Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 16

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: สาระธรรมกับ destinygoal  (อ่าน 23448 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #225 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

เป็นเจ้าอาวาสวัดท่าซุง [แก้]


บุษบกประดิษฐานศพของพระราชพรหมยาน (วีระ ถาวโร)
พ.ศ. 2511 อายุ 52 ปี ในวันที่ 11 มีนาคม จึงมาอยู่วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี ได้ทำบูรณะ สร้างและขยายวัด จากเดิมมีพื้นที่ 6 ไร่ 2 งาน 07 2/10 ตารางวา จนกระทั่งเป็นวัดที่มีบริเวณพื้นที่ประมาณ 289 ไร่ 1 งาน 40 ตารางวา มีอาคารและถาวรวัตถุต่าง ๆ จำนวน 144 รายการในวัด สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น 611,949,193 บาท สิ่งก่อสร้างทั้งในวัดและนอกวัด อาทิเช่น หอสวดมนต์, พระพุทธรูป, อาคารปฏิบัติกรรมฐาน, ศาลาการเปรียญ, วิหาร 100 เมตร, โบสถ์ใหม่, บูรณะโบสถ์เก่า, ศาลา 2 ไร่, 3 ไร่, 4 ไร่ และ 12 ไร่, หอไตร, โรงพยาบาลศูนย์แม่และเด็ก ชนบทที่ 61, พระจุฬามณี, มณฑปท้าวมหาราชทั้ง 4, พระบรมราชานุสาวรีย์ 6 พระองค์, พระชำระหนี้สงฆ์, โรงไฟฟ้า, โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา, ศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ เป็นต้น ทั้งยังได้ช่วยการก่อสร้างที่วัดอื่น ๆ ในประเทศไทยอีกมากมาย
พ.ศ. 2520 อายุ 61 ปี ตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม
พ.ศ. 2526 อายุ 67 ปี สร้างโรงพยาบาลแม่และเด็กชนบทที่ 61 และมอบให้กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
พ.ศ. 2527 อายุ 68 ปี ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญเปรียญวิ. (ป.ธ.4 น.ธ.เอก) ที่ "พระสุธรรมยานเถร"
พ.ศ. 2528 อายุ 69 ปี สร้างโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา
พ.ศ. 2532 อายุ 73 ปี ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ "พระราชพรหมยาน ไพศาลภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี"
พ.ศ. 2535 อายุ 76 ปี ได้อาพาธด้วยโรคปอดบวมอย่างแรง และติดเชื้อในกระแสโลหิต เข้ารักษาที่โรงพยาบาลศิริราช และมรณภาพที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม 2535 เวลา 16.10 น. ปัจจุบันศพของหลวงพ่อได้บรรจุไว้ในโลงแก้วบนบุษบกทองคำที่ประดับด้วยอัญมณีอันวิจิตรงดงาม ณ วัดจันทาราม ตำบลน้ำซึม อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี
ประวัติการศึกษา [แก้]

พ.ศ. 2466 - ประถมศึกษาปีที่ 3
พ.ศ. 2480 - นักธรรมตรี
พ.ศ. 2481 - นักธรรมโท
พ.ศ. 2482 - นักธรรมเอก
พ.ศ. 2486 - เปรียญธรรม 3 ประโยค
พ.ศ. 2488 - เปรียญธรรม 4 ประโยค
สมณศักดิ์ [แก้]

พ.ศ. 2527 - พระราชาคณะชั้นสามัญ ในราชทินนาม "พระสุธรรมยานเถร"
พ.ศ. 2532 - พระราชาคณะชั้นราช ในราชทินนาม "พระราชพรหมยาน ไพศาลภาวนานุสิฐ มหาคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี"
ผลงาน [แก้]

ตลอดระยะเวลาที่อุปสมบทอยู่ หลวงพ่อพระราชพรหมยานได้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ
ทางด้านชาติ ได้สร้างโรงพยาบาล, สร้างโรงเรียน, จัดตั้งธนาคารข้าว, ออกเยี่ยมเยียน ทหารหาญของชาติและตำรวจตระเวณชายแดนตามหน่วยต่าง ๆ เพื่อ ปลุกปลอบขวัญและกำลังใจ และ แจกอาหาร, ยา, อุปกรณ์อำนวยความสะดวก และวัตถุมงคลทั่วประเทศ
ทางด้านพระศาสนา ได้สั่งสอนพุทธบริษัทศิษยานุศิษย์ให้มุ่งพระนิพพานเป็นหลัก โดยให้ประพฤติปฏิบัติสำรวมกาย, วาจา, ใจ, มุ่งในทาน, ศีล, สมาธิ และปัญญา ทั้งในทางกรรมฐาน 40 และมหาสติปัฏฐานสูตร ได้พิมพ์หนังสือคำสอนจำนวนมากและบันทึกเทปคำสอนกว่า 1,000 ม้วน นอกจากนี้ยังได้แสดงธรรมเทศนาทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์เป็นครั้งคราว นอกจากนี้ ยังเดินทางไปสงเคราะห์คณะศิษย์ในต่างจังหวัดและต่างประเทศทุก ๆ ปี
ทางด้านวัตถุ ท่านได้ช่วยสร้างพระพุทธรูปและถาวรวัตถุไว้ในพระพุทธศาสนามากกว่า 30 วัด รวมทั้งการบูรณะฟื้นฟูวัดท่าซุงด้วยเงินกว่า 600 ล้านบาท ได้สร้างพระไตรปิฎก และถวายผ้าไตรแก่วัดต่างๆ ปีละไม่ต่ำกว่า 200 ไตร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #226 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทางด้านพระมหากษัตริย์ท่านได้สนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จ(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ) โดยการจัดตั้งศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในถิ่นทุรกันดารตามพระราชประสงค์พระบาทสมเด็จ(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ) รัชกาลที่ 9 ซึ่งศูนย์ฯ นี้ได้ดำเนินการสงเคราะห์ราษฎรในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ทั้งการแจกเสื้อผ้า, อาหาร และยารักษาโรคแก่ราษฎรผู้ยากจน, การช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยทางธรรมชาติ, การจัดแพทย์เคลื่อนที่ออกรักษาพยาบาลราษฎรผู้เจ็บป่วย, การให้ทุน นักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน, การบริจาคทุนทรัพย์ให้แก่มูลนิธิและโรงพยาบาลต่าง ๆ ฯลฯ
นับได้ว่าพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยานเป็นปูชนียบุคคลผู้อยู่ด้วยความกรุณา เป็นปกติ พร่ำสอนธรรมะและสิ่งทีเป็นประโยชน์และสงเคราะห์เกื้อกูลมหาชนด้วยเมตตามหาศาลสมกับเป็น ศากยบุตรพุทธชิโนรสแท้องค์หนึ่ง
คุณวิเศษส่วนองค์และต่อส่วนรวม
1. เป็นผู้ได้บำเพ็ญบารมีมามาก
2. ทรงอภิญญาสมาบัติและปฏิสัมภิทาญาณ
3. ทรงเถรธรรม ประกอบด้วย รัตตัญญู (รู้ราตรีนาน), สีลวา (มีศีล), พหุสสุตะ (ทรงความรู้ได้ฟังมาก), สวาคตะปาฏิโมกขะ (วินิจฉัยพระวินัยได้ดี), อธิกรณสมุปปาทวูปสมกุสละ (ฉลาดในการระงับอธิกรณ์ที่เกิดขึ้น), ธัมมกามะ (ใคร่ในธรรม), สันตุฏฐะ (สันโดษ), ปาสาทิกะ (น่าเลื่อมใส), ฌานลาภี (คล่องในฌาน) และ อนาสวเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ (บรรลุเจโตวิมุติ และปัญญาวิมุติ สิ้นอาสวกิเลส
4. รู้แจ้งในไตรภูมิ
5. เป็นที่รักของพระ พรหม เทพยดาและมนุษย์ทั้งปวง
6. สอนคนให้เข้าใจถึงพระนิพพานได้จริง ตามมาตรฐานการปฏิบัติธรรมแห่งพระพุทธศาสนาครบถ้วนทั้ง 4 หมวด อันได้แก่
6.1) สุกขวิปัสสโก ปฏิบัติธรรมแบบเรียบ ๆ มีมรรคมีผล แต่ไม่มีความรู้พิเศษ
6.2) เตวิชโช หรือเรียกว่า วิชชา 3 มีมรรคมีผล และมีความรู้พิเศษคือ ทิพจักขุญาณ รู้ว่าคนเกิดมาจากไหน ตายไปไหน เป็นต้น มีญาณ 8 ประการ
6.3) ฉฬภิญโญ หรือเรียกว่า อภิญญา 6 มีมรรคมีผล และมีความรู้พิเศษคือแสดงฤทธิ์ได้ 5 อย่าง หากหมดกิเลสด้วยจะเรียกว่าได้อภิญญา 6
6.4) ปฏิสัมภิทัปปัตโต หรือเรียกว่า ปฏิสัมภิทาญาณ มีมรรคมีผล และมีความรู้พิเศษครอบคลุมทั้ง 3 หมวดแรก ปฏิสัมภิทาญาณนั้นคือ ทรงพระ
ไตรปิฎก (แตกฉานในเหตุและผล), รู้ภาษาคนทุกภาษาและภาษาสัตว์ทุกชนิด และคล่องแคล่วในการสอนธรรม (ขยายความให้เข้าใจก็ได้ ย่อความให้เข้าใจก็ได้)

คำกล่าวที่จารึกในแผ่นทองซึ่งบรรจุใต้แท่นพระประธาน เมื่อพ.ศ. 2519 ในแผ่นทองได้จารึกไว้ดังนี้ เราพระมหาวีระ มีพระราชานามว่า ภูมิพล เป็นผู้อุปถัมถ์ ร่วมด้วยพุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่ สร้างวัดนี้เป็นพุทธบูชา เมื่อศักราชล่วงไปแล้ว 2700 ปีปลาย จะมีพระเจ้าธรรมิกราช นามว่า ศิริธรรมราชา สืบเชื้อสายมาจากเชียงแสนและสุโขทัย ร่วมกับพระอรหันต์ จะมาบูรณะวัดนี้ สืบพระศาสนาต่อไป คณะของเราขอโมทนา แต่อยู่ช่วยไม่ได้ เพราะไปพระนิพพานหมดแล้ว



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #227 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อีกทั้งท่านยังได้ตั้งสัตยาธิษฐานฝากลูกหลานของท่านไว้ดังนี้ ฉันขอตั้งสัตยาธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีองค์สมเด็จพระจอมไตรบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประมุข พร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้งหมดและพระพรหม และเทพเจ้าทั้งหมด ขอทุกท่านจงกำหนดจิต จดจำลูกหลานของฉันไว้ ว่าบุคคลใดก็ตาม เมื่อเวลาจะตายขอให้สติสัมปัชัญญะสมบูรณ์ มีจิตน้อมไปในกุศลกรรม และขอให้ได้รับผลที่ฉันได้ทำไปแล้วทุกประการแก่ลูกหลานของฉันทุกคน เวลานี้ฉันมองดูแล้วนะ ตรวจดูแล้ว สิ่งที่ฉันต้องการมันสมใจนึกแล้ว ฉันมีความอิ่มใจบอกไม่ถูก ปลื้มใจที่ความปรารถนาสมหวัง ที่ฉันตั้งใจไว้นาน ปรารถนาไว้นานคิดว่าจะทำไม่ได้ แต่เวลานี้ทำได้แล้ว ลูกหลานของฉันทุกคน มีศรัทธาเป็นอจลศรัทธาแล้ว มีความมั่นคงในพระพุทธศาสนาแล้ว มีความดีพอสมควรแล้ว อุโบสถหลังใหม่นี้ มี(ขออภัยค่ะ! คำนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ) รัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จทรงบรรจุพระบรมสารีริกธาตุในพระเกศมาลาของสมเด็จพระ พุทธพรมงคล พระประธานในพระอุโบสถ, เททองหล่อรูปหลวงพ่อปาน และทรงตัดลูกนิมิตด้วย ในช่วงพ.ศ. 2518 - 2520
บันทึกคำสอนของหลวงพ่อ [แก้]

การรับเป็นศิษย์ [แก้]

"..คนที่ต้องการเป็นศิษย์ ไม่ต้องขออนุญาต ขอให้ปฏิบัติตามนี้ อยู่ที่ไหน ไม่เคยเห็นหน้ากันเลยก็รับเป็นศิษย์ คือ
1. ศิษย์ชั้น 3
พยายามรักษาศีล 5 เสมอ อาจจะขาดตกบกพร่องบ้าง แต่ก็พยายามรักษาให้ครบถ้วนให้มากที่สุดที่จะทำได้ อย่างนี้ ขอรับไว้เป็นศิษย์ชั้น 3 คือ ศิษย์ขนาดจิ๋ว
2. ศิษย์รุ่นกลาง มีปฏิปทาดังนี้
มีศีลบริสุทธิ์เป็นปกติ พยายามรักษาอารมณ์ให้ทรงสมาธิเสมอตามสมควร ไม่ละเมิดศีลเป็นปกติ อย่างนี้ ขอรับไว้เป็นศิษย์รุ่นกลาง
3. ศิษย์เอก มีปฏิปทา ดังนี้
ก. รักษาศีล 5 ครบถ้วนเป็นปกติ
ข. เคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ ไม่สงสัยในความดีของท่าน มีอารมณ์ตั้งมั่นว่า ถ้าตายไปจากคนชาตินี้ ขอไปนิพพานจุดเดียว พยายามละความโลภ ความโกรธ ความหลงเป็นปกติ ..."

พระสงฆ์ที่หลวงพ่อพระราชพรหมยานได้เคยสนทนา หรือเป็นสหาย ได้แก่
1. พระครูวิหารกิจจานุการ (ปาน โสนันโท) วัดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา :
ท่านเป็นปฐมาจารย์ ผู้สั่งสอนเป็นองค์แรก สอนกรรมฐานทุกตอนจนถึงระดับนิพพาน และพยายามฝึกฝนให้จนมีความเข้าใจในการปฏิบัติกรรมฐานจนมี ความเข้าใจ
2. พระอธิการเล็ก เกสโร วัดดบางนมโค อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา : อาจารย์ที่สองรองจากหลวงพ่อปาน เป็นตัวแทนหลวงพ่อปาน ในการควบคุมดูแลในการปฏิบัติเบื้องต้นท่านอยู่วัดบางนมโค เช่นเดียวกัน
3. พระครูอุดมสมาจารย์ วัดน้ำเต้า อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
4. หลวงพ่อปั้น วัดพิกุล อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
5. หลวงพ่อสุ่น วัดบางปลาหมอ อำเภอบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
6. หลวงพ่อจง พุทธสโร วัดหน้าต่างนอก อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
7 พระครูพรหมวิหารคุณ (ยิ้ม สิริโชโต ) วัดเจ้าเจ็ดใน อ.บางซ้าย จ.พระนครศรีอยุธยา
8. พระครูรัตนาภิรมย์ วัดบ้านแพน อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา :พระอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อพระราชพรหมยาน
9. หลวงพ่อเนียม วัดน้อย อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
10. หลวงพ่อโหน่ง วัดคลองมะดัน อำเภอสองพี่น้อง จังหวัดสุพรรณบุรี
11. หลวงพ่อเรื่อง ชิณฺณปุตฺโต วัดใหม่พิณสุวรรณ อำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี
12. พระครูสุวรรณพิทักษ์บรรพต เจ้าคณะ 11 วัดสระเกศ จังหวัดพระนคร
13. สมเด็จพระสังฆราช (อยู่ ญาโณทัย) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร จังหวัดกรุงเทพฯ
14. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (นวม พุทธสรมหาเถระ) อดีตเจ้าอาวาสวัดอนงคาราม จังหวัดธนบุรี
15. ท่านเจ้าคุณ พระมงคลเทพมุนี (สด จนฺทสโร) วัดปากน้ำภาษีเจริญ จังหวัดธนบุรี
16. ท่านเจ้าคุณ พระธรรมปหังษนาจารย์ (เชื้อ จันทโชโต) อดีตเจ้าอาวาส วัดประยุรวงศาวาส ธนบุรี
17. ท่านเจ้าคุณ พระมหาโพธิวงศาจารย์ (สาลี อินทโชตมหาเถระ) อดีตเจ้าอาวาส วัดอนงคาราม จังหวัดธนบุรี
18. พระครูสิทธิสารคุณ (หลวงพ่อจาด คังคสโร ) วัดบางกระเบา จังหวัดปราจีนบุรี
19. พระศาสนุเทศาจารย์ (บุญ ปริปุณฺณสีโล) อดีตเจ้าอาวาส วัดเศวตรฉัตร ธนบุรี
20. พระอาจารย์ทอง วัดราษฎรสุนทรเจริญ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
21. พระปฐมเจติยาทร ( พระครูธรรมาภิราม : หลวงปู่บุญธรรม ชมฺมาราโม) วัดพระปฐมเจดีย์ราชวรวิหาร
22. พระเทพสิทธินายก (หลวงปู่นาค โสภโณ) วัดระฆังโฆษิตาราม กรุงเทพฯ
23. สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ฟื้น ชุตินธโร) วัดสามพระยา จังหวัดกรุงเทพฯ
24. สมเด็จพระพุฒโฆษาจารย์ (พุฒ สุวฑฺฒนมหาเถร ป.ธ. ๗) วัดสุวรรณาราม กรุงเทพฯ
25. พระราชกวี (อ่ำ ธัมธัตโต) วัดโสมนัสราชวรวิหาร กรุงเทพฯ
26. พระราชอุทัยกวี ( พุฒ สุทตฺโต ) วัดมณีสถิตกบิฎฐาราม (วัดทุ่งแก้ว) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี
27. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จันทสิริ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสุทัศน์เทพวรารามวรมหาวิหาร จังหวัดกรุงเทพ
28. พระเทพวิสุทธิเวที (ไสว สุจิตฺโต ป.ธ.6) อดีตเจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม จังหวัดกรุงเทพฯ
29. หลวงปู่ชุ่ม โพธิโก วัดไชยมงคล (วัดวังมุย) จังหวัดลำพูน
30. พระครูสุคันธศีล (หลวงปู่คำแสน อินทะจักโก) วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่
31. หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง (ดอยม่อนเวียง) อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #228 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

32. หลวงปู่คำแสน คุณาลังกาโร วัดป่าดอนมูล สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่
33. หลวงพ่อทืม (หลวงพ่อบุญทืม พรหมเสโน) วัดจามเทวี จังหวัดลำพูน
34. พระครูสันติวรญาณ (หลวงพ่อสิม) วัดถ้ำผาปล่อง เชียงดาว
35. พระครูพรหมจักสังวร (พระสุพรหมยานเถระ; ครูบาพรหมจักโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซางจังหวัดลำพูน
36. พระครูภาวนาภิรัตน์ (พระสุพรหมยานเถระ; ครูบาอินทจักรรักษา) วัดวนาราม (วัดน้ำบ่อหลวง) อำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่
37. พระครูพัฒนกิจจานุรักษ์ (ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา) วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน
38. พระราชวิสุทธิเมธี (พระมหาวิจิตร วิจารโณ; พระศรีวิสุทธิโสภณ ในสมัยนั้น) วัดอนงคาราม จังหวัดกรุงเทพฯ
39. สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ ป.ธ.9) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร
40. พระครูวรเวทย์วิสิฐ (ครูบาธรรมชัย) วัดทุ่งหลวง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่
41. พระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ (อำพัน บุญ - หลง) วัดเทพศิรินทราวาส จังหวัดกรุงเทพฯ
42. หลวงปู่บุดดา ถาวโร วัดกลางชูศรีเจริญสุข อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
43. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์(วิน ธัมมสาโร) วัดราชผาติการาม จังหวัดกรุงเทพฯ
44. สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สนิท เขมจารี) วัดปทุมคงคา จังหวัดกรุงเทพฯ
45. สมเด็จพระมหาธีราจารย์ (นิยม ฐานิสฺสโร) วัดชนะสงคราม จังหวัดกรุงเทพฯ
46. พระเทพวรเวที (ธำรง เกสโร)วัดแก้วแจ่มฟ้า จังหวัดกรุงเทพฯ
47. พระมงคลชัยสิทธิ์ (พระครูวิชาญชัยคุณ ในสมัยนั้น) วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท
48. พระครูเกษมคณาภิบาล (หลวงพ่อมี เขมธัมโม) วัดมารวิชัย อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา
49. พระราชอุดมมงคล (อุตตมะ อุตตมรัมโภ) วัดวังก์วิเวการาม อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี
50. พระครูปิยรัตนาภรณ์ (บุญรัตน์ กันตจาโร) วัดโขงขาว ตำบลบ้านแหวน อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
51. พระอาจารย์เกษม วัดดาวดึงสาวาส จังหวัดธนบุรี
52. พระอาจารย์สร้อย ไม่ทราบวัด จังหวัดสระบุรี
53. ท่านอาจารย์สุข (เป็นฆราวาส) ตำบลแพงพวย อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี
พุทธทำนาย [แก้]

พุทธทำนาย ซึ่งเป็นคำพยากรณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับประเทศไทย เป็นคำทำนายที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในสังคม โดยชื่อของพระราชพรหมยาน มักถูกนำไปเชื่อมโยงกับแหล่งที่มาของพุทธทำนาย [1]
อ้างอิง [แก้]

↑ http://www.watthasung.com/wat/viewthread.php?tid=897

ประวัติหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อวัดท่าซุง) วัดจันทาราม (ท่าซุง) อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี
ประวัติวัดท่าซุงและหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อวัดท่าซุง) โดย เจ้าหน้าที่ธัมมวิโมกข์ วัดจันทาราม (ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี
ล่าพระอาจารย์และท่องเชียงแสน โดย ฤๅษีลิงดำ รวบรวมโดย ป่องโกษา
อารมณ์พระโสดาบัน โดย พระราชพรหมยาน
คำสอนหลวงพ่อวัดท่าซุง เล่ม 13
อิทธิฤทธิ์หรือความบังเอิญ ของ หลวงพ่อ"ฤๅษีลิงดำ" โดย พ.ต.อ. อรรณพ กอวัฒนา
http://www.sitluangpor.com
http://www.putthawutt.com
http://www.palungjit.com/board/forumdisplay.php?f=23
http://LuangPor.com


เครดิต จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #229 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นางฟ้าขี้เหนียว
โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)


เรี่องมีอยู่ว่าวันหนึ่ง พระอนุรุทธ ท่านเข้าฌานเหาะไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อท่านพบวิมานหลังหนึ่งสวยสดงดงามมาก และเจ้าของวิมานก็สวยเช็งวับเลย ตามพระไตรปิฏกท่านพรรณาไว้อย่างนี้ว่า

“ดูก่อนนางเทพธิดา เธอมีรูปสวยมาก ผิวพรรณก็ผ่องใสคล้ายเงินผสมแก้ว จะขยับเขยื้อนแพรวพราวไปทั้งร่าง แสงสว่างที่ออกจากกายก็สว่างไสวไปทั่วทิศ สว่างเหนือหรือมากกว่าดาวประกายพรึกเป็นไหนๆ

เมื่อเธอฟ้อนอยู่ หรือการขับร้องเสียงที่เป็นทิพย์ก็ไพเราะมาก ช่างชื่นใจในน้ำเสียงของเธอเหลือเกิน กลิ่นที่เป็นทิพย์ก็หอมหวลยวนใจ เสียงเครื่องประดับกระทบกันก็ไพเราะมาก ขอพรรณาเท่านี้ก็พอ เพราะท่านชมไว้มากเหลือเกิน ท่านลงท้ายว่า เมื่อเป็นมนุษย์ทำบุญอะไรไว้ จึงสวยและเสียงไพเราะจับใจอย่างนี้”

อาศัยโมทนาบุญ

นางเทพธิดาตอบว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นมนุษย์ฉันเป็นเพื่อนกับนางวิสาขามหาอุบาสิกา นางวิสาขาทำบุญไว้มากมหาศาล แต่ดิฉันบ๋อต๋อไม่ได้ทำเลย อยู่เฉยๆ ก็ได้บุญ คอยเก็บบุญคือโมทนาอย่างเดียวก็พอ” นี้แหละจึงเขียนว่า นางฟ้าขี้เหนี้ยว เอาแต่โมทนาอย่างเดียว ถ้านักบุญอย่างนี้มีมากๆ พระ เณร ชี อดหัวโตไปตามๆ กัน

เธอบอกว่า นางวิสาขามหาอุบาสิกา ได้สร้างวิหารถวายสงฆ์ เธอเห็นวิหารนั้นมีใจเลื่อมใส ก็เลยโมทนา วิหารที่สวยสดงดงามที่พระคุณเจ้าเห็นอยู่นี้ เป็นผลบุญที่ฉันโมทนาที่นางวิสาขาสร้างถวายสงฆ์ วิมานนี้เป็นวิมานมหัศจรรย์ สวยสดงดงามมาก โดยรอบ ๑๖ โยชน์ เลี่อนลอยไปในอากาศได้ตามที่ฉันต้องการ

ดิฉันมีปราสาทเป็นที่อยู่ อาศัยที่บุญอนุโมทนา จัดให้เป็นส่วนๆ งามรุ่งโรจน์ตลอดร้อยโยชน์ มุมหนึ่งของวิมานมีสระโบกขรณี เป็นที่อาศัยของปลาสวยๆ ทุกประเภท มีน้ำใสสะอาด มีทางลาดเพื่อเดินเล่นด้วยทรายทองคำ มีบัวสวยๆ ทุกชนิด เกสรบัวหอมฟุ้งไปทั่วทิศ บุญที่โมทนาทำให้มีต้นไม้รอบวิมานหลายชนิด เช่น มะพร้าว ไม้หว้า ขนุน ต้นตาล เป็นต้น เธอคุยฟุ้งตามความเป็นจริงพรรณาไม่ไหว

สรุปแล้วผลที่เธอได้ เพราะอาศัยที่เธอเป็นมนุษย์ขี้เหนียว เอาแต่โมทนาบุญอย่างเดียว เป็นอันว่าคนฉลาดจะไม่มีโอกาสปราศจากบุญได้เลย ในเมื่อเราไม่มีทุนทำเอง เราก็โมทนาด้วยจิตบริสุทธิ์ ส่วนที่ทำเองก็ทำแล้วและโมทนาต่อด้วย หรือโมทนาแล้วทำเองด้วย จะช่วยให้มีความสุขมากกว่านี้

ท่านพระอนุรุทธท่านถามโฉมงามที่มีนามว่ามนุษย์ขี้เหนียวต่อไปว่า “เวลานี้นางวิสาขามหาอุบาสิกา ผู้ถวายวิหารทาน ไปอยู่ที่ไหน ?” นางฟ้าเธอตอบว่า “นางวิสาขามหาอุบาสิกาเธอมีทั้งทาน มีทั้งศีล จิตเจริญด้วยภาวนา เป็นมหาอุบาสิกาผู้ประเสริฐ เวลานี้ไปเกิดที่ชั้นนิมมานรดี เป็นชายาของท่านสุนิมมาตวดี”


ธรรมปฏิบัติ เล่ม ๒
โดย พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #230 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ชอบอ่าน


ขอนำเสนออีกหนึ่งวิถีควบคู่กับการฝึกสมาธิทรงอารมณ์ วิถีคิดที่ช่วยให้ดับทุกข์
จากหนังสือทางสายเข้าสู่พระนิพพานของหลวงพ่อฤษีลิงดำ เจ้าอาวาสวัดท่าซุง (วัดจันทาราม) จังหวัดอุทัยธานี เก่งด้านการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานจนได้วิชามโนยิทธิ (ฤทธิ์ทางใจ) หลังจากที่มรณภาพ สังขารของท่านไม่ได้เน่าเปื่อย และได้เก็บรักษาไว้ที่วัดท่าซุง ว่างๆไปกราบท่านได้

อ่านแล้วใครทำได้แบบนี้นี่คือผู้กล้า กล้าเอาชนะใจใฝ่ไม่ดีของตนได้

พระราชพรหมยาน(หลวงพ่อพระมหาวีระถาวโร,).ทางสายเข้าสู่พระนิพพาน,กรุงเทพฯ:ม.ป.พ.,2539:144.

" ทุกข์มาจากไหน ทุกข์มาจากการเกิด แล้วเกิดนีมาจากไหน การเกิดมาจากกิเลส ตัณหา อุปทาน อกุศลกรรม เป็นอันว่า

วางใจเป็นกลาง ใครจะดีใครจะชั่วยังไงก็ช่าง เราทำใจไว้เสมอ

เห็นคนใดเขาดีก็ยินดีกับเขา เห็นคนใดเค้ามีความสม่ำเสมอกับเราโดยธรรมเราก็พอใจ เห็นใครเค้าเลวกว่าเรา เราก็แสดงธรรมสังเวช ว่าเขาไม่น่าจะประมาทในชีวิต ควรจะคิดปรับปรุงตัว ควรจะคิดปรับปรุงใจให้มีความดี

เป็นอันว่าเราจะไม่เหยียดหยาบใคร เราจะไม่ตีเสมอใคร เราจะข่มขู่ใคร รักษากำลังใจขอเราให้เป็นสุข"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #231 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณชอบอ่านคงเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ มีลูกศิษย์ของหลวงพ่อเป็นเจ้าอาวาสอยู่ตามวัดต่างๆทั่วประเทศมากมาย และยังมีพระอื่นๆอีกมากมายครับเมื่อก่อนหลวงพ่อท่านมาที่บ้านซอยสายลม ผมและเพื่อนๆก็จะไปกราบท่านบ่อยๆครับผมก็นับถือท่านเช่นกันครับและเคยไปวัดท่าซุงเป่ายันต์เกาะเพชร มีคนมาร่วมงานเป็นล้านคน วัดนี้แน่นขนัดไปด้วยผู้คนที่ได้ไปคำนับหลวงพ่อครับคุณชอบอ่านเป็นพระหรือฆราวาสครับ หากเป็นพระมีความรู้เช่นนี้ก็ยิ่งดีครับจะได้มาช่วยกันเสนอธรรมะให้ได้รับความรู้ให้มากขึ้นครับหากเป็นฆราวาสศึกษาได้เท่านี้ก็เท่ากับเป็นนักธรรมเอกได้เชียวครับมีความรอบรู้ในประไตรปิฏกหน้าที่เท่าไหร่ เล่มที่เท่าไหร่ ทราบรายละเอียดดีครับ
ขณะที่หลวงพ่ออยู่ได้สร้างสิ่งต่างๆไว้มากมายเช่นโรงเรียน วัดต่างๆ และโรงพยาบาล ครับ ท่านได้สอนฝึกมโนยิทธิให้กับลูกศิษย์ทุกคนครับคุณชอบอ่านครับคุณเฮโลเมื่อวานเห็นบอกไปจ.อุทัยธานี ไม่รู้ไปวัดท่าซุงรึเปล่าครับวันนี้เห็นบอกจะกลับมาช่วงบ่ายๆเย็นก็จะเข้ามาร่วมคุยด้วยตอนนี้เราคุยกันไปก่อนครับคุณชอบอ่านครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #232 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เป็นฆราวาสที่กำลังศึกษาอยู่ คิดว่ากลับไทย ถ้าไม่ตกงานคงได้เป็นอาจารย์

ยินดีกับผู้ที่เดินตามแนวทางของหลวงพ่อฤษีลิงดำทุกๆท่าน ยินดีที่ได้รู้จัก ส่วนตัวชอบคำสอนหลวงพ่อเป็นพิเศษ

ขอบคุณคุณdestinygoal สำหรับข้อมูลที่เกี่ยวกับหลวงพ่อ


เพิ่มเติม
ส่วนตัวได้ศึกษาพทธศาสตร์ด้วยตนเองมาประมาณ 5 ปี เพิ่งได้อ่านเจอหนังสือของหลวงพ่อฤษีลิงดำมาเกือบ 2 ปี(แต่ไม่ได้อยู่ที่ไทยแล้ว) ไม่ทราบว่าแต่ก่อนมัวไปอยู่ไหนมาจึงไม่รู้จักท่าน วัดท่านก็ไม่เคยไป แต่ทางบ้านเคยไปแล้วเล่าให้ฟัง



ตอบ ไม่ทราบตอนนี้อยู่ประเทศอะไรครับคุณชอบอ่าน ดีใจที่ได้รู้จักและได้คุยกันอย่างสนิทและเป็นกันเองครับทีแรกนึกว่าเป็นนักบวชเพราะคุณมีความรู้ในด้านพุทธศาสตร์ดีมากครับกลับมาเป็นอาจารย์ที่ใดครับและอยู่ที่ต่างประเทศศึกษาคณะใดครับ ดีใจที่ได้รู้จักคุณชอบอ่านครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #233 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พูดถึงวัดท่าซุง เพื่อนคนอุทัยธานีชวนไปตั้งนานแล้ว แต่ไม่ได้ไปกับเพือนสักที ตอนนี้เพื่อนไปอยู่ ตอนนี้เพื่อนย้ายไปอยู่จันทบุรี ผมเลยไปแค่ผ่านหน้าวัดท่าซุง..555
คุณแม่ของเพื่อนฯเป็นศิษย์วัดท่าซุง..เคร่งครัดมากครับ..
เล่าหน่อยนะครับ ตอนเป็นวัยรุ่น แก๊งค์ของผมมีสมาชืกหลายคน คนมาก จึงมักเกิดเรื่อง เรื่องสารพัดก็เกิดได้..ก็มาจากสุราเป็นส่วนมาก..
...คุณแม่เรียกเข้าห้อง..อบรม..
ผมจึงรู้จักหลวงพ่อฤษีลิงดำแต่บัดนั้น..
คนมีทรัพย์ แต่ตระหนี่
ลูกพี่ ลูกน้องของคุณแม่ ตายลง...วิญญาญไม่มีที่อยู่ มีกางเกงขาสั้นขาดๆนุ่งใส่เพียงตัวเดียว
คุณแม่(ของเพื่อน)ปฏิบัติกรรมฐาน จิตไปท่องเที่ยว จึงพบเจอญาติ ที่สิ้นชีวิตไปก่อนหน้า..
เรื่องราวทำนองนี้ มีอยู่ดาษดื่น แต่เขาไม่อยากเล่า ไม่อยากบอก เพราะไม่ใครเห็นได้พบด้วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #234 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธศาสนิกชน เมื่อทำบุญอันใดแล้วก็มักจะอุทิศส่วนบุญนั้นแก่ท่านผู้มีพระคุณ หรือแก่คนอื่น สัตว์อื่นเป็นอันมาก เพราะทำให้ได้รับผลบุญเพิ่มขึ้น เป็นการแสดงออกถึงการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ไม่ขี้เหนียว มีใจกว้างหวังประโยชน์สุขต่อคนอื่นสัตว์อื่น เมื่อตนได้รับบุญแล้วก็หวังจะให้คนอื่นสัตว์อื่นได้รับบุญนั้นด้วย

เหมือนคนมีความรู้แล้วก็ถ่ายทอดให้แก่คนอื่น ด้วยหวังให้เขาได้มีความรู้ความสามารถด้วยบางคนทำบุญ เช่น ให้ทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนาแล้วก็ไม่ยอมอุทิศบุญที่ได้รับนั้นให้แก่ผู้ใดก็ได้บุญแต่ผู้เดียว และได้บุญเฉพาะในเรื่องของทาน ศีล หรือ ภาวนาที่ตนได้ทำเท่านั้น แต่ไม่ได้บุญข้อปัตติทานมัย แต่ถ้าหากว่าผู้นั้นอุทิศส่วนกุศลนั้นแก่ผู้อื่นด้วย เขาก็จะได้บุญเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือ ปัตติทานมัย บุญเกิดจากการให้ส่วนบุญ

การให้ส่วนบุญนั้น สามารถให้ได้ทั้งแก่คนเป็นและคนที่ตายไปแล้ว บางคนเข้าใจผิดว่าการให้ส่วนบุญหรืออุทิศส่วนกุศลให้ได้เฉพาะคนตายเท่านั้น ข้อนี้เข้าใจผิด แท้ที่จริง การให้ส่วนบุญนี้สามารถให้ได้ทั้งแก่คนที่ยังมีชีวิตและแก่ท่านที่ล่วงลับไปแล้ว

การให้ส่วนบุญแก่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ จะให้ต่อหน้าก็ได้ ให้ลับหลังก็ได้การให้ต่อหน้า เช่น เราทำบุญมาสักอย่างหนึ่ง จะเกิดจากทานก็ตามจากศีลก็ตาม หรือจากภาวนาก็ตาม เมื่อเราพบพ่อแม่หรือญาติมิตร ก็บอกว่า "วันนี้กระผม (หรือดิฉัน) ได้บวชลูกหรือบวชหลานมา ขอให้คุณพ่อ... จงได้ได้รับส่วนกุศลนั้นด้วย ขอให้อนุโมทนาในส่วนกุศลครั้งนี้ด้วย" ผู้รับจะอนุโมทนาหรือไม่ก็ตาม แต่ผู้ให้ย่อมได้รับส่วนบุญแล้ว ถ้าเขาอนุโมทนา เขาก็ได้รับบุญข้อปัตตานุโมทนามัย

ถ้าเรากลับมาแล้วบอกเค้า เค้าโมทนาด้วยก็ได้เช่นกัน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #235 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วิธีทำสมาธิแบบง่ายๆ
โดย หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

วัดอัมพวัน
ต.พรหมบุรี อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี


ทำสมาธิเพื่อให้จิตสงบ มีพลัง มีประโยชน์ในปัจจุบัน คือทำให้ใจสบาย คลายทุกข์ หนักแน่นมั่นคง อารมณ์แจ่มใส ความจำทำงานมีประสิทธิภาพ สุขภาพดี นอนหลับสบาย เรียนหนังสือเก่ง ที่สำคัญคือได้บุญ


วิธีนั่งสมาธิ

ให้นั่งขัดสมาธิ คือ ขาขวาทับขาซ้าย นั่งตัวตรง หลับตาเอาสติมาจับอยู่ที่สะดือ ที่ท้องพองยุบ เวลาหายใจเข้าท้องพอง กำหนดว่า พองหนอ ใจนึกกับท้องที่พอง ต้องให้ทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน หายใจออกท้องยุบ กำหนดว่า ยุบหนอ ใจนึกกับท้องที่ยุบ ต้องทันกัน อย่าให้ก่อนหรือหลังกัน ข้อสำคัญให้สติจับอยู่ที่พอง ยุบ เท่านั้น อย่าดูลมที่จมูก อย่าตะเบ็งท้อง ให้มีความรู้สึกตามความเป็นจริงว่า ท้องพองไปข้างหน้า ท้องยุบมาข้างหลัง อย่าให้เห็นเป็นไปว่า ท้องพองขึ้นข้างบน ท้องยุบลงข้างล่าง ให้กำหนดเช่นนี้ตลอดไปจนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนด

เมื่อมีเวทนา เวทนาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด จะต้องบังเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติแน่นอน จะต้องมีความอดทน เพื่อเป็นการสร้างขันติบารมีด้วย ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความอดทนเสียแล้ว การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นก็ล้มเหลว ในขณะที่นั่งหรือเดินจงกรมอยู่นั้น ถ้ามีเวทนา ความเจ็บ ปวด เมื่อย คัน เกิดขึ้น ให้หยุดเดิน หรือกำหนดพองยุบ ให้เอาสติไปตั้งไว้ที่เวทนาเกิด และกำหนดไปตามความเป็นจริงว่า ปวดหนอๆๆ เจ็บหนอๆๆ เมื่อยๆ คันหนอๆๆ เป็นต้น ให้กำหนดไปเรื่อยๆ จนกว่าเวทนาจะหายไป เมื่อเวทนาหายไปแล้ว ก็ให้กำหนดนั่งหรือเดินต่อไป

จิตเวลานั่งหรือเดินอยู่ ถ้าจิตคิดถึงบ้าน คิดถึงทรัพย์สิน หรือคิดฟุ้งซ่านต่างๆ นานา ก็ให้เอาสติปักลงที่ลิ้นปี่ พร้อมกับกำหนดว่า คิดหนอๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆ จนกว่าจิตจะหยุดคิด แม้ดีใจ เสียใจ หรือโกรธ ก็กำหนดเช่นเดียวกันว่า ดีใจหนอๆๆๆ เสียใจหนอๆๆๆ โกรธหนอๆๆๆ เป็นต้น



...............................................

คัดลอกมาจาก
http://www.kmitl.ac.th/buddhist/tumma/


_________________
-- การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง --



เครดิต ลานธรรมจักร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #236 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

"อยู่กับคนต้องอดทนตลอดไป" คำสอนหลวงพ่อจรัญ


ความอดทนเป็นสมบัติของนักต่อสู้

ความรู้เป็นสมบัติของนักปราชญ์

ความสามารถเป็นของนักประกอบกิจ

ความสามารถทุกชนิดเป็นสมบัติของผู้ดี


ความดีเป็นศัตรูของชีวิต ความดีต้องมีอุปสรรค
เขาร้ายมาอย่าร้ายตอบ เขาไม่ดีมา เราเอาความดีไปแก้ไข
คนตระหนี่ก็ให้ของที่ต้องใจ
คนพูดเหลวไหล เอาความจริงใจไปสนทนา
อย่าเอาเหลวไหลไปสนทนากับมัน เสียเครดิตหมด
อย่าไปเห็นแก่คนแบบนั้นแบบนี้เลย จะเสียหาย


ขอฝากไว้กับคุณโยมทุกๆ ท่าน คนเรานี่สุขไม่เหมือนกัน
ทุกข์ไม่เหมือนกัน แก้ไขเหมือนกันทุก ๆ คนไม่ได้
เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม
อย่าไปขัดคอเขา ต้องฝืนใจต้องอดทน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #237 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เราอยู่กับคนมากต้องอดทนมาก อยู่กับคนต้องอดทนตลอดไป
ถ้าเราอยู่คนเดียวก็ไม่ต้องอดทน เพราะไม่มีใครขัดคอ
ใครจะพูดอย่างไรก็ช่าง วันไหนมีคนด่าคนว่าอย่างโน้นอย่างนี้
ล้วนแต่ได้กำไร คนเรานี่มีปัญหามาก


คน แปลว่า ปัญหา คนสร้างแต่ปัญหาให้เรา
เราเป็นผู้จัดการผู้บริหารต้องอดทนมาก
เมื่ออยู่กับคนมากก็ต้องอดทนมากแน่นอน


ขอเจริญพรว่าเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมมีความแตกต่างกัน
ไม้ไผ่ต่างปล้อง พี่น้องต่างใจ บ้านเดียวกันไม่เหมือนกัน
แต่เราควรสร้างความดีร่วมกัน


มีสติปัญญาสวดมนต์ไหว้พระ เจริญพระกรรมฐาน จะเหมือนกันได้
และวิสัยทัศน์จะเหมือนกัน จะได้มีสติปัญญาเหมือนกัน
จะมีเมตตาเหมือนกัน อารีอารอบเหมือนกัน และจะช่วยกันดีด้วย
เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีเมตตา มีธรรมะแล้วจะช่วยกันตลอดรายการ
พี่ช่วยน้อง น้องช่วยพี่ สร้างความดีให้พ่อแม่ตลอดไป
ถ้าเราอยู่โรงพยาบาล หรือจะอยู่ในรูปบริษัทใดก็ตาม
เราทำงานด้วยความตั้งใจ มีความสามัคคีรับรองไปรอดแน่


โรงพยาบาลเรานี้ต้องช่วยเหลือกัน
หนักนิดเบาหน่อยให้อภัยกัน ประเสริฐที่สุด
หนักนิดเบาหน่อยไม่ให้อภัยกันเลย เราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร
เดี๋ยวเราก็ตายจากกันแล้ว ให้เกียรติซึ่งกันและกัน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #238 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอเจริญพรว่าเกิดเป็นมนุษย์ ย่อมมีความแตกต่างกัน
ไม้ไผ่ต่างปล้อง พี่น้องต่างใจ บ้านเดียวกันไม่เหมือนกัน
แต่เราควรสร้างความดีร่วมกัน


มีสติปัญญาสวดมนต์ไหว้พระ เจริญพระกรรมฐาน จะเหมือนกันได้
และวิสัยทัศน์จะเหมือนกัน จะได้มีสติปัญญาเหมือนกัน
จะมีเมตตาเหมือนกัน อารีอารอบเหมือนกัน และจะช่วยกันดีด้วย
เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีเมตตา มีธรรมะแล้วจะช่วยกันตลอดรายการ
พี่ช่วยน้อง น้องช่วยพี่ สร้างความดีให้พ่อแม่ตลอดไป
ถ้าเราอยู่โรงพยาบาล หรือจะอยู่ในรูปบริษัทใดก็ตาม
เราทำงานด้วยความตั้งใจ มีความสามัคคีรับรองไปรอดแน่


โรงพยาบาลเรานี้ต้องช่วยเหลือกัน
หนักนิดเบาหน่อยให้อภัยกัน ประเสริฐที่สุด
หนักนิดเบาหน่อยไม่ให้อภัยกันเลย เราจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร
เดี๋ยวเราก็ตายจากกันแล้ว ให้เกียรติซึ่งกันและกัน


อย่าได้แหนงแคลงใจกัน รับรองไปรอด
อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข
พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รักกันเหมือนพี่น้องกัน รักเหมือนญาติ


ถ้าเราไม่รักกันจะอยู่ด้วยกันได้อย่างไร เป็นพี่น้องกันยังรักกันไม่ได้
พี่น้องยังโกงกัน จะไปกันรอดหรือ
อาตมาจึงพูดว่า ความดีเป็นศัตรูของชีวิต เงินทองเป็นอสรพิษ
ไม่ใช่ของเราอย่าเอามา เอามาแล้วเป็นงูเห่า
กัดแหลกลาญ ฆ่ารันฟันแทงกัน นี่แหละสัตว์โลกเป็นเช่นนี้
ขาดธรรมะเป็นอย่างนี้ มีแต่อคติกัน ไม่รักกันเลย
ไม่มีเมตตาต่อกัน ไม่มีสงสารกัน


เราจะต้องตายจากกันไปแล้วไม่วันใดก็วันหนึ่ง
จะรบราฆ่าฟันกันไปถึงไหน มีทิฐิกันไปไม่มีโอกาสดีได้
พระพุทธเจ้าของเราทรงสร้างปัญญาในตัว
แต่นักปราชญ์ของโลกสร้างปัญญานอกตัว จึงช่วยตัวเองไม่ได้


พระพุทธเจ้าของเราทรงมีปัญญาในตัว
สอนให้เราทุกคนสร้างปัญญาในตัวของเราให้ได้
ปัญญา คือ ความรอบรู้ รู้จริงทุกสิ่งในตัวเอง
จะเป็นชายก็จริง หญิงก็แท้ เป็นคนแก่ที่น่าบูชา


รู้จริงอย่างนี้ ปัญญาในตัวช่วยตัวเองได้ ช่วยลูกช่วยหลานได้
ปัญญานอกตัวช่วยใครไม่ได้เลย


แต่ตอนนี้เราไปหาปัญญานอกตัวกัน จึงละเลยกันไปหลายอย่าง
ทั้งไม่มีมารยาท ขาดการเคารพผู้ใหญ่
ไม่มีระเบียบวินัย วัฒนธรรมของชาติหมดไปอย่างน่าใจหาย


คัดลอกจาก www.jurun.org



เดรดิต Siamsouth.com



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #239 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 09:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

paino

มหัศจรรย์มีอยู่ในธรรมะ แต่ลึกมากยากที่จะสังเกตเห็น สุขหรือทุกข์ที่มีอยู่คู่เช้าเย็น ถ้าดูเป็นให้ค่าเราได้เท่ากัน..ของท่านพุทธทาส..สาธุ ขอบพระคุณกระทู้นี้ เป็นการเสริมสร้างบารมีแด่ท่านให้สูงส่งยิ่งๆขึ้นค่ะ




ตอบ ขอบคุณครับที่มาร่วมสนทนาธรรม ถือเป็นการมาร่วมส่งเสริมพุทธศาสนาเพื่อเกิดบุญกุศลและบารมีร่วมกันครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #240 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 14:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติหลวงพ่อจรัญ



พระครูปลัดจรัญ ฐิตธมฺโม ได้มารักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนี้เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้ดำเนินการพัฒนาปรับปรุงฟื้นฟูกิจการทั้งภายในและภายนอกจนเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาตามลำดับ ในเวลาต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร“พระครูภาวนาวิสุทธิ์” ในคราววันพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๑๑ ชีวประวัติและผลงานของท่านเป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาแด่สาธุชนทั่วไป


:: ชาติภูมิ ::
พระครูภาวนาวิสุทธิ์ เกิดในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) เมื่อ ๑๕ สิงหาคม ๒๔๗๑ เวลา ๐๗.๑๐ (๔ ฯ ๘ ปีมะโรง) ณ ตำบลม่วงหมู่ อ. เมือง จ. สิงห์บุรี เป็นบุตรคนที่ ๕ ในจำนวน ๑๐ คน ซึ่งเกิดจากโยมมารดาเจิม และโยมบิดา แพ จรรยารักษ์
พระคุณเจ้าอุปสมบทเมื่อ ๑๕ กรกฎาคม ๒๔๙๑ เวลา ๑๔.๐๐ ณ วัดพรหมบุรี จ. สิงห์บุรี โดยมี ท่านเจ้าคุณพรหมนคราจารย์ วัดแจ้งพรหมนครเป็นพระอุปัชฌาย์ พระครูถาวรวิริยคุณ วัดพุทธารามเป็นกรรมวาจาจารย์



:: การศึกษา ::
พระคุณเจ้าได้ศึกษาเล่าเรียนทั้งทางโลกและทางธรรม มีความชำนาญเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ พอจะสรุปแยกสาขาศึกษาได้ดังนี้

สามัญศึกษา ได้ศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ มี
• โรงเรียนประจำจังหวัดสิงห์บุรี
• โรงเรียนประชาบาลวัดศรัทธาภิรมณ์
• โรงเรียนสิงหวิทยายน
• โรงเรียนศิริสุทโธ
• โรงเรียนสุวิทดารามาศ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมปีที่ ๔ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๗

ศึกษาดนตรีไทย
ได้ศึกษาดนตรีไทยมีปี่พาทย์มอญ แตรวงเครื่องสาย การประพันธ์บทขับร้อง จากโยมบิดากับคุณหลวงธารา ต่อมาคุณปู่ พ.ต.หลวงธารา ได้นำพระคุณเจ้าเข้าฝากตัวกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าศึกษาโรงเรียนนายตำรวจ พระคุณเจ้าศึกษาอยู่ประมาณ ๑ เดือน จึงขอลาออกเนื่องจากไม่ถูกอัธยาศัยในวิชานี้

ศึกษาวิชามายาศาสตร์
พระคุณเจ้าเริ่มมาสนใจวิชามายาศาสตร์และมายาสาไถย์ของคนเรา เมื่อรู้ดีก็เอือมระอา มิได้นำวิชานี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และขณะนั้นมีอายุย่างเข้า ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงได้สละจากเพศฆราวาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #241 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 14:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ศึกษาดนตรีไทย
ได้ศึกษาดนตรีไทยมีปี่พาทย์มอญ แตรวงเครื่องสาย การประพันธ์บทขับร้อง จากโยมบิดากับคุณหลวงธารา ต่อมาคุณปู่ พ.ต.หลวงธารา ได้นำพระคุณเจ้าเข้าฝากตัวกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เพื่อเข้าศึกษาโรงเรียนนายตำรวจ พระคุณเจ้าศึกษาอยู่ประมาณ ๑ เดือน จึงขอลาออกเนื่องจากไม่ถูกอัธยาศัยในวิชานี้

ศึกษาวิชามายาศาสตร์
พระคุณเจ้าเริ่มมาสนใจวิชามายาศาสตร์และมายาสาไถย์ของคนเรา เมื่อรู้ดีก็เอือมระอา มิได้นำวิชานี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และขณะนั้นมีอายุย่างเข้า ๒๐ ปีบริบูรณ์ จึงได้สละจากเพศฆราวาสเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตั้งแต่นั้นมาจนกระทั่งบัดนี้

ศึกษาพระธรรมวินัย วิปัสสนากรรมฐาน

พ.ศ. ๒๔๙๑ ศึกษาพระธรรมวินัย ณ สำนักพรหมบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๒ สอบนักธรรมโทสนามหลวงได้ที่วัดแจ้งพรหมนคร
พ.ศ. ๒๔๙๓ ศึกษาวิชากรรมฐานกับพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม) อ.หนองโพธิ์ จ.นครสวรรค์
พ.ศ. ๒๔๙๔ ศึกษาวิชากรรมฐานกับหลวงพ่อลี และท่านเจ้าคุณอริยคุณาธร จ.ขอนแก่น
พ.ศ. ๒๔๙๕ ศึกษาการทำเครื่องรางของขลัง, น้ำมันมนต์กับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่าง จ.อยุธยา และพระครูวินิจสุตคุณ, หลวงพ่อสนั่น วัดเสาธงทอง จ.อ่างทอง หลวงพ่อจาด วัดบ้านสร้าง จ.ปราจีนบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๖ ศึกษาวิชาสมถวิปัสสนา กับพระภาวนาโอกาสลเถร (สด จันทสโร) หรือหลวงพ่อสด วัดปากน้ำ อ.ภาษีเจริญ จ.ธนบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๗ ศึกษาและปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานกับเจ้าคุณอาจารย์พระราชสิทธิมุนี วัดมหาธาตุ จ.พระนคร
พ.ศ. ๒๔๙๘ ศึกษาพระอภิธรรมกับอาจารย์เตชิน (ชาวพม่า) วัดระฆัง จ.ธนบุรี
ศึกษาการพยากรณ์จากสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศฯ จ.พระนคร
ศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตกับอาจารย์ พ.อ.ชม สุคันธรัต
เดินธุดงค์รอนแรมหาที่สงบ เพื่อจำศีลภาวนาตามป่าเขาลำเนาไพรทางภาคเหนือ


รักษาการเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน ต.บ้านแป้ง อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐
๒.ได้รับสมณศักดิ์ที่พระครูปลัดจรัญ ฐิตธมฺโม ฐานานุกรมของท่านเจ้าคุณสุนทรธรรมประพุทธเจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด (แต่มาประจำอยู่สำนักวัดอัมพวัน) เมื่อ ๒๕ ก.ค. ๒๕๐๑
๓. ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร “พระครูภาวนาวิสุทธิ์”เจ้าอาวาสวัดอัมพวันเมื่อ ๕ ธ.ค. ๒๕๑๑
๔. ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรีเมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๘


:: ตำแหน่งและหน้าที่การปกครอง ::

พุทธศักราช ๒๕๐๐ รักษาการเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
พุทธศักราช ๒๕๐๑ ได้รับสมณศักดิ์เป็น ที่พระครูปลัดจรัญ ฐิตธมฺโม ในฐานานุกรมของท่านเจ้าคุณ สุนทรธรรมประพุทธ เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑
พุทธศักราช ๒๕๑๑ ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่พระครูภาวนาวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑
พุทธศักราช ๒๕๑๖ เลื่อนเป็นพระครู เทียบผู้ช่วยพระอารามหลวงชั้นเอกฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน
พุทธศักราช ๒๕๑๗ รักษาการตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรี
พุทธศักราช ๒๕๑๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรี
พุทธศักราช ๒๕๑๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
พุทธศักราช ๒๕๒๕ ได้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก
พุทธศักราช ๒๕๓๑ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่ พระภาวนาวิสุทธิคุณ เมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑
พุทธศักราช ๒๕๓๕ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่ พระราชสุทธิญาณมงคล เมื่อวันพุธที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕
พุทธศักราช ๒๕๔๑ ได้รับแต่งตั้งเป็น รองเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๑
พุทธศักราช ๒๕๔๒ ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #242 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 14:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

:: ผลงาน ::
นับตั้งแต่พระคุณเจ้าได้มารักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ จนกระทั่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์และมีสิทธิเข้าครองตำแหน่งเจ้าอาวาสโดยสมบูรณ์เมื่อ ๕ ธ.ค. ๒๕๑๑ เป็นระยะเวลายาวนานถึง ๑๑ ปี แต่ท่านพระครูมิได้นิ่งนอนใจ ได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อบริหารงานวัดนี้และช่วยเหลือวัดอื่น ๆ ให้เจริญก้าวหน้า มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้เหมาะสมตามกาลสมัย ท่านพระครูเข้าถึงจิตใจคนเป็นนักแสดง (เทศน์) ซาบซึ้งตรึงใจแก่ผู้ได้ฟังธรรม เป็นนักเสี่ยงในการก่อสร้างปฏิสังขรณ์ในเมื่อไม่มีทุนอยู่ในกำมือเป็นนักเสียสละทรัพย์สินที่มีอยู่อุทิศเพื่อการกุศล และแจกเป็นทานให้ลูกศิษย์วัดนอกจากนั้นท่านพระครูเป็นนักแก้ปัญหาเหตการณ์ที่เกิดขึ้นโดยนิมนต์ภิกษุชาวต่างประเทศมาแสดงธรรมที่วัดแล้วนำจตุปัจจัยที่ได้ชดใช้หนี้โรงไม้ ร้านก่อสร้างต่าง ๆ บางครั้งแก้ปัญหาไม่ได้ต้องไปยืมเงินจากโยมมารดาหรือไม่ก็ญาติพี่น้อง เป็นต้น ด้วยเหตุที่ท่านพระครูเป็นพระนักพัฒนาพระนักเทศน์และวิปัสสนาจารย์พร้อมกันเสร็จดังนี้ ท่านจึงมีผลงานในทุก ๆ ปีมากมายจนเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปอาทิ

พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้รับโล่เกียรติคุณนักสังคมสงเคราะห์ดีเด่นในสาขาสังคมสงเคราะห์อาสาสมัครฝ่ายกิจการพระศาสนา
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษดิ์ กรุงเทพฯ วันอังคารที่ ๒๘ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ในฐานะผู้ได้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา ด้านส่งเสริมชักชวนให้มาปฏิบัติธรรมอย่างจริงจัง
พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้รับมอบเข็มเกียรติคุณนักพัฒนาดีเด่นแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองจาก ฯพณฯ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๒๙ จึงนับได้ว่า ท่านพระครูภาวนาวิสุทธิ์ ได้ทุ่มเทชีวิตในการพัฒนาสังคมให้เจริญรุ่งเรืองและเป็นที่พึ่งอันสำคัญแก่พุทธศาสนิกชนให้เขตท้องถิ่นทั้งใกล้และไกลมาเป็นเวลานาน






อานิสงส์ แผ่เมตตา 11 ข้อ
1. นอนหลับเป็นสุข
2. ตื่นนอนเป็นสุข
3. ไม่ฝันเห็นสิ่งเร็วร้าย
4. เป็นที่รักของคนทั่วไป
5. เป็นที่รักของเทวดา
6. เทวดารักษาคุ้มครอง
7. ไฟ-ยาพิษ ศัสตราอาวุธไม่ทำอันตรายได้
8. จิตเป็นสมาธิได้เร็ว
9. ผิวพรรณผุดผ่องใส
10. ไม่ลืมหลงสติเมื่อใกล้ตาย
11. ตายแล้วไปเกิดพรหมโลก

เครดิต ธรรมะออนไลท์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #243 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 11:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


ผมอ่ะครับ..พึงสังวรตนเองอยู่เสมอๆครับ..ว่า ผมยังอ่อนแอในพระธรรม และพระสูตร..
ผมก็ไม่อยากจะออกหน้า ออกตาและออกความคิดในเรื่องพระพุทธเจ้าน้อย..
หลายท่าน คงได้แกะรอยของผมออกนะครับ..และคงจะเข้าใจถึงผมที่ได้แฝงความคิดเข้ามาบ้างแล้ว..
ผมให้ความคิดในด้านบวกดีกว่า เพราะ จะได้ไม่ต้องเกรงบาปต่างๆที่จะติดตามมาภายหลัง
การสร้างสิ่งวัตุ เพื่องแสดงความศรัทธา และเครารพ..ในขณะต่างๆ..รูปแบบต่างๆ
ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้คิด ไม่ได้ทำอะไร สร้างแต่ความไม่ถูกไม่ต้อง..
อย่างน้อยๆ คนที่พยายามจะเข้าหาธรรมมะ..ก็ยังดีกว่า คนดินหนีธรรมมะครับ..
ความคิดที่ผมเคยแฝงมาในการแสดงความคิด ในกระทู้ เรื่องเด่นที่ผ่านมาไม่นานนี้..
ผมต้องการจะสื่อให้ผู้คน เข้าใจในพระพุทธศาสนาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น(ผมก็พยายาสมเช่นกัน)
ต้องการให้เข้าใจถึงพุทธธรรม ที่องค์สัมมาฯท่านได้แสดงใว้ แล้วให้สาวกใช้ปัญญาพิจารณาเจริญตาม..
แก่นของพุทธศาสนา คำสอนของค์สัมมาฯเว้นความชั่ว กระทำกรรมดี..
ไม่ใช่การสร้างถาวรวัตถุต่างๆเลย..มีแต่องค์กษัตย์ และเศรษฐีเป็นองค์อุปถัม อาหารการขบฉัน ที่พัก ที่อาศัย..เป็นสาวก อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้อุปถัม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #244 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 11:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


ผมอ่ะครับ..พึงสังวรตนเองอยู่เสมอๆครับ..ว่า ผมยังอ่อนแอในพระธรรม และพระสูตร..
ผมก็ไม่อยากจะออกหน้า ออกตาและออกความคิดในเรื่องพระพุทธเจ้าน้อย..
หลายท่าน คงได้แกะรอยของผมออกนะครับ..และคงจะเข้าใจถึงผมที่ได้แฝงความคิดเข้ามาบ้างแล้ว..
ผมให้ความคิดในด้านบวกดีกว่า เพราะ จะได้ไม่ต้องเกรงบาปต่างๆที่จะติดตามมาภายหลัง
การสร้างสิ่งวัตุ เพื่องแสดงความศรัทธา และเครารพ..ในขณะต่างๆ..รูปแบบต่างๆ
ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้คิด ไม่ได้ทำอะไร สร้างแต่ความไม่ถูกไม่ต้อง..
อย่างน้อยๆ คนที่พยายามจะเข้าหาธรรมมะ..ก็ยังดีกว่า คนดินหนีธรรมมะครับ..
ความคิดที่ผมเคยแฝงมาในการแสดงความคิด ในกระทู้ เรื่องเด่นที่ผ่านมาไม่นานนี้..
ผมต้องการจะสื่อให้ผู้คน เข้าใจในพระพุทธศาสนาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น(ผมก็พยายาสมเช่นกัน)
ต้องการให้เข้าใจถึงพุทธธรรม ที่องค์สัมมาฯท่านได้แสดงใว้ แล้วให้สาวกใช้ปัญญาพิจารณาเจริญตาม..
แก่นของพุทธศาสนา คำสอนของค์สัมมาฯเว้นความชั่ว กระทำกรรมดี..
ไม่ใช่การสร้างถาวรวัตถุต่างๆเลย..มีแต่องค์กษัตย์ และเศรษฐีเป็นองค์อุปถัม อาหารการขบฉัน ที่พัก ที่อาศัย..เป็นสาวก อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้อุปถัม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #245 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 11:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


ผมอ่ะครับ..พึงสังวรตนเองอยู่เสมอๆครับ..ว่า ผมยังอ่อนแอในพระธรรม และพระสูตร..
ผมก็ไม่อยากจะออกหน้า ออกตาและออกความคิดในเรื่องพระพุทธเจ้าน้อย..
หลายท่าน คงได้แกะรอยของผมออกนะครับ..และคงจะเข้าใจถึงผมที่ได้แฝงความคิดเข้ามาบ้างแล้ว..
ผมให้ความคิดในด้านบวกดีกว่า เพราะ จะได้ไม่ต้องเกรงบาปต่างๆที่จะติดตามมาภายหลัง
การสร้างสิ่งวัตุ เพื่องแสดงความศรัทธา และเครารพ..ในขณะต่างๆ..รูปแบบต่างๆ
ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้คิด ไม่ได้ทำอะไร สร้างแต่ความไม่ถูกไม่ต้อง..
อย่างน้อยๆ คนที่พยายามจะเข้าหาธรรมมะ..ก็ยังดีกว่า คนดินหนีธรรมมะครับ..
ความคิดที่ผมเคยแฝงมาในการแสดงความคิด ในกระทู้ เรื่องเด่นที่ผ่านมาไม่นานนี้..
ผมต้องการจะสื่อให้ผู้คน เข้าใจในพระพุทธศาสนาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น(ผมก็พยายาสมเช่นกัน)
ต้องการให้เข้าใจถึงพุทธธรรม ที่องค์สัมมาฯท่านได้แสดงใว้ แล้วให้สาวกใช้ปัญญาพิจารณาเจริญตาม..
แก่นของพุทธศาสนา คำสอนของค์สัมมาฯเว้นความชั่ว กระทำกรรมดี..
ไม่ใช่การสร้างถาวรวัตถุต่างๆเลย..มีแต่องค์กษัตย์ และเศรษฐีเป็นองค์อุปถัม อาหารการขบฉัน ที่พัก ที่อาศัย..เป็นสาวก อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้อุปถัม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #246 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 11:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าน้อย เขาคงจะหมายถึงพระพุทธเจ้าตอนเด็กอ่ะครับ..เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
ทีแรกๆได้ข่าวว่า โต้โผในการนี้เข้าหาธรรม ผมดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไดเห็นนักการเมืองใหญ่เข้าหาธรรม..จริงๆครับ ผมบอกด้วยความจริงใจครับ..
ขนาดแอบลุ้นเงียบๆอยู่คนเดียวว่า..เราจะได้นักการเมืองที่ถึงธรรมแล้ว นักการเมืองที่เอาธรรมเข้ามาเป็นองค์ประกอบ..
ผมเข้าใจผิด คิดเข้าข้างธรรมมะ หารู้ไม่ว่า..ผมง่าวโง่กว่ามาร..
มารที่ผมพูด ไม่ใช่มันจะมีรูปมีร่างให้มองเห็น มันไม่มีให้เห็นตนเห็นตัว..มันแอบแฝงเข้าไปในดวงจิตของคน
คนไม่สามารถเอาชนะมารดำได้ ไม่สามารมารถขจัดมารออกจากใจไปได้..สร้างพระพุทธเจ้า องค์ใหญ่ องค์น้อย..ก็ยังต้องถอยร่นลงอเวจีจนได้..
อาเมน..เอ๊ย..อามิตตาพุทธ..
ปล.อเวจี คือถิ่นอันร้อนรน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #247 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 11:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าน้อย เขาคงจะหมายถึงพระพุทธเจ้าตอนเด็กอ่ะครับ..เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
ทีแรกๆได้ข่าวว่า โต้โผในการนี้เข้าหาธรรม ผมดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไดเห็นนักการเมืองใหญ่เข้าหาธรรม..จริงๆครับ ผมบอกด้วยความจริงใจครับ..
ขนาดแอบลุ้นเงียบๆอยู่คนเดียวว่า..เราจะได้นักการเมืองที่ถึงธรรมแล้ว นักการเมืองที่เอาธรรมเข้ามาเป็นองค์ประกอบ..
ผมเข้าใจผิด คิดเข้าข้างธรรมมะ หารู้ไม่ว่า..ผมง่าวโง่กว่ามาร..
มารที่ผมพูด ไม่ใช่มันจะมีรูปมีร่างให้มองเห็น มันไม่มีให้เห็นตนเห็นตัว..มันแอบแฝงเข้าไปในดวงจิตของคน
คนไม่สามารถเอาชนะมารดำได้ ไม่สามารมารถขจัดมารออกจากใจไปได้..สร้างพระพุทธเจ้า องค์ใหญ่ องค์น้อย..ก็ยังต้องถอยร่นลงอเวจีจนได้..
อาเมน..เอ๊ย..อามิตตาพุทธ..
ปล.อเวจี คือถิ่นอันร้อนรน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #248 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 11:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าน้อย เขาคงจะหมายถึงพระพุทธเจ้าตอนเด็กอ่ะครับ..เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
ทีแรกๆได้ข่าวว่า โต้โผในการนี้เข้าหาธรรม ผมดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไดเห็นนักการเมืองใหญ่เข้าหาธรรม..จริงๆครับ ผมบอกด้วยความจริงใจครับ..
ขนาดแอบลุ้นเงียบๆอยู่คนเดียวว่า..เราจะได้นักการเมืองที่ถึงธรรมแล้ว นักการเมืองที่เอาธรรมเข้ามาเป็นองค์ประกอบ..
ผมเข้าใจผิด คิดเข้าข้างธรรมมะ หารู้ไม่ว่า..ผมง่าวโง่กว่ามาร..
มารที่ผมพูด ไม่ใช่มันจะมีรูปมีร่างให้มองเห็น มันไม่มีให้เห็นตนเห็นตัว..มันแอบแฝงเข้าไปในดวงจิตของคน
คนไม่สามารถเอาชนะมารดำได้ ไม่สามารมารถขจัดมารออกจากใจไปได้..สร้างพระพุทธเจ้า องค์ใหญ่ องค์น้อย..ก็ยังต้องถอยร่นลงอเวจีจนได้..
อาเมน..เอ๊ย..อามิตตาพุทธ..
ปล.อเวจี คือถิ่นอันร้อนรน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #249 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 21:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อุทาหรณ์สำหรับพระดัง ๆ ทั้งหลาย

:: หลวงพ่อชากับรถยนต์

ทุกวันนี้รถยนต์กลายเป็นปัจจัยที่ ๕ สำหรับคนมีเงินไปแล้ว เป็นธรรมดาอยู่เองที่ฆราวาสเห็นอะไรดีก็อยากถวายให้พระได้ใช้บ้าง เพราะเชื่อว่าจะได้บุญมาก ดังนั้นการถวายรถยนต์แก่พระจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนมีเงิน จนกระทั่งรถกลายเป็นเครื่องแสดงสถานภาพของพระว่าเป็นที่ศรัทธานับถือของญาติโยม

ผลก็คือพระที่มีสมณศักดิ์ท่านใดที่ไม่มีใครถวายรถให้ ก็ต้องถือเป็นกิจที่จะขวานขวายหารถมาประดับบารมี

สำหรับหลวงพ่อชา สุภัทโทนั้น ท่านไม่ต้องขวานขวายหารถเพราะมีคนอยากถวายรถยนต์ให้ท่าน แต่แทนที่ท่านจะตอบรับ ท่านได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสงฆ์วัดหนองป่าพงหลังสวดปาฏิโมกข์เพื่อฟังความเห็นพระสงฆ์ ทุกรูปเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะรับด้วยเหตุผลว่า สะดวกแก่หลวงพ่อเวลาไปเยี่ยมสำนักสาขาต่างๆ ซึ่งมีมากกว่า ๔๐ สาขา ในเวลานั้น อีกทั้งเวลาพระเณรอาพาธก็จะได้นำส่งหมดได้ทันท่วงที

หลังจากที่หลวงพ่อชารับฟังความคิดเห็นของที่ประชุมแล้ว ท่านก็แสดงทัศนะของท่านว่า

“สำหรับผม มีความเห็นไม่เหมือนกับพวกท่าน ผมเห็นว่าเราเป็นพระ เป็นสมณะ เป็นผู้สงบระงับ เราต้องเป็นผู้มักน้อย สันโดษ เวลาเช้าเราอุ้มบาตรออกไปเที่ยวบิณฑบาตรับอาหารจากชาวบ้านมาเลี้ยงชีวิต เพื่อยังอัตภาพนี้ให้เป็นไป ชาวบ้านส่วนมากเขาเป็นคนยากจน เรารับอาหารจากเขา เรามีรถยนต์แต่เขาไม่มี นี่ลองคิดดูซิว่ามันจะเป็นอย่างไร เราอยู่ในฐานะอย่างไร เราต้องรู้จักตัวเอง เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าไม่มีรถ เราก็อย่ามีเลยดีกว่า ถ้ามี สักวันหนึ่งก็จะมีข่าวว่ารถวัดนั้นคว่ำที่นี่ รถวัดนี้ไปชนคนที่นี่.. อะไรวุ่นวาย เป็นภาระยุ่งยากในการรักษา

เมื่อก่อนนี้ จะไปไหนแต่ละทีมีแต่เดินไปทั้งนั้น ไปธุดงค์สมัยก่อนไม่ได้นั่งรถไปเหมือนทุกวันนี้ ถ้าไปธุดงค์ก็ไปธุดงค์กันจริงๆ ขึ้นเขาลงห้วยมีแต่เดินทั้งนั้น เดินกันจนเท้าพองทีเดียว

แต่ทุกวันนี้พระเณรเขาธุดงค์มีแต่นั่งรถกันทั้งนั้น เขาไปเที่ยว ดูบ้านนั้นเมืองนี้กัน ผมเรียกทะลุดง ไม่ใช่ธุดงค์ เพราะดงที่ไหนมีทะลุกันไปหมด นั่งรถทะลุมันเลย ไม่มีรถก็ช่างเหอะ ขอแต่ให้เราประพฤติปฏิบัติดีเข้าไว้ก็แล้วกัน เทวดาเห็นเข้าก็เลื่อมใสศรัทธาเองหรอก”

“ผมไม่รับรถยนต์ที่เขาจะเอามาถวายก็เพราะเหตุนี้ ยิ่งสบายเสียอีก ไม่ต้องเช็ดไม่ต้องล้างให้เหนื่อย ขอให้ท่านทั้งหลายจงจำไว้

อย่าเห็นแก่ความสะดวกสบายกันนักเลย”

จากหนังสือลำธารริมลานธรรม – พระไพศาล วิสาโล หน้าที่ ๙๓-๙๕

http://pantip.com/topic/30623825


เครดิต mthai new



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #250 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 21:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อุทาหรณ์สำหรับพระดัง ๆ ทั้งหลาย

:: หลวงพ่อชากับรถยนต์

ทุกวันนี้รถยนต์กลายเป็นปัจจัยที่ ๕ สำหรับคนมีเงินไปแล้ว เป็นธรรมดาอยู่เองที่ฆราวาสเห็นอะไรดีก็อยากถวายให้พระได้ใช้บ้าง เพราะเชื่อว่าจะได้บุญมาก ดังนั้นการถวายรถยนต์แก่พระจึงเป็นที่นิยมในหมู่คนมีเงิน จนกระทั่งรถกลายเป็นเครื่องแสดงสถานภาพของพระว่าเป็นที่ศรัทธานับถือของญาติโยม

ผลก็คือพระที่มีสมณศักดิ์ท่านใดที่ไม่มีใครถวายรถให้ ก็ต้องถือเป็นกิจที่จะขวานขวายหารถมาประดับบารมี

สำหรับหลวงพ่อชา สุภัทโทนั้น ท่านไม่ต้องขวานขวายหารถเพราะมีคนอยากถวายรถยนต์ให้ท่าน แต่แทนที่ท่านจะตอบรับ ท่านได้นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมสงฆ์วัดหนองป่าพงหลังสวดปาฏิโมกข์เพื่อฟังความเห็นพระสงฆ์ ทุกรูปเห็นพ้องต้องกันว่า ควรจะรับด้วยเหตุผลว่า สะดวกแก่หลวงพ่อเวลาไปเยี่ยมสำนักสาขาต่างๆ ซึ่งมีมากกว่า ๔๐ สาขา ในเวลานั้น อีกทั้งเวลาพระเณรอาพาธก็จะได้นำส่งหมดได้ทันท่วงที

หลังจากที่หลวงพ่อชารับฟังความคิดเห็นของที่ประชุมแล้ว ท่านก็แสดงทัศนะของท่านว่า

“สำหรับผม มีความเห็นไม่เหมือนกับพวกท่าน ผมเห็นว่าเราเป็นพระ เป็นสมณะ เป็นผู้สงบระงับ เราต้องเป็นผู้มักน้อย สันโดษ เวลาเช้าเราอุ้มบาตรออกไปเที่ยวบิณฑบาตรับอาหารจากชาวบ้านมาเลี้ยงชีวิต เพื่อยังอัตภาพนี้ให้เป็นไป ชาวบ้านส่วนมากเขาเป็นคนยากจน เรารับอาหารจากเขา เรามีรถยนต์แต่เขาไม่มี นี่ลองคิดดูซิว่ามันจะเป็นอย่างไร เราอยู่ในฐานะอย่างไร เราต้องรู้จักตัวเอง เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าไม่มีรถ เราก็อย่ามีเลยดีกว่า ถ้ามี สักวันหนึ่งก็จะมีข่าวว่ารถวัดนั้นคว่ำที่นี่ รถวัดนี้ไปชนคนที่นี่.. อะไรวุ่นวาย เป็นภาระยุ่งยากในการรักษา

เมื่อก่อนนี้ จะไปไหนแต่ละทีมีแต่เดินไปทั้งนั้น ไปธุดงค์สมัยก่อนไม่ได้นั่งรถไปเหมือนทุกวันนี้ ถ้าไปธุดงค์ก็ไปธุดงค์กันจริงๆ ขึ้นเขาลงห้วยมีแต่เดินทั้งนั้น เดินกันจนเท้าพองทีเดียว

แต่ทุกวันนี้พระเณรเขาธุดงค์มีแต่นั่งรถกันทั้งนั้น เขาไปเที่ยว ดูบ้านนั้นเมืองนี้กัน ผมเรียกทะลุดง ไม่ใช่ธุดงค์ เพราะดงที่ไหนมีทะลุกันไปหมด นั่งรถทะลุมันเลย ไม่มีรถก็ช่างเหอะ ขอแต่ให้เราประพฤติปฏิบัติดีเข้าไว้ก็แล้วกัน เทวดาเห็นเข้าก็เลื่อมใสศรัทธาเองหรอก”

“ผมไม่รับรถยนต์ที่เขาจะเอามาถวายก็เพราะเหตุนี้ ยิ่งสบายเสียอีก ไม่ต้องเช็ดไม่ต้องล้างให้เหนื่อย ขอให้ท่านทั้งหลายจงจำไว้

อย่าเห็นแก่ความสะดวกสบายกันนักเลย”

จากหนังสือลำธารริมลานธรรม – พระไพศาล วิสาโล หน้าที่ ๙๓-๙๕

http://pantip.com/topic/30623825


เครดิต mthai new



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #251 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 21:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บางสิ่งที่ ไอน์สไตน์ ค้นพบ และ พระพุทธเจ้าตรัสรู้




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #252 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 21:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

'พระพุทธเจ้าน้อย' มาจากไหน?


โดย เปลว สีเงิน

มีเรื่องที่ผม "คันใจ" มาเป็นปีแล้ว จะพูด..จะพูด..ก็เกรงเป็น "ตัวมาร" ขวางและขัดการทำสิ่งดีงามของผู้อื่นเขา นั่นคือการหล่อ "พระพุทธเจ้าน้อย" และกำลังสมโภชกันที่ท้องสนามหลวง นัยว่าจะนำไปประดิษฐาน ณ สถานที่ประสูติพระพุทธเจ้า คือลุมพินีสถาน ประเทศเนปาล
ก่อนหน้านี้ ผมก็เห็นมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เชิญชวนประชาชนร่วมหล่อ "พระพุทธเจ้าน้อย" มาเป็นปีแล้ว การบูรณปฏิสังขรณ์สถานที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าก็ดี การกระทำที่แสดงถึงความเคารพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและการมีกุศลเจตนาสร้างเสริมศาสนวัตถุเพื่อดำรงอายุพระพุทธศาสนาก็ดี
เป็นสิ่งดีงาม ไม่ว่าใครล้วนอนุโมทนาทั้งนั้น และถึงแม้ผู้ใดมิได้ร่วมกระทำ เพียงแต่มีจิตอนุโมทนาในกรรมประเสริฐร่วมไปกับเขา ก็นับเป็นบุญ-เป็นกุศลที่ต้องขออนุโมทนาด้วยเช่นกัน
แต่ผมทะ***หู ขัดตา-ขัดใจ ยอมรับไม่ได้จริงๆ กับคำว่า "พระพุทธเจ้าน้อย"!
มันจะแผลงและพิเรนทร์นอกกรอบจนเกินงามไปหรือเปล่า ผมก็เรียนพุทธประวัติมาพอสมควร พบแต่ใช้คำว่า "พระพุทธเจ้า" เฉพาะกับสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกพระองค์
ไม่เคยพบตรงไหนเลยทั้งในพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม ว่ามีการใช้คำว่า "พระพุทธเจ้าน้อย" เรียกขานสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ว่าพระองค์ไหนทั้งสิ้น?
พระพุทธเจ้าของเรา ทรงถือกำเนิดในศากยวงศ์ โคตมโคตร พระนามว่า "สิทธัตถะ โคตมะ" คำว่าโคตมะ พูดง่ายๆ คือนามสกุล บ่งบอกถึงโคตรเหง้าของวงศ์ตระกูล
"โคตมโคตร" ก็แบ่งออกเป็นสาย คือหลายวงศ์ ของพระพุทธเจ้าคือ "ศากยวงศ์" หมายถึงว่า ศากยะ เป็นเลือดสายหนึ่งของโคตมะ เหมือนพวกเรานี่แหละ พี่น้องด้วยกัน แต่ข้างพ่อ-ข้างแม่ไปแต่งงาน ก็มีวงศ์ใหม่ กลายเป็นคนละนามสกุล
ลูกพี่-ลูกน้อง คนละนามสกุล แต่สืบสายเป็นโคตรเดียวกัน!
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ตอนเป็นฆราวาส ทรงพระนามว่า "สิทธัตถะราชกุมาร" ครั้นทรงออกบวช บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า ก็ได้รับการถวายพระนามต่างๆ เช่น พระสมณโคดม พระพุทธโคดม พระศากยมุนี และ ฯลฯ
คือถวายพระนามตามโคตร-ตามวงศ์ของพระองค์
แต่พระพุทธเจ้าทรงออกพระนามพระองค์เอง คือเรียกตัวพระองค์ว่า "พระตถาคต" หมายถึง ผู้ตรัสรู้ธรรมตามที่แท้จริง ตามที่เป็นจริง
สรุปก็คือ ไม่มี-ไม่ปรากฏใครใช้คำว่า "พระพุทธเจ้าน้อย" กับสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ตราบ ๒๕๕๔ ปีผ่าน นับจากเสด็จดับขันธปรินิพพาน ก็เพิ่งมาปี-สองปีนี่แหละ
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ท่านเกิดศรัทธาแก่กล้าในพระพุทธศาสนา หรือเพราะอกหักทางการเมืองก็ไม่ทราบได้ ไปรักษาตัว-รักษาใจอะไรของท่านตามพุทธสถานถึงอินเดีย-เนปาล
ใครบอก หรือใครไปเข้าฝันเธอก็ไม่ทราบ ไปอุปโลกน์เอา "สิทธัตถะราชกุมาร" ขึ้นมาเป็นปางหนึ่งของพระพุทธเจ้า พร้อมตั้งเป็นพระพุทธเจ้าปางใหม่ของโลกเลยว่า
"พระพุทธเจ้าน้อย"!?



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #253 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 05:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บางสิ่งที่ ไอน์สไตน์ ค้นพบ และ พระพุทธเจ้าตรัสรู้



“ธรรมะพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ บางสิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มาก่อนแล้วนานนับพันปี”

ทันตแพทย์ สม สุีจีิรา ได้นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีมาเชื่อมโยง และผสมผสานเข้ากับความรู้ทางพุทธศาสนา เพื่อที่จะพิสูจน์ความจริงให้ผู้อ่านได้เห็นว่าสิ่งที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะอันดับหนึ่งตลอดกาลของโลก ได้ค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีสัมพันธภาพ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ อย่าง สสาร พลังงาน จักรวาล ปรมาณู การยืดหดของเวลา นั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบมาก่อนแล้วเมื่อ 2,500 ปีที่ผ่านมา

การค้นพบของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการค้นพบทางนามธรรม ซึ่งยากต่อการพิสูจน์ เมื่อไอน์สไตน์ได้คิดทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมา การค้นพบส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้าจึงได้รับการพิสูจน์ และยืนยันด้วยการคำนวณทางคณิตศาสตร์

“น่าจะเป็นประโยชน์ที่งานเขียนชิ้นนี้จะเป็นการเชื่อมโยงให้เห็นว่า การค้นพบทางวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนานั้น มีความสอดคล้องกัน แม้ว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ของไอน์สไตน์นั้นจะเป็นเพียงส่วนน้อย เมื่อเทียบกับการค้นพบของพระพุทธเจ้าก็ตาม”

คุณหมอ เล่าว่า ตนเองเริ่มสนใจเรื่องราวของธรรมะจริงๆ จังๆ ก็เมื่อประมาณปี 2543 หรือเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากการทำกรรมฐาน ด้วยการชักชวนของคุณหญิงสุกฤตา เภกะนันท์ โดยได้มีโอกาสไปศึกษาธรรมะกับพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยา พระอาจารย์ชาวพม่า เนื่องจากในตอนนั้นกำลังมีปัญหาหลายเรื่องเข้ามาในชีวิต

ทันตแพทย์สม สุจีรา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #254 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 05:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทันตแพทย์สม สุจีรา

“ตอนนั้นที่เริ่มไปฝึกกรรมฐานก็เพราะว่ามีปัญหาหลายอย่างรุมเร้าเข้ามาในชีวิต แต่ตอนนั้นไม่รู้จักเรื่องสมาธิวิปัสสนาหรอก เพราะเรียนจบทันตแพทย์ก็ไปเรียนต่อจิตวิทยาตะวันตกอีก 5 ปีจนจบปริญญาโท และคิดว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยซ้ำ เหมือนตอนแรกแค่ลองไปดูว่าเป็นอย่างไร เพราะลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองแล้วรู้สึกว่าจิตวิทยาตะวันตกแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด เพราะจิตวิทยาตะวันตก ทางจิตแพทย์ของตะวันตกก็ยอมรับว่ารักษาหายได้ไม่ถึง 5% คนที่มาหาจิตแพทย์ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีของใครก็รักษาไม่หาย เพราะเป็นการรักษาที่พฤติกรรมแบบผิวเผินเท่านั้น

แต่พอเริ่มฝึกกรรมฐานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า ศาสนาพุทธจะสอนให้มองไปถึงเรื่องของจิต ซึ่งเป็นต้นเหตุของพฤติกรรม และความทุกข์มากกว่า ตอนที่ไปปฏิบัติธรรมกลับมา สิ่งที่ได้คือ สติสัมปชัญญะ ฝึกไปสักพักจะรู้สึกว่าตัวเรามีสติ และพอมีสติ ปัญหาต่างๆ เราจะแก้ไขได้เอง เหมือนกับเรามองอะไรได้ชัดขึ้น เหมือนตอนที่มีปัญหาวุ่นวาย เรามองเห็นวิธีแก้ไขไม่ชัด เหมือนมันมีวิธีแก้อยู่แล้วในตัวเราแล้วละ แต่เรามองไม่เห็น พอมีสมาธิมากขึ้นก็มองเห็นอะไรชัดขึ้น เหมือนสติมา ปัญญาเกิด ทุกคนสามารถแก้ไขปัญหาได้เอง”

จากการนั่งวิปัสสนากรรมฐานนี่เอง ทำให้คุณหมอสมเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยสัพพัญญุตญาณนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เพราะผู้ที่เรียนสายวิทยาศาสตร์มาส่วนใหญ่ รวมไปจนถึงตัวคุณหมอด้วยนั้น มักจะไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และถึงจะเชื่อก็อาจจะยังสงสัยว่า พระพุทธเจ้าตรัสได้อย่างไร ทั้งเรื่องจักรวาล พลังงาน เวลา ปรมาณู หรืออาจจะมีคนมาเขียนทีหลัง เพราะเรื่องของปรมาณูเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว ไม่น่าจะมีใครรู้จัก แต่ทำไมพระพุทธเจ้าถึงตรัสว่ามีอะไรอีกมากมายในจักรวาลนี้

“ไอน์สไตน์นับเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกให้เป็นบุคคลแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ว่าเป็นทฤษฎีสัมพันธภาพ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ ซึ่งเรื่องของไอน์สไตน์นี่ผมก็เรียนมาตั้งแต่ปี 1 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ในดวงใจของคนเรียนสายวิทย์เลยก็ว่าได้ แล้วพอได้ศึกษาเรื่องพุทธศาสนาแล้ว ทำวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ผมก็เห็นในเรื่องของเวลาที่เหลื่อมล้ำ แต่ถ้าจะมาบอกว่าทำสมาธิแล้วเห็นอย่างโน้น อย่างนี้ ในตลาดมีเยอะมากแล้ว แต่ไม่เคยมีใครอธิบายเลยว่าที่เห็นอย่างนั้น อย่างนี้ได้นั้นเพราะอะไร เราก็เลยเอาทฤษฎีของวิทยาศาสตร์มาอธิบายพุทธศาสนา จึงเกิดเป็นไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เล่มนี้ขึ้นมา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #255 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 05:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไอน์สไตน์นี่ตอนหลังเขาก็มาศึกษาเรื่องศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้านะ แล้วเขาก็ทึ่งมาก จนเขาบอกว่า ศาสนาพุทธพิสูจน์เรื่องต่างๆ มาก่อนเขา เช่น เรื่องเวลา ปรมาณู แต่เพราะเขามีการคำนวณเข้ามาเกี่ยวด้วย คนเลยเชื่อเขามากกว่า และหลายเรื่องที่เขาพิสูจน์มา ศาสนาพุทธก็ได้พูดไว้ก่อนแล้ว และยังมีหลายทฤษฎีที่เขาพิสูจน์ไม่เสร็จ ไม่อย่างนั้นจะพิสูจน์สิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ได้อีกมาก เช่น ทฤษฎีรวมแรง กับเรื่องเหาะเหินเดินอากาศ เพราะทุกวันนี้เราถูกแรงโน้มถ่วงดูดให้ติดกับโลก ไอน์สไตน์พยายามหาว่ามันคืออะไร เรารู้ว่ามีแรงชนิดหนึ่งดึงเราให้ติดกับโลก แต่หาไม่ได้ แรงไฟฟ้าเรารู้แล้ว เราสามารถนำมาทำอะไรได้เยอะแล้ว คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเราก็รู้แล้ว พลังงานนิวเคลียร์เราก็รู้แล้ว แต่แรงโน้มถ่วงนี่คืออะไรไม่รู้ ซึ่งถ้าหาได้คนเราก็อาจจะลอย เหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ยังไม่มีใครค้นพบ แต่พระพุทธองค์ค้นพบไปแล้ว เพียงแต่ท่านไม่สอน เพราะไม่ใช่หนทางของการหลุดพ้นเท่านั้น”



คุณหมอนักเขียน บอกว่า หนังสือเล่มนี้อาจจะให้คนที่ศึกษาวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจเรื่องของพระพุทธศาสนามากขึ้น เสมือนกับหนังสือเล่มนี้จะเป็นตัวช่วยในการเชื่อมวิทยาศาสตร์ และพระพุทธศาสนาเข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง และหากว่าหนังสือเล่มนี้จะสามารถทำให้คนที่เรียนวิทยาศาสตร์มาอ่านและเข้าใจศาสนาพุทธได้สักคน คุณหมอก็ดีใจแล้ว

ถึงอย่างนั้นคุณหมอก็ยอมรับว่า หนังสือเล่มนี้อาจจะอ่านยาก และเข้าใจยากสักหน่อย ถ้าใครที่ไม่เคยเรียนวิทยาศาสตร์มา หรือไม่เคยศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงๆ จังๆ อาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่สำหรับ 2 เล่มต่อไป ซึ่งก็คือ ทวารทั้ง 6 และเกิดเพราะกรรมนั้น จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตได้

“2 เรื่องต่อไปคือ เรื่องเกิดเพราะกรรม ก็จะนำเอาทฤษฎีไร้ระเบียบมาอธิบายเรื่องของกรรม ส่วนเรื่องทวารทั้ง 6 นั้น จะเป็นเรื่อง ของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเอาศาสนาพุทธ วิทยาศาสตร์ และแพทยศาสตร์มาไว้รวมกัน จะมีการวิเคราะห์สมองผู้หญิงกับสมองผู้ชายว่าต่างกันอย่างไร เพราะสมองเป็นตัวแปรภาพจากทวาร ทั้ง 6 เล่มนี้จะสนุก อ่านง่าย และสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย” คุณหมอกล่าว ทิ้งท้าย


เครดิต โพสต์ทูเดย์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #256 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้ากับวิทยาศาสตร์
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเรื่องของ ปรมาณูหรืออะตอมไว้ ว่ามีขนาดเล็กแค่ไหน ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ก็จัดได้ว่าเล็กมากที่สุด ซึ่งพระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า
1 ธัญญามาตร (ขนาดเล็กของเมล็ดข้าว)ประกอบด้วย 7 อูกา (ศรีษะของตัวเล็น)
1 อูกา ประกอบด้วย 7 สิกขา (รอยขีดเล็กๆ)
1 สิกขาประกอบด้วย 37 รถเรณู (ละอองเกษรดอกไม้)
1 รถเรณู ประกอบด้วย 36 ตัชชารี (ละอองรังสีในแสงแดด)
1 ตัชชารี ประกอบด้วย 36 อนู (อนุภาคขนาดเล็ก)
1 อณู ประกอบด้วย 36 ปรมาณู
1 ปรมาณู แบ่งแยกไม่ได้อีก เพราะหากแยกต่อไปจะหมดสภาพของสารนั้น
จะเห็นได้ว่าเม็ดข้าวหนึ่งเม็ด จะมีขนาดประมาณ(วัดจากแนวนอน) กว้างประมาณ0.7ซม สูงประมาณ0.2ซม
และหนาประมาณ0.2ซม จะประกอบไปด้วยอะตอมประมาณ 84,000,000 อะตอม
ดัง นั้น 1 ปรมาณูหรืออะตอมจะขนาดประมาณ 0.36 นาโนเมตร (nm = 10(-9) m) จัดได้ว่าเป็นสสารที่เล็กที่สุดแล้ว ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้น แสดงการคำนวณหารัศมีของอะตอมของธาตุไฮโดรเจน ซึ่งเป็นขนาดของอะตอมที่เล็กที่สุด ตามทฤษฎีของ Bohr ได้รัศมีของไฮโดรเจน rH = 0.053 นาโนเมตร(ค่านี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Bohr's radius) ค่า 0.036x10(-9) และ 0.053x10(-9) แม้จะแตกต่างกัน แต่ถือว่าอยู่ใน order เดียวกัน คือในลำดับความละเอียด ขนาด 10(-9) เมตรเหมือนกัน จำนวนอะตอมของธาตุอะลูมิเนียมในโลหะอลูมิเนียม 1 กรัม มีมากถึง 2 x1022 อะตอม คำนวนออกมาได้2หมื่นล้านล้านล้านอะตอม เลข0ต่อท้าย23ตัว อะตอมประกอบไปด้วย นิวเคลียส มีอนุภาคประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ที่อยู่รวมกัน และมีอิเล็กตรอน วิ่งวนอยู่รอบๆ และเล็กกว่าโปตรอน1,000เท่า ประกอบด้วย ควาร์ก และก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เล็กกว่าอะตอมแล้ว ซึ่งการค้นพบของพระพุทธเจ้าเป็นการค้นพบในรูปแบบนามธรรมยากต่อการเข้าใจ แต่ อัลเบิร์ตไอสไตน์ ค้นพบในแบบรูปธรรมให้เห็นให้เข้าใจว่าอะตอมเป็นแบบนี้ และถ้ามองลึกลงไปจะเห็นว่าอะตอมแต่ละตัวนั้นมีการเรียงตัวกันเองโดยที่ไม่ ได้มีการยึดติดใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นเพียงการรวมตัวของธาตุอะตอมนั้นๆ
ทำ ให้นึกถึงคำพูดของพระพุทธเจ้าว่า อย่ายึดติดใน รูป รส กลิ่น เสียง ขนาดอะตอมซึ่งเป็นสสารวัตถุแท้จริงแล้วยังไม่ได้ยึดติดแล้วทำไมมนุษย์ต้องไป ยึดติดกับ รูป รส กลิ่น เสียง ด้วย
พระพุทธเจ้ารู้ว่าโลกนี้กลมมา 2500 กว่าปีแล้ว ท่านตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร ว่า "โลกนี้กลมเหมือนผลมะขามป้อม"
ก็ คือโลกมีลักษณะกลมๆแต่ไม่ถึงกับกลมเหมือนลูกปิงปอง เพราะโลกเรามีทั้งภูเขาที่มีความสูงต่ำไม่เท่ากันจึงทำให้รู้ว่าโลกลักษณะ ที่ไม่เรียบคับ ในสมัยโบราณมนุษย์ยังคิดว่าออกมหาสมุทรไปเรื่อยๆจะตกขอบมหาสมุทร หรือยังคิดว่าโลกแบนเป็นกล้วยทับอยู่คับ แต่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะรู้ว่าโลกกลม เมื่อตอนที่ส่งจานดาวเทียมขึ้นไปเองคับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #257 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าอธิบายถึงการมีอยู่ของโลก ไว้ว่าแบบไหน

" โลกตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
"บนแผ่นน้ำ" (พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
" แผ่นน้ำตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
" บนลม"(พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
" และลมตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
" บนอวกาศ"(พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
" และอวกาศเล่าตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
" มากเกินไปเสียแล้ว พราหมณ์เอ๋ย อวกาศมิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดค้ำอวกาศไว้เลย"(พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
ถ้า มนุษย์ขึ้นไปอยู่บนอวกาศจะเห็นได้ว้าแผ่นดินมี1ใน4 ส่วนของน้ำ จะเห็นว่าเหมือนแผ่นดินตั้งอยู่บนน้ำ และถ้าอยู่สูงขึ้นไปอีกจะเห็นว่าชั้นบรรยากาศห้อหุ้มโลก ที่เหมือนห่อหุ้มน้ำไว้ อากาศนั้นหนาประมาณ22กิโลเมตร ก็เปรียบเหมือน น้ำตั้งอยู่บนลม และถ้าออกจากชั้นบรรยากาศ ก็จะเป็นอวกาศ ก็เปรียบเสมือนอากาศตั้งอยู่บนอวกาศ และอวกาศไม่ได้ตั้งอยู่บนที่ใดแล้ว และยังไม่มีที่สิ้นสุดด้วย

พระพุทธเจ้าจำแนกขั้นตอนการเกิดของมนุษย์ เมื่อเปรียบเทียบกับการเจริญของเชลล์ไข่ที่ผสมอสุจิมนุษย์แล้วมีดังนี้
เมื่อ เชลล์ไข่ผสมกับอสุจิ ภายใน 10-12 ชั่วโมง นิวเคลียสของทั้งสองก็จะรวมตัวอย่างสมบูรณ์ เรียกว่า การปฏิสนธิ (หมายถึง กลละ ในพระสูตร)
หลังจากนั้นจะมีการแบ่งเชลล์ 30-37 ชั่วโมง เรียกกว่า ไชโกด แล้วก็จะกลายเป็นกลุ่มเชลล์ เรียกว่า เอ็มบริโอ (หมายถึง อัพพุทะ ในพระสูตร)
หลังจากนั้นเจ็ดวัน เอ็มบริโอ ก็จะเคลื่อนที่ฝังในผนังมดลูก (หมายถึง เปสิ ในพระสูตร)
หลังจากนั้น 3 สัปดาห์ เริ่มมี หัวใจ สมอง และไข่สันหลัง (หมายถึง ฆานะ ในพระสูตร)
หลังจากนั้น 4 สัปดาห์ เริ่มมีปุ่มแขนขา จนถึงสัปดาห์ที่ 7 (เป็นช่วง ปรากฏ 5 ปุ่ม ในพระสูตร จนปรากฏ ศีรษะ แขนขา ชัดเจน)
หลังจากนั้นก็จะพัฒนา อวัยวะ ต่างๆ จนครบสมบูรณ์ ด้วยอาศัยอาหารจากมารดา (ซึ่งตรงตามพระสูตรทุกอย่าง)

เห็น ได้ว่าพระพุทธเจ้ารู้การเกิดของมนุษย์ ตั้งแต่เมื่อ2,500ปีมาแล้ว ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะเครื่องอุล ตร้าซาวนด์ (The ultrasound scan) และยังเป็นการเจริญเติบโตจากภายใน ยากที่มนุษย์ยุคนั้นจะรู้แต่พระพุทธเจ้าก็ได้ตอบไว้หมดแล้ว นักวิทยาศาสตร์เพิ่งได้เห็นการเจริญเติบโตมนุษย์ในครรภ์ได้ไม่ถึงร้อยปีคับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #258 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

และที่ทำให้ ไอสไตน์ และเหล่าวิทยาศาสตร์ทึ่งก็คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้า กล่าวเอาไว้ว่า
เวลาในโลกมนุษย์ สวรรค์ นรกไม่เท่ากัน ซึ่งวิทยาศาสตร์เพิ่งจะพิสูจย์ได้โดย ทฤษฏีสัมพันภาพของไอน์สไตน์
ว่า เวลาในแต่ละที่ไม่เท่ากัน แม้กระทั่งใน ยานอวกาศ และ ดาวแต่ละดวง โดยเฉพาะใน blackhole ที่มืดมิดที่สุด แสงโดนดูดจนหมดสิ้น จะมีเวลานานที่สุด

นักวิทยศาสตร์ชาวพุทธคนนึงได้ เอาแผนที่ของ blackhole ทุกๆที่ มาทาบกับ เรื่องราวของภพสาม
ก็คือ เขาพระสุเมรุ นรก สวรรค์ และ โลกมนุษย์ ผลจากการทาบแผนที่ของ black hole
พบว่า ตำแหน่งของ blackhole ตรงกับตำแหน่งของ ขุมนรกต่างๆ พอดี และตรงกับคำของพระพุทธเจ้าว่า เวลาในนรกยาวนานที่สุด
เพราะแสงเดินทางได้ช้าที่สุด ตามทฤษฏีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์
ดังนั้นใครไม่อยากลงนรก ผิดศีล เป็นประจำ ถ้านิดหน่อยไม่เป็นไร
หาก ผิดไปแล้ว ให้ลืมทุกสิ่งที่ผิดมาแล้ว เริ่มใหม่ แต่ถ้าจะกันเหนียวให้สร้างพระพุทธรูป เป็นการปิดอบาย หรือ บวช ปิดอบาย ไม่ตกนรก แต่ยังมีวิบากกรรมอยู่ เอาไว้ใช้กรรมตอนเกิดใหม่

แต่หาก ผิดข้ออนันตยกรรม5ข้อ อันได้แก่
1. ทำร้ายพระพุทธเจ้าเพียงห้อเลือด แบบ พระเทวทัต
2. ฆ่าพระอรหันต์
3. ฆ่าบิดามารดา ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็น การุณฆาต ก็ผิดเช่น แม่ป่วยมากเจ็บปวดอย่างทรมาณ อยากตายให้เราช่วยหน่อย ก็ยังผิด
4. ทำสงฆ์แตกแยก แบบ พระเทวทัต
5. ... ฝากไว้เป็นการบ้าน ใครตอบได้ช่วยหน่อย ลืม


จากทั้ง 5 ข้อ ถ้าผิดไปแล้ว คงไม่มีอะไรช่วยได้ เพราะจะดิ่งสู่ โลกันต์นรก ที่แสนทรมาณและยาวนาน (super blackhole)
รอพระพุทธเจ้ามาโปรดเป็น ล้านๆๆๆ พระองค์ ก็ยังไม่ออกจากขุมนี้


และอีกเรื่องของกรมอนามัยโลก วิเคราะว่ามนุษย์ยุคนี้มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 75 ปี
ดันมาตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า ทุกๆ 100 ปี อายุนนุษย์จะลดลง 1 ปี
ดังนั้น ศาสนาพุทธผ่านมาประมาณ 2552 ปี อายุเฉลี่ย= 2500/100=25 ปี
100(อายุเฉลี่ยของคนในยุค 2500 ปีที่แล้ว) - 25 ปี =75 ปีพอดี


น่าทึ่งมากๆๆ ขนาดไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า ผมเป็นคนไม่มีศาสนา แต่ถ้าจะให้ผมนับถือศาสนา ผมจะนับถือศาสนาพุทธ
เพราะ เป็นศาสนาที่ไม่อ้างอิงถึงพระเจ้า หรือ เทวนิยม แต่เป็นศาสนาที่ให้เชื่อในสิ่งที่พิสูจย์ได้ แม้จะต้องใช้เวลาในการพิสูจย์นาน แต่ผลที่ได้เป็นจริง
และยกย่องให้เป็นศาสนาแห่ง จักวาล



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #259 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


รับมาจากวิทยุครับ..
พระพุทธเจ้า ได้เดินไปพร้อมสาวก ผ่านป่าประดู่..
พระองค์ได้เอามือกำใบประดู่มากำหนึ่ง..สาวกแห่งเรา..ท่าว่าใบไม้ในกำมือเรานี้ มากกว่าใบไม้ในป่า หรือน้อยกว่า
สาวกต่างพากันตบว่า..ใบไม้ในป่าพระเจ้าข้า...
พระพุทธเจ้า ได้กล่าวต่อไปว่า อันสิ่งที่เราบอกแก่พวกท่าน เหมือนใบไม้ที่เรากำใว้เท่านั้น..แต่สิ่งที่เรารู้ มีเท่ากับใบไม้ทั้งป่า..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #260 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


555อนัตริยกรรม กรรมหนัก ผมก็ให้คนอยากรู้ไปค้นคว้าเอาเอง..555 เป็นอุบายชักชวนให้คนหันเหเข้าหาธรรม..5555..
แต่ผมขอรับรองด้วยกุศลแห่งความดี..งานนี้ ไม่มีใครเป็นศิษย์ของใคร เราเป็นเพื่อน เหมือนญาติกันครับ..เราจะเอาความจริงใจเข้ามาสู่กัน..
ผมเคยได่ยินคนพูดถึงไอน์สไตน์ ที่ยกย่องศาสนาฯมา แต่ก็ไม่รู้ว่าได้พูดอย่างไร..กระพึ่งจะทราบจากกระทู้นี้นี่แหละ..555 ผมก็ไม่ใช่คนเก่งอะไร..จำเป็นต้องขอพึ่งพาจากเพื่อนฝูงให้เอื้ออำนวยด้วยหรอกครับ..
และผมก็รู้ได้ว่า ไอน์สไตน์ ได้แค่การศึกษา แต่ไม่ได้ทดลองปฏิบัติตาม..คงตายจากไปเสียก่อน ที่จะมีเวลาอ่ะครับ..
ผมว่า ไอน์สไตน์ ยังไม่ทราบเลยว่า พระพุทธองค์ แบ่งเรื่องราว ใว้สองวิถี คือวิถีของสาวกที่ละทิ้งทางโลก และวิถีของผู้ที่ยังไม่ละทิ้งทางโลก..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #261 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วันก่อนเห็นท่านมเหศักดิ์ เข้ามาคุยถึงท่านนักวิทยาศาสตร์ไอนสไตน์ จึงนำผลงานท่านมานำเสนอให้กับผู้อ่านครับ..ท่านนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ทึ่งว่าพระพุทธเจ้าท่านมีความสามารถรู้ก่อนล่วงหน้าถึง 2500 ปีก่อนได้อย่างไรและพระพุทธองค์ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับระบบจักรวาลได้อย่างไรและบอกว่ามีดวงอาทิตย์ในระบบจักวาลมีเป็นล้านๆดวง สมัย2500ปีไม่มียานอวกาศทำไมพระพุทธเจ้าท่านรู้ได้อย่างไรพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยเหตุแลผลและทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วยครับคุณเฮโลครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #262 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระคุณเจ้าระดับมหาเถระบางรูปก็เอากับเขาด้วย ช่วยกันปลุกกระแสพระพุทธเจ้าน้อย หล่อรูปพระพุทธเจ้าน้อยขึ้นเป็นอีกปางหนึ่งในพระพุทธศาสนา
ก็อย่างที่เห็นปั้นเป็นรูปเด็กชายตุ้ยนุ้ย เปลือยท่อนบน ยืนยกมือชี้นิ้วชี้โด่ๆ ... ยืนในท่าคล้ายตุ๊กตาเสาไฟหินอ่อนยุคโรมัน นัยว่า จะเอาไปประดิษฐานที่ลุมพินีสถานโน่น
ผมว่าทำวิตถารให้ผู้คนสับสน-ไขว้เขวไปเปล่าๆ ทุกวันนี้ ฝรั่งมังค่ามันก็เอาพระพุทธรูปไปกระทำหยาบช้าต่างๆ มากมายอยู่แล้ว ซ้ำคนไทย-คนพุทธเอง เกาะกระพี้แทนแก่นกันอยู่ก็ส่วนมาก เมื่อบอกว่า "พระพุทธเจ้าน้อย" ก็ไม่รู้เรื่อง-รู้ความอะไร
เอ้า...น้อยก็น้อยตาม พากันบ้าใบ้ใหลหลงเข้าพง-เข้ารก ดูน่าเวทนา!
มีพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว พระนามเดียวก็พอแล้วครับ กราบละ...พ่อคุณ-แม่คุณ อย่าให้เลอะเทอะไปกันใหญ่ถึงขั้นมีพระพุทธเจ้าน้อย-พระพุทธเจ้าใหญ่เลย!!
ขืนทั้งพระ ทั้งฆราวาสเป็นไปด้วยกันแบบนี้ ในไม่ช้า จะมีมนุษย์อุตริทางการค้า สร้างรูป-หล่อรูปต่างๆ นานา แล้วอ้างเป็นอีกปางหนึ่งของพระพุทธเจ้าปลุกเสกขายบ้าง มันจะอเนจอนาถพุทธศาสนากันยกใหญ่ เดี๋ยวก็มีสิทธัตถะปางหนุ่ม ปางเข้าพิธีอภิเษกสมรส
เผลอๆ อาจลามปามไปถึงขั้นปั้นรูป "พระนางยโสธราพิมพา" สมัยเป็นพระมเหสีเข้ามาด้วย พวกพุทธเปลือกซึ่งอ่อนแออยู่แล้ว ก็จะพากันเลื้อยไปเกาะกับสิ่งที่ง่ายทางการหลอกเพราะถูกจริต เมื่อถึงขั้นนั้น ด้วยศรัทธาของคนที่ต้องการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาแบบปัญญาอ่อน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #263 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ก็จะกลายเป็น "ตัวทำลายพระพุทธศาสนา" โดยไม่ตั้งใจ ที่น่าเสียใจ!
หลักการพระพุทธเจ้านั้น ใครก็ตามเมื่อละเพศฆราวาสคือ "ละทางโลก" เข้ามาทางธรรม บวชเป็นพระภิกษุแล้ว ถือว่าตายไปแล้ว-ตัดขาดแล้วกับครอบครัว กับญาติพี่น้อง กับทรัพย์สมบัติ กับความเป็นตัวตนในอดีตทั้งมวล
เกิดเป็นคนใหม่แล้ว เป็นผู้มีความเพียรในสมณธรรม ทำให้แจ้งในมรรค ผล นิพพาน อย่าว่าแต่อดีตแห่งความเป็นสิทธัตถะเลย สิ่งปัจจุบันอันเป็นเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ก็สลัดตัดทิ้งชนิดเรียกว่า "เด็ดเยื่อ-เด็ดใย" มุ่งสู่ความเป็น....
พุทธะ-พุทโธ...ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน โดยธรรม สถานเดียว!
ฉะนั้น ในพระพุทธศาสนา ไม่มีหรอกครับ และไม่มีใครสอน ให้ยก-ให้ยึดเอาสิทธัตถะราชกุมารขึ้นมาเป็น "พระพุทธเจ้าน้อย" ในเมื่อมีพระพุทธเจ้า คือสมณโคดมทั้งพระองค์ ในความหมายว่า มีของแท้อยู่แล้วทั้งองค์ แล้วจำเป็นอะไรต้องดัดจริตไปปั่นกระแสเอาสิทธัตถะขึ้นมาเทียบเป็น "พระพุทธเจ้า"?
บุญมาก บารมีมาก จนพระพุทธรูปที่มีอยู่ทุกวันนี้ไม่พอกราบไหว้บูชาให้ระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือ ถึงต้องปั้น-ต้องหล่อสิ่งที่เรียกว่า "พระพุทธเจ้าน้อย" ขึ้นมา .. ในความเป็นพุทธะ พระพุทธองค์เองยังทรงเอ่ยนามพระองค์ว่า "ตถาคต" นั่นแสดงว่า ไม่มีโคตมะ ไม่มีศากยะ ไม่มีสิทธัตถะ แล้วคุณหญิงฯ เป็นอะไร ไปแต่งตั้งสิทธัตถะราชกุมารขึ้นมาเป็น "พระพุทธเจ้าน้อย"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #264 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในภาวะแห่งสิทธัตถะนั้น คือภาวะ กิน-กาม-เกียรติ คนละเรื่อง-คนละโลก กับภาวะพุทธะ แล้วจะปั้นรูปสิทธัตถะมาเป็น "พระพุทธเจ้าน้อย" มันถูกเรื่องมั้ย?
วงการพระพุทธศาสนา ไม่ใช่วงการมวยไทยนะ คุณ..และพระสงฆ์องคเจ้าโปรดตระหนัก เห็นวงการมวยมี อภิเดชน้อย อดุลย์น้อย วิชาญน้อย พออังกระไอศาสนสถานเข้าหน่อย อุตริไปตั้ง "พระพุทธเจ้าน้อย" ถึงขั้นหล่อรูปไปตั้งให้คนไขว้เขว
พวกคนรวยไร้สาระ พวกนักการเมืองอกหัก และพวกข้าราชการ-นักการเมืองต้องคดีนี่ ยุคนี้นิยมไปชุบตัว ไปสร้างภาพลักษณ์ใหม่กันที่อินเดีย-เนปาล มีคำว่า "ไม่เห็นทุกข์-ไม่เห็นธรรม" แต่บางคนพอจมทุกข์ เมื่อเข้าวัดแทนที่จะหาธรรม
กลับเอาสถานธรรมมาหุ้มทุกข์...เฮ้อ!
พระครูนั่นก็...สึกหาลาเพศตั้งแต่เมื่อวานแล้วมั้ง ..หายจ้อยทั้งพระเจ้าคุณ-พระฐานา นัยว่าไปหลบอยู่ตามสถานปฏิบัติธรรมแถวๆ โคราช ตั้งแต่กลับจากอินเดียโน่น
คนรวย นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ-พ่อค้า คนทั่วไป ที่ไปแสวงบุญ-ไปบวชตามสังเวชนียสถานด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ก็มีมาก ที่ไปบวชถวายเป็นพระราชกุศลก็มาก เหล่านี้ ยกไว้จากที่ผมกล่าวไปแต่ต้นทั้งหมด
เพราะเขาเหล่านั้น กระทำชอบแล้ว ไม่ได้มีการทำอันใดเป็นการแผลงพุทธศาสนาให้เพี้ยนอย่างที่บางคนทำ และผมก็ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วย!



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #265 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในภาวะแห่งสิทธัตถะนั้น คือภาวะ กิน-กาม-เกียรติ คนละเรื่อง-คนละโลก กับภาวะพุทธะ แล้วจะปั้นรูปสิทธัตถะมาเป็น "พระพุทธเจ้าน้อย" มันถูกเรื่องมั้ย?
วงการพระพุทธศาสนา ไม่ใช่วงการมวยไทยนะ คุณ..และพระสงฆ์องคเจ้าโปรดตระหนัก เห็นวงการมวยมี อภิเดชน้อย อดุลย์น้อย วิชาญน้อย พออังกระไอศาสนสถานเข้าหน่อย อุตริไปตั้ง "พระพุทธเจ้าน้อย" ถึงขั้นหล่อรูปไปตั้งให้คนไขว้เขว
พวกคนรวยไร้สาระ พวกนักการเมืองอกหัก และพวกข้าราชการ-นักการเมืองต้องคดีนี่ ยุคนี้นิยมไปชุบตัว ไปสร้างภาพลักษณ์ใหม่กันที่อินเดีย-เนปาล มีคำว่า "ไม่เห็นทุกข์-ไม่เห็นธรรม" แต่บางคนพอจมทุกข์ เมื่อเข้าวัดแทนที่จะหาธรรม
กลับเอาสถานธรรมมาหุ้มทุกข์...เฮ้อ!
พระครูนั่นก็...สึกหาลาเพศตั้งแต่เมื่อวานแล้วมั้ง ..หายจ้อยทั้งพระเจ้าคุณ-พระฐานา นัยว่าไปหลบอยู่ตามสถานปฏิบัติธรรมแถวๆ โคราช ตั้งแต่กลับจากอินเดียโน่น
คนรวย นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ-พ่อค้า คนทั่วไป ที่ไปแสวงบุญ-ไปบวชตามสังเวชนียสถานด้วยศรัทธาบริสุทธิ์ก็มีมาก ที่ไปบวชถวายเป็นพระราชกุศลก็มาก เหล่านี้ ยกไว้จากที่ผมกล่าวไปแต่ต้นทั้งหมด
เพราะเขาเหล่านั้น กระทำชอบแล้ว ไม่ได้มีการทำอันใดเป็นการแผลงพุทธศาสนาให้เพี้ยนอย่างที่บางคนทำ และผมก็ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วย!



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #266 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เอาหละ...นี่คือทัศนะของผมต่อเรื่องพระพุทธเจ้าน้อย อาจผิดก็ได้ ถูกก็ได้ แต่ผิด-ถูกอย่างไร เพื่อความเข้าใจที่ไม่ไขว้เขวชาวพุทธ ท่านผู้รู้ เช่น ศาสตราจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก หรือพระคุณเจ้ารูปใดจะอธิบายสิ่งที่ถูกเป็นธรรมทาน ผมยินดีรับฟังและพร้อมแก้ไข
จะได้บันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไว้เลยว่า พระคุณเจ้าชั้นสมเด็จ ตั้งพระฐานานุกรม ระดับพระครูปลัดฯ ได้ แต่ระดับคุณหญิงฯ มีศักดิ์และสิทธิ์ตั้งสิทธัตถะราชกุมารเป็น "พระพุทธเจ้าน้อย" ได้?



เครดิต ไทยโพสต์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #267 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


ผมอ่ะครับ..พึงสังวรตนเองอยู่เสมอๆครับ..ว่า ผมยังอ่อนแอในพระธรรม และพระสูตร..
ผมก็ไม่อยากจะออกหน้า ออกตาและออกความคิดในเรื่องพระพุทธเจ้าน้อย..
หลายท่าน คงได้แกะรอยของผมออกนะครับ..และคงจะเข้าใจถึงผมที่ได้แฝงความคิดเข้ามาบ้างแล้ว..
ผมให้ความคิดในด้านบวกดีกว่า เพราะ จะได้ไม่ต้องเกรงบาปต่างๆที่จะติดตามมาภายหลัง
การสร้างสิ่งวัตุ เพื่องแสดงความศรัทธา และเครารพ..ในขณะต่างๆ..รูปแบบต่างๆ
ก็ยังดีกว่าคนที่ไม่ได้คิด ไม่ได้ทำอะไร สร้างแต่ความไม่ถูกไม่ต้อง..
อย่างน้อยๆ คนที่พยายามจะเข้าหาธรรมมะ..ก็ยังดีกว่า คนดินหนีธรรมมะครับ..
ความคิดที่ผมเคยแฝงมาในการแสดงความคิด ในกระทู้ เรื่องเด่นที่ผ่านมาไม่นานนี้..
ผมต้องการจะสื่อให้ผู้คน เข้าใจในพระพุทธศาสนาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น(ผมก็พยายาสมเช่นกัน)
ต้องการให้เข้าใจถึงพุทธธรรม ที่องค์สัมมาฯท่านได้แสดงใว้ แล้วให้สาวกใช้ปัญญาพิจารณาเจริญตาม..
แก่นของพุทธศาสนา คำสอนของค์สัมมาฯเว้นความชั่ว กระทำกรรมดี..
ไม่ใช่การสร้างถาวรวัตถุต่างๆเลย..มีแต่องค์กษัตย์ และเศรษฐีเป็นองค์อุปถัม อาหารการขบฉัน ที่พัก ที่อาศัย..เป็นสาวก อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้อุปถัม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #268 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

hello 01


พระพุทธเจ้าน้อย เขาคงจะหมายถึงพระพุทธเจ้าตอนเด็กอ่ะครับ..เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ
ทีแรกๆได้ข่าวว่า โต้โผในการนี้เข้าหาธรรม ผมดีใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไดเห็นนักการเมืองใหญ่เข้าหาธรรม..จริงๆครับ ผมบอกด้วยความจริงใจครับ..
ขนาดแอบลุ้นเงียบๆอยู่คนเดียวว่า..เราจะได้นักการเมืองที่ถึงธรรมแล้ว นักการเมืองที่เอาธรรมเข้ามาเป็นองค์ประกอบ..
ผมเข้าใจผิด คิดเข้าข้างธรรมมะ หารู้ไม่ว่า..ผมง่าวโง่กว่ามาร..
มารที่ผมพูด ไม่ใช่มันจะมีรูปมีร่างให้มองเห็น มันไม่มีให้เห็นตนเห็นตัว..มันแอบแฝงเข้าไปในดวงจิตของคน
คนไม่สามารถเอาชนะมารดำได้ ไม่สามารมารถขจัดมารออกจากใจไปได้..สร้างพระพุทธเจ้า องค์ใหญ่ องค์น้อย..ก็ยังต้องถอยร่นลงอเวจีจนได้..
อาเมน..เอ๊ย..อามิตตาพุทธ..
ปล.อเวจี คือถิ่นอันร้อนรน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #269 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 06:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พูดถึงพระพุทธเจ้าน้อย มีท่านผู้รู้มากมายมาแสดงความคิดเห็นด้วยเหตุและผลให้รายละเอียดมากมายครับพระพุทธองค์ท่านเป็นมหาอภิชาตบุตรตอนเด็กและเพื่อท่านเติบโตเป็นผู้ใหญ่เพื่อท่านจะสำเร็จพระพุทธเจ้าสืบไปเมื่อท่านตรัสรู้แล้วถึงจะเรียกว่าพระพุทธเจ้าตามที่อาจารย์และท่านผู้รู้ได้แนะนำมาอย่างระเอียดและท่านเฮดลได้พูดมาก่อนหน้านั้นมาเป็นเดือนๆแล้ว ด้วยเหตุและผลอธิบายมาให้ทราบและผมได้อ่านบทความของท่านเฮโลมาตลอดเลยนำเรื่องนี้ขึ้นมาคุยเพื่อไม่ให้ผ่านไปเฉยๆครับ จะได้มีความรู้ร่วมกันครับและได้บุญกุศลกดันทั่วหน้าครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 ... 16

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม