าไม่มีใครยอมเชื่อสิ่งที่ตนเองกล่าวเตือน จี้กงจึงตัดสินใจแอบลอดตัวเข้าไปในงานหลบหลีกผู้คนอุ้มเจ้าสาวหนีออกจากงานเสียจี้กงอุ้มเจ้าสาวและวิ่งอย่างว่องไวออกไปนอกหมู่บ้าน ขณะที่ชาวบ้านที่มาร่วมงานต่างก็วิ่งไล่จับ พร้อมกับตะโกนป่าวร้อง ให้ทุกคนช่วยกันคว้าตัว 'พระบ้าขโมยเจ้าสาว' อย่างไรก็ตามด้วยอิทธิฤทธิ์ จี้กงก็มีฝีเท้าเร็วพอที่จะไม่ถูกใครไล่ตามจับได้ทันจี้กงกวดฝีเท้าออกมาๆ พร้อมกับผู้คนทั้งหมู่บ้านที่วิ่งไล่ตาม ออกมาไกลสิบกว่าลี้จนกระทั่งเลยรัศมีของยอดภูเขามหันตภัย เห็นดังนั้นจี้กงจึงวางเจ้าสาวลง เมื่อหยิบพัดใบลานขึ้นมาโบกคลายร้อน ก็บังเกิดเสียงดังลั่นสนั่นพสุธา!!!ยอดเขาตกลงมาทับหมู่บ้านอย่างที่คาดไว้ชาวบ้านที่วิ่งตามมา เมื่อหันกลับไปมองสภาพภูเขายักษ์หล่นมาทับหมู่บ้านของตนเสียแบนก็ทราบว่า สิ่งที่จี้กงกล่าวเตือนนั้นเป็นความจริง ส่วนการที่จี้กงอุ้มเจ้าสาวหนีออกมาจากงานมงคลนั้นก็เพื่อช่วยชีวิตชาวบ้าน ทั้งมวลนั่นเอง แต่ทั้งนี้หลังจากเห็นบ้านช่อง ทรัพย์สมบัติถูกทับแบนอยู่ใต้ภูเขา ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยก็เกิดความเสียดายและเศร้าโศกเสียใจร้องไห้ตีอกชกเท้ากันเป็นพัลวันด้วยสภาพดังกล่าว จี้กงจึงหันไปกล่าวกับชาวบ้านเหล่านั้นว่า "ร้องไห้ไปทำไม พวกเจ้าที่ดินที่มัวแต่เสียดายสมบัติต่างก็ถูกทับจมอยู่ใต้ภูเขาไปแล้ว จากนี้ต่อไปทุกคนก็กลับไปทำไรทำนาของตัวเอง ทำเท่าไหร่ได้เท่านั้นชีวิตก็ยังมีจะยังกลัวสร้างเรือนใหม่ไม่ได้ไปใย"ชาวบ้านพอได้ยินก็สำนึกได้ว่าท่ามกลางความทุกข์ก็ยังพอมีประกายแสงแห่งความ สุขเรืองรองอยู่บ้าง ท่ามกลางความสูญเสียอย่างน้อยที่สุดพวกตนก็ยังรักษาชีวิตให้รอดอยู่ได้ เมื่อเห็นชาวบ้านพอจะคลายทุกข์ลงได้แล้วจี้กงก็รั้งเหล่าชาวบ้านเอาไว้และกล่าวต่อว่า"อย่างเพิ่งไป ทุกคนฟังอาตมากล่าวก่อน ยอดเขาก้อนนี้เดิมลอยไปลอยมา จากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง หลังทับทลายหมู่บ้านของพวกเราแล้วก็อาจจะบินไปทับหมู่บ้านอื่น อาจทำให้คนเสียชีวิตอีกมากมาย อาตมาขอร้องให้พวกเราช่วยกันสลักพระอรหันต์ 500 องค์ไว้บนภูเขาลูกนี้ เพื่อที่จะทำให้ภูเขาลูกนี้ไม่บินไปสร้างอันตรายให้กับผู้อื่นอีก" ชาวบ้านได้ยินดังนั้นจึงรีบกลับไปช่วยกันสลักพระอรหันต์ 500 องค์ไว้บนยอดเขาบินกันคนละไม้ละมือ ...... โดยนับจากนั้น ยอดเขาดังกล่าวก็ไม่บินไปสร้างอันตรายให้ใครอีก และถูกเรียกขานกันต่อๆ มาว่า ยอดเขาบิน ณ วัดหลิงอิ่น


เครดิต มูนิธิเต็กก่าฯ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #320 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 16:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คำสอน‘พระอาจารย์จี้กง’พระอรหันต์นิกายมหายาน
คำสอน‘พระอาจารย์จี้กง’พระอรหันต์นิกายมหายาน : บุญนำพา

พระอาจารย์จี้กง เป็นนักบวชทางพระพุทธศาสนา นิกายมหายาน ในสมัยราชวงศ์ซ่ง ใต้ปกครองประเทศจีน ท่านใช้ชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.๑๖๙๑-๑๗๕๒ เดิมชื่อ “ซินหย่วน แซ่หลี่” เกิดที่หมู่บ้านหย่งหนิง ตำบลเทียนไถ มณฑลเจ้อเจียง ในตระกูลของผู้มีอันจะกิน
หลังจากที่บิดามารดาได้เสียชีวิต ท่านได้ตัดสินใจละทางโลก สละเพศฆราวาส ออกบวชที่วัดหลิงอิ่น เมืองหางโจว โดยมีพระอาจารย์ฮุ้ยหย่วน ผู้มีชื่อเสียงในเวลานั้นเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “เต้าจี้”
ชีวิตในสมณเพศของพระอาจารย์จี้กง เห็นว่าสังคมชาวจีนสมัยนั้นว่า มีสภาพไร้คุณธรรมมาก ท่านจึงแสดงพฤติกรรมพิลึกพิเรนทร์ ผิดไปจากพระสงฆ์ทั่วไป จนเป็นที่ติฉินนินทาของชาวบ้านและพระสงฆ์รูปอื่นๆ คือ ท่านมีกิริยาไม่สำรวม ชอบเล่นซุกซนกับเด็กๆ ประพฤติตนเหมือนพระวิปลาส ใส่จีวรขาดๆ ถือพัดเก่าๆ และน้ำเต้าใส่สุราที่ท่านชอบดื่มเป็นประจำ รวมทั้งบริโภคเนื้อสัตว์ จนถูกกล่าวหาว่าเป็นพระบ้า หรือพระเพี้ยน
แต่ในส่วนลึกและธาตุแท้ในจิตใจของท่านนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมอันสูงส่ง มีความเมตตาเป็นที่ตั้ง ชอบช่วยเหลือสังคมเพื่อนมนุษย์เสมอ จนมีผู้ให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใสอย่างกว้างขวาง โดยผู้คนส่วนใหญ่รู้ว่า สิ่งที่ทำนั้นเป็นการปกปิดแก่นแท้ของตัวท่าน ซึ่งลึกลงไปภายในแล้ว ท่านเป็นบุคคลที่ตื่นแล้ว การกระทำหลายๆ ประการของพระอาจารย์จี้กง เมื่อพิจารณาจากเนื้อแท้ จุดมุ่งหมาย และผลลัพธ์แล้ว การกระทำเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่ถูกต้อง และก่อคุณประโยชน์ต่อสาธารณชนทั่วไป
กล่าวโดยสรุป ตามความเชื่อของชาวพุทธมหายาน ก็คือ พระอาจารย์จี้กง เป็นพระอรหันต์ที่จุติมาเกิดอีกครั้ง เพื่อสั่งสอนมนุษย์โลก นั่นเอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #321 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 16:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สำหรับผู้ที่ต้องการกราบไหว้และขอพรพระอาจารย์จี้กง รวมทั้งรับคำสอนและบทธรรมะต่างๆ ที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิต ติดต่อสอบถามได้ที่ สมาคมเผยแผ่คุณธรรม "เต็กก่า" จีจินเกาะ ซอยวัดทองนพคุณ ถนนสมเด็จเจ้าพระยา เขตคลองสาน กทม.๑๐๖๐๐ โทร.๐-๒๔๓๗-๒๑๙๖, ๐-๒๘๖๓-๓๒๗๕ หรือที่
คำสอนของ “พระอรหันต์จี้กง”
อ่านแล้วเก็บรักษา บุญรักษาเนืองนอง รู้แล้วบอกทั่วกัน บุญกุศลเรืองรอง

๑.ชีวิตย่อมเป็นไปตามลิขิต (ละชั่วทำดี)...วอนขออะไร
๒.วันนี้ไม่รู้เหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้...กลุ้มเรื่องอะไร
๓.ไม่เคารพพ่อแม่แต่เคารพพระพุทธองค์...เคารพทำไม
๔.พี่น้องคือผู้ที่เกิดตามกันมา...ทะเลาะกันทำไม
๕.ลูกหลานทุกคนล้วนมีบุญตามลิขิต...ห่วงใยทำไม
๖.ชีวิตย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จ...ร้อนใจทำไม
๗.ชีวิตใช่จะพบเห็นรอยยิ้มกันได้ง่าย...ทุกข์ใจทำไม
๘.ผ้าขาดปะแล้วกันหนาวได้...อวดโก้ทำไม
๙.อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไร...อร่อยไปไย
๑๐.ตายแล้วบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้...ขี้เหนียวทำไม
๑๑.ที่ดินคือสิ่งที่สืบทอดแก่คนรุ่นหลัง...โกงกันทำไม
๑๒.โอกาสจะได้กลายเป็นเสีย...โลภมากทำไม
๑๓.สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือศีรษะเพียง ๓ ฟุต...ข่มเหงกันทำไม
๑๔.ลาภยศเหมือนดอกไม้ที่บานอยู่ไม่นาน...หยิ่งผยองทำไม
๑๕.ทุกคนย่อมมีลาภยศตามวาสนาที่ลิขิต...อิจฉากันทำไม
๑๖.ชีวิตลำเค็ญเพราะชาติก่อนไม่บำเพ็ญ...แค้นใจทำไม (บำเพ็ญไวไว)
๑๗.นักเล่นการพนันล้วนตกต่ำ...เล่นการพนันทำไม
๑๘.ครองเรือนด้วยความประหยัด ดีกว่าไปขอพึ่งผู้อื่น...สุรุ่ยสุร่ายทำไม
๑๙.จองเวรจองกรรมเมื่อไรจะจบสิ้น...อาฆาตทำไม
๒๐.ชีวิตเหมือนเกมหมากรุก...คิดลึกทำไม
๒๑.ฉลาดมากเกินจึงเสียรู้...รู้มากทำไม
๒๒.พูดเท็จทอนบุญจนบุญหมด...โกหกทำไม
๒๓.ดีชั่วย่อมรู้กันทั่วไปในที่สุด...โต้เถียงกันทำไม
๒๔.ใครจะป้องกันมิให้มีเรื่องเกิดขึ้นได้ตลอด...หัวเราะเยาะกันทำไม
๒๕.ฮวงซุ้ยที่ดีอยู่ในจิต ไม่ใช่อยู่ที่ภูเขา...แสวงหาทำไม
๒๖.ข่มเหงผู้อื่นคือทุกข์ รู้ให้อภัยคือบุญ...ถามโหรเรื่องอะไร
๒๗.ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย...วุ่นวายทำไม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #322 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 17:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระอรหันต์ “จี้กง”

เดิมมีแซ่ว่า “หลี่” (李) ชื่อ “ซิวหยวน” (修元) เกิดในสมัยราชวงค์ซ่งใต้ (พ.ศ. 1670 – 1822) ประเทศจีน ณ ตำบลหย่งหนิง อำเภอเทียนถาย มณฑลเจ้อเจียง บิดาของท่านเป็นนายทหารคุมทหารอยู่ชายแดน มีนามว่า “หลี่เหมาชุน” และมารดามีแซ่ว่า “หวาง” บิดามารดาของท่านนั้นเป็นคนโอบอ้อมอารี ท่านหลี่ระหว่างคุมทหารอยู่ชายแดน เพราะเป็นคนมีเมตตา หละหลวมในการคุมทหาร จึงถูกทางการปลดออกจากราชการทหาร กลับคืนสู่ภูมิลำเนา บิดาของ ท่านชอบทำบุญศุลทาน ซ่อมถนน เสริมสะพาน ช่วยผู้คนตกทุกข์ได้ยาก ใครๆก็ขานเรียกท่าน “นักบุญหลี่”

วันหนึ่ง ท่านหลี่ได้ไปธุระในตลาด ได้ยินชาวบ้านวิพากษ์วิจารณ์ท่านว่า “มิใช่นักบุญจริง ถ้าเป็นนักบุญจริง ทำไมไม่มีลูก สืบตระกูล” ท่านหลี่ได้ฟังคำนินทาเหล่านั้น ก็เกิดความรู้สึกกลัดกลุ้มใจ กลับมาบ้าน ภรรยาเห็นเข้า จึงได้ถามไถ่ท่าน ว่า ท่านเป็นอะไรไป ท่านหลี่จึงได้เล่าเรื่องที่ชาวบ้านพูดคุยกันให้ภรรยาฟัง เมื่อฟังจบ ภรรยาของท่านก็เสนอให้ ท่านหลี่นั้น ขอภรรยาน้อยมาสืบตระกูล แต่ท่านหลี่ไม่เห็นด้วย

ในที่สุด สองสามีภรรยาจึงได้ปรึกษาตกลง จำศีลกินเจอยู่สามวัน แล้วร่วมเดินทางไปยังเทียนถายซัน (เขาเทียนถาย) วัด เกวอะชิน เพื่อบูชากราบไหว้ขอพรพระที่สถิตย์ในวัดทุกองค์ จนถึง ห้องสถิตย์ของพระองค์อรหันต์ เมื่อกราบไหว้ถึงองค์ที่สี่ บัดดลนั้น พระอรหันต์ “เจี้ยงหลง” ก็ได้พลัดจากพระแท่นสู่ดิน เจ้าอาวาส “ซิ่นคง” ก็ได้เปล่งวาจาว่า “ดีแล้วท่านหลี่ ปี หน้าจะได้บุตรชาย”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #323 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 17:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลังจากนั้นไม่นาน ภรรยาของท่านหลี่ก็ตั้งครรภ์ และใน เดือนยี่ ขึ้น 2 ค่ำ ปีจีน ก็คลอดบุตรชายออกมา ซึ่งต่อมาก็ คือ พระอรหันต์ “จี้กง” นั่นเอง เจ้าอาวาส “ซิ่นคง” ได้ทราบ ข่าวว่า ท่านหลี่ได้บุตรชาย ก็ได้มาที่บ้านท่านหลี่ เพื่อแสดง ความยินดี และขอท่านหลี่ อนุญาตให้บุตรชาย มาเป็นศิษย์ ในนามของท่าน พร้อมประทานชื่อให้ว่า “หลี่ซิวหยวน”

หลี่ซิวหยวน เป็นเด็กที่ฉลาด เมื่ออายุครบ 14 ปี ก็สามารถ อ่าน และเข้าใจหนังสือ “ซื่อซู” “อู่จิง” ซึ่งเป็นตำราโบราณ ที่ลึกซึ้งได้คล่องแล้ว เดิมทีหลี่ซิวหยวนตั้งใจจะสอบเข้ารับ ราชการ แต่บิดาไม่สบายจำต้องนอนอยู่กับที่ จึงต้องอยู่ ปรนนิบัติบิดา จนบิดาท่านเสีย อีกสองปีต่อมา มารดาก็สิ้น บุญไป

หลังจากที่พ่อแม่ได้จากไป หลี่ซิวหยวนได้มอบสมบัติของ บิดามารดาทั้งหมดให้อาเป็นผู้ดูแล แล้วออกเดินทางมายัง วัดหลิงอยิ่น จังหวัดซีหู มณฑลหังโจว และตัดสินใจแสวง หาความสว่างจากพระพุทธธรรม โดยเข้าไปกราบเจ้าอาวาส “เอี๋ยงคง” ในวัด พร้อมฝากตัวเป็นศิษย์ ครั้นเจ้าอาวาส “เอี๋ยงคง” ได้สบตาหลี่ซิวหยวนครั้งแรก ก็เพ่งรู้ว่าหลี่ซิว หยวนนั้นเป็นอรหันต์เจี้ยงหลงอวตารมาสู่แดนดิน เพื่อมาโปรดสัตว์โลกทั้งหลาย เจ้าอาวาสจึงรับไว้เป็นศิษย์ และโกนหัว อุปสมบทให้ทันที พร้อมทั้งใช้พระกรเคาะศีรษะหลี่ซิวหยวน ให้สามารถสำนึกตนว่ามาจากไหน และประทานนามให้ว่า “เต้าจี้”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #324 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 17:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระโอวาทพระอาจารย์จี้ก

“เต้าจี้” หลังจากเข้าสู่ประตูพระพุทธธรรม แม้ว่าลักษณะนิสัยท่านจะผิดแผกแปลกจากหลักพระธรรมวินัยของสงฆ์ไป ไม่ว่า จะเป็นการประพฤติหรือการพูดจาที่ไม่สำรวม การดื่มสุราหรือบริโภคเนื้อสัตว์ แต่เมื่อพิจารณาจากเนื้อแท้ จุดมุ่งหมาย และ ผลลัพธ์แล้ว การกระทำเหล่านั้นของท่านก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง และก่อคุณประโยชน์ ด้วยอริยสติ ปราดเปรื่อง ดลรู้ทุกข์สุขใน แผ่นดินได้ ท่านได้ช่วยปัดเป่าทุกข์โรคภัยไข้เจ็บให้แก่มวลชน ช่วยเหลือคนทุกข์ทั้งหลาย คนยากคนจน ช่วยกำราบ อิทธิพลอันธพาล และช่วยปราบภูตผีปีศาจต่างๆให้กับมวลมนุษย์ จนได้รับการเคารพนับถือจากผู้คนให้เป็นเสมือนเทพอีก องค์หนึ่งของคนจีน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #325 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 17:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"พระโอวาทของท่านอรหันต์จี้กง "


1. ชีวิตยอมเป็นไปตามลิขิต (ละชั่วทำดี) วอนขออะไร
2. วันนี้ไม่รู้เท่าเหตุการณ์ในวันพรุ่งนี้ กลุ้มเรื่องอะไร
3. ไม่เคารพพ่อแม่แต่เคารพพระพุทธองค์ เคารพทำไม
4. พี่น้องคือผู้ที่เกิดตามกันมา ทะเลาะกันทำไม
5. ลูกหลานทุกคนล้วนมีบุญตามลิขิต ห่วงใยทำไม
6. ชีวิตยอมมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ ร้อนใจทำไม
7. ชีวิตใช่จะพบเห็นรอยยิ้มกันได้ง่าย ทุกข์ใจทำไม
8. ผ้าขาดปะแล้วกันหนาวได้ อวดโก้ทำไม
9. อาหารผ่านลิ้นแล้วกลายเป็นอะไร อร่อยไปใย
10. ตายแล้วบาทเดียวก็เอาไปไม่ได้ ขี้เหนียวทำไม
11. ที่ดินคือสิ่งที่สืบทอดแก่คนรุ่นหลัง โกงกันทำไม
12. โอกาสจะได้กลายเป็นเสีย โลภมากทำไม
13. สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่เหนือศีรษะเพียง 3 ฟุต ข่มเหงกันทำไม
14. ลาภยศเหมือนดอกไม้ที่บานอยู่ไม่นาน หยิ่งผยองทำไม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #326 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 17:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อ โอวาท

15.ทุกคนย่อมมีลาภยศตามวาสนาที่ลิขิต อิจฉากันทำไม
16.ชีวิตลำเค็ญเพราะชาติก่อนไม่บำเพ็ญ แค้นใจทำไม (บำเพ็ญไวไว)
17.นักเล่นการพนันล้วนตกต่ำ เล่นการพนันทำไม
18.ครองเรืองด้วยความขยันประหยัดดีกว่าไปขอพึ่งผู้อื่น สุรุ่ยสุร่ายทำไม
19.จองเวรจองกรรมเมื่อไรจะจบสิ้น อาฆาตทำไม
20.ชีวิตเหมือนเกมหมากรุก คิดลึกทำไม
21.ฉลาดมากเกินจึงเสียรู้ รู้มากทำไม
22.พูดเท็จทอนบุญจนบุญหมด โกหกทำไม
23.ดีชั่วย่อมรู้กันทั่วในที่สุด โต้เถียงกันทำไม
24.ใครจะป้องกันมิให้มีเรื่องเกิดขึ้นได้ตลอด หัวเราะเยาะกันทำไม
25.ฮวงซุ้ยที่ดีอยู่ในจิตไม่ใช่อยู่ที่ภูเขา แสวงหาทำไม
26.ข่มเหงผู้อื่นคือทุกข์ รู้ให้อภัยคือบุญ ถามโหรเรื่องอะไร
27.ทุกสิ่งจบสิ้นลงด้วยความตาย วุ่นวายทำไม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
บีม-บัว
เรทกระทู้
« ตอบ #327 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 19:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณบีม-บัว ไม่มีข้อความ ให้ส่งข้อความเข้ามาใหม่ครับ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27 มิ.ย. 13, 20:09 น โดย destinygoal » noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #328 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 06:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เป็นพุทธ"อย่าโง่งมงาย" โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร


เพราะโง่งมงาย ไม่ว่าหญิงหรือชาย ก็เท่ากับตายแล้วทั้งเป็น

เพราะโง่งมงาย ทำดีมากมาย ก็จะกลายเป็นบาปสิ้น

เพราะโง่งมงาย มรดกมากมาย ก็จะกลายเป็นขาดวิ่น

เพราะโง่งมงาย มั่งมีเหลือหลาย ก็ต้องกลายเป็นยาจกสิ้น

เพราะโง่งมงาย ถือดีจนตาย ไม่มีใครฟังได้ยิน

ความงมงายของเขาเอง เป็นบ่อเกิดแห่งโชคร้าย ที่ทำให้ต้องประกอบพิธีทางไสยศาสตร์

ความโง่งมงาย เป็นบ่อเกิดแห่งโชคร้าย มิใช่ดวงดาว หรือเทพเจ้าผีสางที่ไหน มาบันดาล

พุทธทาส อินทปัญโญ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #329 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 10:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อมิตาพุทธ สาธ สาธุ สาธุ ขอส่วนบุญนี้แผ่ไปถึงทุกๆคนครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #330 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 10:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อมิตาพุทธ สาธ สาธุ สาธุ ขอส่วนบุญนี้แผ่ไปถึงทุกๆคนครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #331 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 10:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อมิตาพุทธ สาธุ สาธุ สาธุ ขอส่วนบุญนี้แผ่ไปถึงทุกๆคนครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #332 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 10:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อมิตาพุทธ สาธ สาธุ สาธุ ขอส่วนบุญนี้แผ่ไปถึงทุกๆคนครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #333 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 11:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อมิตาพุทธ สาธ สาธุ สาธุ ขอส่วนบุญนี้แผ่ไปถึงทุกๆคนครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #334 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 11:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


ที่นี้ผมจะเผยมูมที่ผมมอง และคิด
พระ ก็ยังไม่แกร่งพอ โยมก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง
โยมต้องรู้จักพระครับ ไม่ใช่รู้จักพระในด้านเทศน์เก่ง พระรูปงาม พระมีฤทธิ..
แต่โยมต้องรู้จักพระ อย่างผู้เข้าใจพระ..
พระไม่มีสมบัติ โยมก็พยายาม หาสมบัติมาให้พระ..ไม่ให้เปล่าๆเพียงอย่างเดียว ยังบรรยายสรรพคุณในสมบัตินั้นอย่างมากล้น..
พระด้วยกัน เห็นเพื่อนพระ มีสมบัติ ก็อยากมีบ้าง..เริ่มยุ่งกันใหญ่..
พระจำวัดกุฏีอย่างหรู ติดแอร์เย็นฉ่ำ ค่าไปโยมช้วยกันบริจาคมา..
วันนี้ ผมคุยแค่นี้ก่อนนะครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #335 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 11:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


ที่นี้ผมจะเผยมูมที่ผมมอง และคิด
พระ ก็ยังไม่แกร่งพอ โยมก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง
โยมต้องรู้จักพระครับ ไม่ใช่รู้จักพระในด้านเทศน์เก่ง พระรูปงาม พระมีฤทธิ..
แต่โยมต้องรู้จักพระ อย่างผู้เข้าใจพระ..
พระไม่มีสมบัติ โยมก็พยายาม หาสมบัติมาให้พระ..ไม่ให้เปล่าๆเพียงอย่างเดียว ยังบรรยายสรรพคุณในสมบัตินั้นอย่างมากล้น..
พระด้วยกัน เห็นเพื่อนพระ มีสมบัติ ก็อยากมีบ้าง..เริ่มยุ่งกันใหญ่..
พระจำวัดกุฏีอย่างหรู ติดแอร์เย็นฉ่ำ ค่าไปโยมช้วยกันบริจาคมา..
วันนี้ ผมคุยแค่นี้ก่อนนะครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #336 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 11:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


ที่นี้ผมจะเผยมูมที่ผมมอง และคิด
พระ ก็ยังไม่แกร่งพอ โยมก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง
โยมต้องรู้จักพระครับ ไม่ใช่รู้จักพระในด้านเทศน์เก่ง พระรูปงาม พระมีฤทธิ..
แต่โยมต้องรู้จักพระ อย่างผู้เข้าใจพระ..
พระไม่มีสมบัติ โยมก็พยายาม หาสมบัติมาให้พระ..ไม่ให้เปล่าๆเพียงอย่างเดียว ยังบรรยายสรรพคุณในสมบัตินั้นอย่างมากล้น..
พระด้วยกัน เห็นเพื่อนพระ มีสมบัติ ก็อยากมีบ้าง..เริ่มยุ่งกันใหญ่..
พระจำวัดกุฏีอย่างหรู ติดแอร์เย็นฉ่ำ ค่าไปโยมช้วยกันบริจาคมา..
วันนี้ ผมคุยแค่นี้ก่อนนะครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #337 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 11:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


ที่นี้ผมจะเผยมูมที่ผมมอง และคิด
พระ ก็ยังไม่แกร่งพอ โยมก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง
โยมต้องรู้จักพระครับ ไม่ใช่รู้จักพระในด้านเทศน์เก่ง พระรูปงาม พระมีฤทธิ..
แต่โยมต้องรู้จักพระ อย่างผู้เข้าใจพระ..
พระไม่มีสมบัติ โยมก็พยายาม หาสมบัติมาให้พระ..ไม่ให้เปล่าๆเพียงอย่างเดียว ยังบรรยายสรรพคุณในสมบัตินั้นอย่างมากล้น..
พระด้วยกัน เห็นเพื่อนพระ มีสมบัติ ก็อยากมีบ้าง..เริ่มยุ่งกันใหญ่..
พระจำวัดกุฏีอย่างหรู ติดแอร์เย็นฉ่ำ ค่าไปโยมช้วยกันบริจาคมา..
วันนี้ ผมคุยแค่นี้ก่อนนะครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
คนข้างวัด
เรทกระทู้
« ตอบ #338 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 14:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*032ถามผู้รู้หน่อยเถิด พระผ่าตัดทำตาสองชั้นได้มั้ยผิดศีล227ข้อหรือไม่ เมื่อคืนแอบเปิดทีวีธรรมะ เห็นแล้วไม่วายสงสัยจังง....ผู้รู้ช่วยไขข้อข้องใจให้หน่อยยย...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #339 เมื่อ: 29 มิ.ย. 13, 09:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขออนุญาตนะครับ ผู้แสดงความเห็น ขอถามผู้รู้..
ผมก็อยากคุย แต่ว่า ผมเป็นเพียงผู้สนใจ และศึกษาธรรมเท่านั้น..
ความข้องใจ..ทำให้ความข้องใจนั้นหมดไป

อยู่ใกล้วัด ระวังจิตจะเสื่อมไปกับเรื่องราวอันไม่ใช่ของตนนะครับ เช่น ได้ยินพระในวัดถกเถียงกัน ได้ยิน ได้เห็นเรื่องราวที่ไม่ชอบ แล้วเรื่องราว สิ่งที่พบ ที่เห็นมันจะยึดติด จะติดมากับความคิด ความรู้สึก (ใจ) นำมาสะสมความชอบ ความไม่ชอบอยู่ในใจ เกิดการเบียดเบียนอยู่ในใจ เกิดเบียดเบียนออกมาจากใจ ออกมาเป็นคำพูด..
การอยู่ใกล้วัด..เราต้องเอาใจไปให้ถึงพระพุทธเจ้าครับ หมายถึง..เอาเป็นแดนแห่งความสว่าง..
พระทำตาสองชั้น..
การทำตา (ทำที่เปลือกตา)ใให้ผิดเพี้ยนไปจากเดิม.. ทำเพืิื่อ การรักษาสังขารให้ใช้งานได้ดังเดิม..ก็ไม่ทำให้เกิดความมัวหมองในองค์พระ และสะเทือนไปยังคำสอนฯ
แต่หากทำไปเพื่อ ปรุงแต่งสังขาร..ทำไม่ได้ ผิดครับง.แต่ผมไม่รู้ว่าผิดในข้อใด..

พระ..เขาไม่ต้องการความหล่อเหลาหรอก..เขามีแต่จะทำให้รูปสังขารดูน่าเบื่อหน่าย เช่น..พระสังกัจจาย เป็นต้น..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #340 เมื่อ: 29 มิ.ย. 13, 09:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ความโง่ และความงมงาย..
ความโง่ คือความไม่รู้ เช่น อะไรเป็นของดี หรือไม่ดี
ความงมงายคือ ความอยาก อยากให้มี อยากให้เป็น เช่น พบเจอพระ เหมือนจอเลขหวย..
ความงมงายมันลึกซึ้งเข้าไปปะปนอยู่กับความโลภ
ทำบุญ..เพื่อทนุบำรุงพระศาสนา หลายคน หวังให้ผลบุญส่งผลสะท้อนกลับให้ได้บวกเพิ่มทวีคูณ เช่น ถวายข้าวของเครื่องใช้อันเป็นเครื่องบำรรุงกิเลสแก่พระสงฆ์..
พระสงฆ์ ทีแรกๆก็ใช้ไม่ค่อยจะเป็น แต่พอใช้ไปนานๆสักหน่อย เกิดความชอบ เกิดความเคยชิน เช่น ตู้เย็น น้ำเย็น เมื่อก่อนพระอยู่สมถะ แต่พอท่านฉันน้ำเย็นเป็นแล้ว น้ำเย็นก็ขาดตู้เย็นไม่ได้..
อย่าว่าแต่น้ำเย็น เครื่องทำน้ำร้อน ทำน้ำอุ่น เครื่องเสียงเครื่องวีดีทัศน์ สารพัด โยมเอาไปให้ใช้
ฝึกพระให้ชินชอบกับวัตถุ..เพราะเอาวัตถุไปถวาย เพียงหวังว่า ชาติหน้า จะได้มีของใช้อย่างที่ถวายพระใว้(ทำเป็นเหมือนฝากธนาคาร แล้วมาเบิกเอาทีหลัง)
นี่ก็เรียกว่า โง่..
ไปวัด ไปหาพระ ต้องเอาสุดยอดของดีกลับมา ไม่ใช่ไปหาพระ เพียงแค่อยากจะได้แค่ทรัพย์วัตถุ..(ก็เอาวัตถุไปถวาย )
ไปวัด ต้องไปทำความเข้าใจถึงการหลีกทุกข์(บางที เราก็เจอพระ ที่ชอบแล่นเข้าหาทุกข์ ให้มีวิจารณญาญ)
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #341 เมื่อ: 29 มิ.ย. 13, 10:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ไอสไตน์ คุณผู้หญิงครับ ผมเกรงว่า มันจะตรงกันข้าม..
เป็นคำพูด ที่แผงใว้ด้วยปรัชญา สอนให้เรามีความรู้ว่า มันไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตามความต้องการได้หมดทุกอย่างทุกเรื่องครับ..
ต้องเผื่อเหลือ เผื่อขาดครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #342 เมื่อ: 29 มิ.ย. 13, 14:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ไปวัด ไปทำบุญ เช่นวันพระ
การตักบาตร์ เป็นการทำทาน ทำทานแก่พุทธสาวกฯ สาวกรับแล้ว ก็ขอบคุณ และให้พร..
โยมแค่รับพรเท่านั้นหรือ..สาธุ..ขอให้ข้าพเจ้าและครอบครัววงษ์ตระกูลอยู่เย็นเป็นสุข..
สุขที่โยมรักและถวิลหา..อยากให้เกิดอยู่นิจนิรันดร์..
ความคิดไม่ไปให้ไกลกว่านี้..ความคิดเหล่านี้..ยังฝังรากให้อยู่ในวังวนของการเกิด ดับ
ไปวัด..พระท่านจะเทศน์ไปตามกาลละโอกาส..เช่น วันวิสาขบูชา พระท่านจะเทศน์ถึงความเพียรของพระพุทธเจ้า และอาจจะเทศน์ตอนที่พระพุทธเจ้าได้โปรดประทานโอวาสอะไรแก่ปัจวัคคีทั้ง5..
แล้วให้โยมน้อมนำกลับไปปฏิบัติยามอยู่บ้านเรือน..
แต่โยมกลับไม่ได้ตั้งใจฟังพระเทศน์อย่างใจจดใจจ่อ กลับบ้านเลยไม่รู้ว่า พระเทศน์อะไรให้ฟัง..รู้แค่ว่า ไปวัด ใส่บาตร เท่านั้น..รับแต่บุญใจมาบ้าน แต่ไม่ได้รับธรรมของพระพุทธเจ้ากลับมาบ้านด้วย..
อย่าว่าแต่เช่าเหมาเครื่องบินไปรับพระเลย ต่ิอให้เอา ยูเอฟโอ ไปรับ ก็ไม่รู้ถึงหนทางแห่งแสงสว่างในพระธรรมของพระพุทธเจ้า..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #343 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณ lllastromeo ให้ลงข้อความเข้ามาใหม่ครับ ข้อความไม่ขึ้นครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #344 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม



ประวัติ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม กับเส้นทางสายธรรมะตั้งแต่เริ่มบวชเรียนครั้งแรก เมื่ออายุ 20 ปี จนกระทั่งดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสวัดมาจนถึงปัจจุบัน

จากกรณี หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม แสดงธรรมโดยกล่าวพาดพิงถึง หลวงพ่อเกษม จิณฺณสีโล แห่งสำนักสงฆ์ป่าสามแยก จ.เพชรบูรณ์ ว่าเป็นพระที่ไม่รู้ซึ้งในศาสนา พร้อมทั้งต้องการให้มีการโต้ธรรมะกัน ซึ่งทางหลวงพ่อเกษมก็รับคำท้า แต่หลวงปู่พุทธะอิสระ ได้ขอพักการโต้ธรรมะไว้ก่อน เนื่องจากต้องการแฉกรณีของ หลวงปู่เณรคำ ฉัตติโก วัดป่าขันติธรรม โดยเผยว่า มีนักธุรกิจหญิงซื้อกระเป๋าหลุยส์ และเครื่องบินเจ็ทให้นั้น

ทั้งนี้ เมื่อย้อนกลับไปวันที่ 21 มกราคม 2556 ยังพบอีกว่า หลวงปู่พุทธะอิสระ คือเจ้าอาวาสวัดที่ออกมาประกาศขายวัด โดยตั้งราคาไว้ที่ 2,000 ล้านบาท เพราะทนกลิ่นเหม็นจากโรงงานอาหารสัตว์ไม่ไหว นอกจากนี้ หลวงปู่พุทธะอิสระ ยังเคยเจาะเลือดทำน้ำมนต์เพิ่มพุทธคุณและทำวัตถุมงคล พระหลวงปู่ทวด รุ่นประสะโลหิต ซึ่งหลายฝ่ายเชื่อว่า วัตถุมงคลชิ้นนี้เป็นหนึ่งในของวิเศษที่ทำให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล รอดชีวิตจากเหตุถูกลอบยิงเมื่อปี 2552 นั่นเอง และเนื่องจากชื่อของหลวงปู่พุทธะอิสระเป็นที่สนใจมากขึ้น ดังนั้นเราจึงนำประวัติของหลวงปู่พุทธะอิสระมาฝากกันค่ะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #345 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ท่านคิดดี ทำดี และมีสติ มีศีล สมาธิและปัญญา ก็จะทำให้ชีวิตเรานั้นดีขึ้น..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #346 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ท่านคิดดี ทำดี และมีสติ มีศีล สมาธิและปัญญา ก็จะทำให้ชีวิตเรานั้นดีขึ้น..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #347 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ท่านคิดดี ทำดี และมีสติ มีศีล สมาธิและปัญญา ก็จะทำให้ชีวิตเรานั้นดีขึ้น..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #348 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ท่านคิดดี ทำดี และมีสติ มีศีล สมาธิและปัญญา ก็จะทำให้ชีวิตเรานั้นดีขึ้น..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #349 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ท่านคิดดี ทำดี และมีสติ มีศีล สมาธิและปัญญา ก็จะทำให้ชีวิตเรานั้นดีขึ้น..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #350 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ท่านคิดดี ทำดี และมีสติ มีศีล สมาธิและปัญญา ก็จะทำให้ชีวิตเรานั้นดีขึ้น..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #351 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติ หลวงปู่พุทธะอิสระ

หลวงปู่พุทธะอิสระ หรือ พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม (ฉายาปัจจุบัน) เป็นชาวกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แต่บรรพบุรุษตั้งรกรากอยู่ที่ จ.นครปฐม โยมพ่อชื่อ นายชมภู โยมแม่ชื่อ นางอัมพร นามสกุล ทองประเสริฐ เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2499 แต่ไปแจ้งเกิดช้า ดังนั้นในใบสุทธิพระจึงระบุว่า เกิดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2502 ส่วนการศึกษาเล่าเรียนทางโลก ไม่จบชั้นประถมปีที่ 4 ขณะที่การศึกษาเรียนทางธรรม จบนักธรรมเอก

หลวงปู่พุทธะอิสระ เริ่มบวชเรียนครั้งแรกเมื่ออายุ 20 ปี โดยบวชที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ โดยมี พระครูธีราภินันท์ เจ้าอาวาสวัดคลองเตยใน เป็นพระอุปัชฌาย์ แต่บวชได้เพียงพรรษาเดียวก็สึกออกไปเป็นทหาร 2 ปี หลังเสร็จภารกิจทางทหาร ก็กลับมาบวชใหม่ที่วัดเดิม เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2526 โดยได้รับฉายาว่า "ธมฺมธีโร" แปลว่า "ปราชญ์ทางธรรม" ส่วนที่มาของฉายานั้น สืบเนื่องจากในครั้งหนึ่ง ท่านได้มีโอกาสไปแสดงธรรมที่วัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ซึ่งการแสดงธรรมครั้งนั้นจับใจผู้ฟังมาก จนชาวบ้านต่างคิดว่า ท่านน่าจะเป็นพระอาวุโส จึงมีการเรียกท่านว่า "หลวงปู่" ต่อ ๆ กันมา จนถึงบัดนี้

หลวงปู่พุทธะอิสระ อยู่วัดคลองเตยในได้ประมาณ 6 ปี ก็มาสร้างวัดอ้อน้อย ที่ ต.ห้วยขวาง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ในปี 2532 โดยอุบาสิกาทองห่อ วิสุทธิผล เป็นผู้บริจาคที่ดินผืนนี้ให้สร้างวัด จนเสร็จเป็นรูปเป็นร่างภายใน 3 ปี จนได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ยกฐานะขึ้นเป็นวัด ชื่อว่า "วัดอ้อน้อย" (ซึ่งตอนแรกยื่นเสนอชื่อวัด ธรรมอิสระ แต่ไม่ผ่านเนื่องจากมีเหตุหลายปัจจัย) และเมื่อสร้างวัดเรียบร้อย หลวงปู่พุทธะอิสระก็ให้พระลูกศิษย์ดูแลวัด ส่วนท่านก็ออกธุดงค์เพื่อฝึกฝนปฏิบัติธรรมอย่างจริงจังเป็นเวลากว่า 5 ปี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #352 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ต่อมาหลวงปู่พุทธะอิสระได้กลับมาปกครองดูแลวัดอ้อน้อย เมื่อได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2538 ท่านได้ทำนุบำรุงวัดจนเจริญเรื่อยมา และเมื่อพระอุโบสถสร้างเสร็จเรียบร้อย จึงได้จัดพิธีผูกพัทธสีมาปิดทองฝังลูกนิมิตในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2542 โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช ได้เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานจุดเทียนชัยในพิธีดังกล่าว

ในวันที่ 1 ตุลาคม 2542 หลวงปู่พุทธะอิสระ ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะ ต.ห้วยขวาง แทนเจ้าคณะตำบลคนเก่าที่มรณภาพไป ซึ่งในใบแต่งตั้งเจ้าคณะตำบลนี้ได้ลงอายุและพรรษาของท่านมากกว่าความเป็นจริงประมาณ 4-5 ปี ทั้ง ๆ ที่ท่านเองไม่ทราบมาก่อน จากนั้นปลายเดือนธันวาคม 2543 ท่านได้ยื่นหนังสือลาออกจากทุกตำแหน่งกับเจ้าคณะจังหวัดแต่ไม่ได้รับการอนุมัติ

กระทั่งวันที่ 13 กันยายน 2544 มีใบปลิวเถื่อนโจมตีว่า ท่านโกงพรรษา ดังนั้นท่านจึงทำการประกาศลาออกจากทุกตำแหน่งต่อหน้าพระสังฆาธิการใน จ.นครปฐม ที่มาประชุมกันที่วัดวังตะกู จ.นครปฐม และยื่นหนังสือลาออกอย่างเป็นทางการกับเจ้าคณะ จ.นครปฐม ในวันที่ 16 กันยายน 2544 และได้รับการอนุมัติในวันที่ 18 กันยายน 2544 ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวถูกเรียกว่า การสึกลดพรรษา เพราะหลังจากที่หลวงปู่พุทธะอิสระขอลาสึกแล้ว ก็ทำการบวชใหม่ทันที โดยท่านชี้แจงว่า ตนเองยังไม่มีคุณสมบัติ คุณธรรมพอที่จะเป็นพระเถระ จึงทำการศึกแล้วบวชใหม่เพื่อลดอหังการ มนังการ และมานะทิฐิของตนเอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #353 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 07:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์แล้วควรต้องปล่อยวางทุกสิ่งไว้เบื้องหลังทรัพย์สินเงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายไม่ให้ไปยึดติด การที่มีลูกศิษย์มามอบทรัพย์สินให้เพื่อให้เข้าไปอยู่ในอุบายมีลาภ ยศและกิเลส แล้วจะไปสำเร็จไปนิพพานได้อย่างไรครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #354 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 11:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระเจ้าอโศกมหาราช
พระเจ้าอโศกมหาราช หรือพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชแห่งประเทศอินเดีย ในสมัยพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วสองร้อยปีเศษ พระองค์ทรงมีความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง
พระอุปคุปต์มหาเถระได้พาพระเจ้าอโศกฯ เสด็จออกจากริกแสวงบุญสักการะบูชาสถานที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเคยเสด็จประทับทุกแห่ง พระเจ้าอโศกฯ ทรงสร้างอนุสรณ์สถานเป็นสัญลักษณ์พร้อมจารึกประวัติความเป็นมาให้อนุชนรุ่นหลังรำลึกถึงมาจนทุกวันนี้


พระพุทธศาสนาในรัชสมัยพระเจ้าอโศกฯ ได้แผ่ขยายไปทั่วพระราชอาณาจักร คณะสงฆ์ได้รับราชูปถัมป์และอุปถัมป์จากพระเจ้าอโศกฯ และคหบดีเป็นอย่างดี
ลานอนุสาวรีย์พระเจ้าอโศกมหาราช ขนาดใหญ่กว่าองคจริง 2 เท่า สร้างเมื่อ พ.ศ.2538 "อโศการาม" เป็นชื่อที่ท่านพ่อลี ธมิมธโร เจ้าอาวาสรูปแรกของวัดอโศการาม ได้นำชื่ออารามที่พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงสร้างไว้ที่เมืองปาฏลีบุตร ประเทศอินเดีย มาเป็นชื่อของวัด

พระเจ้าอโศกมหาราช เป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์โมริยะ ประเทศอินเดีย ครองราชเมื่อปี พ.ศ.273 ต่อจากพระเจ้าพินทุสารฯ พระราชบิดา ท่านเป็นจอมจักรพรรดิแห่งชมพูทวีป ส่วนทางศาสนจักร ทรงเป็นธรรมิกราชาเป็นเอกอัครพทธศาสนูปถัมภกที่สมควรยิ่งที่จะได้รับการเทิดพระเกียรติยกย่องเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณจากพุทธสาสนิกชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งทรงเผยแผ่พระพุทธสาสนามายังดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นผลให้พระพุทธศาสนามายังดินแดนสุวรรณภูมิ เป็นผลให้พระพุทธศาสนาดำรงตั้งมั่นในดินแดนแห่งนี้ เกือบเป็นเวลากว่า 2500 ปี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #355 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 11:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปาฏิหารพระรูปพระเจ้าอโศกฯเสด็จมา
ปีพุทธศักราช 2496 เดือนธันวาคม ท่านพ่อลี ธมฺมธโร ได้บำเพ็ญเพียรอย่างเข้มงวดที่วัดเขาพระงาม จังหวัดลพบุรี ได้เกิดสมาธินิมิตปาฏิหาริย์ อันสำคัญเกี่ยวกับองค์ท่านเอง ท่านเล่าว่า "คืนนั้นนั่งสมาธิอยู่จนสว่าง นั่งอยู่ด้วยกัน 6 รูป และได้ยินเสียงแปลกประหลาดดังบนศีรษะห่าง ๆ คล้ายฝนตกสักครู่หนึ่งก้ได้เห็นพระรูปพระเจ้าอโศกมหาราชตกลงมาใกล้ ๆ เป็นแก้วเจียรไนสี่เหลี่ยมสีดำอมชมพูโตประมาณนิ้วหัวแม่มือ" ท่านพ่อลีได้มีความผูกพันซาบซึ้งในผลงานการกระทำของพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นอย่างมาก ดุจเหมือนดั่งว่าท่านเคยเกิด เคยมีชีวิตอยู่ในสมัยนั้น
การที่ท่านพ่อลีได้เห็นพระเจดีย์และสถูปที่พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างไว้ ทรุดโทรมหักพัง จนเกิดความคิดที่จะสร้างทดแทนไว้สักแห่งขึ้นในเมืองไทยนั้น อาจเป็นสิ่งที่แปลกอย่างหนึ่งและการที่ท่านมีความเกี่ยวข้องกับพระบรมสารีริกธาตุ และพระธาตุพระอรหันต์ต่าง ๆ จำนวนมากดังที่ได้เขียนถึงไว้ในประวัติของท่านก็เป็นเรื่องที่แปลกอย่างหนึ่ง ท่านพ่อลีได้พูดถึงเรื่องนี้ทิ้งท้ายไว้หน่อยหนึ่งว่า "ขอให้ผู้รู้ ผู้เห็น จงสำเหนียกเอาด้วยตนเอง จิตวิญญาณของพระเจ้าอโศกมหาราชนี้ อาจจะช่วยเหลือพวกเรา หรืออาจจะอยู่กับพวกเราผู้ปฏิบัติอยู่ในขณะนี้ก็เป็นไปได้"



เครดิต วัดอโสการาม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #356 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 11:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระเจ้าอโศกมหาราช

พระปรมาภิไธยเทวานัมปิยติสสะ ปิยทัสสี
พระอิสริยยศพระมหาจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมริยะ
ราชวงศ์ราชวงศ์โมริยะ
ครองราชย์พ.ศ. 270 - พ.ศ. 311
ระยะครองราชย์41 ปี
รัชกาลก่อนหน้าพระเจ้าพินทุสาร
รัชกาลถัดไปพระเจ้าทศรถ เมารยะ
ข้อมูลส่วนพระองค์
พระราชสมภพพ.ศ. 239
สวรรคตพ.ศ. 311
พระราชบิดาพระเจ้าพินทุสาร
พระราชมารดาพระนางศิริธรรมา [1]
พระมเหสีพระนางอสันธิมิตตา
พระนางเวทิสา
พระนางการุวากี
พระนางปัทมาวตี
พระนางดิศราชเทวี [2]
พระราชโอรส/ธิดา11 พระองค์ [3]



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #357 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 11:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระเจ้าอโศกมหาราช (เทวนาครี: अशोकः, อังกฤษ: Ashoka the Great; พ.ศ. 240 - พ.ศ. 312 ครองราชย์ พ.ศ. 270 - พ.ศ. 311) ทรงเป็นจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิโมริยะ ผู้ปรีชาสามารถพระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ ทรงปกครองแคว้นมคธ มีพระราชธานีชื่อว่า ปาฏลีบุตร (ปัจจุบันเรียกว่า ปัฏนะ Patna) เป็นพระโอรสของพระเจ้าพินทุสารแห่งราชวงศ์โมริยะ พระมารดานามว่า สิริธรรม พระเจ้าอโศกมีพระโอรส และธิดา 11 พระองค์
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิอโศกมหาราช หรือพระเจ้าอโศกมหาราช เดิมเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่โหดร้าย ชอบการทำสงครามกับแว่นแคว้นต่างๆ จนได้รับสมญานามว่า จัณฑาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้โหด***ม) แต่หลังจากที่พระองค์หันมานับถือพระพุทธศาสนา พระองค์ก็ทรงกลายเป็นองค์เอกอัครพุทธศาสนูปถัมภก์ ผู้อุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาให้มีความเจริญรุ่งเรืองและแผ่ขยายมากที่สุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา และจากพระราชกรณียกิจมากมายนานัปการที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญด้วยทศพิธราชธรรมอย่างแท้จริง ทำให้ภายหลังทรงได้รับการขนานพระราชสมัญญานามว่า ธรรมาโศกราช (พระเจ้าอโศกผู้ทรงธรรม)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #358 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 11:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระเจ้าอโศกมหาราช กับพระพุทธศาสนา [แก้]

ก่อนที่จะเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา มีความดุร้ายและโหด***มเป็นอย่างยิ่ง จนได้รับฉายาว่า จัณฑาโศก แปลว่า อโศกผู้ดุร้าย ต่อมาเมื่อไปรบที่แคว้นกาลิงคะ (ปัจจุบันอยู่รัฐโอริสสา) มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก จึงเกิดความสลดสังเวชในบาปกรรม และตั้งใจแสวงหาสัจธรรมและพบนิโครธสามเณรที่มีกิริยามารยาทสงบเรียบร้อย จึงทรงนิมนต์พระนิโครธโปรดแสดงธรรม พระนิโครธก็แสดงธรรม จึงมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ต่อมาได้ฟังพระธรรมจากพระสมุทรเถระ ทรงส่งกระแสจิตตามพระธรรมเทศนาจนเข้าถึงพระรัตนตรัย พระองค์ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนา เช่น ทรงสร้างวัด วิหาร พระสถูป พระเจดีย์ หลักศิลาจารึก มหาวิทยาลัยนาลันทา ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ผนวชขณะที่ยังทรงครองราชย์อยู่ และเลิกการแผ่อำนาจในการปกครอง มาใช้หลักพุทธธรรม (ธรรมราชา) ปกครอง นอกจากนี้ พระเจ้าอโศกมหาราชยังทรงส่งสมณทูตไปเผยแพร่ศาสนา โดยแบ่งเป็น 9 สาย สายที่ 8 มาเผยแพร่ที่ สุวรรณภูมิ โดยพระโสณะและพระอุตระเป็นสมณทูต และพระองค์เป็นผู้จัดการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 3 ณ วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร
ต่อมาก็โปรดเกล้าให้สร้างบ่อน้ำ ที่พักคนเดินทาง โรงพยาบาล และปลูกต้นไม้ เพื่อจัดสาธารณูปโภคและสาธารณะตามหลักพุทธธรรม ต่อจากนั้นก็เสด็จไปพบสังเวชนียสถาน 4 แห่ง เป็นคนแรก และทรงสถาปนาให้เป็นเป็นสถานที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชนในเวลาต่อมา นับว่าพระองค์เป็นอัครศาสนูปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง และต่อมาพระองค์ทรงได้สมญานามว่า ธรรมาโศก แปลว่า อโศกผู้ทรงธรรม ทรงครองราชย์ได้ 41 ปี


หัวเสารูปสิงห์ 4 ทิศ ที่สารนาถ ซึ่งต่อมารัฐบาลอินเดียได้นำมาใช้เป็นรูปตราแผ่นดิน
ดำเนินรัฐศาสนโยบาย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #359 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 11:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดำเนินรัฐศาสนโยบาย [แก้]

ด้วยทรงถือหลักธรรมวิชัยปกครองแผ่นดินโดยธรรม ยึดเอาประโยชน์สุขของพสกนิกรของพระองค์เป็นที่ตั้ง ทรงส่งเสริมสารธารณูปการ และประชาสงเคราะห์ ทรงทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมในชมพูทวีปอย่างกว้างขวาง ได้เป็นบ่อเกิดอารยธรรมที่มั่งคงไพศาล อนุชนได้เรียกขานพระนามของพระองค์ด้วยความเคารพเทอดทูน ยิ่งกว่าพระมหากษัตริย์หลายองค์ที่พิชิตนานาประเทศด้วยสงคราม แม้พระนามของพระองค์ก็ปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน
อัครศาสนูปถัมภก [แก้]

พระเจ้าอโศกมหาราช ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนา เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป เป็นพระอัครศาสนูปถัมภกทั้งฝ่ายมหายาน และฝ่ายเถรวาท ตามพระราชประวัติในคัมภีร์อโศกาวทาน ของฝ่ายมหายาน ใน อรรถกถาสมันตปาสาทิกา คัมภีร์ทีปวงศ์ และคัมภีร์มหาวงศ์ ของฝ่ายเถรวาท และทรงอุปถัมภ์ผู้ที่นับถือศาสนาเชน โดยการถวายถ้ำหลายแห่ง ให้แก่เชนศาสนิกชน เพื่อไปประกอบพิธีทางศาสนา
ทรงเป็นหนึ่งใน 6 ในอัครมหาบุรุษ [แก้]

เอช. จี. เวลส์ (H.G.Wells; 1866 – 1946) นักเขียนชาวอังกฤษ ก็ยกย่องพระเจ้าอโศกมหาราช ว่าทรงเป็นอัครมหาบุรุษท่านหนึ่ง ใน 6 อัครมหาบุรุษแห่งประวัติศาสตร์โลก คือ พระพุทธเจ้า โสกราตีส อริสโตเติล โรเจอร์ เบคอน และอับราฮัม ลิงคอล์น


พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอโศกมหาราช ในประเทศไทย
บุรพกรรมของพระเจ้าอโศกมหาราช



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม