หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: "ผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นจะเห็นคถาคต"ต่อภาค 5  (อ่าน 1311 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

"ผู้ใดเห็นธรรมะผู้นั้นจะเห็นคถาคต"ต่อภาค 5



ได้เคยกล่าวไว้ว่าจะนำประวัติของพระพุทธองค์ที่ก่อนตรัสรู้จะมีมารผจลอย่างไรบ้างมาให้ท่านสมาชิกอ่านกันครับ


ผจญมาร
ก่อนที่พระพุทธองค์จะตรัสรู้ ได้มีเหตุการณ์มารผจญเกิดขึ้นกับพระองค์ ดังในพุทธประวัติได้กล่าวว่า เมื่อวันเพ็ญเดือนหก ก่อนการตรัสรู้ไม่นานนัก ขณะที่พระสิทธัตถะกำลังนั่งบำเพ็ญเพียรทางจิตที่ใต้ต้นโพธิ์นั้น ได้มีเหล่ามารจำนวนมาก ถือหอกดาบและอาวุธอื่นๆ มุ่งหน้ามาที่ประทับของพระองค์ เพื่อจะมาขัดขวางทำลายมิให้ได้ตรัสรู้ มารได้กล่าวหาว่าพระสิทธัตถะมาแย่งบัลลังค์ที่ใต้ต้นโพธิ์ ซึ่งเป็นเป็นของตนไป จึงมาเรียกร้องคืน โดยได้อ้างพยานที่เป็นมารพวกเดียวกัน ขณะนั้น พระพุทธองค์ไม่อาจหาใครเป็นพยานได้ว่าที่บัลลังค์ที่นั่งนั้นเป็นของพระองค์ จึงทรงยื่นพระหัตถ์ชี้ลงที่พื้นดินเพื่อขอให้แผ่นดินเป็นพยาน ทันใดนั้น ได้มีแม่นางธรณีผุดขึ้นจากพื้นดิน เพื่อเป็นพยานให้กับพระองค์ พร้อมบีบมวยผมเป็นน้ำท่วมเหล่ามารจนพ่ายแพ้ไป ซึ่งน้ำที่ออกจากมวยผมนั้น เป็นน้ำที่พระพุทธองค์เคยกรวดไว้ตอนที่ทรงบำเพ็ญบารมีทุกๆ ชาติ จึงรวมเป็นน้ำจำนวนมหาศาลมาช่วยพระองค์ให้ชนะมารได้

เมื่อเหล่ามารได้พ่ายแพ้ไปแล้ว จึงได้คิดหาวิธีการใหม่ ที่จะเอาชนะพระพุทธองค์ให้ได้ก่อนที่จะตรัสรู้ เมื่อเห็นว่าใช้ไม้แข็งไม่ได้ผลจึงได้ลองใช้ไม้อ่อนบ้าง แล้วจึงส่งลูกสาวมาร (ธิดามาร) ๓ คน ได้แก่ นางตัณหา นางอรดี และนางราคา มายั่วยวนให้พระองค์หลงใหล แต่ก็ไม่สำเร็จ พระทัยของพระองค์คงหนักแน่นตามที่ได้อธิษฐานจิตไว้ จนได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าในลำดับต่อมา หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้แล้ว มารจึงหมดโอกาสที่จะขัดขวางรังควานได้อีกต่อไป

คำว่า ”มาร” ในพระพุทธศาสนา หมายถึงสิ่งที่มารบกวนขัดขวางมิให้บรรลุถึงสิ่งที่ดีงาม มี ๕ ประการ ได้แก่ (๑) กิเลสมาร มารคือกิเลสที่เกิดกับใจ (๒) ขันธมาร มารคือขันธ์ ๕ อันเป็นองค์ประกอบของชีวิต ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งองค์ประกอบทั้งห้านี้ มีความแปรปรวนและเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติ (๓) อภิสังขารมาร มารคือความนึกคิดปรุงแต่งที่คิดไปในทางลบ (๔) เทวปุตตมาร มารคือเทวบุตร ซึ่งอาศัยอยู่ในสวรรค์ชั้นกามาวจร คอยขัดขวางการทำความดีของผู้อื่น และ (๕) มัจจุมาร มารคือความตาย ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางโอกาสที่จะได้พบกับสิ่งที่ดีงาม

แต่มารที่เกิดกับพระพุทธองค์นั้น หมายถึงมารคือกิเลสที่เกิดขึ้นในพระทัยของพระองค์ ซึ่งจะเป็นตัวขัดขวางมิให้ตรัสรู้ อันได้แก่การต่อสู้ทางความคิดของพระองค์ระหว่างกิเลสกับธรรมะ ด้านหนึ่งมุ่งจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้า แต่อีกด้านหนึ่งยังคิดถึงความสะดวกสบายในอดีตและความทุกข์ทรมานในการบำเพ็ญเพียร

กิเลสมารที่มาผจญพระองค์ในครั้งนี้ มิใช่เป็นครั้งแรก เมื่อตอนที่พระสิทธัตถะออกผนวช ก็ได้มีมารมาขัดขวางมิให้ออกบวชเช่นกัน มารนั้นหมายถึงกิเลสที่จะทำให้เกิดความลังเลในการออกบวช และเลิกล้มความตั้งใจ แต่พระองค์ก็ทรงชนะมารได้ทุกครั้ง

มารที่มาผจญพระองค์ตอนก่อนตรัสรู้นั้น ผู้เขียนเห็นว่าเป็นกิเลสสองด้าน คือด้านแรกเป็นกิเลสด้านอนิษฐารมณ์ (กิเลสฝ่ายลบ) คือความไม่ชอบใจ ความขัดเคือง ความย่อท้อ กับความทุกข์ยากลำบากที่ประสบ ซึ่งเปรียบเหมือนมารที่ดุร้าย

กิเลสด้านที่สอง เป็นด้านอิฎฐารมณ์ (กิเลสฝ่ายบวก) คือความยินดี ชอบใจ ความเพลิดเพลินลุ่มหลงในความสุขสบายต่างๆ ที่จะทำให้พระองค์ระลึกถึงความสุขในครั้งตอนเป็นเจ้าชาย เปรียบเหมือนกับธิดามารที่งดงามมายั่วยุให้หลงใหลยินดี

กิเลสมารทั้ง ๒ ด้านนี้ พระพุทธองค์ทรงชนะได้ด้วยพระทัยที่หนักแน่น และบุญบารมีที่สั่งสมมานับ ๔ อสงไขย แสนกัปป์ จึงรวมเป็นพลังสามารถเอาชนะมารได้




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ข้อปุจฉาธรรม คำตรัส ของพระพุทธเจ้า ที่ต้องการคำวิสัชนา


ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม พระพุทธองค์ ตรัสเป็นปริศนาธรรม ว่า “ดูก่อนวิกกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่าเห็นธรรม วักกลิเป็นความจริง บุคคลเห็นธรรมก็ย่อมเห็นเรา บุคคลเห็นเราก็ย่อมเห็นธรรม” ปริศนาธรรมที่พระพุทธองค์ทรงตรัสนี้ มีความหมายเช่นไร ? คำว่า “เรา” ตามคำตรัส ของพระพุทธองค์ หมายถึงอะไร ? เป็น “บุคลาธิษฐาน” หรือ “ธรรมาธิษฐาน” คำว่า”ธรรม” ตามคำตรัสของพระพุทธองค์ มีสภาวะเช่นไร ? เห็น “ธรรม” คือ” เห็น” อย่างไร ? “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม” ตามปริศนา ที่พระพุทธองค์ทรงตรัส มีความหมายอย่างไร ? จะไปสู่จุดหมายนั้นได้ อย่างไร? ผม ผู้มีปัญญาอันน้อยนิด มีความปราถนาอย่างจริงใจ ที่จะทราบ ในปริศนาธรรม ที่ พระพุทธองค์ทรง ตรัสไว้นี้ หากมีปราชญ์ ท่านใด แวะเข้ามาอ่าน ข้อปุจฉา นี้ กรุณาตอบให้ทราบ จะกราบขอบพระคุณ อย่างสูง เพื่อผม จะได้นำความรู้ที่ได้รับจากท่าน ไปเป็นแนวทางปฏิบัติตน เพื่อเป็นประตู เข้าถึง “ ธรรม” ที่ พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ เป็นมงคลชีวิตสืบไป.................



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:57 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผมเองไม่ใช่ปราชญ์ แต่ขอตอบตามความเข้าใจครับ “ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม” คำว่าผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นเห็นเรา ควรจะหมายถึงเมื่อใดผู้ที่ปฎิบัติเข้าใจในกฎแห่งทุกข์ และกระทำความทุกข์(พิจารณา)ให้แจ้งรู้เหตุแห่งทุกข์ตามจริงแล้ว เปรียบเสมือนได้พบองค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นเห็นธรรม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีคนสงสัยในคำสอนว่า.."ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา "

คำว่า "ธรรม" หมายถึง...ธรรมอะไร ?

คำตอบเรื่องนี้ก็คือผู้ใดเห็น "ธรรมชาติ" นั่นเอง

ถามต่อว่า...เห็นธรรมชาติเป็นอย่างไร

ตอบว่า..เห็นความเกิดขึ้นของธรรมนั่นเองว่ามาจากอะไร

บางครั้งก็อธิบายกันว่า...เห็นเหตุที่ทำให้ผลเกิด
หรือ....เห็นปัจจัยที่ทำให้ผลเกิดขึ้น


ถ้ากล่าวแบบสั้นๆก็กล่าวว่า..เห็น "ปฏิจจสมุปบาท"

ซึ่งก็ต้องมาถามอีกว่า ปฏิจจสมุปบาทคืออะไร ?

พระที่ท่านสำเร็จแล้ว....ท่านจะกล่าวเหมือนกันว่า

เมื่อสิ่งนี้มี...สิ่งนี้จึงมี
เมื่อสิ่งนี้ไม่มี..สิ่งนี้จึงไม่มี

สำนวนแบบนี้เป็นสำนวนที่อธิบายว่า...ไม่มีศัพท์ทางโลกใช้พูดกัน

กล่าวไปก็กล่าวถึงสิ่งนี้..สิ่งนั้น แบบนี้

คำว่าเห็นธรรม....ก็คือรู้เห็นความเป็นไปของธรรมชาตินั่นแหละว่า

เมื่อมีเหตุหรือปัจจัยครบแล้ว...ผลก็เกิด

เป็นการกล่าวที่ตีความได้ว่า.....
ปฏิเสธการสร้างสรรพสิ่งโดยพระเจ้านั่นเอง

บางทีทางการศึกษาก็บอกว่า..ศาสนาพุทธไม่มีพระเจ้า

ศาสนาในโลกนี้จึงมี 2 แบบคือ มีพระเจ้า กับ ไม่มีพระเจ้า


"ผู้ใดเห็นธรรมผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา..."

ความหมายว่า..พระพุทธเจ้าท่านสอนเรื่องของธรรมชาติ

ใครปฏิบัติตาม....ก็เห็นความจริงด้วยปัญญา
อย่าไปคิดว่า....เห็นด้วยการลืมตาดู

เห็นด้วยปัญญาว่า....ธรรมชาติเป็นเช่นนี้เอง

เห็นแบบนี้ชื่อว่า เห็นธรรม !!!

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 08:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่เข้าใจธรรมะก็เข้าใจตัวเอง ใครเข้าใจตัวเองก็เข้าใจธรรมะ ทุกวันนี้ก็เหลือแต่เปลือกของธรรมะเท่านั้น ความเป็นจริงแล้วธรรมะมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ไม่จำเป็นที่จะต้อ...งหนีไปไหน ถ้าจะหนีก็ให้หนีด้วยความฉลาด ด้วยปัญญา หนีด้วยความชำนิชำนาญ อย่าหนีด้วยความโง่ ถ้าเราต้องการความสงบก็ให้สงบด้วยฉลาด ด้วยปัญญาเท่านั้นพอ

เมื่อใดที่เราเห็นธรรมะ นั่นก็เป็นสัมมาปฏิปทาแล้ว กิเลสก็สักแต่ว่ากิเลส ใจก็สักแต่ว่าใจ เมื่อใดที่เราทิ้งได้ ปล่อยวางได้แยกได้ เมื่อนั้นมันก็เป็นเพียงสักว่า เป็นเพียงอย่างนี้อย่างนั้นสำหรับเราเท่านั้นเอง เมื่อเราเห็นถูกแล้ว ก็จะมีแต่ความปลอดโปร่ง ความเป็นอิสระตลอดเวลา

พระพุทธองค์ตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลายท่านอย่ายึดมั่นในธรรม" ธรรมะคืออะไร คือทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมะ ความรักความเกลียดก็เป็นธรรมะ ความสุขความทุกข์ก็เป็นธรรมะ ความชอบความไม่ชอบก็เป็นธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กน้อยแค่ไหนก็เป็นธรรมะ"

แสดงธรรมโดย
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 09:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เครดิต ธรรมะกับชีวิต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 09:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ประวัติพุทธสาวก พุทธสาวิกา

พระอานนท์

ประวัติ

พระอานนท์ เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ พระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะ พระมารดาพระนามว่า กีสาโคตมี ท่านจึงเป็นพระอนุชาของพระพุทธเจ้า ท่านออกบวชพร้อมกับ เจ้าชายภัททิยะ เจ้าชายภคุ เจ้าชายกิมพิละ เจ้าชายอนุรุทธะ เจ้าชายเทวทัต กับนายภูษามาลา ชื่อว่า อุบาลี

หลังจากบวชแล้ว ท่านได้ฟังโอวาทของพระปุณณมันตานีบุตร ได้บรรลุโสดาปัตติผล และได้มารับหน้าที่ พุทธอุปัฏฐาก ปรนนิบัติพระพุทธเจ้า จนกระทั่งหลังพระพุทธเจ้าปรินิพพานได้ 3 เดือน จึงได้บรรลุพระอรหันตผล และท่านบรรลุพระอรหันตผลโดยไม่อยู่ในอริยบถ 4 คือ ยืน เดิน นั่ง นอน นั่นคือ ท่านบรรลุพระอรหันตผลภายหลังจากที่ได้ปฏิบัติธรรมทั้งคืนขณะที่จะเอนกายลงนอนบนเตียง พอยกเท้าพ้นจากพื้นแต่ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน จิตของท่านก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย คลายความยึดมั่นลงได้
ในขณะที่พระพุทธเจ้าหลังจากตรัสรู้แล้ว ไม่มีพุทธอุปัฏฐาก พระสงฆ์สาวกต่างก็ผลัดกันทำหน้าที่อยู่รับใช้พระพุทธเจ้า ต่อมาพระสงฆ์สาวกเห็นสมควรว่าจักต้องมีภิกษุรูปใดรูปหนึ่งมาทำหน้าที่นี้ และพระสงฆ์ทั้งหลายก็ขอร้องให้ท่านรับหน้าที่ พระอานนท์จึงขอพร (เงื่อนไข) 8 ประการต่อพระพุทธเจ้าก่อนรับหน้าที่พุทธอุปัฏฐาก ดังนี้

1. พระพุทธองค์ต้องไม่ประทานจีวรอย่างดีแก่ท่าน
2. ต้องไม่ประทานบิณฑบาตอย่างดีแก่ท่าน
3. ต้องไม่ให้ท่านอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกับพระพุทธองค์
4. ต้องไม่นำท่านไปในที่นิมนต์ด้วย
5. ต้องเสด็จไปในที่นิมนต์ที่ท่านรับไว้
6. ต้องให้คนที่มาแต่ไกลเพื่อเฝ้าได้เฝ้าทันที
7. ต้องให้ทูลถามข้อสงสัยได้ทุกเมื่อ
8. ถ้าไม่มีโอกาสไปฟังธรรมที่ทรงแสดง ขอให้ทรงแสดงซ้ำให้ท่านฟังด้วย



--------------------------------------------------------------------------------

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 09:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

นั่งสมาธิสวดมนต์ช่วยให้จิตใจดีขึ้นหรือไม่???



การอ่านบรรยายข้างต้นเชื่อว่าสามารถทำให้ท่านเข้าใจได้แต่จะให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ท่านต้องปฏิบัติเอง

ธรรมะคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีเครื่องมือชนิดใดสามารถมาวัดประสิทธิภาพ วัดความจริงได้
เป็นเรื่องเหนือวิทยาศาสตร์ ต้องวัดผลด้วยการปฏิบัติเอง


“ สิบปากว่า สิบตาเห็น ไม่เท่าเราลงมือทำเอง”
เอวัง ... ด้วยประการฉะนี้


ได้มากมายทีเดียวกันเช่น
(1) ทำให้ใจสบาย ไม่เครียด มีความสุข ผ่องใส
(2) หายหวาดกลัว หายกระวนกระวายโดยไม่จำเป็น
(3) นอนหลับง่าย ไม่ฝันร้าย สั่งตัวเองได้(เช่น สั่งให้หลับหรือตื่นตามเวลาที่กำหนดไว้ได้)
(4) กระฉับกระเฉง ว่องไว รู้จักเลือกและตัดสินใจเหมาะแก่สถานการณ์
(5) มีความแน่วแน่ในจุดหมาย มีความใฝ่สัมฤทธิ์สูง
(6) มีสติสัมปชัญญะดี รู้เท่าปรากฏการณ์ และยับยั้งใจได้ดีเยี่ยม
(7) มีประสิทธิภาพในการทำงาน ทำกิจกรรมสำเร็จด้วยดี
(8) ส่งเสริมสมรรถภาพมันสมอง เรียนหนังสือเก่ง ความจำดีเยี่ยม
(9) เกื้อกูลต่อสุขภาพร่างกาย เช่นชะลอความแก่ หรืออ่อนกว่าวัย
(10)รักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคเครียด โรคท้องผูก โรคความดันโลหิต โรคหืด หรือโรคกายจิตอย่างอื่น
โรคกายจิต(อ่านว่าโรค กา-ยะ-จิต ) หมายถึง ไม่เป็นโรค แต่ใจคิดว่าเป็น คิดบ่อยๆเข้าก็เลยเป็นจริงๆ อาการอย่างนี้ฝึกสมาธิสักพักเดียวก็หาย


ลองฝึกสมาธิดูสิครับ วันละเล็กละน้อย ทำบ่อยๆเป็นกิจวัตร ไม่ช้าไม่นานเราจะรู้ตัวว่าเรากลายเป็นคนละคนกับคนเก่า-ปานนั้นเชียว

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 09:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีข้อมูลดีๆมาฝากท่านผู้อ่านอีกครับ หากใครนั่งปฏิบัตินั่สมาธิเชิญอ่านได้เลยครับ

พระพุทธเจ้าตรัสรู้ที่ในใจของพระองค์ ด้วยการกำหนดสติเฝ้าดูกายเฝ้าดูใจอยู่ตลอดเวลา โดยอาศัยป่าเป็นส่วนประกอบในการทำความเพียรเพราะป่านั้นเงียบสงบ
ในความเงียบสงัด ก็จะมีความชุ่มเย็นอยู่ในนั้นเสมอ ป่า คือ ป่า ป่าตรัสรู้ไม่ได้ ชาวป่าชาวเขาที่เกิดในป่า อยู่ในป่า จนกระทั่งตายในป่าก็ไม่เห็นมีใครที่จะตรัสรู้ได้ ใจเท่านั้น ที่จะเป็นผู้ตรัสรู้ ธรรมะของพระพุทธศาสนาจึงเป็นเรื่องของใจเท่านั้น
นักปฏิบัติส่วนมากยังไม่เข้าใจว่า ความสงบที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ไหน บางครั้งมีโอกาสอยู่กับสถานที่เงียบแล้ว ยังบอกว่าไม่สงบ โดยโทษสิ่งภายนอกว่า เพราะสภาพแวดล้อมต่างๆ อันเป็นเสียงบ้าง บุคคลบ้าง สิ่งนั้นสิ่งนี้บ้าง คือ ต้นเหตุของความไม่สงบ
จิตเกิดจากการผลักต้านปรากฏการณ์ โดยไม่รู้เท่าทันจิตปรุงแต่งของตนจึงพยายามที่จะหนีไปให้ไกลจากสิ่งเหล่านั้น อยากไปอยู่ในป่าในเขาที่ไกลๆ ในถ้ำที่เงียบสงบ ซึ่งปราศจากผู้คนและเสียงต่างๆ ที่จะมารบกวน ได้พยายามแสวงหาความสงบจากสิ่งภายนอก โดยเข้าใจเอาเองว่า ความสงบและไม่สงบนั้น เกิดจากสิ่งภายนอกเท่านั้น ดังนั้นจึงไม่สามารถที่จะพบความสงบที่แท้จริงได้สักที แม้จะพยายามหามานานแสนนาน ก็ยังหาไม่เจอ นั่นเพราะยังไม่เข้าใจ และยังหาไม่ถูกจุดต่างหาก ขออธิบายว่า หากป่านอกถ้ำนอกจะสงบเงียบสักแค่ไหน แต่ป่าใน ถ้ำใน คือ จิตใจของท่าน ยังไม่ยอมเงียบสงบ ป่านอกถ้ำนอกก็จะหาเงียบสงบสำหรับท่านไม่
เพราะความสงบหรือไม่สงบที่แท้จริงนั้น เกิดจากข้างใน คือ จิตใจของท่านต่างหากที่เป็นเหตุ หากจิตภายในไม่สงบทุกที่ก็ไม่สงบ หากที่นี่คือใจไม่สงบ จะอยู่ที่ไหนมันก็ไม่สงบจริงไหม
เสียงต่างๆ และสิ่งต่างๆ ที่ทางภายนอกนั้น มันเป็นธรรมชาติของมันเช่นนั้นเอง ซึ่งท่านห้ามมันมิให้เกิดได้หรือไม่ และท่านห้ามหูตัวเองมิให้ได้รับเสียง ห้ามตาตัวตัวเองมิให้ได้เห็นรูปได้หรือไม่ เมื่อห้ามไม่ได้ทำไมท่านไม่ห้ามใจตัวเองล่ะ ด้วยการรับรู้แล้วปล่อยมันผ่านไปเสีย อย่าดูดรั้งหรือผลักต้าน
ดังนั้น ท่านจะต้องทำใจ ด้วยการ “รู้” แล้วปล่อยไปเท่านั้น ดังเช่น ธรรมชาติของน้ำ คือน้ำที่ไม่ไหล ขังไว้ย่อมเน่าฉันใด จิตรู้เรื่องอะไรแล้วไม่ยอมปล่อย ย่อมทุกข์ฉันนั้น และธรรมแท้นั้นเป็นกลางๆ ใครปล่อยวางได้ก็สบาย
เมื่อรู้ความจริงแล้วว่า เหตุเกิดแห่งความสงบ และไม่สงบนั้นอยู่ที่ใจก็จงแสวงหาป่าใจถ้ำใจให้พบเถิด ด้วยการมีสติจับรู้อยู่แต่ปัจจุบัน ภายในกายภายในใจตนเท่านั้น
ไม่ต้องคิดอยากทำสมาธิให้เจริญสติรู้อยู่กับปัจจุบันให้ได้ตลอดสายเท่านั้น ผลนั้นจะเกิดเป็นสมาธิขึ้นมาเองในที่สุด เพราะสมาธิคือผลจากการเจริญสติต่างหาก
ยกตัวอย่าง แม้แต่การนั่งสมาธิ กำหนดดูลมหายใจ ก็ต้องใช้สติ เฝ้าดูเฝ้ารู้ลมที่เป็นปัจจุบันนั้นตลอดเวลา หากขาดสติตามดูตามรู้แล้ว สมาธิก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้อีกเช่นกัน เพราะเหตุไม่มี ผลจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เหตุมี ผลจึงมี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 09:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

สติ คือ แม่ทัพใหญ่ในกองทัพธรรม สติเป็นมรรค สมาธิเป็นผล จงแสวงหาสติเถิดเพื่อให้เกิดสมาธิ อันเป็นจิตหนึ่งจริงๆ คือความสงบที่แท้จริง
เมื่อท่านพบสมาธิตัวแท้ๆ หมายถึงพบป่าใจถ้ำใจได้แล้ว แม้จะอยู่ที่ไหนๆ ก็สงบหมด แม้จะอยู่กบที่ไม่สงบทางภายนอก แต่ใจภายในมันก็ไม่วุ่น แม้จะอยู่กับทุกข์ทางภายนอก แต่ใจภายในมันก็ไม่ทุกข์ แม้จะอยู่กับความรีบร้อนทางภายนอก แต่ใจภายในมันก็ไม่ร้อน ปกติเย็นสบายตลอดเวลา ข้างนอกก็ทำไปตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น หากตรงนี้ไม่มีอะไร หากตรงนี้ไม่มีทุกข์ มันก็จบเท่านั้นเอง มันจึงเหลือแต่การกระทำที่บริสุทธิ์ อันเปี่ยมไปด้วยความเมตตาจริงใจบริสุทธิ์ใจเท่านั้น
จงเข้าใจความเป็นจริงโดยถ่องแท้เถิด ด้วยการพิจารณาตามสภาพความเป็นจริง คือ “โอปนยิโก” จะเห็นว่าธรรมชาตินั้นสอนว่า...
จงพยายามทำใจให้เงียบสงบเหมือนป่า คือ ทำใจให้เป็นป่าใจหรือการทำใจให้เป็นสมาธิ คือ จิตสงบนั่นเอง และจะต้องทำใจให้สงบได้ในทุกๆ ที่ด้วย โดยไม่จำกัดสถานที่ทางภายนอก เมื่อใจเกิดเป็นสมาธิได้แล้วความเย็นสบายทั้งกายใจย่อมจะปรากฏขึ้นเอง ภายในนั้นตลอดเวลา เพราะมันเป็นผลของความเงียบ
จากนั้นให้พิจารณาดูสภาพความแตกต่างระหว่างความเงียบสงบและความไม่เงียบสงบของจิตใจ ว่ามันแตกต่างกันอย่างไร เกิดจากอะไร เมื่อพบแล้ว เมื่อพบแล้วปัญญาตัวแท้ๆ คือมรรคหรือทางพ้นทุกข์ ก็จะปรากฏขึ้นให้รู้เองนั่นยังมิใช่ผลที่สมบูรณ์ มันเป็นผลของสมาธิขณะหนึ่งเท่านั้น อันเรียกว่า “อริยมรรค” คือพบทางแล้ว สัมผัสบ้างแล้วเท่านั้น ต้องไปทำผลอีก เพราะสมาธิก็ยังไม่ใช่ที่สุดแห่งธรรม
ดังเช่น นักมวยที่ฝึกซ้อมกระสอบทรายจนชำนาญ มันเป็นการชกฝ่ายเดียวโดยไม่มีการต่อสู้ของฝ่ายตรงกันข้าม ยังไม่เจอของจริงผลนั้นจึงดูเป็นผู้ชนะอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับการนั่งหลับตาทำสมาธิ พอจิตสงบก็ลืมทุกข์ไปชั่วขณะหนึ่ง มันเป็นการลืมทุกข์หรือศิลาทับหญ้า ยังไม่ใช่การดับทุกข์ที่แท้จริง เพราะพอออกจากสมาธิ เจอผัสสะก็เกิดทุกข์ได้อีก ของจริงต้องดับกันตรงผัสสะข้างนอก ทันทีที่กระทบก็จบลงแค่นั้น ทุกข์จะไม่สามารถเข้าถึงใจได้เลยจึงจะใช่
ดังนั้นผลแท้ๆจะพิสูจน์ต่อเมื่อเจอผัสสะขณะลืมตา คือการอยู่ในชีวิตจริงๆ หรือการขึ้นชกบนเวทีชีวิตอีกทีจะต้องพบคู่ต่อสู้ทั้งนอกใน ในลีลาต่างๆที่โต้ตอบมาให้ได้ทันจริงๆ การชกในที่นี้มิใช่หมายถึง การต่อสู้ชกต่อยทางกายภายนอกกับใคร แต่หมายถึงสติปัญญาที่ต่อสู้ห้ำหั่นกับกิเลส คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตของตนเท่านั้น
และสมาธิตัวแท้ๆ คือ สมาธิธรรมชาติ หรือความปกติของจิตจิตหนึ่งหรือจิตเงียบนั้นจะต้องมีอยู่ภายในจิตตลอดเวลา มีอยู่ในทุกอิริยาบถ ทั้งหลับตาลืมตาก็มีอยู่ โดยมิใช่ต้องมานั่งหลับตาทำสมาธิขณะที่เจอผัสสะอีก
แต่มันกลับเป็นสมาธิตัวตื่นจริงๆ ของธรรมชาติจากภายในที่มาทำเรา มารักษาเรา เมื่อก่อนเราทำสมาธิ แต่เดี๋ยวนี้สมาธิกลับมาทำเรา คือ สมาธินั้นกลับมารักษาเราอยู่ตลอดเวลา
พอทำถึงจุดนี้แล้วเราจำเป็นที่จะต้องอาศัยสติปัญญานอก คือ พระไตรลักษณ์ เขามาช่วยในการค้นคิดพิจารณาด้วย เพื่อให้เกิดปัญญาในการปล่อยวางอีกที คือ ปัญญาในปัญญา จนกระทั่งมันเกิดเป็นปัญญาภายในตัวแท้ๆ ที่ปล่อยวางได้เองโดยอัตโนมัติ ทันทีที่รู้ ที่เจอผัสสะ ก็จบลงตรงนั้นโดยไม่ต้องมานั่งทำปัญญา คือ การค้นคิดพิจารณาอีกต่อไป จึงจะใช่ของจริง
ทุกข์แท้ๆ จะดับได้สิ้น เพราะปัญญาเห็นแจ้งตัวเดียวเท่านั้น พอรู้ก็... อ๋อ!!! พออ๋อ!!! ก็หมดทันที ดังเช่นเมื่อแสงสว่างเกิดขึ้น ความมืดก็จะหมดไปในทันที ทุกข์ก็เช่นกันจะหมดได้สิ้นเพราะปัญญาเห็นแจ้งตัวเดียวเท่านั้น เพราะ “แสงสว่างอื่นใดเสมอปัญญานั้นไม่มี”
การปฏิบัติธรรม เมื่อจิตเป็นสมาธิได้อย่างมั่นคง เห็นชัดเจนจนมั่นใจในตนจริงๆ แล้ว ควรจะทดสอบตัวเองด้วยการอยู่กับทุกปรากฏการณ์ให้ได้ คืออยู่กับทุกสถานที่ ทุกบุคคล ทุกผัสสะ ทั้งที่ดีและไม่ดี ชอบและไม่ชอบ หยาบและละเอียด บ้านหรือป่า มันจะไม่มีทั้งบ้านทั้งป่า เพราะมันรู้ว่าทุกที่สักแต่ว่าเป็นที่อยู่อาศัยเท่านั้นเองไม่มีอะไรเลยจริงๆ
ชีวิตอยู่ได้เป็นได้ทุกอย่าง ทางกายภายนอก เป็นได้ทั้งป่าทั้งบ้านอย่างไรก็ดี ตามเหตุตามปัจจัย ไม่ดูดรั้งหรือผลักต้าน ส่วนทางใจภายในจะไม่มีเป็นอะไรเลย อยู่กับทุกข์ได้โดยใจไม่ทุกข์ ทางกายเป็นธรรมดาเน้นที่ใจเท่านั้นเป็นสำคัญ ข้างนอกเป็นเพียงลีลาธรรมเท่านั้น ไม่มีอะไรอยู่กับกิเลสได้โดยใจไม่มีกิเลส เพราะกิเลส คือ เหตุแห่งทุกข์นั้น จะไม่สามารถย้อยกลับมาสู่ใจได้อีกเลย หากเหตุนั้นเคยดับไปแล้ว ด้วยปัญญาเห็นแจ้งในจิตตนจริงๆ ซึ่งตนเท่านั้นที่จะรู้ได้ด้วยตนเองเฉพาะตน อันเรียกว่า ปัจจัตตัง ผู้อื่นไม่มีใครจะรู้ได้ดีเท่าตนรู้ตนเห็นตน เพราะธรรมแท้ๆ เป็นเรื่องของตนในที่สุด จิตจะมีแต่รู้ที่ปกติ รู้ที่ไม่มี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 11:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อยากได้แบบสั้นๆก็ต้องฟังเทปของอาจารย์ดร.สนอง หายใจเข้า"พุธ"หายใจออก"โธ"จะท่อง 1 ชั่วโมง 2 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงหรือถึงเช้าเลยก็ได้ครับ นั่งโดยไม่เห็นอะไร ตื่นมาจิตจะสบายแจ่มใส ลองทำดูนะครับแล้วเข้ามาเล่าให้ผมฟังด้วยครับ มีสมาชิกและท่านผู้อ่านอยากทราบเช่นกันมีผู้เข้ามาอ่านถึง 2-3 หมื่นคนแล้วครับ แสดงว่าว่ามีคนสนใจกันมากครับ อย่าลืมเข้ามาบอกด้วยครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 15:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จำไว้จะได้ไม่ทุกข์ ~ ♡



ชนะตน .. เป็นคนดี
ชนะผี .. เป็นคนเด่น
ชนะโกรธ .. เป็นคนเย็น
ชนะทุกข์เข็ญ .. เป็นสุขในโลก

จำไว้จะได้ไม่ทุกข์ ~ ♡



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 15:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ธรรมชาติ คือการเปรียนแปลง เป็นไปตามระบบของสิ่งนั้นๆ ประกอบไปด้วยเหตุและปัจจัย..ผมฟังพระมา..
เห็นตถาคต..องค์ตถาคตผู้เป็นเยี่ยง เป็นอย่าง..
จะเห็นตถาคต..รู้จักตถาคตหรือไม่ หากไม่รู้จัก เห็นองค์ตถาคต ก็ยังไม่รู้จัก..
คงอ่านเข้าใจกระมังครับ ผมอธิบายตามที่ผมได้รับมา..
ผมขอยกตัวอย่าง องค์ตถาคต เป็นเป็นเชื้อกษัตย์ เราก็รู้กันอยู่ แต่ไม่ได้นำนิสัยขององค์ตถาคตมาพิจารณา
การฉันอาหาร..องค์ตถาคตก็มีข้อให้พิจารณา..เช่นต้องกินอย่างมีระเบียบ ไม่คุยกัน ไม่ทำเสียงดัง ไม่แย่งกันกิน ให้รู้จักแบ่งบัน ให้รู้จักลำดับชั้นในการอยู่การกิน..
แค่วัตรในการฉันอาหาร เราก็เรียนรู้จากองค์ตถาคตได้แค่นี๊ดเดียว..
จะลุก จะนั่ง จะเดิน ก็ต้องมีระเบียบการ จะพูด จะคิด จะทำ ก็มีระเบียบ..องค์ตถาคตท่านสอนใว้..
การได้อ่าน การได้ฟัง การได้เห็น ต้องน้อมนำไปพิจารณา
การได้รับ ไม่ใช่ว่าจะทำให้ผู้คนได้ขึ้นสวรรค์
หากแต่ได้รับแล้ว ก็ต้องน้อมนำไปพิจารณาประกอบดำเนินตามที่ได้ฟังธรรม เมื่อเข้าใจในธรรมที่ได้รับมา ก็จะปฏิบัติตามธรรมนั้น
หากแค่ไปวัด ถวายพัตราหารแด่ภิกษุ สามเณร แล้วก็ยกมือสาธุ..
ได้บุญ แค่อามิตรบูชา คือได้แค่บุญในสิ่งของที่บูชา
ยกมือไหว้ ก็ได้บุญแค่ฝ่ามือที่ไหว้..

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 4 มิ.ย. 13, 17:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
องค์ตถาคต ท่านสอนให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ไม่มีการรบกวนกัน ให้รู้จักการครองตน
การครองตน ท่านฯก็มีศีลเป็นเกาะกำบังไม่ให้เดินแบบเพรี่ยงพร้ำ แต่หากเกิดเพรี่ยงพร้ำ ก็ให้อดทนแก้ตนเองใหม่..แค่ไม่เพรี่ยงพร้ำในศีลทั้ง5 ก็ถือว่า..ปลอดภัย..
การเดินทางก็ใกล้องค์สัมมาฯไปทุกๆขณะ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 06:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทุกอย่างต้องมีพื้นฐานในการฝึกครับค่อยๆเป็นค่อยๆไปพื้นฐานดีแล้วทุกอย่างก็จะดีหมดครับ ท่านเฮโลจะค่อยเล่าจากประสบการณ์มาให้พวกเราฟังกันครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอให้ทุกท่านมีพระไตรลักษณ์คือ ศีล สมาธิและปัญญา ในการแก้ปัญหาชีวิต

และอริยสัจสี่ที่พระพุทธเจ้าค้นพบครั้งแรก คือ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ต้อง

เกิดกับทุกๆคน หากท่านใดยึดหลักการนี้ก็จะมีความสุขตลอดไป...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เผยโฉมหน้าจริงพระพุทธเจ้า


ด้วยแรงศรัทธา ประติมากรไทย เตรียมเผยประติมากรรมพระพักตร์ ที่แท้จริงของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างสรรค์จากข้อมูลทางโบราณคดี และลูกหลานตระกูลศากยะแท้
นายสันติ นักประติมากรรมไทย เปิดเผยถึง การค้นพบใบหน้าที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ร่วมกับนักวิชาการและนักโบราณคดีจากต่างประเทศ รวมทั้งลูกหลานสายเลือดที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าด้วย ซึ่งจะเปิดเผยในประเทศไทยเป็นที่แรกว่า จุดเริ่มมันมาจากความหลงใหลในพระพุทธศาสนา กระทั่งตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงไม่มีหน้าตาเหมือนบุคคลทั่วไป ทั้งที่ประสูติที่สวนลุมพินีวันที่มีอยู่จริง

นายสันติ กล่าวอีกว่า ตั้งแต่นั้นมาจึงมีความคิดที่จะสร้างพระพุทธเจ้าที่มีหน้าตาที่แท้จริงตามแนวคิดของตนขึ้นมา ทำให้ต้องเดินทางไปยังประเทศเนปาล ที่เป็นดินแดนประสูติ โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านพระพุทธศาสนาจากเนปาลร่วมให้ข้อมูล ที่สำคัญตนเป็นผู้เดียวที่ได้เข้าไปในศาสนสถานของกลุ่มสักยากาฐมาณฑุ ที่เฉพาะสายเลือดแท้ๆของพระพุทธเจ้าเท่านั้นที่เข้าได้ จนพบเศียรของพระพุทธเจ้าอายุประมาณ 1,900 ปี มีหน้าตาคล้ายกับคนท้องถิ่นของชาวเนปาลและอินเดียอย่างมากโดยการสร้างหน้าตาพระพุทธเจ้าที่แท้จริงนั้น ตนไม่ได้ลบหลู่เพราะมีเจตนาดี ซึ่งความลับนี้จะเปิดเผยขึ้นบริเวณประสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา ทั้งนี้ในอนาคตผมจะสร้างพระพุทธเจ้าโลหะขนาดหน้าตัก 18 เมตร สูง 22 เมตรซึ่งเป็นองค์ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย.


เครดิต นสพ.เดลินิวส์



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

การทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า
การทำสมาธิของคนส่วนใหญ่ประสบกับความล้มเหลว
หรือก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นลบกับการทำสมาธิ
เพราะขาดแนวทางที่ถูกต้อง
หรือมองแนวทางที่ถูกต้องแบบผิดๆ
ซึ่งก็หมายความว่ายิ่งทำสมาธิเท่าไร
ใจก็ยิ่งแกว่ง หรือห่างไกลจากสมาธิที่ถูกที่ชอบมากขึ้นเท่านั้น
ความเข้าใจขั้นพื้นฐานจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด
ถ้าขาดความเข้าใจแล้วกระโดดไปพยายามทำสมาธิเลย
เกือบร้อยทั้งร้อยจะพยายามเพ่งจับสิ่งใดสิ่งหนึ่งแน่นเกินไป
หรือไม่ก็จ้องบังคับความคิดของตัวเองให้ดับไปดื้อๆ
การทำสมาธินั้น ทุกคนหวังจะได้ผลเป็นความสุขสงบ
พูดง่ายๆ สมาธิคือการเปลี่ยนอึดอัดเป็นสบาย
แต่หลายคนทำสมาธิแล้วเปลี่ยนสบายเป็นอึดอัด
แล้วจะไปชอบใจหรือเห็นค่าของสมาธิได้อย่างไรกัน?
เพื่อจะมองเห็นทั้งเป้าหมายของสมาธิแบบที่พระพุทธเจ้าสอน
ตลอดจนทราบขั้นตอนของความสำเร็จอย่างชัดเจน
ก็ขอให้ทำความเข้าใจผ่านข้อสงสัยในหมู่นักเจริญสติ
ที่เกิดขึ้นบ่อยที่สุด และก่อให้เกิดความละล้าละลังที่สุด ดังต่อไปนี้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:28 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

๑) การทำสมาธิกับการเจริญสติต่างกันอย่างไร?
สมาธิคือภาวะของจิตที่ "ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว"
คือนิ่งอยู่กับตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งสิ่งอื่น
หรือเมื่อมีสิ่งอื่นมารบกวนก็ไม่แกว่งไกวตามง่ายๆ
สติคือภาวะของจิตที่ "รู้เรื่องรู้ราว"
คือไม่ใช่เอากันแค่นิ่งอยู่ในฝัก
แต่ตัดเชือกกันว่าเอาตัวรอดได้หรือเปล่าด้วย
เปรียบเทียบได้กับคนที่เผชิญกับอุบัติเหตุกะทันหัน
ต้องนิ่งด้วย แล้วก็มีความเฉียบคมฉับไวด้วย
จึงจะหลีกหลบสิ่งที่พุ่งเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว
ด้วยความเป็นอัตโนมัติทันเวลา
ทางพุทธเปรียบสิ่งกระทบหูตาและกายใจทั้งหลาย
ว่าเหมือนเป็นภัยหรือยาพิษ
เมื่อไม่รู้ว่าเป็นภัยหรือยาพิษเราก็ไม่หลีกหลบ
ผลลัพธ์คือจิตเกิดความเสียหายอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน
สัมมาสติคือฝึกรู้ในสิ่งที่ควรรู้
ไม่ว่าจะนับจากก้าวแรกที่เห็นลมหายใจ
ไปจนถึงก้าวสุดท้ายที่เห็นธรรมทั้งปวง
ล้วนแต่ควรรู้ว่าเหล่านั้นไม่เที่ยง
บังคับให้เป็นอย่างใจไม่ได้
ไม่อาจคงรูปให้เป็นตัวเป็นตนอย่างใดอย่างหนึ่งถาวร
เมื่อรู้ความจริงก็จะได้ไม่มีอาการยึด
เช่น เมื่อรู้แล้วว่าจิตไม่เที่ยง
บังคับจิตให้เป็นไปตามต้องการไม่ได้
เราก็จะได้ไม่คาดหวัง
ยึดมั่นสำคัญผิดว่าจะให้มันทรงนิ่งอยู่ตลอด
หรือเมื่อรู้แล้วว่ากายไม่เที่ยง
เหนี่ยวรั้งให้กายคงอยู่ในสภาพใดสภาพหนึ่งไม่ได้
เราก็จะหมดความทุรนทุรายเมื่อมันเหี่ยวย่นลง
หรือแม้กระทั่งร่างของบุคคลอันเป็นที่รักแตกดับ
เราก็จะไม่ร่ำร้องคร่ำครวญให้ร่างนั้นกลับฟื้นคืนชีพ
การเจริญสติมุ่งหมายเอาการฝึกรู้กายใจตามจริง
ผลลัพธ์สุดท้ายคือสมาธิที่เรียกว่า "อริยสมาธิ"
คือจิตตั้งมั่นรู้อยู่เองเป็นอัตโนมัติว่า
กายใจไม่เที่ยง ไม่ใช่ตัวเราจริงๆ
ดังนั้น ถ้าจะกล่าวโดยภาพรวม
ก็ต้องบอกว่าการทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้า
คือ "การเจริญสติ" แบบที่เราได้ยินกันมากขึ้นในยุคนี้นั่นเอง
เมื่อทำสมาธิจนเป็นอริยสมาธิเต็มขั้น
ก็คือการเกิดปรากฏการณ์ล้างผลาญกิเลสเป็นขั้นๆ
เรียกว่ามรรคผลขั้นโสดา สกทาคา อนาคา และอรหัตต์ตามลำดับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:29 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

๒) สมถะกับวิปัสสนาต่างกันอย่างไร?
สมถะหมายถึงการอาศัยวิธีอันเป็นธรรมใดๆ
ทำให้ใจสงบจากกิเลส เพื่อให้พร้อมรู้เป็นวิปัสสนา
พูดสั้นๆคือ "ทำจิตให้สงบลงพร้อมตื่นรู้ตามจริง"
ปัจจุบันคนมักพูดถึงการทำสมถะ
ว่าคือการนั่งสมาธิและเดินจงกรม
หรือหนักกว่านั้นคือสมถะเป็นเครื่องถ่วง
ไม่ให้สนใจวิปัสสนา
ติดสมถะแล้วคือได้ไปเป็นพรหม
หมดสิทธิ์เข้าถึงมรรคผลนิพพาน
สมถะเลยถูกมองเป็นผู้ร้าย
และเห็นวิปัสสนาเป็นพระเอก
ข้อเท็จจริงก็คือไม่มีใครเป็นผู้ร้าย
ไม่มีใครเป็นพระเอก
มีแต่ขาสองข้างที่พาเราเดินไปถึงฝั่ง
ขาดข้างใดข้างหนึ่งก็เรียกว่าขาเป๋
เดินลำบาก ไปถึงปลายทางได้ยาก
หรือยิ่งถ้าขาข้างที่เหลือป้อแป้ปวกเปียก
ก็อาจออกจากจุดเริ่มต้นไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
คำว่า "วิปัสสนา" นั้น
รากของนิยามมาจากที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสในวิธีเจริญสติ
ใจความคือให้
"ดูกายใจนี้ตามจริงเท่าที่ปรากฏอยู่เป็นปกติ"
และที่เป็นปกติเลยก็คือทั่วทั้งกายใจนี้
กำลังแสดงความไม่เที่ยงให้เราเห็นอยู่ตลอดเวลา
นับตั้งแต่ลมหายใจเข้าออกไปจนกระทั่งความรู้สึกนึกคิด
ใครจะทำหรือไม่ทำวิปัสสนา
กายใจก็แสดงความจริงอยู่อย่างนั้น
ผู้ทำวิปัสสนาเพียงแต่เข้าไปดู เข้าไปรู้อย่างยอมรับเท่านั้นเอง
ฟังดูเหมือนง่าย
แต่ลงมือทำจริงจะยาก
นั่นก็เพราะจิตกระเพื่อมด้วยพลังกระตุ้นของกิเลสอยู่เรื่อยๆ
เช่น แค่ไม่อยากยอมรับว่าเราเป็นฝ่ายผิด
จิตจะบิดเบี้ยว กิเลสจะกระตุ้นให้หาเหตุผลสารพัด
มาพูดให้ตัวเองเป็นฝ่ายถูก
คนเราสั่งสมนิสัยเช่นนี้กันโดยมาก
คนส่วนใหญ่จึงมีจิตที่ยอมรับตามจริงได้ยาก
หรืออย่างตอนฟุ้งซ่านหาทางแก้ตัวอยู่
ตอนฟุ้งซ่านหาทางมีความสัมพันธ์ทางเพศ
ตอนฟุ้งซ่านหาทางแก้เผ็ดคนที่ทำให้เราเจ็บใจ
จะไม่มีสิทธิ์เห็นความฟุ้งซ่าน
และความฟุ้งซ่านย่อมบดบังทุกสิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นโลกภายนอกที่ปรากฏตรงหน้า
หรือจะเป็นโลกภายในทางกายทางใจใดๆ
การทำสมถะจึงมีบทบาทสำคัญ ช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ยังกระเพื่อมไหวอยู่มาก
หากอาศัยสมถะมาช่วย ก็จะเห็นอะไรชัดกระจ่างแตกต่างไป
สรุปว่าสมถะคือการลดระดับความกระเพื่อมไหว
หรือสมถะคือการรักษาจิตไว้ไม่ให้กระเพื่อมไหวก็ได้
ประเด็นคือเมื่อจิตลดความกระเพื่อมไหวแล้ว
จึงค่อยมีความสามารถเห็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าต่อตาชัดๆ
ไม่ใช่เห็นแบบโคลงเคลง ไม่ใช่เห็นแบบโยกไปไหวมา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

๓) จะต้องเริ่มด้วยสมถะหรือวิปัสสนาก่อน?
มักมีการอ้างถึงพระอานนท์
ที่ท่านใจกว้าง เปิดรับทั้งลูกศิษย์ที่ชอบทำสมถะก่อนวิปัสสนา
หรือแบบที่อยากทำวิปัสสนาก่อนสมถะ
ตลอดจนแบบที่อยากทำทั้งสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป
ความจริงก็คือถ้าเราดูที่ตัวเองอย่างเข้าใจ
ว่าเหมาะกับอะไร
ไม่ถือเอาตายตัวเป็นสากลว่าเริ่มอันไหนก่อนถึงจะดีกว่า
ปัญหาก็จะหมดไป และไม่ต้องกังขาอยู่เนืองๆ
ยกตัวอย่างถ้าเป็นคนกลัดกลุ้มรุ่มร้อนในราคะ โทสะ โมหะอยู่เรื่อยๆ
ก็อย่าเพิ่งฝืนทำวิปัสสนาให้ยาก
ต้องหาทางลดความรุ่มร้อนลงเสียบ้าง
เช่น ลดเหตุแห่งความตรึกนึกถึงเรื่องกามและเรื่องโกรธ
หันมาแผ่เมตตาหรือปลงสังเวชในความเน่าเปื่อยแห่งกายเสียบ้าง
พอร้อนเปลี่ยนเป็นเย็น พอทะยานอยากเปลี่ยนเป็นสงบระงับ
จิตถึงค่อยพร้อมจะเห็นตามจริงแบบวิปัสสนาได้
แต่หากเป็นคนยอมรับตามจริงได้ง่ายมาแต่ไหนแต่ไร
เคยมีนิสัยเห็นประโยชน์ตามที่มันเป็นประโยชน์
เห็นโทษตามที่มันเป็นโทษ สำนักผิดตามที่ทำผิด
กับทั้งรักษาวาจาสัตย์ พูดคำไหนคำนั้นไม่กลับกลอก
ไม่พูดเอาดีเข้าตัว ไม่โยนชั่วให้คนอื่น
เช่นนี้ไม่ต้องพยายามทำสมถะมากก็ยกขึ้นวิปัสสนาได้เลย
ทำวิปัสสนาไป เดี๋ยวจิตคลายความยินดีในกิเลสทั้งหลาย
กลายเป็นสมถะไปในตัวได้เอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

๔) อานาปานสติคืออะไร?
อานาปานสติเป็นทั้งการทำสมาธิและการเจริญสติ
เป็นทั้งสมถะและวิปัสสนาในคราวเดียวกัน
แต่อย่างที่กล่าวแล้วว่าต้องมี "ความเข้าใจ" เป็นทุนก้อนแรกไว้ก่อน
หากปราศจากความเข้าใจแล้ว
อานาปานสติอาจเป็นสมาธิเก๊ๆ เป็นการเจริญสติเทียมๆ
หรืออาจเป็นสมถะถ่วงความเจริญ หรืออาจเป็นวิปัสสนายาพิษ
แทนที่จะเห็นอะไรตามจริง
กลับเห็นแต่อะไรที่ส่งเสริมสนับสนุนให้เข้าข้างตัวเอง
พอกพูนมานะอัตตาให้ยิ่งๆขึ้นไปได้ทุกวัน
ขอให้ทำความเข้าใจอย่างถูกต้อง
หากกล่าวว่าอานาปานสติเป็นสมาธิ
ก็หมายความว่าเป็นสมาธิ
ที่อาศัยลมหายใจเป็นหลักตรึงจิตให้ตั้งมั่น
หากกล่าวว่าอานาปานสติเป็นการเจริญสติ
ก็ต้องหมายความว่าเป็นการเจริญสติ
ที่อาศัยการยอมรับตามจริงว่าลมหายใจไม่เที่ยง
ยอมรับตามจริงว่าเมื่อใดถึงเวลาเข้า เมื่อใดถึงเวลาออก
เมื่อถึงเวลาควรหยุด
กระทั่งเห็นชัดขึ้นมาเองว่าลมหายใจนั้น
เข้าแล้วต้องออก ออกแล้วต้องหยุด หยุดแล้วก็ต้องเข้าใหม่
เดี๋ยวก็ยาว เดี๋ยวก็สั้น หาความเที่ยงไม่ได้
มีแต่ภาวะพัดไหวของธาตุลม
ไม่ได้ต่างจากสายลมที่พัดกิ่งไม้ใบหญ้าแม้แต่นิดเดียว
เห็นจนพอ ในที่สุดจิตก็ยอมรับตามจริงว่าลมไม่เที่ยง
ไม่มีลมไหนเลยในชีวิตที่เป็นตัวเรา
ไม่มีลมไหนเลยที่เป็นบุคคล ตัวตน เราเขา
แม้สุขที่เกิดจากอานาปานสติ
ตั้งอยู่ได้นานแค่ไหนก็ต้องเสื่อมลงเป็นธรรมดา
ไม่ต่างจากลมหายใจแต่อย่างใดเลย
เมื่อเข้าใจอยู่ด้วยมุมมองข้างต้น
คำว่าสมถะและวิปัสสนาก็กลายเป็นเครื่องเสริมกัน
ไม่ใช่ศัตรูที่ต้องมาตีกันในอานาปานสติ
ลมหายใจและความสุขสดชื่นจะเป็นเครื่องล่อใหม่
ให้จิตของเราผละออกมาจากเหยื่อล่อแบบโลกๆ
นั่นถือเป็นสมถะ ยกจิตให้พร้อมรู้
และความไม่เที่ยงของลมหายใจที่ปรากฏให้รู้
ก็จะก่อให้เกิดปัญญาเห็นตามจริง
กระทั่ง "ทิ้ง" อุปาทาน เกิดปรากฏการณ์มรรคผลขึ้นในที่สุด



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:32 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

๕) ทำอานาปานสติควรลืมตาหรือหลับตา?
คำตอบคือขึ้นอยู่กับว่าเรามีเวลาเท่าไร ทำที่ไหน
มีเวลามากสักชั่วโมงหลับตาก็ดีจะได้ไม่วอกแวก
มีเวลาน้อยตอนคอยใครจะลืมตาก็ดีจะได้ไม่หลงเพลิน
ในอานาปานสติสูตร
พระพุทธเจ้าไม่ได้ทรงเจาะจงให้ลืมตาหรือหลับตา
แต่ขอให้พิจารณาตามจุดยืนจริงๆของแต่ละคน แต่ละขณะ
ถ้าลืมตาจะวอกแวกตามเหยื่อล่อสายตาไหม?
ถ้าหลับตาจะเคร่งเครียดเห็นนิมิตล่อใจวุ่นวายไหม?
ถ้ากำลังลืมตาหรือหลับตาแล้วเกิดข้อเสียใดๆ
ก็สลับกันเสีย เพื่อขับไล่ข้อเสียนั้นๆไป เท่านี้ก็จบ
หากลืมตาแล้วรู้ลมหายใจได้ต่อเนื่อง ก็ควรลืมตาให้มาก
หากหลับตาถึงจะรู้ลมหายใจได้นานๆ ก็ควรหลับตาให้ต่อเนื่อง
อย่าไปกลัว หรือไปยึดรูปแบบว่าจะเอาอย่างไหนถึงจะถูก
เพราะมันถูกตรงจิต ตรงสติ ตรงความสามารถรู้ความไม่เที่ยง
ไม่ใช่ถูกตรงหลับตาหรือลืมตา
สำหรับคนส่วนใหญ่จะพบว่าการหลับตา
คือการปิดกั้นเครื่องรบกวนสายตา อันนี้ก็ถูก
แต่สำหรับคนอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ถูกรบกวนด้วยเครื่องล่อตาง่ายๆ
และสมัครใจลืมตาทำอานาปานสติ อันนี้ก็อย่าว่ากัน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 5 มิ.ย. 13, 11:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

๖) ทำอานาปานสติควรนั่งขัดสมาธิหรือนั่งเก้าอี้?
ถ้านั่งขัดแข้งขัดขานานๆ
กล้ามเนื้อจะหดเกร็ง
และยิ่งถ้าได้ความพยายามเพ่งลมหายใจมาเสริม
สักพักเดียวก็อาจพบว่าเหน็บกินเหมือนร่ำๆจะพิการได้
แรกเริ่มจึงควรนั่งเก้าอี้ก่อน
อย่าไปติดยึดว่านั่งขัดสมาธิได้ถึงจะเก่งหรือถึงจะถูก
เมื่อนั่งเก้าอี้เจริญอานาปานสติจนบังเกิดความชุ่มชื่นแล้ว
คุณจะรู้สึกว่ากล้ามเนื้อผ่อนคลายสบายมาก
เพราะร่างกายหลั่งสารดีๆออกมา
และจิตก็ไม่ก่ออาการบีบคั้นร่างกายดังเคย
ถึงตรงนั้นถ้าเลื่อนขั้นมานั่งขัดสมาธิ
ก็จะได้ความสมดุลครบวงจร
ตามที่พระพุทธเจ้าแนะว่าอานาปานสติที่สมบูรณ์


๗) เสียงช่วยกำกับการฝึกอานาปานสติมีประโยชน์อย่างไร?
ปกตินักทำสมาธิหรือนักเจริญอานาปานสติมือใหม่
จะจับทิศจับทางไม่ถูก ได้หน้าลืมหลัง ไม่รู้จะเริ่มหนึ่ง สอง สามอย่างไร
ถ้ามีเสียงบอกคอยช่วย ก็จะมีประโยชน์ตรงที่ไม่ต้องหลงทาง
เหมือนคนเพิ่งฟื้นจากสลบกลางหมอกจัด
ถ้ามีใครมาจูงมือและคอยบอกว่าต้องก้าวขึ้นบันไดอย่างไร
เตือนให้ช้าหรือเร่งให้เร็วตามความเหมาะสมที่จังหวะไหน
โอกาสจะเข้าเขตปลอดโปร่ง ไม่ต้องหลงวกวนค่อยสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อจับหลักได้ถูกต้องแม่นยำแล้ว
ก็ไม่ควรอาศัยเสียงเป็นเครื่องช่วยกำกับ
เพราะเสียงเป็นปฏิปักษ์กับสมาธิจิต
ถ้าคอยพะวงฟังเสียงหรือแปลความหมายของเสียงอยู่
จิตก็จะไม่วิเวกเต็มรอบ เข้าถึงฌานได้ยาก
ไฟล์เสียงช่วยกำกับการฝึกอานาปานสติจากดังตฤณ
แบ่งออกเป็นหลายช่วง
จุดประสงค์เป็นไปเพื่อให้ฟังแล้วเข้าใจตลอดสาย
ว่าจะดำเนินจิตแบบนับหนึ่ง สอง สาม กันท่าไหน
ขณะหนึ่งๆอยู่ตรงขั้นใดของอานาปานสติ
และกระทั่งจะนำไปเทียบเคียงกับโพชฌงค์ได้อย่างไร


เครดิต ดังตฤณ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 6 มิ.ย. 13, 10:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บางท่านก็สวดอาระหังสัมมาๆๆๆๆๆๆ หายใจเข้าออกจนจิตสงบและไม่เห็นอะไรครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 6 มิ.ย. 13, 17:30 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

บางท่านนั่งหักโหมมากไป ต้องการเห็นนิมิต เห็นนางฟ้า เห็นเทวดานั้นผิดครับ การนั่งไม่ต้องการเห็นสิ่งใดๆทั้งสิ้นครับ จิตว่างจิตสงบแล้วมันก็จะเข้าขั้นละเอียดอ่อนแม้แต่การหายใจจะแผ่วเบาคล้ายเหมือนไม่หายใจครับ ต้องค่อยเป็นค่อยๆไปครับ อย่าหักโหมจำไว้ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 7 มิ.ย. 13, 07:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

.........................................................................

.........................................................................


กัลยาณมิตร หมายถึง ความหมายของกัลยาณมิตร


กัลยาณมิตร หมายถึง ความหมายของกัลยาณมิตร กัลยาณมิตร คือ อย่างไร กัลยาณมิตร มิได้หมายถึง เพื่อนที่ดี ตามความหมายทั่วไปเท่านั้น แต่ยังหมายถึงบุคคลผู้เพียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ที่จะสั่งสอนแนะนำ ชี้แจงชักจูง ช่วยบอกหนทาง หรือเป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องดีงามดังเช่นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย บทความดีๆ

บุคคลใดแวดล้อมด้วย กัลยาณมิตร ผู้ตักเตือนมิให้เราทำความชั่วร้าย และส่งเสริมให้ทำแต่ความดีงาม จึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่สั่งสมบุญไว้ดีแล้ว ลักษณะของกัลยาณมิตรคือ ช่วยเหลือและป้องกันเมื่อ เพื่อนประมาท ร่วมทุกข์ ร่วมสุขไม่ทอดทิ้งเพื่อน แนะนำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เพื่อน กัลยาณมิตร มีความรักใคร่สนิทสนมจริงใจไม่คิดร้ายต่อกัน นิยามของคําว่าเพื่อน




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 10 มิ.ย. 13, 14:40 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอเชิญคุณzapatacut เข้ามาร่วมสนทนาธรรมบ่อยๆและร่วมในกระทู้อื่นด้วยครับ..


เนื่องจากคนเรานั้นขาดที่พึ่งยึดเหนี่ยวจิตใจการดำรงชีวิตจึงเดินผิดเดินถูก หากท่านมีธรรมะอยู่ในใจท่านก็จะมีสิ่งยึดเหนี่ยวให้ท่านนั้นเดินบนเส้นทางที่ถูก สว่าง สง่างามเป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไปและคนรอบข้างก็จะเข้ามาใกล้ชิดด้วยความเมตตากรุณาต่อกันและเป็นกัลยาณมิตรที่ดีสืบต่อไปตลอดชีวิตครับเพราะมนุษย์นั้นต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันเพื่อมาสร้างบุญบารมีและกุศลผลบุญร่วมกันสืบไปครับ..ผู้ที่เข้ามาอ่านก็จะมีความสุขความเจริญรุ่งเรืองการงานก้าวหน้าตลอดไปครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  ธรรมะ 

หน้า: 1

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม