หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: : ธรรมะจากหลวงพ่อชา  (อ่าน 186 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 11:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

: ธรรมะจากหลวงพ่อชา



การปล่อยวาง

โดย
หลวงพ่อชา สุภัทโท



โยม ไม้อันที่อาตมาถืออยู่นี่นะ มันสั้น หรือว่า มันยาว?

โยม ไม้อันนี้ธรรมชาติแท้ ๆ ของมันมีแค่นี้ เท่านี้ ... มันไม่สั้น และก็ไม่ยาว

โยม ความต้องการที่จะให้ไม้นี้มันสั้นเข้า หรือยาวออก นั่นแหละ "ทุกข์"
ทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเรายอมตามธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ ยอมที่ไหน ทุกข์ก็ไม่เกิดที่นั่น

สมมุติว่าวันนี้ โยมหาเงินได้ ๑๐๐ บาท ธรรมชาติของมันแค่ ๑๐๐ บาท
จะอยากให้ได้มากกว่านั้น...ก็ไม่ได้
จะอยากให้ได้น้อยกว่านั้น...ก็ไม่ได้
หาได้ ๕๐ บาท ธรรมชาติของเขาก็แค่นั้น
หาไม่ได้เลย ธรรมชาติของมันก็เท่ากับหาไม่ได้เลย
ยอมตามธรรมชาติที่มันเป็นทุกอย่าง ทุกแห่ง ทุกข์ก็ไม่เกิด

ธรรมะอย่างนี้ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้
ใคร ๆ ก็ปฏิบัติได้ ปฏิบัติเมื่อไหร่ ที่ไหน...ทุกข์ก็ไม่เกิดเมื่อนั้น ที่นั่น

โยม อีกอย่างหนึ่ง สมมุติว่าถ้าเราจะปลูกต้นไม้
อันดับแรก เราต้องเตรียมดินให้ดี ขุดหลุมกว้างเมตร ลึกเมตร
คลุกดินด้วยปุ๋ยคอกอย่างดี แล้วจึงปลูกต้นไม้ลงไป
เมื่อปลูกแล้ว เราต้องคอยดูแล โดยหมั่นรดน้ำ พรวนดิน ดายหญ้า และล้อมรั้วกันอันตรายให้

หน้าที่ของเรามีเพียงแค่นี้ ทำให้ครบ ทำให้ดีที่สุด
ส่วนผลที่ต้นไม้จะให้นั้น บางชนิด ๑ ปีให้ผล
บางชนิด ๓ ปี ๕ ปี ๑๐ ปี
นั่นเป็นเรื่องของเขา เป็นเรื่องของต้นไม้เขาเอง

โยม อย่าลืมนะ หน้าที่ของเรานั้น
ทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้น ส่วนผลที่จะได้รับเป็นเรื่องของเขา
ถ้าเราดำเนินชีวิต โดยมีการปล่อยวางเช่นนี้แล้ว ทุกข์ก็ไม่รุมล้อมเรา

ธรรมะอย่างนี้...ใคร ๆ ก็ปฏิบัติได้
ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ ปฏิบัติเมื่อไรก็ได้



ขอให้โลกนี้จงมีเเต่...ความดีงาม
ขอให้สิ่งชั่วร้ายเลวทรามทั้งหลาย...จงหมดไป
ด้วยอานุภาพของ
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 11:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้มีสติ

โดย
หลวงพ่อชา สุภัทโท



ผู้ใดมี "สติ" ... อยู่ทุกเวลา
ผู้นั้นก็จะได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้า...อยู่ตลอดเวลา

เพราะว่า เมื่อตามองเห็นรูป...ก็เป็นธรรมะ
หูได้ยินเสียง...ก็เป็นธรรมะ
จมูกได้กลิ่น...ก็เป็นธรรมะ
ลิ้นได้รส...ก็เป็นธรรมะ
ธรรมารมณ์ที่เกิดขึ้นกับใจ นึกขึ้นได้เมื่อใด...เป็นธรรมะเมื่อนั้น

ฉะนั้น "ผู้มีสติ"
จึงได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา...ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน
มันมีอยู่ทุกเวลาเพราะอะไร ? เพราะเรามีความรู้อยู่


ในเวลานี้ เราจึงเรียนอยู่กลางธรรมะ
จะเดินไปข้างหน้า...ก็ถูกธรรมะ
จะถอยไปข้างหลัง...ก็ถูกธรรมะ

ท่านจึงให้มี "สติ"
ถ้ามีสติแล้ว มันจะเห็นกำลังใจของตน เห็นจิตของตน
ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเป็นอย่างไร ก็ต้องรู้
รู้ถึงที่แล้ว ก็รู้แจ้งแทงตลอด

...เมื่อมันรอบรู้อยู่เช่นนี้
การประพฤติปฏิบัติ มันก็ถูกต้องดีงามเท่านั้นแหละ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 11:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เธอจงระวัง

โดย
หลวงพ่อชา สุภัทโท



เธอจงระวัง ความคิด ของเธอ
เพราะความคิดของเธอ
จะกลายเป็นความประพฤติของเธอ

เธอจงระวัง ความประพฤติ ของเธอ
เพราะความประพฤติของเธอ
จะกลายเป็นความเคยชินของเธอ

เธอจงระวังความ เคยชิน ของเธอ
เพราะความเคยชินของเธอ
จะกลายเป็นอุปนิสัยของเธอ

เธอจงระวัง อุปนิสัย ของเธอ
เพราะอุปนิสัยของเธอ
จะกำหนดชะตากรรมของเธอชั่วชีวิต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 19:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ทุกคนมาร่วมกันทำความดีกันเถิดครับ....ถึงพร้อมด้วยศีลสมาธิและปัญญาเถิดครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 19:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เรื่องหยุดทำร้ายตัวเอง
มนุษย์เรา มีอารมณ์และความรู้สึกอันหลากหลาย
แต่ละอารมณ์ จะสนองตอบตามความเคยชินของสิ่งที่กระทบ
โกรธ เมื่อมีคนมาด่าว่า หรือนินทา
ชื่นชอบ พอใจ เมื่อคำเยินยอหรือสรรเสริญ เอ่ยถึงชื่อตน
แต่สิ่งเหล่านี้ก็มิได้อยู่กับเรา คงทนหรือถาวร
มีเกิดขึ้น…แล้วหายไป…เกิดขึ้น….แล้วดับไป
เป็นเช่นนี้ ครั้งแล้วครั้งเล่า
ทุกสิ่งอย่างเป็นไปตามกฏแห่งธรรมชาติ (ธรรมะ)
มิได้เป็นไปตามความต้องการของใจ
เราโกรธเขา เกลียดเขา ว่าร้ายเขา
ด้วยคิดว่าได้ความสะใจ สาสมใจ ที่ได้โกรธ ได้เกลียด
และคิดว่าตนเองอยู่เหนือเขา ชนะเขา
แต่หารู้ไม่ว่า ความรู้สึกและอารมณ์นั้นๆ….
กำลังข่มขี่ และทำร้ายตัวเราเอง….
ให้เราเป็น…ผู้แพ้
เมื่อใดก็ตาม ที่เราโกรธ เกลียด เพ่งโทษ มุ่งร้าย….ใครสักคน
ตอนนั้นเอง เราหาได้ทำร้ายคนที่เราโกรธหรือเกลียดไม่
แต่เรากำลังทำร้าย และข่มเหงตัวเราเองโดยไม่รู้ตัว
และความรู้สึก และอารมณ์นั้นๆ ก็มิได้เป็นความสุขสงบเย็น
และทำให้ผู้ถือมั่นในอารมณ์ และความรู้สึกเช่นนี้ก็จะสะสมพอกพูน….
ความน่ารังเกลียดให้กับตนเอง
การอภัย และอโหสิกรรมให้กับเขาผู้ล่วงละเมิดเรา
แม้คนๆ นั้นจะเคยเป็นศรัตรู หรือเคยทำร้ายเราก็ตามที
เพื่อจะได้ปลดปล่อยตัวเราเองจาก “ตนนั่นแหล่ะที่ทำร้ายตนเอง”
นี่คือ ผลบุญที่เห็นทันตาของการให้อภัยไม่ถือสา
แต่เป็น “อุเบกขา” ด้วยความเข้าใจทั้งทางโลกและทางธรรม ธรรมะ
ศัตรูก็คือใจของเรานั้นเอง อยากชนะสื่งใดจงชนะใจตนเองให้ได้ก่อน เป็นนายของใจให้ได้ก่อน ชีวิตจะพบความสำเร็จได้ไม่ยากเลย

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 19:22 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มารยาทของผู้เป็นใหญ่
ผู้ใหญ่ไม่ใช่อยู่ที่เกิดก่อน ผู้ดีไม่ใช่อยู่ที่เรียนสูง
มารยาทจรรยาของการเป็นผู้ใหญ่ ก็คือต้องสุขุมรอบคอบ และไม่ยึดติดเสียงเป็นหลัก
คือ ต้องไม่หวั่นไหวกับคำนินทาและสรรเสริญ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 19:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โลกิยะ หรือ โลกุตระ
คนที่เดินทางโลกุตระ ย่อมไปดีทางโลกิยะไม่ได้
คนที่เดินทางโลกิยะ ย่อมสำเร็จทางโลกุตระได้ยาก เพราะอะไร ?
ถ้าคนหนึ่งสำเร็จได้ทั้งโลกิยะ และโลกุตระง่ายแล้ว
ทำไม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธโคดม
ต้องสละราชบัลลังก์แห่งจักรพรรดิไปเป็นธรรมราชาเล่า ?
ถ้าเป็นไปได้ พระองค์เป็นมหาจักรพรรดิพร้อมทั้งธรรมราชา ไม่ดีหรือ ?
แต่มันเป็นไปไม่ได้ เพราะโลกของโลกิยะและโลกุตระเดินคู่ขนานกัน
เราต้องตัดสินใจ ต้องมีความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญในการที่จะเลือกทางใดทางหนึ่ง
__________________________________________________



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 19:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เพราะยึดจึงเดือดร้อน
>ทุกวันนี้ เกิดความทุกข์ ความเดือดร้อน ก็เพราะมนุษย์ไปยึดโน้น ยึดนี่
>ยึดพวกยึดพ้อง ยึดหมู่ ยึดคณะ ยึดประเทศเป็นสรณะ โดยไม่คำนึงถึงธรรมสากล
>จักรวาลโลกมนุษยนี้ ทุกคนมีกรรมจึงเกิดมาเป็นสัตว์โลก
>สัตว์โลกทุกคนต้องใช้กรรมตามวาระ ตามกรรม
>ถ้าทุกคนยึดถือเป็นอารมณ์ ก็จะเกิดการเข่นฆ่ากัน เกิดการฆ่าฟันกัน
>เพราะอารมณ์แห่งการยึดถืออายตนะ ฉะนั้น ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า
>สิ่งใดทำแล้ว สัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือ หลักความจริงของธรรมะ
_____________________________________________________



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 19:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บรรเทาทุกข์
>การที่เราจะไม่ต้องทุกข์มากนั้น
เราจะต้องรู้ว่า เรานี้จะต้องไม่เอาชีวิตไปฝากสังคม เราต้องเป็นตัวของเราเอง
>และเราจะต้องวินิจฉัยในเหตุการณ์ที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับตัวเราว่า สิ่งใดเราควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ
________________________________________________________

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 19:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
การดูคนขอให้ดูเห็นด้วยปัญญา อย่าไปเห็นกิเลสเขา เขาเป็นคนดีคนไม่ดีรู้ได้อย่างไร ต้องสืบเสาะเจาะให้ลึก อย่าเจาะแต่ภายนอก ดูผิวเผินไม่รู้เรื่อง ต้องดูถึงจิตใจ จิตใจนี้สำคัญมาก
________________________________________________________
>ในชีวิตของคนหนึ่งคนนั้น ย่อมมีทั้งคนรักและคนเกลียด
ถึงแม้เขาจะเป็นคนเลวสักเท่าใด ก็ยังมีคนที่รักเขาอยู่
.
.
>ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนดีแค่ไหน แต่ก็ยังมีคนที่เกลียดเขาอยู่
.
>ในโลกนี้คนเรานั้นแตกต่างกัน
.
>การที่เราจะปรับให้เข้ากับทุกสิ่งได้นั้นเป็นการยาก
แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่ง ที่สามารถปรับให้เข้ากับทุกสิ่งได้
.
.
>นั่นคือ
.
.
.
>>>>>>>>>> “ธรรมะ” ____________________________



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 19:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม
การดูคนขอให้ดูเห็นด้วยปัญญา อย่าไปเห็นกิเลสเขา เขาเป็นคนดีคนไม่ดีรู้ได้อย่างไร ต้องสืบเสาะเจาะให้ลึก อย่าเจาะแต่ภายนอก ดูผิวเผินไม่รู้เรื่อง ต้องดูถึงจิตใจ จิตใจนี้สำคัญมาก
________________________________________________________
>ในชีวิตของคนหนึ่งคนนั้น ย่อมมีทั้งคนรักและคนเกลียด
ถึงแม้เขาจะเป็นคนเลวสักเท่าใด ก็ยังมีคนที่รักเขาอยู่
.
.
>ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นคนดีแค่ไหน แต่ก็ยังมีคนที่เกลียดเขาอยู่
.
>ในโลกนี้คนเรานั้นแตกต่างกัน
.
>การที่เราจะปรับให้เข้ากับทุกสิ่งได้นั้นเป็นการยาก
แต่ก็ยังมีสิ่งหนึ่ง ที่สามารถปรับให้เข้ากับทุกสิ่งได้
.
.
>นั่นคือ
.
.
.
>>>>>>>>>> “ธรรมะ” ____________________________

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 19:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม
“ใครสร้างกรรมดี ชีวิตก็ดีงาม ใครสร้างกรรมชั่ว ชีวิตก็มัวหมอง คนไปทำบุญต้องละบาปได้ คนจะไปสร้างความดีต้องละชั่วได้ ไม่ใช่เอาเงินมาทำบุญแล้วไปสวรรค์ได้ไปนิพพานได้ เรื่องบุญกุศลซื้อไม่ได้”
____

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 3 มิ.ย. 13, 19:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

รูป อะไร…ก็ไม่จับใจเท่ารูปผู้หญิง
เสียง อะไร…จะมาจับใจเท่าเสียงผู้หญิงเป็นไม่มี
กลิ่น อะไร…จะเหมือนกลิ่นผู้หญิง ติดกลิ่นอื่นก็ไม่เท่าติดกลิ่นผู้หญิง
รส อะไร สารพัดรสก็ไม่เทียบเท่ารสผู้หญิง
หลงติดเข้าไปแล้วถอนได้ยาก
พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
________________________________________________________
ทางออกชีวิตใหม่
ทางออกไม่ได้มีเฉพาะฝั่งตรงข้ามกับทางเข้า
ทางข้างในอาจจะเป็นทางตันก็เป็นได้ ใครจะรู้…
ถ้าเดินไปแล้วหาไม่เจอ ก็อย่ากลัวที่จะเดินย้อนกลับ
เพราะถึงจะเป็นทางเก่าที่เคยผ่าน
แต่ก็ยังมีทางออกให้ออกไปพบแสงสว่างอีกครั้ง..
________________________________________________________
เขาำไม่ได้เกิดมาเพื่อเรา
ความเหงา . . . อาจทำให้รู้สึกอ้างว้าง
. . . แต่ไม่เคยทำให้ใครเจ็บปวด จงรักในขอบเขตที่จะรักได้ . . .
เพราะคนบางคนเกิดมาเพื่อ . . . จะให้เรารัก
แต่ไม่ได้เกิดมาเพื่อ . . . เป็นของเรา
___________

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:34 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พุทธวจน คือ...
คำที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงตรัสสอนไว้

ข้อสังเกต ๙ ประการเกี่ยวกับพุทธวจน
๑. พระพุทธเจ้าสามารถกำหนดสมาธิเมื่อจะพูดทุกถ้อยคำจึงไม่ผิดพลาด
(ดูพระสูตร ๑)

๒. แต่ละคำที่พระพุทธเจ้าพูดเป็นอกาลิโก คือถูกต้อง ตรงจริงไม่จำกัดกาลเวลา
(ดูพระสูตร ๒)

๓. คำที่พระพุทธเจ้าพูดมาทั้งหมดนับแต่วันตรัสรู้จนกระทั่งปรินิพพานนั้นสอดรับไม่ขัดแย้งกัน
(ดูพระสูตร ๓)

๔. พระพุทธเจ้าทรงบอกเหตุความอันตรธานของคำสอนเปรียบด้วยกลองศึก
(ดูพระสูตร ๔ )

๕. พระพุทธเจ้าทรงกำชับให้ศึกษาปฏิบัติเฉพาะจากคำสอนของพระองค์เท่านั้นอย่าฟังผู้อื่น
(ดูพระสูตร ๕)

๖. พระพุทธเจ้าทรงห้ามบัญญัติ เพิ่ม หรือ ตัดทอน สิ่งที่ทรงบัญญัติไว้แล้ว
(ดูพระสูตร ๖)
พระสูตรเพิ่มเติม : ทรงอนุญาต “สงฆ์จงเลิกถอนสิกขาบทเล็กน้อยได้ถ้าต้องการ”
หลังจากพระองค์ปรินิพพานแล้ว ประเด็นคือ
ก. เฉพาะด้านวินัย คือสิกขาเล็กน้อย เพิกถอนได้แต่ไม่ได้บอกให้เพิ่มเติมได้
ข. ด้านธรรมะ และสิกขาบทหลักมิได้อนุญาตให้เพิ่มหรือ ตัดทอน

๗. สำนึกเสมอว่า ตนเป็นเพียงผู้เดินตามพระองค์เท่านั้น
ถึงแม้จะเป็นพระอรหันต์ผู้เลิศทางปัญญาก็ตาม
(ดูพระสูตร ๗)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

๘. พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ให้ทรงจำบทพยัญชนะและคำอธิบายอย่างถูกต้อง
พร้อมขยันถ่ายทอดบอกสอนกันต่อๆ ไป
(ดูพระสูตร ๘)

๙. พระพุทธเจ้าทรงบอกวิธีแก้ไขความผิดเพี้ยนในคำสอน
อันเกิดจากจำผิด อธิบายผิด ความลางเลือน ความบิดเบือนไปจากเดิม ว่าต้องทำอย่างไร
(ดูพระสูตร ๙)


สรุป
พระองค์ตรัสแก่พระอานนท์ ให้ใช้ธรรมที่ตรัสไว้ เป็นศาสดาแทนต่อไป
(ดูพระสูตร ๑๐)


(พระสูตร ๑) ความสามารถ
อัคคิเวสนะ ! เรานั้นหรือ, จำเดิมแต่เริ่มแสดงกระทั่ง
คำสุดท้ายแห่งการกล่าวเรื่องนั้นๆ ย่อมตั้งไว้ซึ่งจิตในสมาธิ
นิมิตอันเป็นภายในโดยแท้ ให้จิตดำรงอยู่ ให้จิตตั้งมั่นอยู่
กระทำให้มีความเป็นจิตเอก ดังเช่นที่คนทั้งหลายเคยได้ยิน
ว่าเรากระทำอยู่เป็นประจำ ดังนี้.
(พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ หน้า ๒๔๗,
พระไตรปิฎก สยามรัฐ ๑๒/๔๖๐/๔๓๐)

(พระสูตร ๒) ความสามารถ
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่กล่าวนั้นถูกละ พวกเธออัน
เรานำเข้าไปแล้วด้วยธรรมนี้ อันเห็นได้ด้วยตนเอง ซึ่งให้ผล
ได้ไม่จำกัดกาล ควรเรียกให้มาชม ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชน
พึงรู้ได้เฉพาะตน คำที่เรากล่าวว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม
นี้ อันเห็นได้ด้วยตนเอง ให้ผลได้ไม่จำกัดกาล ควรเรียกให้มา
ชม ควรน้อมเข้ามา อันวิญญูชนพึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ เรา
อาศัยความข้อนี้กล่าวแล้ว.
(พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับสังคายนา ในพระบรมราชูปถัมภ์
พ.ศ.๒๕๓๐, เล่ม ๑๒ ข้อ ๔๐๗ หน้า ๔๕๖)

(พระสูตร ๓) ความสามารถ
ภิกษุทั้งหลาย ! นับตั้งแต่ราตรี ที่ตถาคตได้ตรัสรู้
อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จนกระทั่งถึงราตรี ที่ตถาคต
ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ, ตลอดเวลาระหว่าง
นั้น ตถาคตได้กล่าวสอน พร่ำสอน แสดงออกซึ่งถ้อยคำใด
ถ้อยคำเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมเข้ากันได้โดยประการเดียว
ทั้งสิ้น ไม่แย้งกันเป็นประการอื่นเลย.
(พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ หน้า ๒๘๕,
พระไตรปิฎก สยามรัฐ ๒๕/๓๒๑/๒๙๓)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

(พระสูตร ๔) ห่วงใย
ภิกษุทั้งหลาย ! เรื่องนี้เคยมีมาแล้ว กลองศึกของ
กษัตริย์พวกทสารหะ เรียกว่า อานกะ มีอยู่. เมื่อกลอง
อานกะนี้ มีแผลแตก หรือลิ, พวกกษัตริย์ทสารหะได้หา
เนื้อไม้อื่นทำเป็นลิ่ม เสริมลงในรอยแตกของกลองนั้น
(ทุกคราวไป). ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเชื่อมปะเข้าหลายครั้งหลาย
คราวเช่นนั้นนานเข้าก็ถึงสมัยหนึ่ง ซึ่งเนื้อไม้เดิมของตัวกลอง
หมดสิ้นไป เหลืออยู่แต่เนื้อไม้ที่ทำเสริมเข้าใหม่เท่านั้น;
ภิกษุทั้งหลาย ! ฉันใดก็ฉันนั้น ในกาลยืดยาวฝ่าย
อนาคต จักมีภิกษุทั้งหลาย, สุตตันตะ (ตัวสูตรส่วนที่ลึกซึ้ง)
เหล่าใด ที่เป็นคำของตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง
เป็นชั้นโลกุตตระ ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำ
สุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่; เธอจักไม่ฟังด้วยดี จักไม่เงี่ย
หูฟัง จักไม่ตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และจักไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่
ตนควรศึกษาเล่าเรียน. ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่นักกวีแต่ง
ขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละ
สลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าว
ของสาวก, เมื่อมีผู้นำสูตรที่นักกวีแต่งขึ้นใหม่เหล่านั้นมากล่า
วอยู่; เธอจักฟังด้วยดี จักเงี่ยหูฟัง จักตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง
และจักสำคัญไปว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.

ภิกษุทั้งหลาย ! ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่เป็นคำของ
ตถาคต เป็นข้อความลึก มีความหมายซึ้ง เป็นชั้นโลกุตตระ
ว่าเฉพาะด้วยเรื่องสุญญตา, เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้น
มากล่าวอยู่; เธอย่อมฟังด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิต
เพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่า เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่า
เรียน จึงพากันเล่าเรียนไต่ถาม ทวนถามแก่กันและกันอยู่ว่า “ข้อนี้
เป็นอย่างไร? มีความหมายกี่นัย?” ดังนี้. ด้วยการทำดังนี้
เธอย่อมเปิดธรรมที่ถูกปิดไว้ได้, ธรรมที่ยังไม่ปรากฏ เธอก็ทำให้
ปรากฏได้, ความสงสัยในธรรมหลายประการที่น่าสงสัย
เธอก็บรรเทาลงได้.
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุบริษัทเหล่านี้ เราเรียกว่า บริษัทที่
มีการลุล่วงไปได้ด้วยการสอบถามแก่กันและกันเอาเอง, หาใช่
ด้วยการชี้แจงโดยกระจ่างของบุคคลภายนอกเหล่าอื่นไม่; จัดเป็น
บริษัทที่เลิศแล.
(ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หน้า ๓๕ ๒,
พระไตรปิฎกบาลี สยามรัฐ๒๐/๙๒/๒๙๒)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

(พระสูตร ๕ เพิ่มเติม) แนะนำทางแห่งนิโรธ
ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทสองจำพวกเหล่านี้ มีอยู่. สอง
จำพวกเหล่าไหนเล่า? สองจำพวก คือ อุกกาจิตวินีตาปริสา
(บริษัทอาศัยความเชื่อจากบุคคลภายนอกเป็นเครื่องนำไป)
โนปฏิปุจฉาวินีตา (ไม่อาศัยการสอบสวนทบทวนกันเอง
เป็นเครื่องนำไป) นี้อย่างหนึ่ง, และ ปฏิปุจฉาวินีตาปริสา
(บริษัทอาศัยการสอบสวนทบทวนกันเองเป็นเครื่องนำไป)
โนอุกกาจิตวินีตา (ไม่อาศัยความเชื่อจากบุคคลภายนอก
เป็นเครื่องนำไป) นี้อีกอย่างหนึ่ง.
ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทชื่อ อุกกาจิตวินีตาปริสาโนปฏิ-
ปุจฉาวินีตา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้คือ
ภิกษุทั้งหลายในบริษัทใด, เมื่อสุตตันตะทั้งหลาย ตถาคต-
ภาสิตา- อันเป็นตถาคตภาษิต คมฺภีรา- อันลึกซึ้ง คมฺภีรตฺถา-
มีอรรถอันลึกซึ้ง โลกุตฺตรา- เป็นโลกุตตระ สุญฺญฺต-
ปฏิสํยุตฺตา- ประกอบด้วยเรื่องสุญญตา อันบุคคลนำมา
กล่าวอยู่, ก็ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้
ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน.
ส่วนสุตตันตะเหล่าใด ที่กวีแต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อย
กรองประเภทกาพย์กลอน มีอักษรสละสลวย มีพยัญชนะ
อันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำกล่าวของสาวก, เมื่อมี
ผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ พวกเธอย่อมฟังด้วยดี
ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และย่อมสำคัญว่า
เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. พวกเธอเล่าเรียนธรรมอัน
กวีแต่งใหม่นั้นแล้ว ก็ไม่สอบถามซึ่งกันและกัน ไม่ทำให้เปิด
เผยแจ่มแจ้งออกมาว่า ข้อนี้พยัญชนะเป็นอย่างไร อรรถะ
เป็นอย่างไร ดังนี้. เธอเหล่านั้น เปิดเผยสิ่งที่ยังไม่เปิดเผยไม่
ได้ ไม่หงายของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้นได้ ไม่บรรเทาความ
สงสัยในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มีอย่าง
ต่างๆ ได้. ภิกษุทั้งหลาย ! นี้เราเรียกว่า อุกกาจิตวินีตาปริสา-
โนปฏิปุจฉาวินีตา.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:38 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ภิกษุทั้งหลาย ! บริษัทชื่อ ปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโน-
อุกกาจิตวินีตา เป็นอย่างไรเล่า ? ภิกษุทั้งหลาย ! ในกรณีนี้
คือ ภิกษุทั้งหลายในบริษัทใด, เมื่อสุตตันตะทั้งหลาย ที่กวี
แต่งขึ้นใหม่ เป็นคำร้อยกรองเป็นเภทกาพย์กลอน มีอักษร
สละสลวย มีพยัญชนะอันวิจิตร เป็นเรื่องนอกแนว เป็นคำ
ของสาวก อันบุคคลนำมากล่าวอยู่, ก็ไม่ฟังด้วยดี ไม่เงี่ยหูฟัง
ไม่เข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และไม่สำคัญว่าเป็นสิ่งที่ตนควร
ศึกษาเล่าเรียน.
ส่วนสุตตันตะเหล่าใด อันเป็นตถาคตภาษิต อันลึกซึ้ง
มีอรรถอันลึกซึ้ง เป็นโลกุตตระ ประกอบด้วยเรื่องสุญญตา,
เมื่อมีผู้นำสุตตันตะเหล่านั้นมากล่าวอยู่ พวกเธอย่อมฟัง
ด้วยดี ย่อมเงี่ยหูฟัง ย่อมเข้าไปตั้งจิตเพื่อจะรู้ทั่วถึง และ
ย่อมสำคัญว่า เป็นสิ่งที่ตนควรศึกษาเล่าเรียน. พวกเธอเล่า
เรียนธรรมที่เป็นตถาคตภาษิตนั้นแล้ว ก็สอบถามซึ่งกันและ
กัน ทำให้เปิดเผยแจ่งแจ้งออกมาว่า ข้อนี้พยัญชนะเป็น
อย่างไร อรรถะเป็นอย่างไร ดังนี้. เธอเหล่านั้น เปิดเผยสิ่งที่
ยังไม่เปิดเผยได้ หงายของที่คว่ำอยู่ให้หงายขึ้นได้ บรรเทา
ความสงสัยในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มี
อย่างต่างๆ ได้. ภิกษุทั้งหลาย! นี้เราเรียกว่า ปฏิปุจฉาวินีตา-
ปริสาโนอุกกาจิตวินีตา.
ภิกษุทั้งหลาย ! เหล่านี้แล บริษัท ๒ จำพวกนั้น.
ภิกษุทั้งหลาย บริษัทที่เลิศในบรรดาบริษัททั้งสองพวกนั้น
คือ บริษัทปฏิปุจฉาวินีตาปริสาโนอุกกาจิตวินีตา (บริษัทที่
อาศัยการสอบสวนทบทวนกันเอาเองเป็นเครื่องนำไป ไม่
อาศัยความเชื่อจากบุคคลภายนอกเป็นเครื่องนำไป) แล.
(อริยสัจจากพระโอษฐ์ หน้า ๕๐๕-๕๐๗,
พระไตรปิฎกบาลี สยามรัฐ๒๐/๙๑/๒๙๒)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

(พระสูตร ๖) ระวัง
อปริหานิยธรรม (ข้อ ๓)
ภิกษุทั้งหลาย ! ภิกษุทั้งหลาย จักไม่บัญญัติสิ่งที่ไม่
เคยบัญญัติ จักไม่เพิกถอนสิ่งที่บัญญัติไว้แล้ว จักสมาทาน
ศึกษาในสิกขาบทที่บัญญัติไว้แล้วอย่างเคร่งครัด อยู่เพียงใด,
ความเจริญก็เป็นสิ่งที่ภิกษุทั้งหลายหวังได้ ไม่มีความเสื่อม
เลย อยู่เพียงนั้น.
(ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หน้า ๓๐๖,
พระไตรปิฎกบาลี สยามรัฐ๒๓/ ๒๑/๒๑)

(พระสูตร ๗) อย่าหลง
ภิกษุทั้งหลาย ! ตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ
ได้ทำมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครรู้ให้
คนรู้ ได้ทำมรรคที่ยังไม่มีใครกล่าวให้เป็นมรรคที่กล่าวกัน
แล้ว ตถาคตเป็นมัคคัญญู (รู้มรรค) เป็นมัคควิทู (รู้แจ้ง
มรรค) เป็นมัคคโกวิโท (ฉลาดในมรรค). ภิกษุทั้งหลาย !
ส่วนสาวกทั้งหลายในกาลนี้เป็นมัคคานุคา (ผู้เดินตามมรรค)
เป็นผู้ตามมาในภายหลัง.
ภิกษุทั้งหลาย ! นี้แล เป็นความผิดแผกแตกต่างกัน
เป็นความมุ่งหมายที่แตกต่างกัน เป็นเครื่องกระทำให้แตกต่าง
กัน ระหว่างตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ กับภิกษุ
ผู้ปัญญาวิมุตต์.
(อริยสัจจากพระโอษฐ์ หน้า ๗ ๒๑,
พระไตรปิฎกบาลี สยามรัฐ๑๗/๘๑/๑๒๕)

(พระสูตร ๘) คงคำสอน
ภิกษุทั้งหลาย ! มูลเหตุสี่ประการเหล่านี้ ย่อมทำให้
พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป.
สี่ประการอะไรเล่า? สี่ประการ คือ
(๑) ภิกษุทั้งหลาย ! พวกภิกษุในธรรมวินัยนี้ เล่า
เรียนสูตรอันถือกันมาถูก ด้วยบทพยัญชนะที่ใช้กันถูก ความ
หมายแห่งบทพยัญชนะที่ใช้กันก็ถูก ย่อมมีนัยอันถูกต้องเช่น
นั้น. ภิกษุทั้งหลาย ! นี่เป็นมูลกรณีที่หนึ่ง ซึ่งทำให้พระ
สัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อมสูญไป……….
(๓) ภิกษุทั้งหลาย ! อีกอย่างหนึ่ง, พวกภิกษุเหล่าใด
เป็นพหุสูต คล่องแคล่วในหลักพระพุทธวจน ทรงธรรม
ทรงวินัย ทรงมาติกา (แม่บท) พวกภิกษุเหล่านั้น เอาใจใส่
บอกสอน เนื้อความแห่งสูตรทั้งหลายแก่คนอื่น ๆ, เมื่อท่าน
เหล่านั้นล่วงลับไป สูตรทั้งหลาย ก็ไม่ขาดผู้เป็นมูลราก
(อาจารย์) มีที่อาศัยสืบกันไป. ภิกษุทั้งหลาย! นี่เป็นมูลกรณีที่
สาม ซึ่งทำให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ได้ไม่เลอะเลือนจนเสื่อม
สูญไป……….
(ขุมทรัพย์จากพระโอษฐ์ หน้า ๓๕๕,
พระไตรปิฎกบาลี สยามรัฐ๒๑/๑๙๘/๑๖๐)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

(พระสูตร ๙) พร้อมป้องกัน
หลักใหญ่เพื่อตรวจสอบวินิจฉัยธรรมวินัย (มหาปเทส ๔)
เมื่อมีผู้กล่าวอ้างในแบบต่างๆ ว่า “นี้เป็นพุทธวจน” เพื่อ
สอบสวนเทียบเคียงพระธรรมวินัย
(๑) (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ
ข้าพเจ้าได้สดับรับมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคว่า
“นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา”...
(๒) (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ
ในอาวาสชื่อโน้นมีสงฆ์อยู่พร้อมด้วยพระเถระ พร้อมด้วย
ปาโมกข์ ข้าพเจ้าได้สดับเฉพาะหน้าสงฆ์นั้นว่า “นี้เป็นธรรม
นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา”...

(๓) (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ
ในอาวาสชื่อโน้นมีภิกษุผู้เป็นเถระอยู่จำนวนมากเป็นพหูสูต
เรียนคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้สดับ
เฉพาะหน้าพระเถระเหล่านั้นว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็น
คำสอนของพระศาสดา”...
(๔) (หากมี) ภิกษุในธรรมวินัยนี้กล่าวอย่างนี้ว่า ผู้มีอายุ
ในอาวาสชื่อโน้นมีภิกษุผู้เป็นเถระอยู่รูปหนึ่งเป็นพหูสูตร
เรียนคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ข้าพเจ้าได้
สดับเฉพาะหน้าพระเถระรูปนั้นว่า “นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย
นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา”...
เธอทั้งหลายยังไม่พึงรับรอง ยังไม่พึงคัดค้านคำกล่าว
ของผู้นั้น เธอพึงกำหนดเนื้อความเหล่านั้นให้ดี แล้วนำไป
สอบสวนในสูตร นำไปเทียบเคียงในวินัย ถ้าบทและพยัญชนะ
เหล่านั้น สอบลงในสูตรก็ไม่ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ไม่ได้
พึงสันนิษฐานว่า “นี้มิใช่พระดำรัสของพระผู้มีพระภาค
พระองค์นั้นแน่นอน และภิกษุนั้นจำมาผิด” เธอทั้งหลาย
พึงทิ้งเหล่าคำนั้นเสีย ถ้าบทพยัญชนะเหล่านั้น สอบลงใน
สูตรก็ได้ เทียบเข้าในวินัยก็ได้ พึงลงสันนิษฐานว่า “นี้พระ
ดำรัส ของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแน่นอน และภิกษุนั้น
รับมาด้วยดี” เธอทั้งหลายพึงจำมหาปเทส...นี้ไว้.
(มหาปเทส ๔ พระไตรปิฎกแปลไทย มจร. ๑๔/๕๓/๔๑,
มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที่. ๑๐/๑๔๔/๑๑๒

(พระสูตร ๑๐) ใช้คำสอนแทนพระองค์
อานนท์ ! ความคิดอาจมีแก่พวกเธออย่างนี้ว่า
ธรรมวินัยของพวกเรามีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว
พวกเราไม่มีพระศาสดา ดังนี้
อานนท์ ! พวกเธออย่าคิดอย่างนั้น
อานนท์ ! ธรรมก็ดี วินัยก็ดี
ที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้ว แก่พวกเธอทั้งหลาย
ธรรมวินัยนั้น จักเป็นศาสดาของพวกเธอทั้งหลาย
โดยกาลล่วงไปแห่งเรา
(มหาปรินิพพานสูตร มหา.ที. ๑๐/๑๕๙/๑๒๘)
อานนท์ ! ความขาดสูญแห่งกัลยานวัตรนี้ มีในยุคแห่งบุรุษใด
บุรุษนั้นชื่อว่าเป็นบุรุษคนสุดท้ายแห่งบุรุษทั้งหลาย...
เราขอกล่าวย้ำกะเธอว่า...
เธอทั้งหลายอย่าเป็นบุรุษพวกสุดท้ายของเราเลย
ธรรมะจัดสรร..เพื่อการเผยแผ่คำที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ ถวายเป็นพุทธบูชา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้ากับผลกรรมเก่า


ในพระไตรปิฏก มีพุทธภาษิตอยู่บทหนึ่งว่า "สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตัว มีกรรม เป็นตัวให้กรรมเนิด มีกรรมเป็นตัวเกี่ยวข้อง

มีกรรมเป็น ที่พึ่ง สัตว์ทั้งหลาย ทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม จักได้ผลกรรมนั้นแน่นอน...."

และว่า " ไม่ว่าจะไปอยู่กลางอากาศหรือหนีไปอยู่กลางทะเล จะช่วยให้คุ้มครองให้พ้นจากบาปกรรมได้ไม่มีเลย "

จากพุทธภาษิตนี้ พระพุฒโฆษาจารย์ ผู้รจนาคัมภีร์อรรถกถาพระวินัย ได้นำมาเขียน สรุปไว้ในผลงานของท่านว่า

"ขึ้นชื่อว่าผลกรรมแล้วไม่มีใคร สามารถห้ามได้ นั้นก็ หมายความว่า คนเราเมื่อทำอะไรลงไปแล้วไม่ว่าดีหรือชั่วก็ตาม

ถึงคราวที่ความดีความชั่ว จะให้ผลนั้นย่อม ไม่มีใครห้ามได้ แม้พระพุทธเจ้า ของเราเองก็ทรงห้ามไม่ได้"

ความจริงข้อนี้ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฏกเล่มที่ 32 (ขุททกนิกาย อปทาน) ซึ่งในพระไตร ปิฏกเล่มนี้ มีกล่าวไว้ว่า ...

พระพุทธเจ้าได้ตรัสเล่าถึงกรรมเก่าที่มาให้ผลแก่พระองค์กรรม

เก่าที่ตรัสเล่านั้นเป็นกรรมเก่าที่ทำไว้ในอดีตชาติ เมื่อครั้งยังเป็นปุถุชน แล้วมาให้ผลใน

ชาติปัจจุบันถึงแม้ว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า แล้วก็ยังไม่พ้นไป จากผลของ กรรมเก่านั้นซึ่งนำมาสรุปกล่าวได้ดังนี้

กรรมเก่าอย่างแรก คือ แกล้งโคไม่ให้ดื่มน้ำ

พระองค์ตรัสเล่าว่า ชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นคนเลี้ยงโค ต้อนโคไปเลี้ยง เห็นแม่โคแวะดื่มน้ำข้างทาง

เกรงจะชักช้าจึงไล่แม่โคไม่ให้ดื่มน้ำ ด้วยการแกล้งเอาไม้กวนน้ำให้ขุ่น บาปกรรมในชาตินั้นส่งผลมาถึงชาิตินี้

แม้จะได้ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วก็ส่ง ผลให้พระองค์กระหายน้ำแล้วไม่ได้เสวยสมปรารถนาทันที เมื่อคราวใกล้จะเสด็จ ดับขันธ ปรินิพพาน
กรรมเก่าอย่างที่สอง คือ กล่าวตู่ผู้มีศีลด้วยเรื่องไม่จริง

พระองค์ตรัสเล่าว่า เป็นกรรมเก่าทำไว้ในหลายชาติในอดีตดังนี้ ในชาติหนึ่ง พระองค์เกิดเป็นนักเลง ชื่อ "ปุนาลิ"

ได้กล่าวตู่ (ใส่ร้าย) พระัปัจเจกพระพุทธเจ้าพระนามว่า "สุรภี" ว่าทำผู้หญิงท้อง ตายจากชาิตินั้น บาปกรรมส่งผลให้

ไปเกิดอยู่ในนรกนานแสนนาน เสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส เกิดมาในชาตินี้ แม้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เศษกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่

ก็ส่งผลให้พระองค์มาถูกนางสุนทริกา กล่าวตู่ว่าพระองค์ได้ร่วมรักกับนางจนตั้งครรภ์ ต่อมาในชาติหนึ่ง มีพระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก

พระองค์ได้ทรงกล่าวตู่พระเถระชื่อ "นันทะ" พระสาวถองค์หนึ่ง ของพระพุทธเจ้าด้วยเรื่องทำนองเดียวกัน ตายจากชาตินั้น

บาปกรรมส่งผลให้ไปเกิดอยู่ในนรกนานนับหมื่นปี เกิดมา ในชาตินี้แม้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว

เศษกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ส่งผลให้พระองค์ถูก นางจิญจมาณวิกา กล่าวตู่ว่าพระองค์ได้ร่วมรักกับนางจนนางตั่งครรภ์อีกเช่นกัน

กรรมเก่าอย่างที่สาม คือ ฆ่าน้องชายต่างมารดา
พระองค์ตรัสเล่าว่า ในชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นลูกเศรษฐี บิดาของพระองค์มีภรรยาหลายคน


ภรรยาคนหนึ่ง มีลูกชายพระองค์เกรงว่าทรัพยสมบัติส่วนหนึ่งจะถูกแบ่งไปให้แก่น้องชายต่างมารดานั้นจึงลวงน้องชายไปฆ่าที่ซอกเขา

แล้วเอาหินทับไว้ ตายจากชาิตินั้นบาปกรรมส่งผลให้ไปเกิอยู่ในนรกนานปี เกิดมาในชาิตินี้แม้จะได้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้าแล้ว

เศษกรรมที่ยังหลงเหลืออยู่ก็ส่งผลให้พระองค์ถูกพระเทวทัตกลิ้งหินกระทบนิ้ พระบาทจนห้อ พระโลหิต

กรรมเก่าอย่างที่สี่ คือ จุดไฟดักทางพระปัจเจกพุทธเจ้า

พระองค์ตรัสเล่าว่า ในชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นเด็กแซนซน วันหนึ่งขณะเล่นอยู่กับเพื่อนเด็ก เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งกำลังเดินมา

จึงชวนกันจุดไฟดักทางเพื่อมิให้พระพุทธเจ้าผ่านไปได้ ตายจากชาตินั้น บาปกรรมส่งผลให้ไปเกิดอยู่ในนรกนานแสนนาน เกิดมาในชาตินี้

แม้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เศษกรรมยังหลงเหลืออยู่ก็ ส่งผลให้พระองค์ถูกไฟไหม้ที่พระบาท

กรรมเก่าอย่างที่ห้า คือ ไสช้างจับพระปัจเจกพระพุทธเจ้า

พระองค์ตรัสเล่าว่า ในชาิติหนึ่งในอดีต คราวที่โลกว่างจากพระพุทธเจ้า มีพระปััจเจกพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลก พระองค์เกิดเป็นควาญช้าง

วันหนึ่งเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่งบิณฑบาตแล้วเกลียดจึงไสช้างให้จับ พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้น ตายจาก ชาตินั้น

บาปกรรมส่งผลให้ไปเกิดอยู่ในนรกนานแสนนาน เกิดมาในชาตินี้ แม้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เศษกรรมที่ยังหลงเหลือ

อยู่ส่งผลให้พระองค์ถูกพระเทวทัตยุยงพระเจ้าอชาตศัตรู ให้ปล่อยช้างนาฬาคีรีมาแทงพระองค์

กรรมเก่าอย่างที่หก คือ นำทหารออกศึก

พระองค์ตรัสเล่าว่า ในชาิติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นแม่ทัพนำทหารออกรบฆ่า ข้าศึกตายเป็นจำนวนมากด้วยหอก ตายจาก ชาตินั้น

บาปกรรมส่งผลให้ไปเกิดอยู่ในนรกนานแสนนาน เสวยทุกขเวทนาอย่างแสนสาหัส เกิดมาในชาตินี้ แม้จะได้ตรัสรู้เป็น พระพุทธเจ้า



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เศษกรรมที่ยังหลงเหลือ อยู่ก็ส่งผลให้พระองค์ถูกพระเทวทัตชักชวนนายขมังธนูผู้ดุร้ายมาฆ่า
กรรมเก่าอย่างที่เจ็ด คือ เห็นคนฆ่าปลาแล้วชอบใจ
พระองค์ตรัสเล่าว่า ในชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นลูกชาวประมง อาศัยอยู่ในหมู่บ้านชาวประมง เห็นชาวประมงฆ่าปลา

แล้วเกิดความสนุกยินดีสนุกสนาน มาเกิดในชาตินี้ แม้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้่าแล้ว บาปกรรมก็ยังส่งผลให้พระองค์รู้สึกปวดพระ

เศียรเมื่อคราวที่พวกเจ้าศากยะพระประยูรญาติของพระองค์ ถูกพระเจ้าวิฑูฑภะกษัตริย์แห่งแคว้นโกศลยกทัพบุกสังหาร

กรรมอย่างที่แปด คือ ด่าพระสาวกของพระพุทธเจ้า

พระองค์ตรัสเล่าว่า ในชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นคนปากกล้าด่าว่าพระสาวกของพระพุทธเจ้าผุสสะ

(พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 17 ในจำนวนพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ที่ปรากฏพระนามในคัมภีร์พระพุทธศาสนาฝ่ายบาลี)

และพูดแดกดันทำนองว่าให้ท่านเหล่านั้นได้ฉันแต่ข้าวชนิดเลว อย่าให้ได้ฉันข้าวดีๆอย่างข้าวสาลีเลย

ตายจากชาิตินั้นบาปกรรมส่งผลให้ไปเกิดอยู่ในนรกนานแสนนาน มาเกิดในชาตินี้แม้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้่าแล้ว

บาปกรรมก็ยังส่งผลให้พระองค์ได้รับนิมนต์จากพราหมณ์เวรัญชาให้ไปจำพรรษาในเมืองเวรัญชา

ครั้นพระองค์เสด็จไปถึงก็เกิดข้าวยากหมากแพง ทำให้พระองค์ต้องเสวยข้าวชนิดเลว(ข้าวแดง)อยู่นานถึง 3 เดือน

กรรมอย่างที่เก้า คือ มีส่วนร่วมในการจัดมวยปล้ำ

พระองค์ตรัสเล่าว่า ในชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นคนจัดมวยปล้ำ มาเกิดในชาตินี้ แม้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วบาป

กรรมยังส่งผลให้พระองค์มีโรคประจำตัวพระองค์คือ ปวดพระปฤษฏางค์ (ปวดหลัง)
กรรมอย่างที่สิบ คือ เป็นสาหร่ายารักษาคนไข้ตาย

พระองค์ตรัสเล่าว่า ในชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นสาหร่ายารับรักษาลูกชายเศรษฐี โดยวิธีให้ถ่ายยา จนลูกชายเศรษฐีตาย

ตายจากชาตินั้น บาปกรรมส่งผลให้ไปเกิดอยู่ในนรก มาเกิดในชาตินี้แม้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วเศษกรรมที่ยัง

หลงเหลืออยู่ก็ส่งผลให้พระองค์เกิดพระโรคปักขันทิกาพาธ(โรคท้องร่วง) หลัีงจากเสวยสุกรมัททวะก่อนเสด็จดับขันธปรินิพพาน

กรรมอย่างที่สิบเอ็ด คือ เยาะเย้ยพระพุทธเจ้า

พระองค์ตรัสเล่าว่า ในชาติหนึ่งในอดีต พระองค์เกิดเป็นชายหนุ่มชื่อ "โชติปาละ" วันหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้ากัสสปะ

(พระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 26 ในจำนวนพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ที่ปรากฏพระนามในคัมภีร์พระพุทธศาสนาฝ่ายบาลี)

แล้วกราบทูลทำนองเย้ยหยันว่า ทำไมจึงได้ตรัสรู้ช้าต้องบำเพ็ญพียรอยู่นานกว่าจะตรัสรู้ได้

มาเกิดในชาตินี้ซึ่งแน่นอนว่าพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่ แต่ด้วยผลกรรมนั้นจึงส่งผลให้พระองค์หลงทางในการแสวงหาโมกธรรม

จนต้องบำเพ็ญทุกรกิริยา อันทำให้พระองค์ต้องประสบกับทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกว่าจะตรัสรู้ได้

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คือกรรมเก่าที่ไม่ดีของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสเล่าไว้อย่างเปิดเผย พระไตรปิฏกบอกว่าพระองค์ตรัสเล่า

ให้พระสาวกจำนวนมากที่มาเฝ้าพระองค์ฟังขณะที่ประทับนั่งอยู่บนพื้นหินแก้ว ในละแวกป่าใกล้สระอโนดาตเชิงป่าหิมพานต์

ณ ที่นั้นนอกจากจะได้ตรัสถึงกรรมเก่าที่ไม่ดีแล้วพระองค์ก็ทรง ตรัสถึงกรรมเก่าที่ดีซึ่งเป็นปัจจัยให้พระองค์ได้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าไว้ด้วย

นั่นคือ ถวายผ้าเก่าแก่พระ พระองค์ตรัสเล่าว่าในชาติหนึ่งในอดีตนั้นพระองค์เกิดเป็นคนยากจนเห็นพระสาวกของพระพุทธเจ้ารูปหนึ่งซึ่งถืออยู่ป่าเป็นวัตรแล้วเลื่อมใสจึงถวายผ้าห่มเก่าผืนเดียวที่ตัวเองมีอยู่แก่ท่านพร้อมกันนั้นก็ได้ฟังเรื่องราวของพระพุทธเจ้า

จากพระสาวกรูปนั้นแล้วเกิดเลื่อมใสยิ่งขึ้นจึงตั้งจิตปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกการเริ่มต้นปรารถนา

แต่ครั้งนั้นของพระองค์ส่งผลให้ทำความดีมาอย่างต่อเนื่องจนมาได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในชาตินี้

เรื่องราวที่กล่าวมานี้ย่อมชี้ให้เห็นว่ากรรมที่ทำแล้วไม่ว่าดีหรือชั่วก็ตามย่อมคอยโอกาสให้ผลอยู่ตลอดเวลา

ตราบที่ผู้ทำกรรมยังเวียนวายตายเกิดแม้ชาติสุดท้ายจะได้บรรลุอรหัตผลแล้ว
แต่โดยเหตุที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งชีวิตนี้เกิดมาจากกรรมเก่าฉะนั้นยังคงต้องได้รับผลอยู่ดี

พระพุทธเจ้าของเราเองก็เช่นกัน แม้จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วแต่กรรมเก่าก็ยังหาโอกาสให้ผลอยู่เป็นระยะ

กรรมเก่าบางอย่างก็ให้ผลมาแล้วแต่ยังมีเศษเหลืออยู่ แต่กรรมเก่าบางอย่างก็ยังมิได้ให้ผลมาเลยและมาให้ผลเต็มในชาตินี้

เห็นไหมว่ากรรมยิ่งใหญ่ขนาดไหนพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้เราเข้าใจ ให้ถูกต้องและการแก้กรรมที่ดีนั้นก็คือ ไม่ทำความชั่วทำแต่ความดีแล้วจิตของเราก็จะพบกับความสุขสมบูรณ์แล.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 6 มิ.ย. 13, 17:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บางท่านนั่งหักโหมมากไป ต้องการเห็นนิมิต เห็นนางฟ้า เห็นเทวดานั้นผิดครับ การนั่งไม่ต้องการเห็นสิ่งใดๆทั้งสิ้นครับ จิตว่างจิตสงบแล้วมันก็จะเข้าขั้นละเอียดอ่อนแม้แต่การหายใจจะแผ่วเบาคล้ายเหมือนไม่หายใจครับ ต้องค่อยเป็นค่อยๆไปครับ อย่าหักโหมจำไว้ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 10 มิ.ย. 13, 14:42 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอเชิญคุณzapatacut เข้ามาร่วมสนทนาธรรมบ่อยๆและร่วมในกระทู้อื่นด้วยครับ..


เนื่องจากคนเรานั้นขาดที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจการดำรงชีวิตจึงเดินผิดเดินถูก หากท่านมีธรรมะอยู่ในใจท่านก็จะมีสิ่งยึดเหนี่ยวให้ท่านนั้นเดินบนเส้นทางที่ถูก สว่าง สง่างามเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไปและคนรอบข้างก็จะเข้ามาใกล้ชิดด้วยความเมตตากรุณาต่อกันและเป็นกัลยาณมิตรที่ดีสืบต่อไปตลอดชีวิตครับเพราะมนุษย์นั้นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อมาสร้างบุญบารมีและกุศลผลบุญร่วมกันสืบไปครับ..ผู้ที่เข้ามาอ่านก็จะมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองการงานก้าวหน้าตลอดไปครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ธรรมะ คำสอน หลวงพ่อ 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม