Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23453 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #360 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 11:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ทรงเป็นหนึ่งใน 6 ในอัครมหาบุรุษ [แก้]

เอช. จี. เวลส์ (H.G.Wells; 1866 – 1946) นักเขียนชาวอังกฤษ ก็ยกย่องพระเจ้าอโศกมหาราช ว่าทรงเป็นอัครมหาบุรุษท่านหนึ่ง ใน 6 อัครมหาบุรุษแห่งประวัติศาสตร์โลก คือ พระพุทธเจ้า โสกราตีส อริสโตเติล โรเจอร์ เบคอน และอับราฮัม ลิงคอล์น


พระบรมราชานุสาวรีย์พระเจ้าอโศกมหาราช ในประเทศไทย
บุรพกรรมของพระเจ้าอโศกมหาราช [แก้]

กล่าวว่าด้วยเหตุอันที่พระเจ้าอโศกเป็นใหญ่ในชมพูทวีป เพราะได้เคยถวายน้ำผึ้งแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
กล่าวว่าด้วยเหตุอันที่พระเจ้าอโศกผูกพันกับนิโครธสามเณรเมื่อแรกพบ เพราะเมื่อชาติอดีตที่เป็นพ่อค้าขายน้ำผึ้ง เป็นพี่น้องกัน รวมทั้งพระเจ้าเทวานัมปิยะติสสะ ที่ลังกาทวีป
หลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ได้ไปบังเกิดเป็นงูเหลือม เพราะก่อนพระองค์จะสวรรคต พระองค์ทรงพระดำริที่จะถวายพระราชทรัพย์ถวายไว้ในพระศาสนาอีก ได้มีขุนนางมาทัดทาน พระองค์จึงเกิดจิตโทสะ เมื่อสิ้นพระชนม์ จึงได้ไปเกิดสู่ทุคติภูมิ แต่หลังจากนั้นพระองค์ได้ฟังพระธรรมเทศนาจากพระมหินทเถระ พระราชโอรสซึ่งบรรลุพระอรหันต์แล้ว จนได้บรรลุพระโสดาบัน เมื่องูเหลือมซึ่งก็คือพระเจ้าอโศกมหาราชได้ตายแล้ว ก็ได้ไปเกิดในสวรรค์ ด้วยผลบุญที่พระองค์ทรงเคยทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวง
พระเจ้าอโศกทรงขุดพบสถานที่เผาพระพุทธสรีระหรือที่เรียกกันว่า "เนินดินเจ้าชายสิ้นชีพ"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #361 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 12:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระเจ้าพิมพิสาร
สิทธัตถะ
แคว้นมคธมีเมืองหลวงชื่อว่าราชคฤห์ ในสมัยพุทธกาล มีกษัตริย์ที่มีอำนาจสิทธิขาดทรงพระนามว่า พิมพิสาร เป็นผู้ปกครอง พระเจ้าพิมพิสารได้แผ่อิทธิพลไปเหนือแคว้นอื่นๆ และที่สำคัญ คือเป็นศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนา
เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกทรงผนวชใหม่ๆ ได้เสด็จผ่านมาทางเมื่องราชคฤห์เพื่อจะเสด็จต่อไป พระเจ้าพิมพิสารก็ได้ท่งพบปะสนทนากับพระองค์พอสมควร พระเจ้าพิมพิสารทรงอนุโมทนาพร้อมทั้งกราบทูลพระมหาสมณะว่า เมื่อได้ตรัสรู้แล้วขอให้เสด็จมาโปรด ก่อนพระเจ้าพิมพิสารได้รับการอภิเษกเป็นมหากษัตริย์ได้ตั้งความปรารถนาไว้ 5 ข้อคือ
1. ขอให้ได้เป็นกษัตริย์
2. ขอให้พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พึงมาแคร้นของข้าพเจ้าเมื่อได้รับการอภิเษกแล้ว
3. ขอให้ข้าพเจ้าได้เข้าไปนั่งใกล้พระอรหันต์
4. ขอให้พระอรหันต์นั้นแสดงธรรม
5. ขอให้ข้าพเจ้าพึงรู้ทั่วถึงธรรม
หลังจากพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว และส่งพระสาวกไปประกาศพระศาสนายังแคว้นต่างๆ นักบวชกลุ่มหนึ่งที่ถือการบูชาไฟเป็นเป้นหลักเรียกลัทธิของตนว่า “ชฎิล”สามพี่น้องตระกูลกัสสปะ คือ อุรุเวละ คยา และนที พร้อมด้วยบริจาคจนนักบวชเหล่านั้นเลื่อมใสศรัทธา ละทิ้งลัทธิเดิม
ขณะนั้นกิตติศัพท์กำลังแพร่กระจายไปทั่ว และรวดเร็วว่า เจ้าชายจากศากยตระกูลเสด็จออกผนวช และตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระบรมศาสดาทรงเห็นปฏิกิริยาของพวกข้าราชบริพารเหล่านั้น จึงตรัสแก้พระอุรุเวละ ที่บุคคลเหล่านั้นเครพนับถือมาก่อน ให้ชี้แจงแก่ชนเหล่านั้นถึงความไม่สีแก่นสารในลัทธิเดิมของตน และพระองค์จะทรงคอยซักถามไปทีละข้อๆแบบปุจฉา-วิสัชนา(ถาม-ตอบ)
พอพระบรมศาสดาเทศนาจบ ข้าราชบริพารเหล่านั้นแบ่งเป็น 12 ส่วน 11 ส่วนได้ดวงตาเห็นธรรม อีกส่วน1 ตั้งอยู่ในพระรัตนตรัย
พระเจ้าพิมพิสารทรงปีติยิ่งนัก วัยหนุ่มพระองค์ได้ตั้งความปรารถนาไว้ 5 ข้อ บัดนี้ความปรารถนานั้นสำเร็จแก่พระองค์หมดแล้ว
พระเจ้าพิมพิสารพอถวายภัตตาหารแก่พระบรมศาสดาและพระสงค์แล้ว ก็ทรงดำริถึงสถานที่ที่ควรประทับของพระบรมศาสดา ทรงพิจารณาเห็นว่าพระราชอุทยานเวฬุวัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากนัก กลางวันก็ไม่ค่อยพรุกพล่าน กลางคืนก็สงบ เหมาะที่จะใช้เป็นที่อาศัยของสมณะผู้รักความสงบยิ่งนัก พระเจ้าพิมพิสารจึงเป็นอุบาสกคนแรกที่ถวายอารามแก่พระสงฆ์
พระเจ้าพิมพิสารทรงเป็นอุบาสกบริษัทที่มีความสำคัญในการเผยแผ่พระศาสนาของพระบรมศาสดาอย่างยิ่ง ทรงยึดมั่นในคำสอนประพฤติปฏิบัติเป็นแบบอย่างที่ดีของไพร่ฟ้าประชาชนและทรงปกครองด้วยทศพีราชธรรม แต่บั้นปลายชีวิตพระองค์ได้รับเคราะห์กรรมอย่างหนัก อันเนื่องจากการเห็นกงจักรเป็นเป็นดอกบัวของพระเจ้าอชาตศัตรูพระราชโอรสของพระองค์เอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #362 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 13:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในช่วงนั้นพระเจ้าอชาตศัตรูทรงดำรงอยู่ในตำแหน่งมกุฎราชกุมารผู้ที่จะได้ครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดาคือพระเจ้าพิมพสาร แต่ไปคบกับพระเทวทัตหลงคารมพระเทวทัตที่ยุแหย่ว่า ท่านเป็นเพียงมกุฎราชกุมาร อาจตายก่อนพระเจ้าพิมพิสารก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจะได้เป็นกษัตริย์หรือ ท่านจงปลงพระชนม์พระบิดาแล้งขึ้นครองราช อาตมาก็จะปลงพระชนม์พระพุทธเจ้าแล้วเป็นประมุขฝ่ายศาสนจักรปกครองพระสงค์แทนพระพุทธเจ้า พระเจ้าอชาตศัตรูทรงเห็นดีเห็นชอบด้วย จึงจับพระราชบิดาคือพระเจ้าพิมพิสารมาขังไว้ โดยไม่ให้ใครเข้าเยี่ยม ยกเว้นพระราชมารดาโกศลเทวีหรือเวเทหิคือพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสาร ไม่อนุญาตให้ใครนำอาหารไปให้พระเจ้าพิมพิสารอย่างเด็ดขาด ปล่อยให้อดตายไปเอง
พระมเหสีขอร้องพระเจ้าอชาตศัตรูอย่าได้ทรมานพระบิดาเลย ถ้าต้องการราชสมบัติพระบิดาก็จะยกให้ แต่พระเจ้าอชาตศัตรูหาได้รับฟังคำอ้อนวอนนั้นไม่ พระนางเสด็จเข้าไปเยี่ยมพระสวามีในคุกทุกวัน วันละ 3ครั้ง และแอบซ่อนอาหารเข้าไป เจ้าหน้าก็ไม่กล้าห้าม
หลายวันผ่านไป พระเจ้าอชาตศตรูสอบถามว่าพระราชปิดาสวรรคตหรือยัง พอทรงทราบว่ายังและทรงทราบด้วยว่าพระมารดาทรงลักลอบนำอาหารเข้าไปให้ จึงห้ามมิให้พระมารดาทรงแต่งสาหรี่เข้าไป เพื่อให้สามารถตรวจสอบการลักลอบนำอาหารเข้าไปได้ง่ายขึ้น
พระมเหสีก็ทรงนำเอาข้าวมาทุบให้เหนียวและทรงนำมาติดไว้ที่ฝ่าพระบาท แล้วทรงสวมฉลองพระบาทเสด็จเข้าไปเยี่ยมพระสามีเมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูทรงรู้เข้า จึงห้ามพระมเหสีเสด็จเข้าไปเยี่ยมโดยเด็ดขาด
พระเจ้าพิมพิสารดำรงพระชนม์อยู่ด้วยการปฏิบัติธรรมโดยการทรงเดินจงกรม ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรูทรงทราบว่าพระบิดามีพระชนม์อยู่ได้ด้วยการทรงเดินจงกรม จึงทรงรับสั่งให้ช่างกัลบก(ช่างตัดผม) เอามีดโกนไปกรีดฝ่าพระบาทของพระเข้าพิมพิสาร ไม่ให้ทรงสามารถเดินจงกรมได้อีก เมื่อเดินจงกรมไม่ได้ ในที่สุดพระเจ้าพิมพิสารก็สวรรคต ซึ่งเป็นวันเดียวกับพระเจ้าอชาตศัตรูมีพระโอรสองค์แรก ทรงมีความปีติยินดียิ่งนักทรงรักพระโอรสอย่างสุดซึ่ง ทำให้ทรงหวนระลึกได้ว่าพระบิดาก็คงรักตนมากเหมือนกับตนรักพระโอรสจึงทรงรับสั่งให้ราชบุรุษรีบไปปล่อยพระบิดา แต่ก็สายไปเสียแล้ว
พระเจ้าพิมพิสารสวรรคตก่อนพุทธปรินิพพาน คุกที่พระเจ้าอชาตศัตรูใช้คุมขังพระเจ้าพิมพิสารนี้ ปัจจุบันยังมีเหลืออยู่เพียงซากอิฐ จัดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งของอินเดีย

“ไฟ” คือโมหะนี้ช่างรุนแรงเหลือเกิน เมื่อเกิดขึ้นในจิตของผู้ใด จะทำให้ผู้นั้นเห็นผิดเป็นถูก ทำความชั่วได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งการฆ่าพ่อตัวเองอย่างพระเจ้าอชาตศัตรูนี้


เครดิต โรงเรียนสายน้ำผึ้ง ในพระอุปถัมภ์ ฯ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #363 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 13:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทุกท่านมาร่วมสร้างบุญสร้างกุศลกันการให้ธรรม เป็นการให้ที่สูงสุดกว่าสิ่งใดๆทั้งปวงครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #364 เมื่อ: 30 มิ.ย. 13, 13:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การทำตาสองชั้นนั้น ผมได้ยินมีคนพูดกันมาตลอดว่าเจ้าอาวาสวัดหนึ่งท่านไปทำตาสองชั้นมาเพื่อความหล่อและทำหน้าเด้งมาเช่นดารานักร้องที่ไปทำหน้าเด้งหรือตาสองชั้นมา สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นให้ปล่อยและให้มีสติในการดำเนินชีวิตไปตามธรรมชาติ ของการเกิดแก่เจ็บตาย เป็นวัฏจักสงสารหรืออริยสัจ4 เพื่อความหลุดพ้น
สมัยพระองค์ท่านไม่มีการชลอความแก่ ความเจ็บ การตาย หรือการเกิดได้ ท่านถึงบอกว่าทุกอย่างนั้นเป็นไปตามกรรมครับ เราก็ต้องปล่อยวางและให้เป็นไปตามนั้นครับ




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #365 เมื่อ: 1 ก.ค. 13, 07:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เเหม..เดี๋ยวนี้พระตุ๊ดเเต๋วมีมากมายเหลือ่กินทาลิปติกปากแดงผิดธรรมชาติ ก็ไม่ทราบเข้ามาบวชได้อย่างไร มาทำให้พุทธศาสนามัวหมอง แต่ผมว่าเป็นที่ตัวคนนั่นเองยังไม่เป็นมนุษย์หากเป็นแล้วก็ทำให้คนคิดได้ครับ เดี๋ยวนี้ทุกโรงเรียนจะมีตุ๊ดแต๋วมาเรียนกันมากมายครับและเป็นลักเพศกันมาก ไปอยู่ที่ใดก็จะทำให้มีปัญหาครับ..ทั้งวัดและโรงเรียนครับผู้ใหญ่ก็ต้องช่วยกันดูแลครับอบรมสั่งสอนกันครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #366 เมื่อ: 1 ก.ค. 13, 07:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เเหม..เดี๋ยวนี้พระตุ๊ดเเต๋วมีมากมายเหลือ่กินทาลิปติกปากแดงผิดธรรมชาติ ก็ไม่ทราบเข้ามาบวชได้อย่างไร มาทำให้พุทธศาสนามัวหมอง แต่ผมว่าเป็นที่ตัวคนนั่นเองยังไม่เป็นมนุษย์หากเป็นแล้วก็ทำให้คนคิดได้ครับ เดี๋ยวนี้ทุกโรงเรียนจะมีตุ๊ดแต๋วมาเรียนกันมากมายครับและเป็นลักเพศกันมาก ไปอยู่ที่ใดก็จะทำให้มีปัญหาครับ..ทั้งวัดและโรงเรียนครับผู้ใหญ่ก็ต้องช่วยกันดูแลครับอบรมสั่งสอนกันครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #367 เมื่อ: 1 ก.ค. 13, 07:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #368 เมื่อ: 1 ก.ค. 13, 07:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #369 เมื่อ: 1 ก.ค. 13, 07:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #370 เมื่อ: 1 ก.ค. 13, 07:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #371 เมื่อ: 1 ก.ค. 13, 07:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #372 เมื่อ: 1 ก.ค. 13, 07:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #373 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 10:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพยอม กลฺยาโณ วัดสวนแก้ว นนทบุรี


พระราชธรรมนิเทศ (พยอม กัลยาโณ) มีนามเดิมว่า พยอม จั่นเพชร เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2492 อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี บรรพชาเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2502 และอุปสมบทเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2513 ณ วัดสังวรพิมลไพบูลย์ อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี สำเร็จการศึกษา น.ธ.เอก ในปี พ.ศ. 2516 และได้ไปจำพรรษาอยู่กับท่านพุทธทาสที่สวนโมกขพลารามในการปฏิบัติธรรม แล้วจึงได้กลับมาทำการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพัฒนา วัดสวนแก้ว จังหวัดนนทบุรี
ทั้งนี้ ท่านอาจารย์พยอม กัลยาโณ เป็นศิษย์คนสำคัญท่านหนึ่งของท่านพุทธทาสด้วยเช่นกัน [1]



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #374 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 10:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพยอมได้รับการยกย่องว่าเป็นพระนักเทศน์และพระผู้เสียสละ ดังกวีนิพนธ์ โดย อาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ [ต้องการอ้างอิง]
พระผู้สร้างผู้ทำนำคนทุกข์ ให้รู้ทางสร้างสุขพึ่งตนได้
เอาเหงื่อต่างน้ำมนต์พ้นพิษภัย เอาชนะทุกข์ได้ด้วยการงาน
เป็นที่พระพิศาลธรรมพาที เป็นพระดีที่รักของชาวบ้าน
ไม่ออกนอกแก่นธรรมนอกตำนาน ท่านอาจารย์พระพยอม กัลยาโณ
วัดสวนแก้ว และมูลนิธิสวนแก้ว,องค์กรสาธารณประโยชน์ [แก้]

วัดสวนแก้ว ตั้งอยู่ตำบลบางเลน แต่เดิมวัดนี้ชื่อ "วัดแก้ว" เป็นวัดร้างมา 80 ปี จนกระทั่งหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ และพระภิกษุอีก 3-4 รูป ได้เข้ามาพำนักแต่พื้นที่ของวัดเต็มไปด้วยสวนต่างๆ หลวงพ่อไม่สามารถจะบูรณะได้ เพราะขาดบุคลากร ที่จะช่วย พัฒนา เมื่อปี พ.ศ. 2521 พระพยอม กัลยาโณ และเพื่อนพระภิกษุอีก 2 รูปได้เดินทางมาจากสวนโมกขพลาราม เพื่อขอทำโครงการบวชเณร ภาคฤดูร้อนที่วัดแห่งนี้ หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2522 หลวงพ่อได้มอบหมายให้พระพยอมและเพื่อนพระภิกษุเป็นผู้ดูแลรักษาวัดเนื่องด้วยหลวงพ่อ เทียนนั้นดำริจะเดินทางกลับจังหวัดเลย
ต่อมาภายหลังจึงได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น "วัดสวนแก้ว" และได้จัดตั้ง "มูลนิธิสวนแก้ว" ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ
เพื่อเผยแผ่ศีลธรรมในศาสนา
เพื่อสนับสนุนให้กำลังใจแก่ผู้กระทำความดี
เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้คนดีมีสัมมาชีพ
ในปี พ.ศ.2548 “มูลนิธิสวนแก้ว” ได้ถูกรับรองเป็น “องค์กรสาธารณประโยชน์” (ทะเบียนเลขที่ 0163) ตามความในมาตรา 34 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคม พ.ศ.2546 เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2548 ภายใต้ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแห่งชาติ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 6 ประการ คือ
1) เพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา
2) เพื่อส่งเสริมศีลธรรม จรรยาอันดี
3) เพื่ออนุรักษ์และส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีไทย
4) เพื่อร่วมมือกับองค์การการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณประโยชน์
5) ไม่ดำเนินการเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่อย่างใด
6) จัดการศึกษาและส่งเสริมการศึกษา
วัดนี้มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก ตลอดทางเดินเข้าสู่ตัววัดมีไม้ใหญ่เขียวครึ้ม ติดป้ายคำขวัญเป็นข้อความเตือนสติพร้อมทั้งยังมีภาพวาดที่สวยงามอยู่ภายในวัด ด้านหน้าวัดมีร้านขายของที่ระลึก และร้านค้าเล็กๆมากมาย เมื่อเดินเข้าไปด้านในวัด จะพบลานโค้งและพระอุโบสถธรรมชาติ ซึ่งแต่ละวัน จะมีพุทธศาสนิกชนมาฟังเทศน์ฟังธรรมกันเป็นจำนวนมาก
สมณศักดิ์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #375 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 10:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สมณศักดิ์ [แก้]

• พระราชาคณะ ชั้นสามัญ ที่ "พระพิศาลธรรมพาที" เมื่อพ.ศ. 2538
• พระราชาคณะ ชั้นราช ที่ "พระราชธรรมนิเทศ" เมื่อพ.ศ. 2547



พระราชธรรมนิเทศ
(พยอม กัลยาโณ)

เกิด 24 เมษายน 2492
อุปสมบท 16 มิถุนายน 2513
พรรษา 42
อายุ 63
วัด วัดสวนแก้ว
จังหวัด นนทบุรี
สังกัด มหานิกาย
วุฒิการศึกษา น.ธ.เอก
ตำแหน่ง
ทางคณะสงฆ์ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #376 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 15:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

555 อันนี้ผมเข้าใจมาแล้ว แต่มาแจ่มมาแจ้ง ก็ด้วยข้อความที่คัดลอกมาให้อ่านกันนี่แหละครับ..ไม่ใช่เป็นการโยนลูก และรับลูกกันนะครับ ผมอาศัยการพูดคุยนี่แหละ เล่าเรียนธรรมมะครับ..
ตามที่ผมเคยเล่าถึงว่า ดวงจิตที่ล่องลอยงั่นอ่ะครับ..
ไม่ว่าจะเป็นชาย จะเป็นหญิง..หากให้กิเลสมันสำแดงได้ แล้วไม่รู้จักควบคุม..
พรหมจรรยก็ต้องขาดวิ่น..
ในหมู่ที่ตั้งใจให้แน่วแน่ว่า จะไปให้ถึงเบื้องยุคลบาทองค์สัมมา..จะต้องละทิ้งกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้น..จึงจะไปถึงได้..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #377 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 15:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

555 อันนี้ผมเข้าใจมาแล้ว แต่มาแจ่มมาแจ้ง ก็ด้วยข้อความที่คัดลอกมาให้อ่านกันนี่แหละครับ..ไม่ใช่เป็นการโยนลูก และรับลูกกันนะครับ ผมอาศัยการพูดคุยนี่แหละ เล่าเรียนธรรมมะครับ..
ตามที่ผมเคยเล่าถึงว่า ดวงจิตที่ล่องลอยงั่นอ่ะครับ..
ไม่ว่าจะเป็นชาย จะเป็นหญิง..หากให้กิเลสมันสำแดงได้ แล้วไม่รู้จักควบคุม..
พรหมจรรยก็ต้องขาดวิ่น..
ในหมู่ที่ตั้งใจให้แน่วแน่ว่า จะไปให้ถึงเบื้องยุคลบาทองค์สัมมา..จะต้องละทิ้งกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้น..จึงจะไปถึงได้..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #378 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 15:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

555 อันนี้ผมเข้าใจมาแล้ว แต่มาแจ่มมาแจ้ง ก็ด้วยข้อความที่คัดลอกมาให้อ่านกันนี่แหละครับ..ไม่ใช่เป็นการโยนลูก และรับลูกกันนะครับ ผมอาศัยการพูดคุยนี่แหละ เล่าเรียนธรรมมะครับ..
ตามที่ผมเคยเล่าถึงว่า ดวงจิตที่ล่องลอยงั่นอ่ะครับ..
ไม่ว่าจะเป็นชาย จะเป็นหญิง..หากให้กิเลสมันสำแดงได้ แล้วไม่รู้จักควบคุม..
พรหมจรรยก็ต้องขาดวิ่น..
ในหมู่ที่ตั้งใจให้แน่วแน่ว่า จะไปให้ถึงเบื้องยุคลบาทองค์สัมมา..จะต้องละทิ้งกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้น..จึงจะไปถึงได้..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #379 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 15:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

555 อันนี้ผมเข้าใจมาแล้ว แต่มาแจ่มมาแจ้ง ก็ด้วยข้อความที่คัดลอกมาให้อ่านกันนี่แหละครับ..ไม่ใช่เป็นการโยนลูก และรับลูกกันนะครับ ผมอาศัยการพูดคุยนี่แหละ เล่าเรียนธรรมมะครับ..
ตามที่ผมเคยเล่าถึงว่า ดวงจิตที่ล่องลอยงั่นอ่ะครับ..
ไม่ว่าจะเป็นชาย จะเป็นหญิง..หากให้กิเลสมันสำแดงได้ แล้วไม่รู้จักควบคุม..
พรหมจรรยก็ต้องขาดวิ่น..
ในหมู่ที่ตั้งใจให้แน่วแน่ว่า จะไปให้ถึงเบื้องยุคลบาทองค์สัมมา..จะต้องละทิ้งกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้น..จึงจะไปถึงได้..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #380 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 15:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

555 อันนี้ผมเข้าใจมาแล้ว แต่มาแจ่มมาแจ้ง ก็ด้วยข้อความที่คัดลอกมาให้อ่านกันนี่แหละครับ..ไม่ใช่เป็นการโยนลูก และรับลูกกันนะครับ ผมอาศัยการพูดคุยนี่แหละ เล่าเรียนธรรมมะครับ..
ตามที่ผมเคยเล่าถึงว่า ดวงจิตที่ล่องลอยงั่นอ่ะครับ..
ไม่ว่าจะเป็นชาย จะเป็นหญิง..หากให้กิเลสมันสำแดงได้ แล้วไม่รู้จักควบคุม..
พรหมจรรยก็ต้องขาดวิ่น..
ในหมู่ที่ตั้งใจให้แน่วแน่ว่า จะไปให้ถึงเบื้องยุคลบาทองค์สัมมา..จะต้องละทิ้งกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้น..จึงจะไปถึงได้..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #381 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 15:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณ lllastromeo ให้ลงข้อความเข้ามาใหม่ครับ ข้อความไม่ขึ้นครับ..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #382 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 16:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

siraphop43

ผมนับถือ เจ้าแม่ มากๆครับ





ตอบ ยินดีครับที่เข้ามาสนทนาธรรมกันครับ ชอบก็เชิญเข้ามาคุยกันบ่อยๆครับ ยินดีต้อนรับคุณเสมอครับคุณ siraphop43



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #383 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 16:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

siraphop43

ผมนับถือ เจ้าแม่ มากๆครับ





ตอบ ยินดีครับที่เข้ามาสนทนาธรรมกันครับ ชอบก็เชิญเข้ามาคุยกันบ่อยๆครับ ยินดีต้อนรับคุณเสมอครับคุณ siraphop43



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #384 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 16:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

siraphop43

ผมนับถือ เจ้าแม่ มากๆครับ





ตอบ ยินดีครับที่เข้ามาสนทนาธรรมกันครับ ชอบก็เชิญเข้ามาคุยกันบ่อยๆครับ ยินดีต้อนรับคุณเสมอครับคุณ siraphop43



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #385 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 16:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปุฉา-วิสัชนา สมาชิกถาม-อาจารย์เทวฤทธิ์ ตอบ???


เนื่องจากมีสมาชิกได้สอบถามเข้ามามากอาจารย์เลยมาตอบทุกคำถามที่สมาชิกถามมาเพื่อจะได้คลายความทุกข์ใจที่เก็บคำถามมานานไม่รู้จะถามใครก็สอบถามมาได้ครับ ยินดีต้อนรับทุกๆท่านครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #386 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 16:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปุจฉาวิสัชนา แปลว่า ถามตอบกัน หมายถึงการถามและตอบกันไปมา เป็นการหาความรู้ความเข้าใจจากอีกฝ่ายหนึ่ง ปุจฉาวิสัชนาจึงเป็นคำเรียกการเทศน์ที่มีการถามตอบกันเช่นนั้นว่า เทศน์ปุจฉาวิสัชนา คือพระรูปหนึ่งเป็นผู้ถาม อีกรูปหนึ่งเป็นผู้ตอบ โดยถามกันในเรื่องธรรมบ้าง เรื่องอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังบ้าง


ปุจฉาวิสัชนาเป็นวิธีสอนอย่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า โดยทรงเปิดโอกาสให้พระสงฆ์หรือผู้เข้าเฝ้าถามปัญหาได้ และพระองค์ทรงตอบเอง เป็นทางเกิดปัญญาอย่างหนึ่ง เป็นการเปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้ซักไซ้ไล่เลียงถามจนกระทั่งได้คำตอบที่พอใจ เป็นวิธีการให้ความรู้ตรงแก่ผู้สงสัยในเรื่องนั้น ๆ และเป็นการสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองในการเรียนการสอน หรือการสนทนา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #387 เมื่อ: 2 ก.ค. 13, 16:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีคะอาจารย์หนูชื่อวิสาขาค่ะ

หนูได้พบหนังสือธรรมะของอาจารย2เล่มวางอยู่บนหิ้งพระบูชาคะ คุณแม่หนูคงเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์มาก่อน เป็นหนังสือเล่มที่ 2 และ 3 คะ่ ในนั้นมีประวัติของอาจารย์และมีธรรมะสอนอยู่ด้วยคะ หนูอ่าน 2 เล่มแล้วน้ำตาไหลปลื้มปิติคะ วันนี้หนูเลยถามเข้ามาว่าธรรมะช่วยให้คลายทุกข์ใช่ไหมคะและหนังสืออาจารยทำมากี่เล่มแล้วคะ?



ตอบหนูวิสาขาครับ คุณแม่คงเป็นลูกศิษย์อาจารย์เมื่อ10กว่าปีที่แล้ว เล่ม2และ3นั้นนานมากทีเดียว ดีแล้วละหนูได้พบหนังสืออาจารย์2เล่มขณะนี้ลูกศิษย์หาอ่านกันมากจะมีคุณค่ามางจิตใจมากครับ บางคนได้อ่านเล่มประเจ้าตากอ่านแล้วก็น้ตาไหลเหมือนหนูเลยอ่าน6ครั้งก็ร้องไห้6ครั้ง น้ำตามันไหลออกมาเองครับ อาจารย์ทำมาทั้งหมด 20 เล่มแล้วครับ ทำแจกไปเป็นแสนเล่มแล้วครับ หมดไป8แสนกว่าบาท แจกเป็นธรรมทานครับ หากจากไปก็ไปแต่ตัวของอะไรก็คงจะนำติดตัวไปไม่ได้ครับ หากมีอะไรหนูก้โทรปรึกษาอาจารย์หรือเข้ามาในบอรด์สอบถามอ.ได้ทุกเมื่อครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #388 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 08:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธศาสนิกชน

ขอบพระคุณสำหรับเรื่องราวที่ให้อ่าน รู้สึกปลาบปลื้ม ปิติสุขและอิ่มเอมใจมาผม้สึกสงบร่มเย็นในใจเหลือเกิน ขอบคุณสนุกดอทคอมที่มีกระทู้ดีๆแบบนี้ให้อ่าน ขอบคุณมากๆค่ะ




ตอบ คุณพุทธศาสนิกชน
ดีใจครับที่ท่านเข้ามาสนทนาธรรมได้เข้ามาให้กำลังใจครับ ขอให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลร่วมกันครับ เชิญเข้ามาสนทนาธรรมได้ในทุกกระทู้ครับ ยินดีต้อนรับท่านผู้อ่านทุกๆท่านครับ และจะค่อยนำเสนอมาให้ท่านได้ศึกษาธรรมร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #389 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 08:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

siravith

ผมก็เคยบวชและเริ่มฝึกกรรมฐานที่วัดอัมพวันกับหลวงพ่อจรัลเมื่อปลายปี 35 และสึกเมื่อต้นปี 36 เป็นครั้งแรกที่ได้เจอกับเจ้ากรรมนายเวรแบบจะๆในระหว่างนอนกำหนด สมัยก่อนชอบตกปลามาก ปลาจึงมาทวงชีวิตและควักลูกนัยตาผม ตอนนั้นยังไม่หลับนะครับ เห็นด้วยจิตอย่างเต็มๆรวมถึงผมเหตุการณ์ตอนที่มันตาย ดังนั้นสัตว์ทุกตัวจึงมีจิตวิญญาณเหมือนกับคน ถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็จงอย่าไปเบียดเบียน




ตอบ ดีใจที่เข้ามาสนทนาธรรมครับ ให้คุณใส่บาตรพระแล้วอุทิศให้เจ้าคุณนายคุณและสรรพสัตว์ทั้งหลายให้ได้รับส่วนบุญส่วนกุศลนี้ร่วมกันทั้งหมดด้วยเทอญ.

ก็จะไม่มารบกวนคุณอีกครับคุณsiravith มีบทความดีๆหรือข้อมูลเกี่ยวกับนิมิตหรือธรรมะก็เชิญเข้ามาคุยกันครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #390 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 08:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

paino


พวกคุณๆคุยเรื่องศาสนาได้อย่างสนุกสนานไม่น่าเบื่อเลยและเข้าใจง่าย เราเคยได้หนังสือเกี่ยวกับ..พระพุทธเจ้ากับไอน์สไตน์..มาสองเล่มยังอ่านไม่จบ ต้องกลับไปอ่านต่อ เราคนหนึ่งเมื่อเพื่อนชวนไปปฏิบัติธรรมมักจะบอกว่าไม่ว่าง สวดมนต์ก็เหมือนนกแก้วนกขุนทอง คุณๆไม่ได้ขัดแย้งกัน แต่คุณๆกำลัง ปุจฉา วิสัชชนา ให้บัวใต้น้ำอย่างเราฟังเป็นบุญกุศลค่ะ ขอบพระคุณอย่างสูง...สาธุ...



ตอบขอบคุณที่เข้ามาสนทนาธรรมร่วมกันอีกครับ การพูดคุยธรรมะก็ต้องคุยให้เข้าใจด้วยเหตุและผลคุยแบบกันเองแล้วจะเข้าใจและสนุกครับ คุยได้ทุกเรื่องทั้งปัญหาชีวิตและปัญหาทางธรรมครับคุณpaino



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #391 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 10:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา [วัดเวฬุวันมหาวิหาร] โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก




เมื่อพูดถึงวัดในพระพุทธศาสนา หลายท่านอาจนึกไปถึง “วัดพระเชตวัน” เพราะมีพูดถึงบ่อยในคัมภีร์พระพุทธศาสนา แต่มิใช่วัดแรกดอกนะครับ วัดแรกสุดชื่อว่า “วัดพระเวฬุวัน”

เวฬุวัน แปลว่า ป่าไผ่ เป็นที่เสด็จประพาสของพระมหากษัตริย์ มิใช่เฉพาะพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ หากมีมาก่อนรัชกาลของพระองค์ด้วย นานเท่าใดไม่แจ้ง แต่มีประวัติน่าสนใจ

ป่าไผ่นี้มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “กลันทกนิวาปสถาน” สถานเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต หรือสถานเลี้ยงกระแต แสดงว่ามีกระแตมากมายในป่าไผ่นี้

แม่นแล้วครับ สมัยหนึ่ง พระราชาเมืองนี้พระองค์หนึ่ง กลับจากไปล่าเนื้อมาบรรทมพักผ่อนอยู่ใต้กอไผ่ในป่านี้ ขณะม่อยหลับไป ก็พลันสะดุ้งตื่น เพราะเสียงกระแตร้องกันเจี๊ยวจ๊าวๆ (เจี๊ยวจ๊าวน่าจะเป็นเสียงลิงมากกว่าเนาะ)

อสรพิษตัวหนึ่งเลื้อยผ่านมายังที่พระราชาบรรทมอยู่ พระองค์รอดจากถูกอสรพิษกัด เพราะฝูงกระแตช่วยปลุกให้ตื่นบรรทม ทรงสำนึกถึงบุญคุณของฝูงกระแต จึงทรงประกาศให้ป่าไผ่เป็นอุทยานสงวนพันธุ์สัตว์โดยเฉพาะกระแต พระราชทานทรัพย์ตั้งเป็นกองทุนสำหรับซื้ออาหารเลี้ยงกระแต ตั้งแต่นั้นมาป่าไผ่นี้ จึงมีนามอีกอย่างหนึ่งว่า “กลันทกนิวาปสถาน” ด้วยประการฉะนี้แล

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรด ชฎิลสามพี่น้อง พร้อมทั้งบริวารจำนวนรวมทั้งสิ้น (รวมทั้งชฎิลสามพี่น้องด้วย) 1,003 คน ให้เห็นความเหลวไหลของการบูชาไฟ จนมีจิตเลื่อมใส ทูลขอบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์แล้วนั้น พระเจ้าพิมพิสาร พร้อมข้าราชบริพารผู้นับถือชฎิลสามพี่น้อง อันมี ปูรณกัสสปะ เป็นประมุข ได้เสด็จมาเพื่อฟังธรรมจากอาจารย์ของตนตามที่เคยมา ได้ทอดพระเนตรเห็นอาจารย์ของพระองค์ ปลงผมโกนหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ นั่งห้อมล้อมพระพุทธองค์อยู่

พระราชาและชาวเมืองต่างก็สงสัยว่า ระหว่างทักษิณกับเอกยุทธ เอ๊ย สมณะหนุ่มท่าทางสง่างามนั่งอยู่ตรงกลาง กับอาจารย์ของพวกตน อันมีปูรณกัสสปะเป็นประมุขนั้นใครใหญ่กว่ากัน พระพุทธเจ้าทรงทราบความคิดของพระราชาและชาวเมือง จึงรับสั่งกับพระปูรณกัสสปะว่า เธอบำเพ็ญตบะทรมานตัวเองจนผ่ายผอม บูชาไฟตลอดกาลนาน บัดนี้เธอคิดอย่างไรจึงละทิ้งความเชื่อถือเดิมเสีย มาบวชเป็นสาวกของเราตถาคต

พูดง่ายๆ ก็คือถือตบะเข้มงวดมานาน ทำไมตอนนี้เธอ “เปลี๊ยนไป๋” ว่าอย่างนั้นเถิด



(พระเจ้าพิมพิสารทรงหลั่งน้ำอุททิโสทกจากพระเต้าลงบนพระหัตถ์พระพุทธเจ้า
เพื่อถวาย “วัดเวฬุวันมหาวิหาร” ให้เป็นวัดแห่งแรกในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา )



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #392 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 10:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระปูรณกัสสปะจึงห่มผ้าเฉวียงบ่า กราบบังคมแทบพระยุคลบาทแล้ว เหาะขึ้นไปลอยอยู่ในอากาศระยะสูงเท่าลำตาล ประกาศว่า ตนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นพระศาสดาของตน แล้วลงมากราบแทบพระยุคลบาทอีกครั้ง ทำให้ประชาชนอันมีพระพิมพิสารทรงเป็นประมุข หายสงสัยโดยสิ้นเชิง ต่างก็สดับพระธรรมเทศนาจากพระพุทธองค์

พระเจ้าพิมพิสารได้บรรลุโสดาปัตติผล ทรงประกาศตนเป็นอุบาสกถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ พระองค์จึงทรงมอบถวายป่าไผ่ดังกล่าวนี้ให้เป็นวัดที่ประทับของพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์

“วัดพระเวฬุวัน” จึงนับเป็นวัดแรกสุดในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา ด้วยประการฉะนี้แล

มีเกร็ดเล่าขานกันมาว่า หลังจากถวายวัดแล้ว พระเจ้าพิมพิสารมิได้กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญแก่ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับไป ตกกลางคืนมา พวกเปรตจึงมาปรากฏตัวขอส่วนบุญ พระองค์ทรงสะดุ้งตื่นขึ้นมา รีบไปเฝ้าพระพุทธองค์แต่เช้าตรู่ กราบทูลเล่าเรื่องราวให้ทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า เปรตเหล่านั้นคือญาติของพระเจ้าพิมพิสารในชาติปางก่อน ทำบาปกรรมไว้ รอส่วนบุญส่วนกุศลที่ญาติจะอุทิศไปให้ แต่ไม่มีใครคิดถึง ครั้นทราบว่าพระเจ้าพิมพิสารทรงทำบุญกุศล ถวายวัดแก่พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ จึงพากันมาขอส่วนบุญ แต่พระองค์ก็มิได้อุทิศให้

เมื่อพระเจ้าพิมพิสารกราบทูลถามว่า จะให้ทำอย่างไร พระพุทธองค์ตรัสว่า ให้กรวดน้ำตั้งใจอุทิศ

พระเจ้าพิมพิสารจึงอาราธนาพระพุทธองค์พร้อมภิกษุสงฆ์ ไปเสวยภัตตาหารที่พระราชวัง แล้วทรงกรวดน้ำอุทิศให้พวกเปรตเหล่านั้น คราวนี้พวกเขาพากันมาเป็นขบวนยาวเหยียด ยังกับขบวนติดตามอารักขานกขมิ้นสัญจรก็มิปาน ขอบบุญขอบคุณเป็นการใหญ่ ว่าที่ทรงอุทิศส่วนบุญไปให้นั้น พวกเขาได้รับแล้ว “ขอบพระทัยฝ่าบาท” ตามสำนวนหนังกำลังภายใน ถ้าพูดเป็นฮินดูก็ว่า “พหุต ธันยวาท” (ขอบคุณมาก) ประมาณนั้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #393 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 10:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พวกเปรตเหล่านี้ทำบาปกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน อยากทราบไหมครับ พระเจ้าพิมพิสารกราบทูลถามพระพุทธองค์ พระองค์ทรงเล่าให้ฟังว่า ในอดีตกาลยาวนานโพ้น พระเจ้าพิมพิสารและเปรตพวกนี้เป็นชาวเมืองเมืองหนึ่ง ต่างก็มีจิตศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา พากันทำบุญเป็นการใหญ่ บางครั้งถึงกับแข่งขันกันถวายทาน ว่าใครจะถวายทานได้ประณีตกว่ากัน วันหนึ่งขณะที่พวกเขาตระเตรียมภัตตาหารรอถวายพระอยู่ พระสงฆ์ยังมาไม่ถึง บางพวกก็เกิดหิวขึ้นมา หยิบฉวยเอาอาหารที่เตรียมจะถวายพระมากินก่อน ด้วยบาปกรรมนี้แหละ พวกเขาจึงมาเกิดเป็นเปรตรับใช้กรรมตลอดเวลายาวนาน

ฟังเรื่องนี้แล้ว ขนลุกไหมครับท่าน คนโบราณนั้นเขากลัวบาปกลัวกรรมมากนะครับ ของที่จะใส่บาตรแม้ว่าจะใส่ไม่หมด หรือไม่ได้ใส่ เขาจะไม่เอามากิน จะพยายามตามไปถวายพระถึงวัด เพราะถือว่าตั้งใจจะถวายพระแล้ว เป็นของสงฆ์ไม่ควรเอามากิน

สมัยนี้หรือครับ อย่าว่าแต่แค่นี้เลย ที่ธรณีสงฆ์ที่เขาถวายสงฆ์ไปแล้ว ยังแย่งเอามาทำสนามกอล์ฟเลย แค่นั้นยังไม่พอ จะออกกฎหมายจัดรูปที่ดิน ผนวกเอาที่วัดและธรณีสงฆ์ทั้งประเทศมาจัดสรรปันแบ่งอีกด้วย โชคดีพระสงฆ์องค์เจ้ากลัวท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายจะเป็นเปรตกันทั่วหน้า จึงได้ทักท้วงมิให้ทำ ดีว่าท่านเหล่านั้นยังพอมีหิริโอตตัปปะอยู่แล้ว ได้ถอนที่วัดและธรณีสงฆ์ออกจากร่างกฎหมายดังกล่าว ดังที่ทราบกันดีแล้ว

ไม่อย่างนั้นคงได้เห็นเปรตธรณีสงฆ์ใส่เสื้อนอกเดินเพ่นพ่านเต็มสภาแน่ โยมเอ๋ย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #394 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 11:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่มั่น สื่อถึงอาจารย์ เทวฤทธิ์

อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้นั่งสมาธิและจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ


(ในภาพเป็นบ้านไม้ที่ท่านพาไปปฎิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันและมีบ่อน้ำอยู่ข้างๆบ้านที่ท่านอยูและลมพัดเย็นสบายทั้งวันครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #395 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 11:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่มั่น สื่อถึงอาจารย์ เทวฤทธิ์

อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้นั่งสมาธิและจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ


(ในภาพเป็นบ้านไม้ที่ท่านพาไปปฎิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันและมีบ่อน้ำอยู่ข้างๆบ้านที่ท่านอยูและลมพัดเย็นสบายทั้งวันครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #396 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 11:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่มั่น(หรือท่านลุง) สื่อถึงอาจารย์ เทวฤทธิ์




อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้นั่งสมาธิและจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ




(ในภาพเป็นบ้านไม้ที่ท่านพาไปปฎิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันและมีบ่อน้ำอยู่ข้างๆบ้านที่ท่านอยูและลมพัดเย็นสบายทั้งวัน ที่นั่นจะมีแต่สว่างไม่มีมีมืดและเป็นสถานที่ใดในรูปปัจจุบันนี้ยังมีอยู่หรือไม่หากท่านอาวุโสหรือท่านผู้รู้ท่านใดที่เกิดทันและเคยไปกราบท่านก็ขอเชิญเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #397 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 11:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่มั่น(หรือท่านลุง) สื่อถึงอาจารย์ เทวฤทธิ์




อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้นั่งสมาธิและจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ




(ในภาพเป็นบ้านไม้ที่ท่านพาไปปฎิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันและมีบ่อน้ำอยู่ข้างๆบ้านที่ท่านอยูและลมพัดเย็นสบายทั้งวัน ที่นั่นจะมีแต่สว่างไม่มีมีมืดและเป็นสถานที่ใดในรูปปัจจุบันนี้ยังมีอยู่หรือไม่หากท่านอาวุโสหรือท่านผู้รู้ท่านใดที่เกิดทันและเคยไปกราบท่านก็ขอเชิญเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #398 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 11:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่มั่น(หรือท่านลุง) สื่อถึงอาจารย์ เทวฤทธิ์




อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้นั่งสมาธิและจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ




(ในภาพเป็นบ้านไม้ที่ท่านพาไปปฎิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันและมีบ่อน้ำอยู่ข้างๆบ้านที่ท่านอยูและลมพัดเย็นสบายทั้งวัน ที่นั่นจะมีแต่สว่างไม่มีมีมืดและเป็นสถานที่ใดในรูปปัจจุบันนี้ยังมีอยู่หรือไม่หากท่านอาวุโสหรือท่านผู้รู้ท่านใดที่เกิดทันและเคยไปกราบท่านก็ขอเชิญเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #399 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 11:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่มั่น(หรือท่านลุง) สื่อถึงอาจารย์ เทวฤทธิ์




อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้นั่งสมาธิและจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ




(ในภาพเป็นบ้านไม้ที่ท่านพาไปปฎิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันและมีบ่อน้ำอยู่ข้างๆบ้านที่ท่านอยูและลมพัดเย็นสบายทั้งวัน ที่นั่นจะมีแต่สว่างไม่มีมีมืดและเป็นสถานที่ใดในรูปปัจจุบันนี้ยังมีอยู่หรือไม่หากท่านอาวุโสหรือท่านผู้รู้ท่านใดที่เกิดทันและเคยไปกราบท่านก็ขอเชิญเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #400 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 11:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่มั่น(หรือท่านลุง) สื่อถึงอาจารย์ เทวฤทธิ์




อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้นั่งสมาธิและจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ




(ในภาพเป็นบ้านไม้ที่ท่านพาไปปฎิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันและมีบ่อน้ำอยู่ข้างๆบ้านที่ท่านอยูและลมพัดเย็นสบายทั้งวัน ที่นั่นจะมีแต่สว่างไม่มีมีมืดและเป็นสถานที่ใดในรูปปัจจุบันนี้ยังมีอยู่หรือไม่หากท่านอาวุโสหรือท่านผู้รู้ท่านใดที่เกิดทันและเคยไปกราบท่านก็ขอเชิญเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #401 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 11:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงปู่มั่น(หรือท่านลุง) สื่อถึงอาจารย์ เทวฤทธิ์




อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้นั่งสมาธิและจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบ




(ในภาพเป็นบ้านไม้ที่ท่านพาไปปฎิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันและมีบ่อน้ำอยู่ข้างๆบ้านที่ท่านอยูและลมพัดเย็นสบายทั้งวัน ที่นั่นจะมีแต่สว่างไม่มีมีมืดและเป็นสถานที่ใดในรูปปัจจุบันนี้ยังมีอยู่หรือไม่หากท่านอาวุโสหรือท่านผู้รู้ท่านใดที่เกิดทันและเคยไปกราบท่านก็ขอเชิญเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #402 เมื่อ: 3 ก.ค. 13, 12:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สวัสดีครับผมชื่อก้องครับ อยากทราบว่าทำไมอาจารย์ถึงมาทำงานเผยแผ่เรื่องธรรมะและพุทธศาสนาครับ



ตอบ อ.เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร ก่อนที่จะมาทำงานด้านนี้ ได้นั่งสมาธิและจิตไปพบหลวงปู่มั่นอยู่เสมอทุกวัน เป็นเวลานานสามถึงสี่เดือน เพื่อเรียนรู้ธรรมะ หลวงปู่ท่านจะมารับอ.ในช่วงกลางคืนประมาณสี่ทุ่ม และมาส่งอ.ในเวลาหกโมงเช้า เป็นอย่างนี้ทุกวัน ตรงเวลาเสมอ ในเวลานั้นอ.เทวฤทธิ์ได้แต่เรียกท่านว่าลุงๆ เพราะว่าไม่รู้จักหลวงปู่มั่นในตอนนั้น และท่านไม่ได้นุ่งห่มจีวร ท่านใส่ชุดขาว แบบผู้ปฏิบัติธรรม พูดจานุ่มนวลเรียบร้อย ท่านใจดี พา อ.เทวฤทธิ์ ไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งอ.ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในโลกมนุษย์ จนกระทั่งมาเห็นรูปหลวงปู่มั่นในรูปภาพที่ติดตามฝาผนัง จึงทราบว่าคุณลุงที่มารับ มาส่งทุกวัน ที่แท้ก็คือหลวงปู่มั่นนั่นเอง จึงอยากจะเล่าประสบการณ์ที่อ.ได้พบเห็นมา เพื่อแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ให้กับผู้ที่สนใจทุกท่านทราบและได้เล่าให้ฟังในรายการธรรมะของบอร์ดสนุกครับท่านผู้อ่านหากมีใครสนใจและอยากทราบสิ่งใดเกี่ยวกับธรรมก็เชิญปุจฉา-วิสัชนาเข้ามาได้เลยครับยินดีต้อนรับทุกๆท่านและคุณก้องที่เข้ามาคุยครับ




(ในภาพเป็นบ้านไม้ที่ท่านพาไปปฎิบัตินั่งสมาธิสวดมนต์ทุกวันและมีบ่อน้ำอยู่ข้างๆบ้านที่ท่านอยูและลมพัดเย็นสบายทั้งวัน ที่นั่นจะมีแต่สว่างไม่มีมีมืดและเป็นสถานที่ใดในรูปปัจจุบันนี้ยังมีอยู่หรือไม่หากท่านอาวุโสหรือท่านผู้รู้ท่านใดที่เกิดทันและเคยไปกราบท่านก็ขอเชิญเข้ามาเล่าสู่กันฟังได้ครับ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #403 เมื่อ: 6 ก.ค. 13, 16:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

...ทางสายเอก... โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร





ยศและลาภ หาบไป ไม่ได้แน่
มีเพียงแต่ ต้นทุน บุญกุศล
ทรัพย์สมบัติ ทิ้งไว้ ให้ปวงชน
แม้ร่างตน เขาก็เอา ไปเผาไฟ

เมื่อเจ้ามา มีอะไร มาด้วยเจ้า
เจ้าจะเอา แต่สุข สนุกไฉน
เจ้ามามือเปล่า เจ้าจะ เอาอะไร
เจ้าก็ไป มือเปล่า เหมือนเจ้ามา
อ้างอิงข้อความ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #404 เมื่อ: 6 ก.ค. 13, 16:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การเห็นในทางสายเอก

บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะชี้ให้เห็นสภาพการณ์ของการเผยแพร่คำสอนแบบแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของสายยุบหนอพองหนอ อันเป็นสาวกของพระพม่า

สายยุบหนอพองหนอมีคำสอนที่ผิดแปลกประหลาดจากพระไตรปิฎกหลายเรื่อง เป็นสิ่งที่ผิดมาก เปรียบเทียบแบบกวนๆ หน่อยก็คือ “ผิดจากหน้ามือเป็นหลังเท้า” ผิดชัดๆ แต่ก็มีสาวกคนไทย เชื่อถือว่าเป็นความจริง

ตัวอย่างแรกเลยก็คือ การพิจารณาเพียงหัวข้อธรรมะเพียงหัวข้อใดหัวข้อหนึ่งของสติปัฏฐาน 4 ก็สามารถบรรลุพระอรหันต์ได้ ภายใน 7 ปี 7 เดือน 7 วัน

ที่ว่าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ก็เป็นเพราะว่า ในพระไตรปิฎกยืนยันอย่างชัดเจนว่า พระพุทธองค์ทรงบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วย “อริยสัจ 4 ”

ผมจึงเห็นว่า มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่สาวกชาวไทยไปเชื่อพระพม่าในเรื่องนี้ได้ เพราะพิจารณาเพียงแค่คำศัพท์ก็น่าจะรู้แล้ว



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม