Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ... 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23448 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #45 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 09:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ผมจึงประสบกับสภาวะธรรมแบบนั้น..


ผมคิดถึงเรื่องนี้ และแปลเหตุนิมิต(เขาเรียกว่านิมิต)ว่า ทำไมถึงเห็นอย่างนั้น..ผมคิดเป็นสิบปีครับถึงแปลได้..
ทำไมถึงไกลเป็นสิบปี..ก็เพราะว่า ผมเป็นคนที่ว่ายาก สอนยากคนหนึ่งครับ..ผมเถลเถไถไปหลายปีครับ..
ผมกลับมาใหม่ จึงแปลได้ ไม่ยากเย็นอะไรสักหน่อย..



เป็นนิมิต ให้พึงสังวรใว้ เป็นอะไรก็เป็นได้ แต่ต้องมีเวลาทีสิ้นสุดครับ..วกวนอยู่ในวัฏสงสารนี่เอง..
ผมรู้ด้วยว่า ตัวผมเองนี้ มีเทวดาคุ้มครอง แต่ไม่รู้ถึงบัญชาจากเบื้องบน คือผมเป็นคนว่ายากอย่างว่า..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #46 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 09:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมจึงประสบกับสภาวะธรรมแบบนั้น..


ผมคิดถึงเรื่องนี้ และแปลเหตุนิมิต(เขาเรียกว่านิมิต)ว่า ทำไมถึงเห็นอย่างนั้น..ผมคิดเป็นสิบปีครับถึงแปลได้..
ทำไมถึงไกลเป็นสิบปี..ก็เพราะว่า ผมเป็นคนที่ว่ายาก สอนยากคนหนึ่งครับ..ผมเถลเถไถไปหลายปีครับ..



ผมกลับมาใหม่ จึงแปลได้ ไม่ยากเย็นอะไรสักหน่อย..
เป็นนิมิต ให้พึงสังวรใว้ เป็นอะไรก็เป็นได้ แต่ต้องมีเวลาทีสิ้นสุดครับ..วกวนอยู่ในวัฏสงสารนี่เอง..
ผมรู้ด้วยว่า ตัวผมเองนี้ มีเทวดาคุ้มครอง แต่ไม่รู้ถึงบัญชาจากเบื้องบน คือผมเป็นคนว่ายากอย่างว่า..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #47 เมื่อ: 13 มิ.ย. 13, 09:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีสิ่งสำคัญในการคุยครับ คือ การเล่าประสบการณ์


การคุยในเรื่องประสบพการณ์ที่ปฏิบัติ มันเป็นอุปสรรคในการถ่ายทอดครับ การจะให้ท่านเข้าใจและจดจำ จะเกิดขึ้น ...จะเข้าครอบงำทันทีทันใด
มารจะก่อเกิดขึ้น ผมยังไม่แกร่งพอที่จะฝ่าด่าน...อันมากมายที่จะตามมาครับ


ผมอยากจะบอกว่า คนปฏิบัติธรรมจริงๆ เขาจะหลีกการคุยในที่นี้ด้วยความระมัดระวังและเป็นสาธารณะครับ มันจะทำให้เกิดการสะดุดในการบำเพ็ญเพียรได้..


ผมเก็บงำความรู้ และประสบการ์ใว้เป็นสิบๆปีครับ..ผมไม่พูดให้ใครฟังได้ง่ายๆ..
หากเกิดเป็นกุศลธรรม จะเกิดความดีงามขึ้นกับตัวผม และผู้รับทุกท่านครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #48 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 08:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ่านแล้วเกิดปิติ สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้บุญกุศลร่วมกันครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #49 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 08:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ่านแล้วเกิดปิติ สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้บุญกุศลร่วมกันครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #50 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 08:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ่านแล้วเกิดปิติ สาธุ สาธุ สาธุ ขอให้บุญกุศลร่วมกันครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
เขียดขาคำ
เรทกระทู้
« ตอบ #51 เมื่อ: 14 มิ.ย. 13, 19:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณครับที่แบ่งปันความรู้ ขอให้มีแต่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตนะครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #52 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณสุดา ได้เข้ามาคุยอย่างกัลยาณมิตรครับ เชิญมาคุยกันบ่อยๆและมีสิ่งดีๆที่จะเสนอหรือมีข้อมูลมาร่วมก็ขอเชิญครับ ขอบคุณ คุณสุดามากครับ




ขอขอบคุณ คุณเขียดขาคำ ที่เข้ามาร่วมสนทนาธรรมร่วมกันครับเชิญเข้ามาร่วมสนทนาธรรมกันบ่อยๆครับหรือมีสิ่งดีๆที่จะมาลงก็ขอเชิญครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #53 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณสุดา ได้เข้ามาคุยอย่างกัลยาณมิตรครับ เชิญมาคุยกันบ่อยๆและมีสิ่งดีๆที่จะเสนอหรือมีข้อมูลมาร่วมก็ขอเชิญครับ ขอบคุณ คุณสุดามากครับ




ขอขอบคุณ คุณเขียดขาคำ ที่เข้ามาร่วมสนทนาธรรมร่วมกันครับเชิญเข้ามาร่วมสนทนาธรรมกันบ่อยๆครับหรือมีสิ่งดีๆที่จะมาลงก็ขอเชิญครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #54 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณสุดา ได้เข้ามาคุยอย่างกัลยาณมิตรครับ เชิญมาคุยกันบ่อยๆและมีสิ่งดีๆที่จะเสนอหรือมีข้อมูลมาร่วมก็ขอเชิญครับ ขอบคุณ คุณสุดามากครับ




ขอขอบคุณ คุณเขียดขาคำ ที่เข้ามาร่วมสนทนาธรรมร่วมกันครับเชิญเข้ามาร่วมสนทนาธรรมกันบ่อยๆครับหรือมีสิ่งดีๆที่จะมาลงก็ขอเชิญครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #55 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณสุดา ได้เข้ามาคุยอย่างกัลยาณมิตรครับ เชิญมาคุยกันบ่อยๆและมีสิ่งดีๆที่จะเสนอหรือมีข้อมูลมาร่วมก็ขอเชิญครับ ขอบคุณ คุณสุดามากครับ




ขอขอบคุณ คุณเขียดขาคำ ที่เข้ามาร่วมสนทนาธรรมร่วมกันครับเชิญเข้ามาร่วมสนทนาธรรมกันบ่อยๆครับหรือมีสิ่งดีๆที่จะมาลงก็ขอเชิญครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #56 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณสุดา ได้เข้ามาคุยอย่างกัลยาณมิตรครับ เชิญมาคุยกันบ่อยๆและมีสิ่งดีๆที่จะเสนอหรือมีข้อมูลมาร่วมก็ขอเชิญครับ ขอบคุณ คุณสุดามากครับ




ขอขอบคุณ คุณเขียดขาคำ ที่เข้ามาร่วมสนทนาธรรมร่วมกันครับเชิญเข้ามาร่วมสนทนาธรรมกันบ่อยๆครับหรือมีสิ่งดีๆที่จะมาลงก็ขอเชิญครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #57 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณสุดา ได้เข้ามาคุยอย่างกัลยาณมิตรครับ เชิญมาคุยกันบ่อยๆและมีสิ่งดีๆที่จะเสนอหรือมีข้อมูลมาร่วมก็ขอเชิญครับ ขอบคุณ คุณสุดามากครับ




ขอขอบคุณ คุณเขียดขาคำ ที่เข้ามาร่วมสนทนาธรรมร่วมกันครับเชิญเข้ามาร่วมสนทนาธรรมกันบ่อยๆครับหรือมีสิ่งดีๆที่จะมาลงก็ขอเชิญครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #58 เมื่อ: 15 มิ.ย. 13, 07:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ดีใจที่คุณสุดา ได้เข้ามาคุยอย่างกัลยาณมิตรครับ เชิญมาคุยกันบ่อยๆและมีสิ่งดีๆที่จะเสนอหรือมีข้อมูลมาร่วมก็ขอเชิญครับ ขอบคุณ คุณสุดามากครับ




ขอขอบคุณ คุณเขียดขาคำ ที่เข้ามาร่วมสนทนาธรรมร่วมกันครับเชิญเข้ามาร่วมสนทนาธรรมกันบ่อยๆครับหรือมีสิ่งดีๆที่จะมาลงก็ขอเชิญครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #59 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระธรรมคุณ ๖ เอหิปัสสิโก โดย สมเด็จพระญาณสังวรฯ


บัดนี้ จักแสดงธรรมะเป็นเครื่องอบรมในการปฏิบัติอบรมจิต ในเบื้องต้นก็ขอให้ทุกๆ ท่านตั้งใจนอบน้อมนมัสการ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจถึงพระองค์พร้อมทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ตั้งใจสำรวมกายวาจาใจให้เป็นศีล ทำสมาธิในการฟัง เพื่อให้ได้ปัญญาในธรรม

ธรรมะอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว อันผู้ปฏิบัติผู้ได้บรรลุพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล และ เอหิปัสสิโก ควรเรียกให้มาดูได้ ควรทำความเข้าใจในบทว่า เอหิปัสสิโกนี้ ให้ต่อเนื่องกับ อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา ตามที่ได้อธิบายมาแล้วก็พึงสรุปบทว่า อกาลิโก ไม่ประกอบด้วยกาลเวลา โดยเป็นสัจจะธรรม ธรรมะที่เป็นของจริงของแท้ ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ จึงเป็นของจริงของแท้ ที่ตั้งอยู่ดำรงอยู่ ไม่มีกาลเวลา

ธรรมะคือคำสั่งสอนอันเรียกว่าศาสนธรรม หรือพุทธศาสนา ซึ่งตรัสแสดงสัจจะธรรมที่ได้ตรัสรู้สั่งสอน ก็เป็น อมตาวาจา วาจาที่ไม่ตาย ดังพระพุทธภาษิตที่ตรัสไว้ว่า สัจจะแลเป็นวาจาที่ไม่ตาย คือคำสัจจ์เป็นวาจาที่ไม่ตาย และตรัสไว้ว่าธรรมะของสัตบุรุษทั้งหลายไม่เข้าถึงชรา คือความแก่เก่าชำรุดทรุดโทรม

ส่วนธรรมะที่เป็น ปริยัติ ซึ่งหมายถึงว่า การสดับตรับฟัง การอ่าน การท่องบ่นจำทรง การเพ่งด้วยใจพินิจพิจารณาขบเจาะด้วยทิฏฐิลงความเห็น คือทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ซึ่งทรงอยู่ด้วยสัญญาความจำหมายในใจของตน ย่อมประกอบด้วยกาลเวลา เพราะสัญญาคือความจำนั้นไม่เที่ยง ต้องเกิดต้องดับ จำได้ ลืมได้ หรือว่าจำได้ตลอดชีวิต สิ้นชีวิตแล้วก็ดับไปพร้อมกับนามรูปที่แตกดับ

นิพพานเป็นภูมิที่ดำรงอยู่



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #60 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระธรรม..คำสอนพระพุทธองค์ โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



พระพุทธเจ้า คือ ผู้รู้หนทางแห่งการดับทุกข์
พระธรรม คือ คำสอนที่ดับทุกข์ได้
พระสงฆ์ คือ พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ที่นำเอาพระธรรมคำสอนที่ดับทุกข์ได้ ไปสอนคนทั่วไป






noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #61 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้อว่าควรเรียกให้มาดู

ตรงนี้ จึงจะต่อถึงพระธรรมคุณบทว่า เอหิปัสสิโก ควรเรียกให้มาดู ซึ่งฟังดูก็คล้ายๆ กับว่าเรียกใครๆ ให้มาดูได้ ให้มาพิสูจน์ได้ ว่าเป็นสัจจะธรรม เป็นของจริงเป็นของแท้ แต่ว่าอีกความหมายหนึ่งสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมนั้นพึงเข้าใจว่า พึงเรียกตนเองนี่แหละ ให้มาดูก่อน ให้ตนเองเห็นเสียก่อน ให้ตนเองรู้เสียก่อน ส่วนการจะเรียกผู้อื่นให้มาดูด้วยการสั่งสอนบอกกล่าวนั้นเป็นเรื่องภายหลัง

เพราะฉะนั้น ความสำคัญของคำว่า เอหิปัสสิโก จึงอยู่ที่ตนเองของทุกๆ คน พึงเรียกตนเองให้มาดู หรือจะพูดว่า จะต้องเรียกตนเองให้มาดู จึงจะเห็นว่าธรรมะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว เป็นธรรมะอันผู้ปฏิบัติผู้ได้บรรลุพึงเห็นเอง

เป็นธรรมะไม่ประกอบด้วยกาลเวลา ดังที่แสดงมาแล้วโดยลำดับจนถึงบทสรุปของอกาลิโกที่กล่าวมา ก็หมายถึงสัจจะธรรม และก็หมายถึงการให้ผลของธรรมะที่ปฏิบัติ ปฏิบัติเมื่อใดก็ให้ผลเมื่อนั้น ไม่จำเป็นจะต้องถึงขั้นอริยมรรคอริยผล ที่เป็นมรรคผลสามัญคือที่สามัญชนปฏิบัติกันอยู่ก็เช่นเดียวกัน ดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ทำชั่วเมื่อใดก็เป็นคนชั่วขึ้นเมื่อนั้น ทำดีเมื่อใดก็เป็นคนดีขึ้นเมื่อนั้น อันเป็นผลที่เป็นภูมิชั้นของตนของจิตใจ

แต่ว่าใครจะรู้จะเห็นดั่งนี้ได้ ก็ต้องมาถึงบทว่า เอหิปัสสิโก ต้องเรียกตัวเองให้มาดู คือมาดูที่กายที่วาจาที่ใจที่จิตของตนเอง อาศัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องส่อง เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนให้พิจารณาดูตนเอง ดูกายดูวาจาดูใจดูจิตตนเอง เหมือนอย่างใช้แว่นส่อง ส่องดูหน้าตนเอง ซึ่งคำสั่งสอนของพระองค์ในข้อนี้ก็ต้องมุ่งถึงว่า ใช้ปัญญาของตนนี่แหละพิจารณา เหมือนอย่างใช้แว่นส่องพิจารณาหน้าของตนเอง และในการนี้ก็อาศัยคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่ตรัสสั่งสอนให้ปฏิบัติดั่งนี้

เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านี้เอง ที่เป็นสวากขาตธรรม ธรรมะที่พระองค์ตรัสดีแล้ว เป็นเหมือนอย่างแว่นส่องพิจารณาตน ของทุกๆ คน เพราะฉะนั้น เมื่อฟังคำสั่งสอนของพระองค์ ได้ปัญญาความรู้ในคำสั่งสอนของพระองค์ หรือว่าได้ศรัทธาความเชื่อในคำสั่งสอนของพระองค์ ก็นำเอาคำสั่งสอนของพระองค์นี้ มาเป็นแว่นส่องพิจารณาดูที่ตนเอง ตามที่ทรงสั่งสอน นี้แหละคือการที่เรียกตนให้มาดู โดยใช้แว่นส่องของพระพุทธเจ้า คำสั่งสอนมาเป็นแว่นสำหรับส่องดูตนเอง เหมือนอย่างใช้แว่นส่อง ส่องดูเงาหน้า หรือกระจกเงาส่องดูหน้าของตนเอง และเมื่อนำมาส่องดั่งนี้ ก็จะได้มองเห็นตนเองว่าเป็นอย่างไร

(เริ่ม ๑๐๕/๒) ในข้อนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนพระราหุล ซึ่งเป็นพระโอรสพระองค์เดียว ก่อนจะเสด็จออกทรงผนวช ความย่อที่ทรงสั่งสอนก็มีแสดงไว้ว่า

พระพุทธเจ้าได้เสด็จไปสู่ที่พักของพระราหุล เมื่อพระราหุลเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาแต่ไกล ก็ตั้งอาสนะสำหรับประทับนั่งไว้ถวาย และเตรียมน้ำล้างพระบาทไว้ถวาย เมื่อเสด็จมาถึงพระพุทธเจ้าก็ประทับนั่งบนอาสนะ และทรงยกขันน้ำล้างพระบาท แต่ว่าทรงเหลือน้ำในขันไว้หน่อยหนึ่ง ตรัสถามพระราหุลว่าน้ำในขันที่เหลืออยู่นั้นมากหรือน้อย พระราหุลก็กราบทูลว่าเหลือน้อย

ข้อที่ตรัสสอนพระราหุล



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #62 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วิปัสสนาภาวนาเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า...
สามารถดับทุกข์ได้ จนทำให้บรรลุมรรค...ผล นิพพานได้...
หรือสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าได้...

สมถภาวนา หมายถึง การเจริญสมาธิ...
สมาธิ หมายถึง การเอาจิตไปกำหนดสิ่งต่างๆ...

วิปัสสนาภาวนา หมายถึง การเจริญปัญญา...
ปัญญา หมายถึง ความรู้ที่ดับทุกข์ได้...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #63 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้อที่ตรัสสอนพระราหุล

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าความละอายในการพูดเท็จทั้งรู้ของผู้ใดไม่มี ความเป็นสมณะของผู้นั้นก็เหลือน้อย เหมือนอย่างน้ำที่เหลือน้อยในขันล้างพระบาทนั้น ครั้นตรัสแล้วก็ทรงเทน้ำในขันที่เหลือนั้นหมด ก็ตรัสถาม และก็ตรัสสอนพระราหุลต่อไปว่า ความละอายในการพูดเท็จทั้งรู้ไม่มีแก่ผู้ใดผู้นั้น ความเป็นสมณะของผู้นั้นก็ไม่มีเหลือ เหมือนอย่างน้ำที่ไม่มีเหลืออยู่ในขันน้ำนั้น ครั้นแล้วก็ทรงคว่ำขันน้ำลง ตรัสถาม แล้วก็ตรัสสอนพระราหุลต่อไปอีกว่า ความละอายในการพูดเท็จทั้งรู้ไม่มีแก่ผู้ใด ความเป็นสมณะของผู้นั้นก็เหมือนอย่างขันที่คว่ำนั้น แล้วก็ทรงหงายขันนั้นขึ้นอีก เป็นขันที่เปล่า ว่างเปล่าไม่มีน้ำ ก็ตรัสถามพระราหุล แล้วก็ตรัสสอนต่อไปอีกว่า ความละอายในการพูดเท็จทั้งรู้ไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นก็เหมือนอย่างขันน้ำเปล่านั้น ดั่งนี้

เพราะฉะนั้นจึงได้ตรัสสอนให้ศึกษาว่า เราจักไม่พูดเท็จทั้งรู้ เพราะว่าผู้ใดพูดเท็จทั้งรู้ พระองค์ตรัสว่า บาปอะไรๆ ที่ผู้นั้นจะไม่ทำนั้นหามีไม่ ในครั้งนั้นพระอาจารย์ได้แสดงว่าพระราหุลท่านยังมีชนม์พรรษาน้อย เรียกว่ายังอยู่ในภาวะเป็นกุมาร หรือเป็นเด็ก จึงได้ตรัสสอนไว้อย่างเข้มงวด ให้สำรวมระวังวาจา อย่าพูดเท็จ แม้เพื่อที่จะหัวเราะกันเล่น

และก็ได้ตรัสถามอีกว่า แว่นส่องนั้นมีไว้เพื่อประโยชน์อะไร พระราหุลก็กราบทูลว่ามีไว้เพื่อส่องพิจารณา พระองค์จึงได้ตรัสสอนว่าก็พึงพิจารณา

พึงพิจารณากายกรรมวจีกรรมมโนกรรมของตน ทั้งในเวลาก่อนทำ ก่อนพูดก่อนคิด ทั้งในเวลาที่กำลังทำกำลังพูดกำลังคิด ทั้งในเวลาที่หลังจากที่ได้ทำได้พูดได้คิดไปแล้ว คือเมื่อใคร่ปรารถนาจะทำจะพูดจะคิดอะไร ก็พิจารณา พิจารณาก่อนว่าการที่จะทำคำที่จะพูดเรื่องที่คิดนั้น เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนหรือไม่ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่นหรือไม่ เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่นหรือไม่ เป็นอกุศลให้เกิดทุกข์โทษ ให้เกิดทุกข์เป็นวิบาก หรือว่าเป็นกุศลให้เกิดสุขเป็นกำไร ให้เกิดสุขเป็นวิบาก เหมือนอย่างเอาแว่นมาส่องดูหน้าของตน

และเมื่อพิจารณาๆ รู้ว่าการที่คิดจะทำ คำที่คิดจะพูด เรื่องที่คิดว่าจะคิด เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น เป็นไปเพื่อเบียดเบียนทั้งตนทั้งผู้อื่น เป็นอกุศล ให้เกิดโทษทุกข์ มีทุกข์เป็นวิบาก ก็จงเว้นเสียไม่ทำ ไม่พูดไม่คิด แม้ว่าอาจจะพูดจะทำจะคิดได้ ก็ไม่ทำไม่พูดไม่คิด

แต่ถ้าไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนตน ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนผู้อื่น ไม่เป็นเพื่อเบียดเบียนทั้งสอง คือทั้งตนทั้งผู้อื่น เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ก็จงทำจงพูดจงคิด แม้ในขณะที่กำลังทำกำลังพูดกำลังคิดอยู่ ก็ให้พิจารณาๆ ไปเช่นเดียวกัน ถ้าเป็นฝ่ายอกุศล ให้เกิดโทษทุกข์ ก็เลิกเสีย ถ้าเป็นกุศล ให้เกิดสุขเป็นกำไร ก็ทำพูดคิดต่อไป

แม้ในการที่ทำแล้ว ในคำที่พูดแล้ว ในเรื่องที่คิดไปแล้ว ก็ให้พิจารณาๆ ว่าเป็นกุศลหรือเป็นอกุศล ให้เกิดโทษทุกข์ หรือให้เกิดสุขเป็นกำไร ถ้าเป็นอกุศลให้เกิดโทษทุกข์ ก็บอกก็เปิดเผยกระทำให้แจ้งในพระศาสดา หรือในสพรหมจารีซึ่งเป็นวิญญูผู้รู้ทั้งหลาย

แต่ถ้าเป็นกุศลให้เกิดสุข เป็นกำไร ก็ให้มีปีติโสมนัสในการที่ทำคำที่พูดเรื่องที่คิดอันเป็นกุศลนั้น และก็ตั้งใจศึกษาปฏิบัติอยู่ในกุศลธรรมทั้งหลาย ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน

พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้พิจารณาๆ ความประพฤติทางกายทางวาจาทางใจของตนดั่งนี้ ในกาลทั้งสาม คือในกาลก่อนที่จะทำ ในขณะที่กำลังทำ และแม้ทำไปแล้ว อันรวมทั้งพูดคิดด้วย เหมือนอย่างใช้กระจกเงา ครั้งก่อนเป็นแว่นส่อง แว่นส่องหน้า มองดูหน้าของตนเอง เพื่อที่จะได้รู้ว่าหน้าของตนเองเป็นอย่างไร จะตกแต่งอย่างไรให้งดงาม การใช้แว่นส่องคือปัญญาพิจารณาดูความประพฤติของตนเอง ก็เพื่อที่จะได้รู้ความประพฤติของตนเองว่าเป็นอย่างไร จะได้ตบแต่งความประพฤติ ของตนเองให้งดงาม ด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่เป็นฝ่ายกุศล ให้เกิดสุข มีสุขเป็นวิบาก

แว่นส่องดูตนเอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #64 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แว่นส่องดูตนเอง

พระพุทธเจ้าก็ได้ตรัสต่อไปว่าสมณะพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติชำระกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมของตนให้บริสุทธิ์ ในอดีตที่ล่วงไปแล้วก็ดี หรือที่จักมีในอนาคตยังไม่มาถึงก็ดี ที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ดี ก็ต้องใช้วิธีพิจารณาๆ เหมือนอย่างใช้แว่นส่องดูตนเอง ดูความประพฤติของตนเอง ดังที่ตรัสสอนนั้น

เพราะฉะนั้นจึงได้ตรัสสอนสรุปว่า จงศึกษาว่าเราจักพิจารณาๆ ทำพูดคิดทางกายทางวาจาทางใจ ดั่งนี้ การปฏิบัติดังกล่าวนี้แหละ คือ เอหิปัสสิโก จงมาดู คือเป็นการที่เรียกร้องตนเองนี่แหละให้มาดู ดูความประพฤติของตนเอง ดูจิตใจของตนเอง ก่อนจะทำอะไร จะพูดอะไร จะคิดอะไร ก็ใช้แว่นส่องพิจารณาๆ กำลังทำ กำลังพูด กำลังคิด ก็ใช้แว่นส่องพิจารณาๆ

ทำแล้ว พูดแล้ว คิดแล้ว ก็ใช้แว่นส่องพิจารณาๆ เพื่อที่จะได้ละส่วนชั่วที่เป็นอกุศล เพื่อที่จะได้ประกอบส่วนดีที่เป็นกุศล เป็นการชำระตน คือชำระกายวาจาใจ ชำระจิตของตนให้บริสุทธิ์ผ่องใส

การปฏิบัติที่เป็นเอหิปัสสิโก

การปฏิบัติในสติปัฏฐานก็เป็นการปฏิบัติที่เป็นเอหิปัสสิโก ท่านจงมาดู เจ้าจงมาดู คือเป็นการเรียกตนเองให้มาดูกายดูเวทนาดูจิตดูธรรม การที่มาดูกำหนดก็เป็นสติ ใจตั้งกำหนดก็เป็นสมาธิ รู้ก็เป็นปัญญา หรือญาณ กำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นสติ และข้อต่อๆ ไปก็เป็นสติ และก็จะเป็นสมาธิ เป็นปัญญา เนื่องกันไป ต้องมีเอหิปัสสิโกดั่งนี้จึงจะเป็นการปฏิบัติสติปัฏฐานได้

ต่อไปนี้ก็ขอให้ตั้งใจฟังสวดและตั้งใจทำความสงบสืบต่อไป


พระธรรมคุณ ๖ เอหิปัสสิโก

›››››

สมเด็จพระญาณสังวร

สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

วัดบวรนิเวศวิหารฒ

คัดจากเทปธรรมอบรมจิต ข้อความสมบูรณ์

อณิศร โพธิทองคำ บรรณาธิการ

(เพื่อเป็นการเผยแผ่แก่มวลสมาชิกทั้งปวง เพื่อเป็นกุศลผลบุญสืบไป)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #65 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดพระเจ้าปุกกุสาติกุลบุตรตอนหนึ่งว่า

“เพราะบุคคลนั้นไม่รู้มาก่อนจึงพรั่งพร้อมด้วยอุปธิ คือกิเลสที่เข้าครอบครองจิต แต่อุปธิเหล่านั้นเขาละได้แล้วตัดรากถอนโคน กระทำให้เป็นประดุจตาลยอดด้วนที่ไม่งอกไม่เกิดขึ้นอีกต่อไปเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้น บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยการสละอย่างนี้ จึงชื่อว่า ถึงพร้อมด้วยจาคะ ซึ่งเป็นธรรมควรตั้งไว้ในใจอย่างยิ่ง ก็จาคะคือความสละคืนอุปธิทั้งปวง นี้เป็นจา...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #66 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"อภัยทาน" กับ "ธรรมทาน"

อภัยทาน = เป็นทานส่วนตัว ส่วนบุคคล ให้แก่ใครๆ ก็ได้ที่ล่วงเกินตน อภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้มากกว่าผู้รับ เช่น

การถูกนินทาว่าร้าย ใส่ร้าย มุ่งทำลายให้ถึงแก่พิบัติภัยต่างๆ ก็ไม่โกรธ ไม่ผูกโกรธ ยินดีให้อภัยเพราะ การโกรธ การผูกโกรธ คือความร้อนที่เผาผลาญตนเอง ให้ร้อนรุ่มอยู่ทั้งวันทั้งคืนไม่เป็นสุข การให้อภัยทำให้เกิดความเย็นเป็นความสุข

“อภัยทาน” เป็น ธรรมบทหนึ่ง ที่พระพุทธ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #67 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"เธอทั้งหลายจงอย่าประมาทในชีวิต ชีวิตเป็นของไม่เที่ยง แต่ความตายเป็นของเที่ยง ร่างกายนี้ไม่นานก็มีวิญญาณไปปราศแล้ว มันก็ตาย เมื่อร่างกายนี้ตายเราก็ต้องทิ้งร่างกาย ร่างกายก็เป็นของไร้ประโยชน์ จงหวังพระนิพพานเป็นที่ไป"


ศีลมาได้จากเหตุ ๒ ประการ
๑. เมตตา ความรัก
๒. กรุณา ความสงสาร

ถ้าเรามีความรัก ความสงสารประจำตัว ก็แสดงว่าเป็นผู้มีศีล ในเมื่อศีลเกิดขึ้นเพราะอาศัยความรักความสงสาร จิตใจก็เยือกเย็น อารมณ์เยือกเย็น เมื่อจิตใจเยือกเย็นสมาธิก็เกิด สมาธิแปลว่ามีความตั้งใจมั่น คือไม่ฟุ้งซ่านเกินไป เมื่อจิตมีการทรงตัว ปัญญาก็เกิด

การเจริญพระกรรมฐานทุกคนต้องมีทั้ง ศีล สมาธิ ปัญญา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #68 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ใดเห็นว่ากายไม่ใช่เรา จิตใจไม่ใช่เรา ตัวเราไม่มี นั่นแหล่ะคือภูมิธรรมของพระโสดาบัน


พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า "ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วยกาย ด้วยวาจา ด้วยใจ"

ก็แปลว่า.. "กรรมเป็นเรื่องของเจตนา หากการกระทำไหนไม่มีเจตนาจะไม่ถือว่าเป็นกรรม เมื่อไม่เป็นกรรมก็ไม่เป็นบุญหรือบาป"

กรรมไม่ได้หมายถึง การกระทำทางกายเท่านั้น แต่หมายถึงการกระทำทางกาย วาจา ใจ หากกระทำทางใดทางหนึ่งหรือทั้งสามทางก็จะถือว่าเป็นกรรม จะมีบุญหรือบาปเกิดขึ้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #69 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อจินไตย แปลว่าสิ่งที่ไม่ควรคิด หมายถึงสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน มี 4 อย่างได้แก่

1. พุทธวิสัย วิสัยแห่งความมหัศจรรย์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เช่น การเดินบนดอกบัว7ก้าว และเปล่งอาสภิวาจาของพระพุทธเจ้า

2. ฌานวิสัย วิสัยแห่งอิทธิฤทธิ์ของผู้มีฌาน ทั้งมนุษย์ และเทวดา

3. กรรมวิสัย วิสัยของกฎแห่งกรรม และวิบากกรรม คือการให้ผลของกรรมที่สามารถติดตามไปได้ทุกชาติ

4. โลกวิสัย วิสัยแห่งโลก ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #70 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ศาสนาพุทธสอนให้เราเรียนรู้ตัวเอง สิ่งที่เรียกว่าตัวเราคือกายกับใจ ท่านสอนว่า ถ้าเรารักสิ่งใดเราจะทุกข์เพราะสิ่งนั้น"

แต่ถ้าเรารู้ลงในกายในใจ มันไม่ใช่ของดีของวิเศษ กายนี้ใจนี้เป็นแต่ตัวทุกข์ พอเห็นอย่างนี้แจ่มแจ้งนะ มันจะวาง ไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจ เมื่อไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจจะยึดอะไรอีกไม่มีแล้ว เพราะสิ่งที่ยึดมากที่สุดคือกายกับใจ ระหว่างกายกับใจก็ยึดใจมากกว่ากาย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #71 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"ศาสนาพุทธสอนให้เราเรียนรู้ตัวเอง สิ่งที่เรียกว่าตัวเราคือกายกับใจ ท่านสอนว่า ถ้าเรารักสิ่งใดเราจะทุกข์เพราะสิ่งนั้น"

แต่ถ้าเรารู้ลงในกายในใจ มันไม่ใช่ของดีของวิเศษ กายนี้ใจนี้เป็นแต่ตัวทุกข์ พอเห็นอย่างนี้แจ่มแจ้งนะ มันจะวาง ไม่ยึดถือกาย ไม่ยึดถือใจ เมื่อไม่ยึดถือกายไม่ยึดถือใจจะยึดอะไรอีกไม่มีแล้ว เพราะสิ่งที่ยึดมากที่สุดคือกายกับใจ ระหว่างกายกับใจก็ยึดใจมากกว่ากาย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #72 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การทำความดีนี่จะมีหลายวิธี แต่ถ้าสรุปให้สั้นก็คือ "ศีล" เป็นคนดีในเชิงพฤติกรรม "สมาธิ" เป็นคนดีในเชิงจิตใจ และ "ปัญญา" ก็คือการเป็นคนดีในเชิงการเข้าใจโลกและชีวิตอย่างถ่องแท้ ถ้าเรามีศีล มีสมาธิ มีปัญญานี่ เราได้ทำความดี สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

ที่มา... หนังสือ "ธัมมะ อกาลิโก - ธรรม ไม่จำกัดกาล" (หนังสือธรรมะประกอบภาพ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #73 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พ่อแม่ควรปรนเปรอลูกด้วยวัตถุให้น้อยลง ขณะเดียวกันควรมีเวลาชวนลูกทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เรียนรู้ว่าความสุขก็สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานที่ชอบ จากการชื่นชมธรรมชาติ จากการทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น จากการศึกษาหาความรู้ รวมทั้งจากสมาธิภาวนา (แทนที่จะพาลูกเที่ยวห้างหรือเสพวัตถุอย่างเดียว) กิจกรรมเหล่านี้จะช่วยให้เด็กเป็น "ผู้ใฝ่ทำ " มิใช่เป็น "ผู้ใฝ่เสพ"

พระไพศาล วิสาโล



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #74 เมื่อ: 16 มิ.ย. 13, 06:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทาน ศีล ภาวนา ล้วนเป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง และเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นพร้อมกัน เช่น การให้ทาน ถ้าเราให้ทานก็จะเป็นการลดละกิเลส ลดละความโลภ และทานที่เราทำก็เป็นประโยชน์ เป็นอานิสงส์ต่อผู้อื่นด้วย

หรือเวลาเรามีศีลศีลนั้นก็ช่วยทำให้ใจของเราสะอาดบริสุทธิ์ เพราะว่าเราไม่ไปเบียดเบียนใคร มันก็เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย คือ เกิดความเป็นอยู่ที่สงบร่มเย็นในสังคม ในชุมชน ในครอบครัว ในบ้าน

การภาวนาก็เช่นเดียวกัน ถ้าเราทำใจให้รู้จักปล่อยวาง ทำใจให้สงบ ทำใจให้เป็นปกติ ขยันขันแข็งในการทำงาน หรือว่ารักษาจิตไม่ให้เศร้าหมอง คนที่อยู่ข้างเคียงก็พลอยได้รับความสงบเย็น พลอยได้รับอานิสงส์จากเราด้วย

พระไพศาล วิสาโล



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #75 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บารมี...หลวงตามหาบัว โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร


บารมี...หลวงตามหาบัว


หลวงพ่อพุธ วัดป่าสาลวันท่านเคยกล่าวไว้ว่า “มีพระ 3 องค์ที่หลวงพ่อเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ ว่าเป็นพระอรหันต์ คือหลวงปู่ฝั้น หลวงปู่เทศก์ และหลวงตามหาบัว” ทุกวันนี้อัฐิบางส่วนของหลวงพ่อพุธที่ตอนแรกได้มาก็เป็นกระดูกดีๆแต่ตอนนี้ ก็ได้เปลี่ยนสภาพเป็นเหมือนเอาหินอ่อนมาทุบ ไม่ทราบจะเรียกพระธาตุได้รึเปล่า ใครที่ปรามาทหลวงตามหาบัวไว้คงได้หนาวๆร้อนๆ แต่ยังทันครับท่านยังทรงสังขารอยู่รีบไปขอขมาซะ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #76 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"การปล่อยวาง" โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



โยม ไม้อันที่อาตมาถืออยู่นี่นะ มันสั้น หรือว่า มันยาว?

โยม ไม้อันนี้ธรรมชาติแท้ ๆ ของมันมีแค่นี้ เท่านี้ ... มันไม่สั้น และก็ไม่ยาว

โยม ความต้องการที่จะให้ไม้นี้มันสั้นเข้า หรือยาวออก นั่นแหละ "ทุกข์"
ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเรายอมตามธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ ยอมที่ไหน ทุกข์ก็ไม่เกิดที่นั่น

สมมุติว่าวันนี้ โยมหาเงินได้ ๑๐๐ บาท ธรรมชาติของมันแค่ ๑๐๐ บาท
จะอยากให้ได้มากกว่านั้น...ก็ไม่ได้
จะอยากให้ได้น้อยกว่านั้น...ก็ไม่ได้


หาได้ ๕๐ บาท ธรรมชาติของเขาก็แค่นั้น
หาไม่ได้เลย ธรรมชาติของมันก็เท่ากับหาไม่ได้เลย
ยอมตามธรรมชาติที่มันเป็น "ทุกอย่าง ทุกแห่ง ทุกข์ก็ไม่เกิด"

โยม อีกอย่างหนึ่ง สมมุติว่าถ้าเราจะปลูกต้นไม้
อันดับแรก เราต้องเตรียมดินให้ดี ขุดหลุมกว้างเมตร ลึกเมตร
คลุกดินด้วยปุ๋ยคอกอย่างดี แล้วจึงปลูกต้นไม้ลงไป
เมื่อปลูกแล้ว เราต้องคอยดูแล โดยหมั่นรดน้ำ พรวนดิน ดายหญ้า และล้อมรั้วกันอันตรายให้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #77 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โยม อย่าลืมนะ หน้าที่ของเรานั้น
ทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้น ส่วนผลที่จะได้รับเป็นเรื่องของเขา
ถ้าเราดำเนินชีวิต โดยมีการปล่อยวางเช่นนี้แล้ว ทุกข์ก็ไม่รุมล้อมเรา

ธรรมะอย่างนี้...ใคร ๆ ก็ปฏิบัติได้
ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ปฏิบัติเมื่อไรก็ได้



เครดิต โพสจัง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #78 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การปล่อยวาง คลายทุกข์ แบบง่ายๆ


สิ่งที่เราเป็นทุกข์ในปัจจุบันนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป เราเองต้องอยู่ในโลกนี้ โลกแห่งการเป็นเหยื่อความเจริญด้านวัตถุ สิ่งล่อใจมีมาก ทำให้กิเลสมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นการปล่อยวางทั้งด้านวัตถุที่เป็นรูปธรรม และการปล่อยวางทางจิตใจที่เป็นนามธรรม จึงเป็นหนทางให้เราคลายความทุกข์ลงได้ เช่น ไฮเทคเกินไปก็ทำตัวให้ โลว์เทคบ้าง เคยขับรถ ก็ลองปล่อยแล้วมาขึ้นรถเมล์บ้าง เคยเอะอะโวยวายไม่พอใจเมื่อมีใครทำอะไรไม่ถูกใจ ก็หัดเฉยให้อภัยบ้าง เคยแต่งตัวพิถีพิถัน ก็มาแต่งตัวตามสบายบ้าง เป็นต้น

การปล่อยวาง คือปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง ข้อนี้สำคัญที่สุดในการคลายเครียดทุกวิธีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพราะเป็นการตัดต้นตอของความทุกข์ทั้งมวลลงได้ เมื่อยึดมั่นถือมั่นมากก็ต้องทุกข์มาก ถ้าปล่อยวางลงได้มากก็เบามากสุขมาก แล้วความเครียดก็ลดลงหรือหายไปเลย

ยึดมั่นสิ่งใด ก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น

เมื่อยึดมั่นในสิ่งใด ก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า...


สพ.เพ ธม.มานาลํ อภินิเวสาย" แปลว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น" นี้เป็นหลักธรรมชั้นสูงขั้นวิปัสสนาในพระพุทธศาสนา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #79 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การปล่อยวาง คลายทุกข์ แบบง่ายๆ


สิ่งที่เราเป็นทุกข์ในปัจจุบันนี้ สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากโลกปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไป เราเองต้องอยู่ในโลกนี้ โลกแห่งการเป็นเหยื่อความเจริญด้านวัตถุ สิ่งล่อใจมีมาก ทำให้กิเลสมากขึ้นตามลำดับ ดังนั้นการปล่อยวางทั้งด้านวัตถุที่เป็นรูปธรรม และการปล่อยวางทางจิตใจที่เป็นนามธรรม จึงเป็นหนทางให้เราคลายความทุกข์ลงได้ เช่น ไฮเทคเกินไปก็ทำตัวให้ โลว์เทคบ้าง เคยขับรถ ก็ลองปล่อยแล้วมาขึ้นรถเมล์บ้าง เคยเอะอะโวยวายไม่พอใจเมื่อมีใครทำอะไรไม่ถูกใจ ก็หัดเฉยให้อภัยบ้าง เคยแต่งตัวพิถีพิถัน ก็มาแต่งตัวตามสบายบ้าง เป็นต้น

การปล่อยวาง คือปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งทั้งปวง ข้อนี้สำคัญที่สุดในการคลายเครียดทุกวิธีที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เพราะเป็นการตัดต้นตอของความทุกข์ทั้งมวลลงได้ เมื่อยึดมั่นถือมั่นมากก็ต้องทุกข์มาก ถ้าปล่อยวางลงได้มากก็เบามากสุขมาก แล้วความเครียดก็ลดลงหรือหายไปเลย

ยึดมั่นสิ่งใด ก็ทุกข์เพราะสิ่งนั้น

เมื่อยึดมั่นในสิ่งใด ก็เป็นทุกข์เพราะสิ่งนั้น ฉะนั้น พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่า...


สพ.เพ ธม.มานาลํ อภินิเวสาย" แปลว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น" นี้เป็นหลักธรรมชั้นสูงขั้นวิปัสสนาในพระพุทธศาสนา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #80 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:49 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในการปล่อยวางการยึดมั่นนั้น คนเราจะต้องเห็นพระไตรลักษณ์ว่า ขันธ์ 5 หรือทุกสิ่งทุกอย่างในโลก อันย่อเหลือแต่รูปกับนาม ว่ามันตกอยู่ในอำนาจของพระไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์และเป็นอนัตตา คือหาตัวเจ้าของที่แท้จริงไม่ได้


ความทุกข์หรือความเครียดของคนเราไม่ใช่น้อยที่เกิดจากความยึดมั่นถือมั่น บางคนแม้จะตายแล้ว ก็ยังไม่ยอมปล่อยวาง ชีวิตมีแต่หนักอึ้ง เพราะแบกแต่ภาระการงานและยึดมั่นเอาไว้


** วิธีปฏิบัติให้เกิดความปล่อยวาง


วิธีปฏิบัติให้เกิดความปล่อยวางอันเป็นอุบายแก้ทุกข์หรือคลายเครียดอย่างหนึ่งนั้นคือทำอย่างไร? ในที่นี้จะขอเสนออุบายแก้ทุกข์หรือคลายเครียด ให้เกิดการปล่อยวางลงได้ ดังต่อไปนี้


1. เมื่อเกิดอะไรขึ้น ให้รวมลงในพระไตรลักษณ์ให้หมด คือถ้าอะไรเกิดขึ้นในชีวิตเรา ไม่ว่าดีหรือไม่ดี ก็ให้รวมลงไปว่าสิ่งเหล่านั้นไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์และมันเป็นอนัตตา ไม่มีอะไรเป็นของเราที่แท้จริงเลย จึงไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่น ถ้ารวมลงในพระไตรลักษณ์ได้ ใจมันจะเบาจะว่าง แต่ถ้าตรงกันข้าม ใจมันจะหนักจะเครียด จะมีแต่ความร้อนกระวนกระวาย

2. ให้เห็นว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งนั้นต้องดับ คือให้ยอมรับความจริงว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนแต่ต้องดับไปในที่สุดทั้งสิ้น แม้แต่ดวงอาทิตย์ก็ต้องดับ โลกนี้ก็ต้องสลาย ไม่มีอะไรเหลือ ดังที่พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้ดวงตาเห็นธรรมครั้งแรกว่า "สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดก็มีการดับไปเป็นธรรมดา" เช่น คนเราเมื่อมีการเกิดก็ต้องมีการตายเป็นธรรมดา แม้ปัญหาความยุ่งยากในชีวิตอะไรก็ตามที่ยังแก้ไม่ตกเมื่อมันเกิดขึ้นมันก็ต้องดับไป นี้คือกฎของธรรมชาติอย่างหนึ่งของสิ่งทั้งหลาย ไม่ต้องไปบังคับหรือยึดมั่นถือมั่นมากจนเกินไป เพราะถือมั่นมาก ก็ทุกข์มากและทำให้เครียดด้วย

3. อย่าแบกงานไว้มากเกินไป คือ การแบกงานมากเกินไปนั้นมันหนัก มันเครียด มันวุ่นวาย และทุกข์ใจมาก แม้เราจะทำใจว่า เราจะทำงานด้วยใจว่างไม่ยึดมั่นถือมั่นแต่เมื่อเราไปรับงานแบกงานไว้มาก ใจจะสงบได้ยาก และงานจะเสียได้ง่าย เพราะทำไม่ทัน และจะเป็นเหตุให้เกิดความตึงเครียดทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ฉะนั้น ผู้ที่ได้ความสงบสุขที่เรียกว่าสันติบทนั้น ต้องเป็นคนไม่แบกงานไว้มากจนเกินไป คือต้องเป็นคนมีงานไม่มากจนเกินไป ที่เรียกว่า อัปปกิจโจ มีงานน้อย ทำงานแต่พอประมาณ แก่ความรู้ความสามารถของตน จึงจะเกิดความเบากายเบาใจได้ง่าย คือให้วางงานลงเสียบ้าง ถ้าไม่วางก็จะหนักอยู่ตลอดไป แม้เราปุถุชนไม่อาจจะวางได้ตลอดไป แต่วางลงเสียบ้างและก็จะคลายเครียดได้

4. ให้ปฏิบัติพร้อมกับกำหนดลมหายใจเข้าออก คือในการนำธรรมะขั้นปล่อยวางมาปฏิบัตินั้นถ้าเราปฏิบัติในขณะเจริญกรรมฐาน เช่น กำหนดลมหายใจเข้าออก ก็ให้กำหนดดังนี้ เมื่อหายใจเข้าให้ภาวนาว่า "ปล่อยวาง" เมื่อหายใจออกก็ภาวนาว่า "ปล่อยวาง" ปล่อยวางอะไร? คืออะไรก็ได้ที่ทำให้ยุ่ง ปล่อยวางมันให้หมด โดยเฉพาะปล่อยวางนามรูป ที่จะให้เข้าไปยึดมั่นว่าเป็นตัว เป็นตน เป็นเรา เป็นเขา เมื่อหายใจเข้าก็ภาวนาว่าปล่อยวาง เมื่อหายใจออกก็ปล่อยวาง แม้ที่สุด ร่างกายของเราก็ต้องปล่อย แล้วมันก็เบา จะรู้สึก เย็นขึ้นมา

5. ให้ทำงานด้วยความไม่ยึดมั่น คือทำงานเพื่องาน เพื่อความสำเร็จของงาน ทำความดีเพื่อความดี ไม่ใช่ทำเพื่อยศ เพื่อตำแหน่งเกียรติยศชื่อเสียง ไม่ใช่ทำเพื่อตัวเรา เพื่อของเรา ถ้าทำอย่างนั้นมันจะวุ่นวายใจ เมื่อสิ่งทั้งหลายไม่สมใจตน จงทำงานไปพร้อมกับให้ความรู้สึกอยู่เสมอว่าทำความดีเพื่อความดี ทำงานเพื่อความสำเร็จของงาน ทำด้วยความเพลิดเพลิน ไม่รีบร้อนจนเกินไป เพราะในที่สุด เราต้องปล่อยวางหมดทุกสิ่งทุกอย่าง แม้ไม่ปล่อยก็ต้องปล่อย เมื่อเราต้องจากโลกนี้ไป

6. ให้ถือหลักพุทธภาษิตว่า "สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น" เมื่อปล่อยวางลงได้ก็เป็นสุข


ดังคำกลอนที่ว่า...

>>>>>>>>สิ่งทั้งปวง>>>>>>>ควรหรือ>>>>>>>จะถือมั่น

>>>>>>> เพราะว่ามัน>>>>>>>ก่อทุกข์>>>>>>>มีสุขไฉน

>>>>>>>ยึดมั่นมาก>>>>>>>ทุกข์มาก>>>>>>>ลำบากใจ

>>>>>>>ปล่อยวางได้>>>>>>>เป็นสุข>>>>>>>ทุกคืนวัน


หากท่านสาธุชนทั้งหลายใช้อุบายแก้ทุกข์หรือคลายเครียดดังกล่าวมาตั้งแต่ข้อแรกจนถึงข้อสุดท้ายนี้ ก็จะทำให้ความทุกข์ความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นบรรเทาเบาบางลง ความเครียดก็จะลดลง แล้วความสุขและความสงบก็เข้ามาแทนที่ ด้วยอำนาจการประพฤติธรรม

แม้อุบายคลายเครียดบางอย่าง จะเป็นธรรมชั้นสูง แต่ก็เป็นหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่เราสามารถนำมาประยุกต์กับชีวิตประจำวันของเราได้ หากเข้าใจในหลักการปฏิบัติเพียงพอ เพราะว่า ผู้ใดพระพฤติธรรม พระธรรมย่อมคุ้มครองผู้นั้น พระธรรมที่เราประพฤติแล้วย่อมนำความสุขมาให้ การที่เราได้รับความสุขความเจริญนั้น คืออานิสงส์หรือประโยชน์แห่งการประพฤติธรรม



เครดิต http://www.oknation.net/

.(บันทึกของผู้เขียน ป.อ.ปยุตฺโต พุทธธรรมหน้า ๑๑๔๕)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #81 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรียบเรียงโดย ศรีวรา อิสสระ

ลูกศิษย์วัยรุ่นมักจะอ้างเรื่องการปล่อยวาง เมื่อขี้เกียจไม่อยากจะทำอะไรสักอย่าง

ท่านอาจารย์จึงเล่าว่า

ในช่วงเข้าพรรษาปีหนึ่ง หลวงพ่อชาเดินตรวจพระลูกศิษย์ที่กุฏิหลังหนึ่ง พระท่านเอาของไปวางไว้ตรงมุมที่ไม่ใช่ที่ๆ ควรจะวาง

ท่านจึงถามว่า "ทำไมจึงต้องเอาของไปไว้ตรงนั้น"

ลูกศิษย์ให้เหตุผลว่า "เพราะหลังคามันรั่ว"

เมื่อหลวงพ่อถามว่า "ทำไมจึงไม่ซ่อมหลังคา"

ท่านก็ว่า "ท่านกำลังฝึกเรื่องความอดทนและการปล่อยวาง"

หลวงพ่อจึงว่า

นี่คือการปล่อยวางของควาย

ท่านอาจารย์สรุปว่า

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนว่า อะไรๆก็ต้องปล่อยวาง อะไรๆก็ต้องอดทน เราต้องมีปัญญาแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร สิ่งไหนควรอดทนก็ต้องอดทน บางสิ่งบางอย่างก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องทน บางสิ่งบางอย่างก็ควรจะแก้ไข การปล่อยวางของเราต้องมีปัญญา เป็นตัวกำกับอยู่ด้วยเสมอ




ที่มาื่ : "เรื่องท่านเล่า" เรียบเรียงจากนิทาน และธรรมบรรยาย ที่พระอาจารย์ชยสาโรเคยแสดงไว้เพื่อเป็นธรรมทานโดย ศรีวรา อิสสระ, พิมพ์เพื่อการกุศล โดยกองทุนสื่อธรรมะทอสี ครั้งที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๕๓, หน้า ๒๔๐


ที่มา http://www.dhammajak.net/



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #82 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การมีสติ-ใช้สมาธิ-ปล่อยวางคือทางออก

สมัยก่อน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง เป็นปัญหาของสังคม แต่สมัยนี้อาจบอกว่าโรคดังกล่าวสามารถรักษาให้หายได้ด้วยวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ แต่โรคทางจิตใจ เช่น โรคจิตเภท โรคประสาท โรคซึมเศร้า กลับเป็นปัญหาของสังคมและเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ น.พ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล แห่งกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ปัญหาของสังคมที่เปลี่ยนสภาวะเครียดเพิ่มมากขึ้น และพบว่าคนที่ฆ่าตัวตายมักเป็นวัยผู้ใหญ่หรือวัยกลางคน กลับกลายเป็นวัยรุ่น ซึ่งพบข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์

กล่าวกันว่า ตั้งแต่เรียนก็หวังเพื่อให้ได้คะแนนสูงๆ มาทำงานพยายามที่จะดิ้นรนเพื่อให้ตนเองได้รับการเลื่อนขั้นที่ดี หรือเกรดเอ.....

มองถึงด้านการหล่อหลอมการเยียวยาจากครอบครัวก็มีน้อย เห็นจากครอบครัวสมัยนี้พ่อแม่แยกทางกัน หย่าร้างกัน ท่านทราบไหมว่า โรงเรียนอนุบาลในกรุงเทพมหานคร เด็กที่พ่อ-แม่ได้เลี้ยงดูจริงๆ จะมีสักกี่ราย... เติบโตก็พยายามที่จะให้อายุตนเองยืนยาวนาน สรรหาอาหารมารับประทานมีคุณค่าเพื่อบำรุงร่างกาย แต่อาหารทางใจส่วนมากแล้วจะขาดหรือมองข้ามเพราะเห็นว่าอาจไม่สำคัญ รอไปก่อน อายุมากกว่านี้แล้วค่อยคิดใหม่

ในขณะที่ท่านทำงานก็มีความทุกข์กับงาน กลับบ้านก็ทุกข์กับสมาชิกในบ้าน ทุกข์กับการอยู่คนเดียว แต่ก็ทราบอีกไหมว่า ร่างกายของคนเราประกอบไปด้วยกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ หากขาดอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วทำให้รู้สึกว่าขาด

ข้อมูลจากสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ แนะนำว่า การหาทางออกโดยไม่ต้องลงทุน อันเพื่อตนเองให้มีความสุข งานที่กระทำราบรื่นไปได้ด้วยดี และคนรอบข้างมีความสุข คือ

1. การใช้สมาธิ ลองคิดดูเมื่อรู้สึกเหนื่อยจากการทำงาน งานก็จะผิดพลาดเป็นประจำ คิดอะไร เขียนอะไร จำอะไรก็ไม่ดี จิตใจหวั่นไหว ใครมาพูดกระทบแสดงความไม่พอใจ กล่าวกันว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นต้องใช้ความอดทน การนั่งเฉยๆ แล้วเอาจิตมาผูกกับลมหายใจ เพียงแต่รับรู้ลมหายใจเข้าออก เข้าก็รู้ ออกก็รู้ ที่เป็นจริง ต่อเนื่อง ตามลมหายใจ ความคิดก็ค่อยๆ ไตร่ตรองแล้วก็หายใจเงียบๆ ประมาณ 5-10 นาที

2. การสวดมนต์ กล่าวว่า จะทำให้จิตใจของเรายึดมั่นอยู่ในพระรัตนตรัย เป็นการฝึกจิตให้สงบ และมีสมาธิ จากการวิจัยของ น.พ.อีริค แลนเดอร์ ซึ่งเป็นแพทย์ทหารของกองทัพสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า หากรู้จักปลีกเวลาสัก 1 ชั่วโมง หลายๆ ครั้งต่อสัปดาห์เพื่อการสวดมนต์เชื่อว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย และสุขภาพกายและสุขภาพจิตจะดี

3. การอยู่กับปัจจุบัน คือการแผ่เมตตา ปรารถนาดีซึ่งมีอยู่จริงๆ ในจิตของเรา ทำให้น้อมจิตแผ่เมตตา แบ่งความสุขไปยังทุกคนในที่ทำงานทุกทิศทุกทาง โดยทำความรู้จักกับลมหายใจเข้าออกให้ชัดเจน ใครที่ทำให้เราทุกข์ใจ ร้อนใจ ขัดเคือง เราก็ให้อภัยเขา ไม่เอามาคิด ที่จะทำให้ใจของเราเป็นสุข ไม่มีเวรและเป็นภัยต่อกัน

4. การมีสติ พุทธพจน์ที่ว่า ดูก่อนภิกษุ ตถาคต กล่าวว่าสติช่วยในกิจทั้งปวง และสติสามารถฝึกและควบคุมทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นตัวยับยั้งไม่ให้จิตฟุ้งซ่าน การมีสติเป็นการพัฒนาฝีมือของเรามากขึ้น หากแม้จะไม่สงบก็ลดความฟุ้งซ่านได้ เช่น ขณะกำลังพิมพ์งาน ความวุ่นวายของคนรอบข้างจะเข้ามา แต่เราอยู่ด้วยใจที่จดจ่อจับกับลมหายแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นเอง

5. การปล่อยวาง คือการไม่จมอยู่กับงานจนมั่นหมายเป็นบ้า ไม่หมกมุ่นอยู่กับอดีตที่ผ่านไป อนาคตที่ยังมาไม่ถึงและการสลัดตนให้พ้นจากความรู้สึก หรือภาพประทับใจเก่าๆ ที่มาเกาะกุมจิตใจโดยไม่รู้ตัว

สิ่งที่แนะนำมาเบื้องต้นไม่ข้อใดข้อหนึ่ง สามารถกระทำเองได้โดยไม่ต้องลงทุนด้วยเงินทอง จะมีประโยชน์ 2 ส่วน คือ ตัวเราเองมีความสุข ความสัมพันธ์กับเพื่อนรอบข้างก็ดี งานก็สำเร็จสัมฤทธิผล มีคุณค่าต่อสังคม เพราะว่ารู้จักนำธรรมะมาใช้กับงานอย่างถูกต้อง

(คัดมาจากหนังสือพิมพ์บ้านเมือง คอลัมน์ : ชีวิตและสุขภาพ น.พ.สุรพงศ์ อำพันวงษ์)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #83 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เงิน ซื้อบ้านได้ แต่ซื้อความอบอุ่นไม่ได้
เงิน ซื้อเตียงได้ แต่ซื้อการนอนหลับไม่ได้
เงิน ซื้อยาได้ แต่ซื้อสุขภาพไม่ได้
เงิน ซื้อหนังสือได้ แต่ซื้อความรู้ไม่ได้
เงิน ซื้อตำแหน่งได้ แต่ซื้อความนับถือไม่ได้
เงิน ซื้อความประจบสอพลอได้ แต่ซื้อความจริงใจไม่ได้...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #84 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เกิดขึ้นจากความว่าง..ปล่อยวางจากความรู้สึก..




สิ่งที่เกิดขึ้นในจิตใจของเรา..
ควรค่าแก่การดำรงอยู่และรักษา..บ้างหรือไม่ ??

จิตใจ..ที่ปราศจากความว่างเปล่า..
จิตใจ..ที่ไม่หลงยึดติดกับสิ่งใด ๆ..
เป็นจิตใจ..ที่พร้อมจะปล่อยวางและว่างเปล่า..

วางจาก..อารมณ์และความรู้สึก..
วางจาก..ความสุขและความทุกข์..
วางจาก..สรรพสิ่งทั้งปวงในโลก..
วางจาก..ความว่างเปล่าในจิตใจ..
วางจาก..สิ่งที่มีสู่ความไม่มี..

ถ้าปล่อยวาง..จะเกิดความรู้สึกที่เบาสบายภายในจิตใจ..
ถ้าปล่อยวาง..จะเกิดความรู้สึกสงบลึก ๆ ภายในจิตใจ..
ถ้าปล่อยวาง..จะเกิดความไม่ยึดถือ..ไม่ยึดติด..ภายในจิตใจ..
ถ้าปล่อยวาง..จะเกิดความรู้เฉย ๆ เป็นกลาง ๆ ว่างเปล่า..ภายในจิตใจ..อย่างแท้จริง..

หลายคนประสบปัญหา..
กับคำว่า..ปล่อยวาง..และว่างเปล่า..
จึงพูดออกมาดัง ๆ ว่า..
มัวแต่ปล่อยวาง ๆ แล้วจะทำมาหากินอะไรได้..

การพูดเช่นนี้..
แสดงว่า..เรายังไม่เข้าใจ..
ความหมายของคำว่า..ปล่อยวาง..อย่างแท้จริง..

การปล่อย..ก็คือ..ไม่ยึด..ไม่ติด..ไม่ถือ..
การวาง..ก็คือ..ปลดลง..ปล่อยลง..ไม่แบก..สละละวาง..
ดังนั้น..คำว่า..ปล่อยวาง..
ก็คือ..ความว่างเปล่า..จากสิ่งทั้งหลายทั้งปวง..
ไม่ยึด..ไม่ติด..ไม่ถือ..ไม่แบก..ปลดปล่อย..สละออก..ได้อย่างสบายใจ..

พูดง่าย ๆว่า..ถ้าถือมันก็หนัก..ถ้าวางมันก็เบาสบาย..
ชีวิตของเราจะไม่หนัก..เพราะรู้จักปล่อยวาง..
ชีวิตของเราจะไม่ทุกข์..เพราะรู้จักวางใจได้ถูกที่..และถูกต้อง.

นั้นคือ..การปล่อยวาง..
จากอารมณ์และความรู้สึกทุก ๆ อย่าง..
ที่มันทำให้เราทุกข์ใจ..หนักใจ..
วางมัน..เพื่อให้มันเบาสบายใจ..
แล้วความสุขสงบจะบังเกิดขึ้นภายในจิตใจเรา..




บทความจาก dhammakid



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #85 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท้าวสักกะเทวราช

เมื่อครั้งหลวงตาท่านเทศน์ว่าฟันท่านโยกแล้วฝันว่าท้าวสักกะเทวราชหรือพระอินทร์มาขอเอา ไปบูชาท่านก็ได้ให้ไป ผมกับเพื่อนๆก็คิดกันไปเองว่า “สงสัยจะเอาไปไว้ที่เกศแก้วจุฬามณี แต่นั่นมันน่าจะเป็นที่ของพระพุทธเจ้า แม้หลวงตาท่านมีบารมีและทำประโยชน์เพื่อศาสนามากแต่ก็ไม่น่าจะอยู่นั่น” นั่งมั่วกันอยู่หลายวัน สุดท้ายลูกศิษย์หลวงพ่อประสิทธิ์โทรมาหาด้วยความตื่นเต้นเล่าว่า หลวงพ่อประสิทธิ์ บอกว่า “พระอินทร์เอาฟันหลวงตาไปบรรจุในเจดีย์ทองคำที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์” นั้นไงคำตอบมาแล้วครับ

ห้ามฝน

ที่ ประจักกับตาอีกครั้งก็คราวหลวงตาท่านไปเทศน์เนื่องในโอกาส งานมีผ้าป่าช่วยชาติและเปิดเจดีย์หลวงปู่บุญจันทร์ กมโล วัดป่าสันติกาวาส อุดรธานี วันนั้นเมฆมามืดครึ้มจากประสบการณ์อันน้อยนิดก็พยากรณ์อากาศเองว่าตกชัวร์ และแล้วก่อนหลวงตาออกเทศน์ไม่กี่นาทีฝนก็ลงเม็ดจริงๆแม้ไม่แรงแต่ก็สร้าง ความลำบากไม่น้อย พอหลวงตาท่านออกมา ท่านก็พูดออกไมค์เสียงดังฟังชัดว่า “เทวดาคนเขาจะมา
ทำบุญทำกุศล ฝนนะยังไม่ต้องตกนะ” นับหนึ่งไม่ถึงสิบฝนก็ขาดเม็ดพอเทศน์เสร็จงานจบตอนนั้นผมบังเอิญอยูแถวเต๊น หลวงตาพอดี หูคงไม่ฝาดผมได้ยิน หลวงตาท่านเอยขึ้นมาเบาๆว่า “เสร็จงานแล้วจะตกก็ตก” คงไม่ต้องให้เล่านะครับว่าเกิดอะไรขึ้น หนักสมกับที่อั้นมา2ชั่วโมง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #86 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องของโน๊ต

เมื่อปี48 เพื่อนผมชื่อ "คุณโน๊ต" ไปถอนฟันคุด ที่คลีนิคแห่งหนึ่งแต่ขณะถอนฟัน หมอลงมีดพลาดไปตัดเส้นเลือดใหญ่เข้า เลือดสดๆทลักออกจากปาก รวมแล้วมีปริมาณมากถึง1200 ซีซี หรือ 4 ถุง หมอจึงรีบนำโน๊ต ไปโรงพยาบาล หมอที่โรงพยาบาลรีบทำการรักษา โน๊ตเล่าให้ฟังว่า ตอนนั้นน้ำออกจากร่างกาย(หรือที่เราเรียกว่ายางตายออก) วัดชีพจรไม่ได้ ความรู้สึกมันค่อยๆดับวูบลง โดยค่อยๆดับจากทางหัวก่อน และแล้วโน๊ตก็หมดสติ(หรือหลับก็ไม่รู้) แม้ร่างกายจะอ่อนแอแต่ในฝันชัดเจนมาก โน๊ตเห็พระ 3 องค์ หลวงตาบัวนั่งเทศน์สอนพระเณรอยู่ไกลออกไป หลวงปู่เพียร วัดหนองกอง อยู่ขวามือของโน๊ต และหลวงปู่ลี วัดภูผาแดง อยู่ซ้ายมือในฝันหลวงปู่ เพียรท่านยิ้มให้ ส่วน หลวงปู่ลีได้คุยกับโน๊ต ในฝันหลวงปู่ท่านเมตตามาก โน๊ตได้คุยกับหลวงปู่ว่า “ผมเกือบตาย ดีนะหมอเขาช่วยไว้” พร้อมกับเปิดเสื้อโรงพยาบาลให้หลวงปู่ดู สายเครื่องวัดหัวใจที่ยังคงแปะติดกับตัว
หลวงปู่ท่านก็บอกว่า ไหนเอามือมาพอโน๊ต ยื่นมือขวาไปหลวงปู่ท่านก็เป่าลงไปที่มือ พร้อมสำทับว่า “ไม่ตายหรอก” และก็ไม่ตายจริงๆ พอโน๊ตฟื้นก็เล่าแต่ความฝันนี้ให้ทุกคนฟัง พอถามว่าใส่พระอะไร โน๊ต บอกพยาบาลถอดพระออกตั้งแต่เข้าไปในโรงพยาบาลแล้ว เหลือแต่สายสิญจ์นงานประทายข้าวหลวงตาบัวผูกแขนขวาอยู่ และ ในฝันสายสิญจน์งานประทายข้าวหลวงตายังผูกที่แขนขวาอยู่เลย ผมจึงเกิดอาการสงสัยว่าทำไมเป็นหลวงปู่ลีที่ช่วยไม่ใช่หลวงตาบัวที่ช่วย ทั้งๆที่เป็นสายสิญจ์นของหลวงตา และโน้ตเองก็เคยกราบหลวงปู่ลีแค่ครั้งเดี๋ยว โน๊ต ก็ตอบอย่างมั่นใจว่า ต้องเป็นเพราะหลายปีก่อนตอนหลวงปู่ลีมาชลบุรี พระวัดเขาพระ รวบรวมทองถวายหลวงปู่ลี เพื่อให้หลวงปู่ลีนำไปถวายหลวงตาบัว และนั่นเป็นครั้งเดียวที่โน๊ตได้ถวายทองหลวงตาบัวโดยผ่านทางหลวงปู่ลี โน๊ตบอก “นั่นเป็นแค่ห่วงทองเล็กๆ ตอนถวายยังกลัวชาวบ้านดูแคลนด้วยซ้ำไป แต่นึกถึงบุญถวายทองครั้งนั้นทีไรต้องปลืมปิติทุกครั้ง”
แม้ โน๊ตจะใส่สายสิญจ์นหลวงตาบัว แต่ผมเชื่อว่าหลวงปู่ลีเป็นคนช่วยชีวิตโน๊ต และที่ท่านช่วยได้เพราะบุญของโน๊ตเอง บุญที่เคยถวายทองหลวงตาบัวผ่านทางหลวงปู่ลี นี้แค่ห่วงทองเล็กๆยังมีอานิสงส์ ขนาดนี้


วัตถุมงคล



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #87 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 14:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วัตถุมงคล

รูปของพระสุปฏิบันโนย่อมมีเทวดารักษา หากผู้เป็นเจ้าของใส่ด้วยความเคารพศรัทธาจริงเทวดาที่รักษาย่อมไม่ทิ้ง พระ เครื่องหลวงตาบัว ส่วนใหญ่90% จะผ่านการอธิษฐานจากหลวงปู่ลี วัดภูผาแดง (ลูกศิษย์ที่ทรงฤทธิ์ของหลวงตาบัว โดยหลวงตากล่าวรับรองหลวงปู่ลีว่าเป็นผ้าขี้ริ้วทองคำ) หรือไม่ก็นำไปซุกซ่อนไว้ในศาลาตอนหลวงตาท่านทำวัตรสวดมนต์
เมื่อหลายปี ก่อนหลวงตาท่านเดินทางไปภาคเหนือ มีคณะลูกศิษย์หลวงตากลุ่มหนึ่งต้องการติดตามขบวนไปด้วย หลวงตาท่านก็กล่าวในเชิงห้ามปรามให้อยู่ภาวนาที่วัดดีกว่า แต่คณะก็เห็นว่าไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาดจึงตัดสินใจไป ในตอนกลับต่างคนต่างก็แยกกันกลับ ในขณะที่รถกะบะของคณะนี้ขับในเขตเขาค้อเพชรบูรณ์ รถได้เสียหลักตกเขา รถกะบะพังยับไม่สามารถซ่อมเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ แต่ ทุกคนปลอดภัย มีแค่รอยฟกช้ำดำเขียว! พอถามดูไม่มีใครใส่พระซักคนเดียว ทั้งรถมีเพียงล็อกเก็ตกระดาษของหลวงตาบัว(ที่ไล่แจกกันที่บ้านตาดก็ไม่มีคน เอาเพราะแค่เอาไปซุกไว้ตอนหลวงตาท่านทำวัตรสวดมนต์)เพียงอันเดียว! และ เคย มีเพื่อนผมคนหนึ่งได้พระสิวลีโครงการณ์ช่วยชาติ ของหลวงตาไป1องค์เป็นพระที่ซุกไว้เช่นกัน แต่เขาเอาไปกราบไหว้ด้วยความเคารพเขาโทรมาบอกผมว่า "ถูกหวยมา7งวดติดแล้ว เดี๋ยวจะเอาพระไปเลี่ยมทอง แล้วก็ฝากเงินไปทำบุญด้วย"

หวย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #88 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หวย

พอพูดถึงหวยก็พลอยทำให้นึกถึงญาติผมท่านหนึ่ง เขา เคยไปกราบหลวงตาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ด้วยความที่เคยไปกราบครั้งแรกไม่ทราบถึงความ ดุ ของท่านจึงได้ ขอคำหมากจากหลวงตา แล้วก็โดนเอ็ดชุดใหญ่ พอเอ็ดเสร็จหลวงตาท่านก็กล่าวต่อว่า "ศีลห้า รักษาได้ซักสองสามข้อรึเปล่า" ไม่ต้องกลับครับงวดนั้น 523 และก็เป็นประจำที่ผมฟังเทศน์ท่านตอนเช้า(วิทยุ) ถ้าวันไหนมีคนโดนเอ็ดต้องมีตัวเลขตามมาด้วยทุกครั้ง เท่าที่ผมฟังอย่างน้อย 5 ครั้ง(ปรกติไม่ได้ฟังทุกวัน) ออก 3ตัว 2ตัว ไม่ต้องกลับ และระหว่างโครงการช่วยชาติมีครั้งหนึ่งตอนท่านมากรุงเทพฯ ท่าน เพิ่งได้ทอง300กว่ากิโล
แต่ท่านกลับประกาศว่าจะเอาทองเข้าคลังหลวงวันที่....(หลังวันประกาศไม่ถึง 2 อาทิตย์) จำนวน525กิโล จึงเป็นที่แปลกใจของผมว่าท่านจะเอามาจากไหนอีกตั้งเกือบ200กิโล และท่านก็หามาได้จริงตามกำหนดท่านและงวดนั้นก็ออก 525 ไม่ต้องกลับอีกแล้วครับพี่น้อง และ มีครั้งหนึ่งมีงานนิมนต์พระมาทำพิธีที่สวนอัมพร ท่านก็สั่งเองอีกว่าให้นิมนต์พระมา15รูป ผมก็งงอีกปรกติการนิมนต์พระมักจะใช้เลขมงคลเช่น 9รูป แต่ไม่เคยเห็นใครนิมนต์15รูป และแล้วก็หายงง ออก51(แต่คราวนี้ต้องกลับ)
ทั้งหมดนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ผมเคยสัมผัสและได้ยินมา แต่ผมไม่ได้แนะนำชักชวนใครเล่นหวยนะครับและถึงผมรู้แต่ก็ไม่เคยซื้อเลย
ฟังแค่ขำขำแล้วกัน

ปรามาสพระ

ค่ำวันหนึ่งขณะประชุมสภาได้มีส.ส.คนหนึ่งได้กล่าววาจาเสียดสีหลวงตาอย่างแรง พอผมได้ข่าวก็เป็นเดือดเป็นร้อนแทนตามฐานะของคนมีกิเลสทั่วไป แต่พอตกบ่ายวันรุ่งขึ้นตอนฉันน้ำปานะ หลวงตาท่านก็ปรารภขึ้นมากับเหล่าพระเณรว่า " เมื่อคืน มียมบาลมากราบ เขาบอกว่ามีส.ส.ชื่อ...เขา ด่าเรา ยมบาลบอกว่าเขาได้จดชื่อไว้แล้ว ถ้าหมดบุญเมื่อไหร่ เขาจะเป็นคนลากคอมันลงนรกเอง"
พอผมถามว่ามีใครไปรายงานหลวงตารึเปล่าว่ามีส.ส.ว่าท่าน คำตอบก็คือ ทุกคนรู้แต่ไม่มีใครกล้ากราบเรียนเพราะมันไม่เหมาะสม
หรือมี คนคนหนึ่งเขาไปกราบขอขมาหลวงตาที่เขาได้ว่าท่านอย่างรุนแรงจนเป็นเหตุให้ปาก เบี้ยว พอขอขมาที่รูปท่านอาการจึงดีขึ้นแต่ไม่หายขาดจึงได้มากราบขอขมาท่านเองที่ วัด แต่ท่านก็บอกว่า "ถ้าขอขมาแล้วไปพูดเหมือนเดิมก็จะเป็นเหมือนเดิม" เขาจึงกราบเรียนไปว่า "ไม่กล้าแล้วครับ"

ปลดปล่อยวิญญาณ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #89 เมื่อ: 18 มิ.ย. 13, 15:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปลดปล่อยวิญญาณ

หลายสิบปี ที่จังหวัดสุพรรณบุรี ทางผู้ว่าราชการจังหวัดซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่สังวาลย์ เขมโก วัดทุ่งสามัคคีธรรม สุพรรณบุรี
ได้กราบเรียนหลวงปู่ ถึงความคิดที่จะทำสังฆทานอุทิศให้กับทหารทั้งไทยและพม่าที่ได้เสียชีวิต ณ.บริเวณที่ทางผู้ว่าฯเชื่อว่าพม่าและไทยได้เคยทำการรบกันในเขตจังหวัด สุพรรณบุรี ทางหลวงปู่สังวาลย์ก็เห็นด้วยเพียงแต่ท่านกล่าวว่าการ ที่จะปลดปล่อยวิญญาณจำนวนมากขนาดนี้ให้เป็นไปสู่สุขติ ต้องให้พระอรหันต์ที่มีฤทธิ์มากมีบารมีมากมาเป็นประธานในการรับมหาสังฆทานใน ครั้งนี้ ซึ่งหลวงปู่สังวาลย์ เห็นว่าทั้งเมืองไทยตอนนี้ มีเพียงหลวงตามหาบัวเท่านั้นที่ทำได้ ทางผู้ว่าฯจึงได้นิมนต์หลวงตามารับมหาสังฆทานในครั้งนี้
หลังจากหลวงตาบัวท่านมาเป็นประธาน ใน เย็นวันนั้นเองก็เกิดเหตุอัศจรรย์ คือมีไส้เดือนมุดดินขึ้นมาตายในบริเวณที่ทำพิธี(ซึ่งเชื่อว่าเคยเป็นสนามรบ) จำนวนมหาศาลคนทำความสะอาดกวาดซากไส้เดือนลงเข่งได้นับสิบๆเข่ง นี้คงเป็นการปลดปล่อยวิญญาณครั้งมโหฬารจริงๆ
อีกครั้งเมื่อคราวปิดโครงการช่วยชาติ เพื่อนผมคนหนึ่งมีวาสนาได้ไปร่วมงานหลังจากพิธีการทั้งหลายเสร็จสิ้นหลวงตาท่านก็ให้พร
ซึ่งท่านได้กล่าวว่า วันนี้จะให้พรเป็นพิเศษให้ตั้งใจรับให้ดี แล้วท่านก็สวด ยถาฯ นั่นก็ยถาธรรมดาไม่ได้มีบทอี่นเป็นพิเศษไปกว่าทุกครั้ง
แต่เพื่อนผมคนที่ไปได้ยินเสียงอะไรซักอย่างแตกจากตัวของเขาเอง พอ สำรวจดูก็ถึงบางอ้อพร้อมน้ำตาเพราะพระที่ทำจากผงกระดูกราคาหลายหมื่นแตก แตกทั้งที่กรอบทองยังปรกติ สงสัยวิญญาณกุมารคงไปสู่สุคติแล้ว

เมื่อหลวงตามหาบัวฉุดพ่อขึ้นจากนรก

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เป็นประสบการณ์จริงของคุณนุ่นที่หลายคนอาจจะไม่เชื่อ แต่อ่านให้จบท่านอาจได้ข้อคิด อะไรหลายอย่างจากเรื่องนี้

เล่าที่มาของนุ่น

บ้านของนุ่นอยู่ในกรุงเทพฯ ครอบครัวนุ่นจัดได้ว่าครอบครัวนุ่นมีฐานะครอบครัวหนึ่งเลยก็ว่าได้ แม่และน้าของนุ่นเป็นพวกชอบเข้าวัดทำบุญมาก โดยเฉพาะวัดป่าบ้านตาด และสวนแสงธรรม ตั้งแต่มีโครงการณ์ช่วยชาติ ของหลวงตาบัว เข้าไปช่วยงานจนแทบจะเรียกว่าเป็นกิจกรรมหลักของชีวิตทีเดียว ส่วนตัวพ่อและนุ่น แทบไม่เคยเข้าวัดเลย พ่อเป็นพวกติดเหล้า แต่ก็รักลูกมากจึงไม่ได้ไปกินเหล้านอกบ้าน แต่กินในบ้านเพื่อจะได้อยู่กับลูกและด้วยความสุดขั้วมาเจอกันทำให้พ่อ และแม่นุ่นมีปากเสียงกันเป็นประจำ โดยพ่อก็จะต่อว่าแม่และลามไปถึงหลวงตาบัวถึงขนาดเรียกหลวงตาบัวว่า อีตาบัว นุ่นเองนอกจากจะสนิทกับพ่อมากกว่าแม่แล้วยังเห็นว่า แม่เอาแต่ทำบุญไม่สนใจพ่อและนุ่นเลย จึงเข้ากับพ่อเป็นปี่เป็นขลุ่ย

ทุกข์สุดในชีวิต

และด้วยการใช้ชีวิตอย่างที่กินเหล้า-สูบบุหรี่จัด ทำให้มะเร็งคร่าชีวิตพ่อไปก่อนเวลาอันควรนั่นเป็นเหตุให้นุ่นเป็นทุกข์ ทุกข์ที่สุดในชีวิตของนุ่น แม่พยายามหาเวลามาอยู่กับนุ่นมากขึ้น แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก ด้วยความคิดถึงพ่อทุกวันนุ่นต้องตื่นมาใสบาตรพระหน้าบ้าน เพื่ออุทิศให้พ่อ จนมาวันหนึ่งแม่จึงเอ่ยปากชวน นุ่นไปทำบุญ ประทายข้าว ที่วัดป่าบ้านตาด กับหลวงตาบัว ด้วยความอคติที่พ่อพร่ำสอนนุ่น ทำให้นุ่นปฏิเสธในฉับพลัน แม่จึงพยายามชี้แจงเหตุผลว่า ทำกับหลวงตาบัวได้บุญมาก พ่อเขาจะได้บุญมากไปด้วย หลังจากมีการทุ่มเถียงอยู่นาน แม่จึงใช้ไม้เด็ดว่า ถ้าทำกับหลวงตาแล้ว ถ้าพ่อไม่ได้รับบุญครั้งนี้ ก็เลิกไป แม่ก็จะเลิกไปเหมือนกันนุ่นจึงไปด้วยเพราะเหมือนรับคำท้า
พอไปในงานนุ่นก็ไปช่วยในกลุ่ม กองเรือป้าป้อม และด้วยความที่มาเพราะคำท้าทำให้นุ่น หงุดหงิดกับการมาครั้งนี้ตลอดงาน

พ่อมาหา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 ... 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม