หน้า: 1 2  ทั้งหมด

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: บางสิ่งที่ ไอน์สไตน์ ค้นพบ และ พระพุทธเจ้าตรัสรู้  (อ่าน 5193 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 18:05 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

บางสิ่งที่ ไอน์สไตน์ ค้นพบ และ พระพุทธเจ้าตรัสรู้



“ธรรมะพิสูจน์ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ บางสิ่งที่ไอน์สไตน์ค้นพบ พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้มาก่อนแล้วนานนับพันปี”

ทันตแพทย์ สม สุีจีิรา ได้นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีมาเชื่อมโยง และผสมผสานเข้ากับความรู้ทางพุทธศาสนา เพื่อที่จะพิสูจน์ความจริงให้ผู้อ่านได้เห็นว่าสิ่งที่อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะอันดับหนึ่งตลอดกาลของโลก ได้ค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีสัมพันธภาพ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ อย่าง สสาร พลังงาน จักรวาล ปรมาณู การยืดหดของเวลา นั้น เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ค้นพบมาก่อนแล้วเมื่อ 2,500 ปีที่ผ่านมา

การค้นพบของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการค้นพบทางนามธรรม ซึ่งยากต่อการพิสูจน์ เมื่อไอน์สไตน์ได้คิดทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมา การค้นพบส่วนหนึ่งของพระพุทธเจ้าจึงได้รับการพิสูจน์ และยืนยันด้วยการคำนวณทางคณิตศาสตร์

“น่าจะเป็นประโยชน์ที่งานเขียนชิ้นนี้จะเป็นการเชื่อมโยงให้เห็นว่า การค้นพบทางวิทยาศาสตร์และพุทธศาสนานั้น มีความสอดคล้องกัน แม้ว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ของไอน์สไตน์นั้นจะเป็นเพียงส่วนน้อย เมื่อเทียบกับการค้นพบของพระพุทธเจ้าก็ตาม”

คุณหมอ เล่าว่า ตนเองเริ่มสนใจเรื่องราวของธรรมะจริงๆ จังๆ ก็เมื่อประมาณปี 2543 หรือเมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว โดยเริ่มต้นจากการทำกรรมฐาน ด้วยการชักชวนของคุณหญิงสุกฤตา เภกะนันท์ โดยได้มีโอกาสไปศึกษาธรรมะกับพระอาจารย์ภัททันตะ อาสภมหาเถระ ธัมมาจริยา พระอาจารย์ชาวพม่า เนื่องจากในตอนนั้นกำลังมีปัญหาหลายเรื่องเข้ามาในชีวิต

ทันตแพทย์สม สุจีรา

“ตอนนั้นที่เริ่มไปฝึกกรรมฐานก็เพราะว่ามีปัญหาหลายอย่างรุมเร้าเข้ามาในชีวิต แต่ตอนนั้นไม่รู้จักเรื่องสมาธิวิปัสสนาหรอก เพราะเรียนจบทันตแพทย์ก็ไปเรียนต่อจิตวิทยาตะวันตกอีก 5 ปีจนจบปริญญาโท และคิดว่าเป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ด้วยซ้ำ เหมือนตอนแรกแค่ลองไปดูว่าเป็นอย่างไร เพราะลองแก้ปัญหาด้วยตัวเองแล้วรู้สึกว่าจิตวิทยาตะวันตกแก้ปัญหาไม่ได้ทั้งหมด เพราะจิตวิทยาตะวันตก ทางจิตแพทย์ของตะวันตกก็ยอมรับว่ารักษาหายได้ไม่ถึง 5% คนที่มาหาจิตแพทย์ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีของใครก็รักษาไม่หาย เพราะเป็นการรักษาที่พฤติกรรมแบบผิวเผินเท่านั้น

แต่พอเริ่มฝึกกรรมฐานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่า ศาสนาพุทธจะสอนให้มองไปถึงเรื่องของจิต ซึ่งเป็นต้นเหตุของพฤติกรรม และความทุกข์มากกว่า ตอนที่ไปปฏิบัติธรรมกลับมา สิ่งที่ได้คือ สติสัมปชัญญะ ฝึกไปสักพักจะรู้สึกว่าตัวเรามีสติ และพอมีสติ ปัญหาต่างๆ เราจะแก้ไขได้เอง เหมือนกับเรามองอะไรได้ชัดขึ้น เหมือนตอนที่มีปัญหาวุ่นวาย เรามองเห็นวิธีแก้ไขไม่ชัด เหมือนมันมีวิธีแก้อยู่แล้วในตัวเราแล้วละ แต่เรามองไม่เห็น พอมีสมาธิมากขึ้นก็มองเห็นอะไรชัดขึ้น เหมือนสติมา ปัญญาเกิด ทุกคนสามารถแก้ไขปัญหาได้เอง”

จากการนั่งวิปัสสนากรรมฐานนี่เอง ทำให้คุณหมอสมเริ่มคิดว่าจะทำอย่างไรให้สิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และเห็นสิ่งต่างๆ ด้วยสัพพัญญุตญาณนั้นสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เพราะผู้ที่เรียนสายวิทยาศาสตร์มาส่วนใหญ่ รวมไปจนถึงตัวคุณหมอด้วยนั้น มักจะไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ และถึงจะเชื่อก็อาจจะยังสงสัยว่า พระพุทธเจ้าตรัสได้อย่างไร ทั้งเรื่องจักรวาล พลังงาน เวลา ปรมาณู หรืออาจจะมีคนมาเขียนทีหลัง เพราะเรื่องของปรมาณูเมื่อ 2,500 ปีที่แล้ว ไม่น่าจะมีใครรู้จัก แต่ทำไมพระพุทธเจ้าถึงตรัสว่ามีอะไรอีกมากมายในจักรวาลนี้

“ไอน์สไตน์นับเป็นนักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะที่ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกให้เป็นบุคคลแห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ว่าเป็นทฤษฎีสัมพันธภาพ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านอื่นๆ ซึ่งเรื่องของไอน์สไตน์นี่ผมก็เรียนมาตั้งแต่ปี 1 ที่มหาวิทยาลัยมหิดล และถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ในดวงใจของคนเรียนสายวิทย์เลยก็ว่าได้ แล้วพอได้ศึกษาเรื่องพุทธศาสนาแล้ว ทำวิปัสสนากรรมฐานแล้ว ผมก็เห็นในเรื่องของเวลาที่เหลื่อมล้ำ แต่ถ้าจะมาบอกว่าทำสมาธิแล้วเห็นอย่างโน้น อย่างนี้ ในตลาดมีเยอะมากแล้ว แต่ไม่เคยมีใครอธิบายเลยว่าที่เห็นอย่างนั้น อย่างนี้ได้นั้นเพราะอะไร เราก็เลยเอาทฤษฎีของวิทยาศาสตร์มาอธิบายพุทธศาสนา จึงเกิดเป็นไอน์สไตน์พบ พระพุทธเจ้าเห็น เล่มนี้ขึ้นมา

ไอน์สไตน์นี่ตอนหลังเขาก็มาศึกษาเรื่องศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้านะ แล้วเขาก็ทึ่งมาก จนเขาบอกว่า ศาสนาพุทธพิสูจน์เรื่องต่างๆ มาก่อนเขา เช่น เรื่องเวลา ปรมาณู แต่เพราะเขามีการคำนวณเข้ามาเกี่ยวด้วย คนเลยเชื่อเขามากกว่า และหลายเรื่องที่เขาพิสูจน์มา ศาสนาพุทธก็ได้พูดไว้ก่อนแล้ว และยังมีหลายทฤษฎีที่เขาพิสูจน์ไม่เสร็จ ไม่อย่างนั้นจะพิสูจน์สิ่งที่พระพุทธเจ้ารู้ได้อีกมาก เช่น ทฤษฎีรวมแรง กับเรื่องเหาะเหินเดินอากาศ เพราะทุกวันนี้เราถูกแรงโน้มถ่วงดูดให้ติดกับโลก ไอน์สไตน์พยายามหาว่ามันคืออะไร เรารู้ว่ามีแรงชนิดหนึ่งดึงเราให้ติดกับโลก แต่หาไม่ได้ แรงไฟฟ้าเรารู้แล้ว เราสามารถนำมาทำอะไรได้เยอะแล้ว คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเราก็รู้แล้ว พลังงานนิวเคลียร์เราก็รู้แล้ว แต่แรงโน้มถ่วงนี่คืออะไรไม่รู้ ซึ่งถ้าหาได้คนเราก็อาจจะลอย เหาะเหินเดินอากาศได้เหมือนที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ซึ่งไม่ใช่เรื่องเหนือธรรมชาติ เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติที่ยังไม่มีใครค้นพบ แต่พระพุทธองค์ค้นพบไปแล้ว เพียงแต่ท่านไม่สอน เพราะไม่ใช่หนทางของการหลุดพ้นเท่านั้น”



คุณหมอนักเขียน บอกว่า หนังสือเล่มนี้อาจจะให้คนที่ศึกษาวิทยาศาสตร์ได้เข้าใจเรื่องของพระพุทธศาสนามากขึ้น เสมือนกับหนังสือเล่มนี้จะเป็นตัวช่วยในการเชื่อมวิทยาศาสตร์ และพระพุทธศาสนาเข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง และหากว่าหนังสือเล่มนี้จะสามารถทำให้คนที่เรียนวิทยาศาสตร์มาอ่านและเข้าใจศาสนาพุทธได้สักคน คุณหมอก็ดีใจแล้ว

ถึงอย่างนั้นคุณหมอก็ยอมรับว่า หนังสือเล่มนี้อาจจะอ่านยาก และเข้าใจยากสักหน่อย ถ้าใครที่ไม่เคยเรียนวิทยาศาสตร์มา หรือไม่เคยศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างจริงๆ จังๆ อาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่สำหรับ 2 เล่มต่อไป ซึ่งก็คือ ทวารทั้ง 6 และเกิดเพราะกรรมนั้น จะเข้าใจได้ง่ายขึ้น และสามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตได้

“2 เรื่องต่อไปคือ เรื่องเกิดเพราะกรรม ก็จะนำเอาทฤษฎีไร้ระเบียบมาอธิบายเรื่องของกรรม ส่วนเรื่องทวารทั้ง 6 นั้น จะเป็นเรื่อง ของ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จะเอาศาสนาพุทธ วิทยาศาสตร์ และแพทยศาสตร์มาไว้รวมกัน จะมีการวิเคราะห์สมองผู้หญิงกับสมองผู้ชายว่าต่างกันอย่างไร เพราะสมองเป็นตัวแปรภาพจากทวาร ทั้ง 6 เล่มนี้จะสนุก อ่านง่าย และสามารถนำมาปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย” คุณหมอกล่าว ทิ้งท้าย


เครดิต โพสต์ทูเดย์

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 19:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้ากับวิทยาศาสตร์
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเรื่องของ ปรมาณูหรืออะตอมไว้ ว่ามีขนาดเล็กแค่ไหน ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ก็จัดได้ว่าเล็กมากที่สุด ซึ่งพระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า
1 ธัญญามาตร (ขนาดเล็กของเมล็ดข้าว)ประกอบด้วย 7 อูกา (ศรีษะของตัวเล็น)
1 อูกา ประกอบด้วย 7 สิกขา (รอยขีดเล็กๆ)
1 สิกขาประกอบด้วย 37 รถเรณู (ละอองเกษรดอกไม้)
1 รถเรณู ประกอบด้วย 36 ตัชชารี (ละอองรังสีในแสงแดด)
1 ตัชชารี ประกอบด้วย 36 อนู (อนุภาคขนาดเล็ก)
1 อณู ประกอบด้วย 36 ปรมาณู
1 ปรมาณู แบ่งแยกไม่ได้อีก เพราะหากแยกต่อไปจะหมดสภาพของสารนั้น
จะเห็นได้ว่าเม็ดข้าวหนึ่งเม็ด จะมีขนาดประมาณ(วัดจากแนวนอน) กว้างประมาณ0.7ซม สูงประมาณ0.2ซม
และหนาประมาณ0.2ซม จะประกอบไปด้วยอะตอมประมาณ 84,000,000 อะตอม
ดัง นั้น 1 ปรมาณูหรืออะตอมจะขนาดประมาณ 0.36 นาโนเมตร (nm = 10(-9) m) จัดได้ว่าเป็นสสารที่เล็กที่สุดแล้ว ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้น แสดงการคำนวณหารัศมีของอะตอมของธาตุไฮโดรเจน ซึ่งเป็นขนาดของอะตอมที่เล็กที่สุด ตามทฤษฎีของ Bohr ได้รัศมีของไฮโดรเจน rH = 0.053 นาโนเมตร(ค่านี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Bohr's radius) ค่า 0.036x10(-9) และ 0.053x10(-9) แม้จะแตกต่างกัน แต่ถือว่าอยู่ใน order เดียวกัน คือในลำดับความละเอียด ขนาด 10(-9) เมตรเหมือนกัน จำนวนอะตอมของธาตุอะลูมิเนียมในโลหะอลูมิเนียม 1 กรัม มีมากถึง 2 x1022 อะตอม คำนวนออกมาได้2หมื่นล้านล้านล้านอะตอม เลข0ต่อท้าย23ตัว อะตอมประกอบไปด้วย นิวเคลียส มีอนุภาคประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ที่อยู่รวมกัน และมีอิเล็กตรอน วิ่งวนอยู่รอบๆ และเล็กกว่าโปตรอน1,000เท่า ประกอบด้วย ควาร์ก และก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เล็กกว่าอะตอมแล้ว ซึ่งการค้นพบของพระพุทธเจ้าเป็นการค้นพบในรูปแบบนามธรรมยากต่อการเข้าใจ แต่ อัลเบิร์ตไอสไตน์ ค้นพบในแบบรูปธรรมให้เห็นให้เข้าใจว่าอะตอมเป็นแบบนี้ และถ้ามองลึกลงไปจะเห็นว่าอะตอมแต่ละตัวนั้นมีการเรียงตัวกันเองโดยที่ไม่ ได้มีการยึดติดใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นเพียงการรวมตัวของธาตุอะตอมนั้นๆ
ทำ ให้นึกถึงคำพูดของพระพุทธเจ้าว่า อย่ายึดติดใน รูป รส กลิ่น เสียง ขนาดอะตอมซึ่งเป็นสสารวัตถุแท้จริงแล้วยังไม่ได้ยึดติดแล้วทำไมมนุษย์ต้องไป ยึดติดกับ รูป รส กลิ่น เสียง ด้วย
พระพุทธเจ้ารู้ว่าโลกนี้กลมมา 2500 กว่าปีแล้ว ท่านตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร ว่า "โลกนี้กลมเหมือนผลมะขามป้อม"
ก็ คือโลกมีลักษณะกลมๆแต่ไม่ถึงกับกลมเหมือนลูกปิงปอง เพราะโลกเรามีทั้งภูเขาที่มีความสูงต่ำไม่เท่ากันจึงทำให้รู้ว่าโลกลักษณะ ที่ไม่เรียบคับ ในสมัยโบราณมนุษย์ยังคิดว่าออกมหาสมุทรไปเรื่อยๆจะตกขอบมหาสมุทร หรือยังคิดว่าโลกแบนเป็นกล้วยทับอยู่คับ แต่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะรู้ว่าโลกกลม เมื่อตอนที่ส่งจานดาวเทียมขึ้นไปเองคับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 19:13 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้าอธิบายถึงการมีอยู่ของโลก ไว้ว่าแบบไหน

" โลกตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
"บนแผ่นน้ำ" (พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
" แผ่นน้ำตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
" บนลม"(พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
" และลมตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
" บนอวกาศ"(พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
" และอวกาศเล่าตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
" มากเกินไปเสียแล้ว พราหมณ์เอ๋ย อวกาศมิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดค้ำอวกาศไว้เลย"(พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
ถ้า มนุษย์ขึ้นไปอยู่บนอวกาศจะเห็นได้ว้าแผ่นดินมี1ใน4 ส่วนของน้ำ จะเห็นว่าเหมือนแผ่นดินตั้งอยู่บนน้ำ และถ้าอยู่สูงขึ้นไปอีกจะเห็นว่าชั้นบรรยากาศห้อหุ้มโลก ที่เหมือนห่อหุ้มน้ำไว้ อากาศนั้นหนาประมาณ22กิโลเมตร ก็เปรียบเหมือน น้ำตั้งอยู่บนลม และถ้าออกจากชั้นบรรยากาศ ก็จะเป็นอวกาศ ก็เปรียบเสมือนอากาศตั้งอยู่บนอวกาศ และอวกาศไม่ได้ตั้งอยู่บนที่ใดแล้ว และยังไม่มีที่สิ้นสุดด้วย

พระพุทธเจ้าจำแนกขั้นตอนการเกิดของมนุษย์ เมื่อเปรียบเทียบกับการเจริญของเชลล์ไข่ที่ผสมอสุจิมนุษย์แล้วมีดังนี้
เมื่อ เชลล์ไข่ผสมกับอสุจิ ภายใน 10-12 ชั่วโมง นิวเคลียสของทั้งสองก็จะรวมตัวอย่างสมบูรณ์ เรียกว่า การปฏิสนธิ (หมายถึง กลละ ในพระสูตร)
หลังจากนั้นจะมีการแบ่งเชลล์ 30-37 ชั่วโมง เรียกกว่า ไชโกด แล้วก็จะกลายเป็นกลุ่มเชลล์ เรียกว่า เอ็มบริโอ (หมายถึง อัพพุทะ ในพระสูตร)
หลังจากนั้นเจ็ดวัน เอ็มบริโอ ก็จะเคลื่อนที่ฝังในผนังมดลูก (หมายถึง เปสิ ในพระสูตร)
หลังจากนั้น 3 สัปดาห์ เริ่มมี หัวใจ สมอง และไข่สันหลัง (หมายถึง ฆานะ ในพระสูตร)
หลังจากนั้น 4 สัปดาห์ เริ่มมีปุ่มแขนขา จนถึงสัปดาห์ที่ 7 (เป็นช่วง ปรากฏ 5 ปุ่ม ในพระสูตร จนปรากฏ ศีรษะ แขนขา ชัดเจน)
หลังจากนั้นก็จะพัฒนา อวัยวะ ต่างๆ จนครบสมบูรณ์ ด้วยอาศัยอาหารจากมารดา (ซึ่งตรงตามพระสูตรทุกอย่าง)

เห็น ได้ว่าพระพุทธเจ้ารู้การเกิดของมนุษย์ ตั้งแต่เมื่อ2,500ปีมาแล้ว ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะเครื่องอุล ตร้าซาวนด์ (The ultrasound scan) และยังเป็นการเจริญเติบโตจากภายใน ยากที่มนุษย์ยุคนั้นจะรู้แต่พระพุทธเจ้าก็ได้ตอบไว้หมดแล้ว นักวิทยาศาสตร์เพิ่งได้เห็นการเจริญเติบโตมนุษย์ในครรภ์ได้ไม่ถึงร้อยปีคับ


noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 19:15 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

และที่ทำให้ ไอสไตน์ และเหล่าวิทยาศาสตร์ทึ่งก็คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้า กล่าวเอาไว้ว่า
เวลาในโลกมนุษย์ สวรรค์ นรกไม่เท่ากัน ซึ่งวิทยาศาสตร์เพิ่งจะพิสูจย์ได้โดย ทฤษฏีสัมพันภาพของไอน์สไตน์
ว่า เวลาในแต่ละที่ไม่เท่ากัน แม้กระทั่งใน ยานอวกาศ และ ดาวแต่ละดวง โดยเฉพาะใน blackhole ที่มืดมิดที่สุด แสงโดนดูดจนหมดสิ้น จะมีเวลานานที่สุด

นักวิทยศาสตร์ชาวพุทธคนนึงได้ เอาแผนที่ของ blackhole ทุกๆที่ มาทาบกับ เรื่องราวของภพสาม
ก็คือ เขาพระสุเมรุ นรก สวรรค์ และ โลกมนุษย์ ผลจากการทาบแผนที่ของ black hole
พบว่า ตำแหน่งของ blackhole ตรงกับตำแหน่งของ ขุมนรกต่างๆ พอดี และตรงกับคำของพระพุทธเจ้าว่า เวลาในนรกยาวนานที่สุด
เพราะแสงเดินทางได้ช้าที่สุด ตามทฤษฏีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์
ดังนั้นใครไม่อยากลงนรก ผิดศีล เป็นประจำ ถ้านิดหน่อยไม่เป็นไร
หาก ผิดไปแล้ว ให้ลืมทุกสิ่งที่ผิดมาแล้ว เริ่มใหม่ แต่ถ้าจะกันเหนียวให้สร้างพระพุทธรูป เป็นการปิดอบาย หรือ บวช ปิดอบาย ไม่ตกนรก แต่ยังมีวิบากกรรมอยู่ เอาไว้ใช้กรรมตอนเกิดใหม่

แต่หาก ผิดข้ออนันตยกรรม5ข้อ อันได้แก่
1. ทำร้ายพระพุทธเจ้าเพียงห้อเลือด แบบ พระเทวทัต
2. ฆ่าพระอรหันต์
3. ฆ่าบิดามารดา ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็น การุณฆาต ก็ผิดเช่น แม่ป่วยมากเจ็บปวดอย่างทรมาณ อยากตายให้เราช่วยหน่อย ก็ยังผิด
4. ทำสงฆ์แตกแยก แบบ พระเทวทัต
5. ... ฝากไว้เป็นการบ้าน ใครตอบได้ช่วยหน่อย ลืม


จากทั้ง 5 ข้อ ถ้าผิดไปแล้ว คงไม่มีอะไรช่วยได้ เพราะจะดิ่งสู่ โลกันต์นรก ที่แสนทรมาณและยาวนาน (super blackhole)
รอพระพุทธเจ้ามาโปรดเป็น ล้านๆๆๆ พระองค์ ก็ยังไม่ออกจากขุมนี้


และอีกเรื่องของกรมอนามัยโลก วิเคราะว่ามนุษย์ยุคนี้มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 75 ปี
ดันมาตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า ทุกๆ 100 ปี อายุนนุษย์จะลดลง 1 ปี
ดังนั้น ศาสนาพุทธผ่านมาประมาณ 2552 ปี อายุเฉลี่ย= 2500/100=25 ปี
100(อายุเฉลี่ยของคนในยุค 2500 ปีที่แล้ว) - 25 ปี =75 ปีพอดี


น่าทึ่งมากๆๆ ขนาดไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า ผมเป็นคนไม่มีศาสนา แต่ถ้าจะให้ผมนับถือศาสนา ผมจะนับถือศาสนาพุทธ
เพราะ เป็นศาสนาที่ไม่อ้างอิงถึงพระเจ้า หรือ เทวนิยม แต่เป็นศาสนาที่ให้เชื่อในสิ่งที่พิสูจย์ได้ แม้จะต้องใช้เวลาในการพิสูจย์นาน แต่ผลที่ได้เป็นจริง
และยกย่องให้เป็นศาสนาแห่ง จักวาล



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 23 มิ.ย. 13, 19:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
รับมาจากวิทยุครับ..
พระพุทธเจ้า ได้เดินไปพร้อมสาวก ผ่านป่าประดู่..
พระองค์ได้เอามือกำใบประดู่มากำหนึ่ง..สาวกแห่งเรา..ท่าว่าใบไม้ในกำมือเรานี้ มากกว่าใบไม้ในป่า หรือน้อยกว่า
สาวกต่างพากันตบว่า..ใบไม้ในป่าพระเจ้าข้า...
พระพุทธเจ้า ได้กล่าวต่อไปว่า อันสิ่งที่เราบอกแก่พวกท่าน เหมือนใบไม้ที่เรากำใว้เท่านั้น..แต่สิ่งที่เรารู้ มีเท่ากับใบไม้ทั้งป่า..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 14:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
555อนัตริยกรรม กรรมหนัก ผมก็ให้คนอยากรู้ไปค้นคว้าเอาเอง..555 เป็นอุบายชักชวนให้คนหันเหเข้าหาธรรม..5555..
แต่ผมขอรับรองด้วยกุศลแห่งความดี..งานนี้ ไม่มีใครเป็นศิษย์ของใคร เราเป็นเพื่อน เหมือนญาติกันครับ..เราจะเอาความจริงใจเข้ามาสู่กัน..
ผมเคยได่ยินคนพูดถึงไอน์สไตน์ ที่ยกย่องศาสนาฯมา แต่ก็ไม่รู้ว่าได้พูดอย่างไร..กระพึ่งจะทราบจากกระทู้นี้นี่แหละ..555 ผมก็ไม่ใช่คนเก่งอะไร..จำเป็นต้องขอพึ่งพาจากเพื่อนฝูงให้เอื้ออำนวยด้วยหรอกครับ..
และผมก็รู้ได้ว่า ไอน์สไตน์ ได้แค่การศึกษา แต่ไม่ได้ทดลองปฏิบัติตาม..คงตายจากไปเสียก่อน ที่จะมีเวลาอ่ะครับ..
ผมว่า ไอน์สไตน์ ยังไม่ทราบเลยว่า พระพุทธองค์ แบ่งเรื่องราว ใว้สองวิถี คือวิถีของสาวกที่ละทิ้งทางโลก และวิถีของผู้ที่ยังไม่ละทิ้งทางโลก..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 24 มิ.ย. 13, 20:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

วันก่อนเห็นท่านมเหศักดิ์ เข้ามาคุยถึงท่านนักวิทยาศาสตร์ไอนสไตน์ จึงนำผลงานท่านมานำเสนอให้กับผู้อ่านครับ..ท่านนักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ทึ่งว่าพระพุทธเจ้าท่านมีความสามารถรู้ก่อนล่วงหน้าถึง 2500 ปีก่อนได้อย่างไรและพระพุทธองค์ทราบเรื่องราวเกี่ยวกับระบบจักรวาลได้อย่างไรและบอกว่ามีดวงอาทิตย์ในระบบจักวาลมีเป็นล้านๆดวง สมัย2500ปีไม่มียานอวกาศทำไมพระพุทธเจ้าท่านรู้ได้อย่างไรพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ด้วยเหตุแลผลและทางวิทยาศาสตร์ได้อีกด้วยครับคุณเฮโลครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 11:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

โดยปกติแล้ว กาแล็กซี่ทุกกาแล็กซี่จะมีดาวเกิดใหม่อยู่ตลอดเวลา และถ้าหากกาแล็กซีไหนมีจำนวนดาวเกิดใหม่พร้อมกันเยอะมาก คือหลายล้านดวง ก็จะเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า ดาวกระจาย (Starburst) ซึ่งนอกจากจะสวยงามเมื่อใช้กล้องโทรทรรศน์คุณภาพสูงส่องดูแล้ว ล่าสุด ยังมีการเปิดเผยว่า ปรากฏการณ์ดาวกระจายนั้น ทำให้รูปร่างของกาแล็กซี่เปลี่ยนไปอีกด้วย อันเนื่องมาจากพลังงานมหาศาลที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กันนั่นเอง

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือนาซา เปิดเผยภาพปรากฏการณ์ดาวกระจาย พร้อมเผยว่าพลังงานมหาศาลที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์นี้ สามารถทำให้รูปทรงของจักรวาลเปลี่ยนไปได้อย่างไม่ยากเลยทีเดียว

โดยในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ นักดาราศาสตร์ได้ทำการศึกษาผ่านกล้องโทรทรรศน์ NASA/ESA Hubble Space Telescope เพื่อเฝ้าจับตาดู 20 กาแล็กซี่ที่มีการเกิดปรากฏการณ์ดาวกระจายอย่างใกล้ชิด และพบว่าพลังงานที่เกิดขึ้นจากดาวกระจายนั้น ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของกาแล็กซี่ในทันที แถมยังส่งผลต่อรูปร่างของกาแล็กซี่โดยรอบด้วย

รายงานระบุว่า พลังงานจากการเกิดของดาวนั้น ทำให้เกิดปฏิกริยาก๊าซแตกตัวเป็นอิออนไปไกลถึง 650,000 ปีแสงจากจุดศูนย์กลาง หรือนับได้ว่าขยายวงออกไปไกลกว่าตัวกาแล็กซี่ที่มองเห็นจากกล้องโทรทรรศน์ถึง 20 เท่า ทำให้เกิดก๊าซจำนวนมหาศาลบริเวณส่วนวงแหวนรอบ ๆ ในขณะที่กาแล็กซี่ส่วนอื่น ๆ ที่ไม่โดนผลกระทบจากดาวกระจาย จะไม่ได้มีก๊าซในรูปของอิออนจำนวนมากสะสมอยู่เช่นนี้

ดังนั้น เมื่อเกิดปรากฏการณ์ดาวกระจายแล้ว พลังงานมหาศาลจะดวงดาวหลายล้านดวงที่เกิดพร้อมกันนั้น ก็จะทำให้รูปทรงของกาแล็กซี่เปลี่ยนไปทีละน้อย ซึ่งแน่นอนว่าความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ยังผลให้รูปทรงของจักรวาลเปลี่ยนไปด้วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 12:16 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
การครองตนของเพศฆาราวาส พระพุทธองค์บอกเส้นทางการเดิน ให้ไปที่ พรมวิหารสี่ อริยสัตย์สี่ และมรรคแปด..
เพศบรรพชิต ก็เดินด้วยเช่นกัน แต่..มรรคแปด นั้นมีนัยให้กำหนด..พระท่านแบ่งออกเป็นท่อนๆ..ลองไปศึกษาดูกันนะครับ..จึงจะได้ประโยชน์..
การศึกษาศาสนา เมื่อเรารู้ เราเข้าใจ เราก็สามารถตอบคำถามได้ อธิบายได้ ประโยชน์ที่เราได้รับก็คือ..เรารู้สามารถหลีกเลี่ยงหนทางที่ทำให้เราทุกข์ได้ ได้ทำหน้าที่พุทธสาวก คือการปกป้องศาสนา คือการจรรโลงพระศาสนาให้แจ่มแจ้ง
นี่คือฆาราวาส แต่..จะไมม่สามารหลุดพ้นไปจากวังวนของการเกิด การแก่ การเจ็บ และตาย..
แต่ในความเชื่อในวังวนนี้ ได้บรรยายใว้ว่า หากยังกุลให้ถึงพร้อม..สุขติเป็นเป้าหมาย..
หมายถึง การเกิด จะไม่ไปเกิดในที่มีแต่ความสุข..เช่น พรมโลก สวรรค์ชั้นต่างๆ หากเกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเกิดในหมู่คนดีๆไม่ไปเกิดในทุกข์คติ คือ..ที่ๆไม่สบาย..ได้แก่..สัตว์เดรัจฉาน สัตว์นรก เปรต และอสุรกาย
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 12:33 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ประทานโทษนะครับ แก้คำผิดนิดนึง..เอาคำว่า ไม่ ออกจากตอนที่ จะไม่ไปเกิดในที่มีแต่ควาสุข เอาไม่ออก จะเป็นคำพูดว่า จะไปเกิดในที่ๆมีแต่ความสุขครับ
แต่..ความสุขในการเกิดในแห่งหนที่ดีๆ ก็ยังไม่ยั่งยืนครับ เราหมดอายุของการเกิดอยู่ดี..
ก็ฟังพระเทศน์มาอย่างเคบล่ะครับว่า เทวดา ตอนท่านจะหมดบุญ ผิวกายจะเศร้าหมอง มีกลิ่นรักแล้โชยออกมา บรรดาเหล่าเทวดาทั้งหลายต่างมาก้อมล้อมให้กำลังใจกัน และอวยพรให้เกิดในภพภูมินุษย์ เพื่อให้มีโอกาสสร้างกุศล แล้วจะได้กลับมาเป็นเทวดาเหมือนเดิม..
เสดงให้เห็นว่า เทวดาก็ทุกข์ครับ ทุกเพราะเทวดา ก็ตายได้เหมือนเรา...5555 ฟังพระมาครับ พระว่าอย่างนี้ เชื่อไม่เชื่อก็เป็นเรื่องส่วนตัวครับ..

ฉะนั้น การทำบุญ การสร้างโน่น สร้างนี่ ไม่ใช่หนทางของการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร วงเวียนการเกิด การตาย
บ้าง..หลายคน ทำบุญ ทำทาน เพื่อผลประโยชน์ เช่น แก้กรรม เพื่อหลีกเรื่องเลวร้าย..เช่น สร้างพระสะเดาะเคราะห์..
พระลดทอนเรื่องราวที่เราๆท่านๆก่อใว้ไม่ได้หรอกครับ..
เราเป็นคนทำเอง จะให้พระแก้ให้ จะให้พระช่วยให้หลุดจากกรรม..พระอะไรจะช่วยได้..
อยากเป็นเบอร์หนึ่งของโลก..สร้างพระแล้วได้เป็น เขา..คนทั้งก๊อแย่งกันสร้างพระไม่หวาดไม่ไหวแล้ว..
หากเป็นได้อย่างว่า.ผม และ จขกท.เรามาสร้างกันซั๊กคนละสิบองค์เลยเป็นไง..
ผมพร่ามๆมานี้ ก็จำมาจากพระที่ได้เทศน์ให้ฟัง ฟังมาจนจำไม่ได้แล้ว ว่าฟังมาจากพระที่ไหน วัดอะไร..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 12:46 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ทฤษฎีสัมพัทธภาพของไอน์สไตน์ เป็นผลงานที่น่าเกรงขาม เพราะไม่เพียงแต่สะท้อนถึงภูมิปัญญาที่เหนือมนุษย์ แต่ยังสะท้อนถึงความละเอียดอ่อนในการคำนวณทางคณิตศาสตร์ หลักการคำนวณของเขาสามารถนำไปพิสูจน์กฎทางฟิสิกส์อื่นๆได้อย่างสอดคล้อง

ทฤษฎีของไอน์สไตน์ครอบคลุมทฤษฎีอื่นๆที่นักวิทยาศาสตร์หลายคนก่อนหน้าเขาเคยคิดขึ้นมาสั่งสมกันนับพันปี

มนุษย์บนโลกเป็นหนี้บุญคุณของนักวิทยาศาสตร์มหาอัจฉริยะของโลกสองคน คือ นิวตัน กับ ไอน์สไตน์ ถ้าไม่มีนักวิทยาศาสตร์สองคนนี้ ทิศทางการพัฒนาของโลกจะเปลี่ยนไปมหาศาล ถ้าไม่มีกฎของนิวตัน โลกอาจไม่มี ตึกสูงๆ สะพานแขวน ไม่มีดาวเทียม ไม่มีเครื่องบิน จนไปถึงไม่มีเครื่องจักรกล ไม่มีรถ เครื่องซักผ้า เครื่องปั่นน้ำผลไม้ ฯลฯ หรือแม้แต่เครื่องเล่นเกือบทุกชนิดในสวนสนุกเพราะทั้งหมดนี้ล้วนแล้วมีพื้นฐานพัฒนามาจากมาจากกฎของนิวตันทั้งสิ้น

กฎของนิวตันก่อให้เกิด “คลื่นลูกที่สอง” มีการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งยิ่งใหญ่เกิดขึ้นบนโลก วิศวกรนำกฎของนิวตันไปสร้างเครื่องจักรกลมากมาย มีการสร้างเรือไอน้ำลำใหญ่ สะพานขึงทั่วยุโรป พัฒนาระบบขนส่งทางรถไฟ โรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด แต่เหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ ในอีกด้านก็มีมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่ง นำกฎของนิวตันไปสร้างอาวุธทำลายล้างสูง หลังจากนิวตันเสียชีวิตไปประมาณสองร้อยปี สงครามโลกครั้งที่หนึ่งก็อุบัติขึ้น ผู้คนกว่าเก้าล้านคนเสียชีวิตด้วยสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์ตามกฎนิวตันนั่นก็คือ “ปืนกล” โชคยังดีที่รถถัง จรวด เครื่องบิน ยังพัฒนาไปได้ไม่มากขณะนั้น

ขณะที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งประทุขึ้น ขณะนั้น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มีอายุได้ 35 ปี และคิดค้นทฤษฎีสัมพัทธภาพ รวมไปถึงทฤษฎีสำคัญอื่นๆที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโลกมากมายสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

ถ้ากฎของนิวตัน ก่อให้เกิดคลื่นลูกที่สองเปลี่ยนแปลงโลก ถึงขนาดปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ทฤษฎีของไอน์สไตน์ ก็ก่อให้เกิด “คลื่นลูกที่สาม” เกิดการปฏิวัติเทคโนโลยี มีการพัฒนาด้านคอมพิวเตอร์ การสื่อสาร โทรคมนาคม อย่างมหาศาล ระบบดาวเทียม เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่น DVD ระบบ GPS ไมโครเวฟ แสงเลเซอร์ จอภาพโทรทัศน์ เครื่องถ่ายเอกสาร โทรศัพท์มือถือ Fiber optic ฯลฯ หรือใครที่สายตาสั้นแล้วไปทำเลสิก ก็ต้องนึกขอบคุณไอน์สไตน์เพราะทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วพัฒนามาจากพื้นฐานทางทฤษฎีของไอน์สไตน์ทั้งสิ้น

และเช่นกัน เหรียญย่อมมีสองด้าน มีมนุษย์อีกพวกหนึ่ง นำทฤษฎีของไอน์สไตน์ ไปพัฒนาสร้างอาวุธทำลายล้างสูง อย่างระเบิดปรมาณู และทดลองไปทิ้งที่ฮิโรชิมาเป็นที่แรก โลกต้องตะลึงในอานุภาพของมัน ด้วยมวลของมวลสารเพียง 0.7 กรัม สลายตัวภายใน 0.01 วินาที ให้พลังงานออกมาขนาดทำเอาเมืองฮิโรชิมาราบไปทั้งเมือง

นักวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าโลกไม่มีอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์มาเกิด ความรู้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และสิ่งประดิษฐ์คิดค้นทางเทคโนโลยีต่างๆที่เห็นกันอยู่ต้องใช้เวลาอีกหลายศตวรรษกว่าจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ หรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จเลยก็ได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 12:48 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แม้ว่าไอน์สไตน์จะไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่การค้นพบสัจจธรรมบางอย่างของจักรวาลผ่านจินตนาการและทฤษฎีทางฟิสิกส์ของเขา เข้าใกล้ และเข้าถึงความจริงบางด้านของธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบและประกาศมาก่อนหน้านับพันปี และเมื่อภายหลัง ไอน์สไตน์ได้ศึกษาเรื่องราวของพุทธศาสนาจากเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง ไอน์สไตน์ถึงกับประหลาดใจ ที่การค้นพบของเขาเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของศาสนาแห่งจักรวาล

ความจริงของจักรวาลมีเพียงความจริงเดียว มีระบบระเบียบและความสมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาค้นหา โดยใช้หลักทางตรรกะ เหตุผล พิสูจน์ออกมาเป็นตัวเลขและทฤษฎีทางฟิสิกส์ ในขณะที่พระพุทธองค์ใช้ปัญญาญานในการค้นคว้าความจริงแท้แห่งจักรวาล ในเมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการหาความจริงแท้อันเดียวกัน แต่วิถีทางต่างกัน ในที่สุด เมื่อเข้าใกล้ความจริงแท้ จะพบว่าการค้นพบของทั้งสองวิถีมีความสอดคล้องกันอย่างมหัศจรรย์

หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก หันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์สายควอนตั้ม เนื่องจากเพราะพวกเขาตระหนักว่า การค้นพบสัจจธรรมความจริงของพุทธศาสนา คือจุดมุ่งหมายเดียวกัน กับการค้นหาความจริงแท้ของจักรวาลในทางฟิสิกส์

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าใครถามไอน์สไตน์ว่า เขานับถือศาสนาอะไร เขาจะตอบว่า เขาไม่นับถือศาสนา เขาเป็นคนประเภทไม่มีศาสนา แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วเขาชมชอบศาสนาไหนเป็นพิเศษหรือปล่าว เขาจะตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “ ศาสนาพุทธ ”

เขาเคยพูดว่า “ ความรู้สึกทางพุทธศาสนา (เขาใช้คำว่าศาสนาจักรวาล) เป็นแรงจูงใจที่แข็งแกร่งที่สุด และ ประเสริฐที่สุดสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ( I maintain that the cosmic religious feeling is the strongest and noblest motive for scientifice research ) ”

และหลังจากคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ ไอน์สไตน์ ออกมาให้ความเห็นว่า .....“.....ภารกิจอันสำคํญยิ่งของนักฟิสิกส์ก็คือ การแสวงหากฎหรือทฤษฏีที่ตรงกับความเป็นจริงแห่งสากลมากยิ่งขึ้น มันไม่มีวิธีการทางคำนวณหรือตรรกศาสตร์ใดๆ ที่จะนำไปสู่กฎหรือทฤษฏีสากลเช่นที่ว่านี้ได้ นอกเสียจากการหยั่งรู้ของจิตเท่านั้น ซึ่งมีพื้นฐานคล้ายๆกับพุทธิปัญญาญาน ”.....



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #12 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 12:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แม้ว่าไอน์สไตน์จะไม่ได้นับถือพุทธศาสนา แต่การค้นพบสัจจธรรมบางอย่างของจักรวาลผ่านจินตนาการและทฤษฎีทางฟิสิกส์ของเขา เข้าใกล้ และเข้าถึงความจริงบางด้านของธรรมชาติ ซึ่งพระพุทธองค์ทรงค้นพบและประกาศมาก่อนหน้านับพันปี และเมื่อภายหลัง ไอน์สไตน์ได้ศึกษาเรื่องราวของพุทธศาสนาจากเพื่อนนักเขียนคนหนึ่ง ไอน์สไตน์ถึงกับประหลาดใจ ที่การค้นพบของเขาเป็นเพียงส่วนน้อยนิดของศาสนาแห่งจักรวาล

ความจริงของจักรวาลมีเพียงความจริงเดียว มีระบบระเบียบและความสมบูรณ์อยู่ในตัวเอง ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พยายามศึกษาค้นหา โดยใช้หลักทางตรรกะ เหตุผล พิสูจน์ออกมาเป็นตัวเลขและทฤษฎีทางฟิสิกส์ ในขณะที่พระพุทธองค์ใช้ปัญญาญานในการค้นคว้าความจริงแท้แห่งจักรวาล ในเมื่อต่างฝ่ายต่างต้องการหาความจริงแท้อันเดียวกัน แต่วิถีทางต่างกัน ในที่สุด เมื่อเข้าใกล้ความจริงแท้ จะพบว่าการค้นพบของทั้งสองวิถีมีความสอดคล้องกันอย่างมหัศจรรย์

หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก หันมาศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์สายควอนตั้ม เนื่องจากเพราะพวกเขาตระหนักว่า การค้นพบสัจจธรรมความจริงของพุทธศาสนา คือจุดมุ่งหมายเดียวกัน กับการค้นหาความจริงแท้ของจักรวาลในทางฟิสิกส์

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าใครถามไอน์สไตน์ว่า เขานับถือศาสนาอะไร เขาจะตอบว่า เขาไม่นับถือศาสนา เขาเป็นคนประเภทไม่มีศาสนา แต่ถ้าถามต่อว่าแล้วเขาชมชอบศาสนาไหนเป็นพิเศษหรือปล่าว เขาจะตอบอย่างไม่ลังเลเลยว่า “ ศาสนาพุทธ ”

เขาเคยพูดว่า “ ความรู้สึกทางพุทธศาสนา (เขาใช้คำว่าศาสนาจักรวาล) เป็นแรงจูงใจที่แข็งแกร่งที่สุด และ ประเสริฐที่สุดสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ( I maintain that the cosmic religious feeling is the strongest and noblest motive for scientifice research ) ”

และหลังจากคิดทฤษฎีสัมพัทธภาพได้ ไอน์สไตน์ ออกมาให้ความเห็นว่า .....“.....ภารกิจอันสำคํญยิ่งของนักฟิสิกส์ก็คือ การแสวงหากฎหรือทฤษฏีที่ตรงกับความเป็นจริงแห่งสากลมากยิ่งขึ้น มันไม่มีวิธีการทางคำนวณหรือตรรกศาสตร์ใดๆ ที่จะนำไปสู่กฎหรือทฤษฏีสากลเช่นที่ว่านี้ได้ นอกเสียจากการหยั่งรู้ของจิตเท่านั้น ซึ่งมีพื้นฐานคล้ายๆกับพุทธิปัญญาญาน ”.....

ไอน์สไตน์เป็นคนที่ไม่กลัวความตาย เขาเคยเขียนไว้ว่า “การกลัวความตายคือความกลัวที่ไม่มีเหตุผลที่สุดในบรรดาความกลัวทั้งปวง ( The fear of death is the most unjustified of all fears )” เวลาเขาป่วยเขาไม่ต้องการพบหมอด้วยซ้ำ เขาเขียนพินัยกรรมเตรียมตัวตายไว้ก่อนเสียชีวิตจริงถึง 5 ปี

ในวันที่เสียชีวิต นางพยาบาลที่เฝ้าอยู่เล่าว่า เขามีสติมากและได้พยายามพูดอะไรออกมาสองสามคำแต่เป็นภาษาเยอรมันซึ่งพยาบาลฟังไม่ออก แล้วเขาก็จากไปอย่างสงบ พร้อมทิ้งเศษกระดาษแผ่นหนึ่งที่เต็มไปด้วยการคำนวณเรื่องสนามเอกภาพการรวมแรงในจ้กรวาลไว้ข้างๆเตียง

ไอน์สไตน์เสียชีวิตเมื่อปี ค.ศ.1955 อายุ 76 ปี พร้อมทั้งทิ้งงานที่คั่งค้างอยู่คือ การคิดทฤษฎีที่จะรวมแรงพื้นฐานในธรรมชาติที่มีอยู่ 4 ชนิดเข้าไว้ในกฎเดียวกันคือ 1. แรงโน้มถ่วง 2. แสงหรือแรงแม่เหล็กไฟฟ้า
3. แรงนิวเคลียร์ชนิดอ่อน และ 4. แรงนิวเคลียร์ชนิดเข้ม ซึ่งถ้ารวมได้จริง ความลับของจักรวาลจะถูกเปิดเผยมากกว่าทฤษฎีสัมพัทธภาพหลายเท่า การเหาะเหินเดินอากาศของมนุษย์จะกลายเป็นเรื่องธรรมดา

ทฤษฎีนี้จะสามารถอธิบายอนุภาคพื้นฐานทุกชนิดในจักรวาลรวมไปถึงอธิบายได้ถึงปฏิสัมพันธ์ทางกายภาพและแรงทุกระบบในจักรวาลได้หมด

ถ้าทฤษฎีสัมพัทธภาพทำให้ไอน์สไตน์ เป็นอภิมหาอัจฉริยะ ถ้าทฤษฎีรวมแรงทั้งสี่สามารถทำได้สำเร็จ (Grand field theory) จะทำให้ไอน์สไตน์ เป็นประหนึ่ง "พระเจ้า" ทีเดียว น่าเสียดายที่เขาเสียชีวิตก่อน และถึงทุกวันนี้ ก็ยังหาใครที่อัจฉริยะเทียบเท่าเขามาคิดต่อไม่ได้


__________________________________________

ที่สำคัญ เค้ายกย่องศาสนาพุทธ จะเห็นได้ว่าศาสนาคริสไม่ได้ทำให้ ฝั่งยุโรปเจริญ แต่เป็นไอน์สไตน์ต่างหาก ที่ทำให้ทุกอย่างเจริญก้าวหน้าแบบติดปีก เข้าใจซะใหม่ด้วย
------------------------------------------



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #13 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 13:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความสำเร็จอยู่ที่ฟ้า - ไอน์สไตน์ ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ
จากนิตยสาร "Teen, Kids & Family" งานเขียนโดย....รินใจ ก๊อฟมาจาก palungdhamdotcom

ไอน์สไตน์ ผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ


เขาเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้เพราะสอบตก

และเมื่อสอบเข้าได้ในปีต่อมา ผลการเรียนก็ค่อนข้างย่ำแย่ ได้คะแนนต่ำมากในหลายวิชา โดยเฉพาะวิชาการทดลองวิทยาศาสตร์ อาจารย์ถึงกับส่ายหัว และพูดกับเขาว่า “คนอย่างเธอไม่มีอนาตในวงการฟิสิกส์หรอก ทางที่ดีเธอควรเปลี่ยนไปเรียนหมอ วรรณคดี หรือไม่ก็กฎหมายจะดีกว่า”


หากเขายอมเชื่อฟังคำของอาจารย์ผู้นี้ โลกก็คงไม่มีวันรู้จัก “ทฤษฎีสัมพัทธภาพ” และ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ก็คงเป็นเพียงบุคคลนิรนามที่สูญหายไปกับกาลเวลา


เป็นโชคดีของโลกที่ไอน์สไตน์ไม่ยี่หระกับคำตราหน้าของอาจารย์ เขายังคงทำในสิ่งที่เขารัก นั่นคือการคิดค้นทฤษฎีฟิสิกส์ ในชั่วเวลาเพียง ๕ ปีหลังจากจบมหาวิทยาลัย เขาได้เขียนผลงานทางฟิสิกส์ที่ยิ่งใหญ่ถึง ๕ ชิ้นในขณะที่เป็นเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยในสำนักงานสิทธิบัตร นั่นไม่ใช่เป็นแค่จุดเปลี่ยนสำคัญของวงการฟิสิกส์เท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนกระบวนทัศน์เกี่ยวกับโลกและจักรวาลของมนุษย์ยุคใหม่อย่างสิ้นเชิง


อย่างไรก็ตามกว่าจะเป็นที่ยอมรับของทั้งโลก ทฤษฎีของไอน์สไตน์ถูกต่อต้านอย่างหนักจากนักวิทยาศาสตร์และปัญญาชนที่มีชื่อเสียง บางคนถึงกับประณามทฤษฎีนี้ว่า “เป็นความบ้าคลั่งอย่างสุดขีด เป็นงานปัญญาอ่อนของสติปัญญาแบบเด็กที่อุดตันทางความคิด ฯลฯ”

ผลงานที่ยิ่งใหญ่นั้น
บ่อยครั้งสำเร็จได้
ก็เพราะการยืนหยัดมั่นคง
ในความเชื่อของตน
โดยไม่หวั่นไหวไปกับความเห็น
หรือคำวิจารณ์ของผู้คน


เครดิต chonyagusa:




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #14 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 14:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไอน์สไตน์กับสัมพัทธภาพ


บางประโยค จาก Einstein's
ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไร มันก็ไม่เรียกว่างานวิจัย ใช่มั้ย?

เมื่อถูกถามว่า สงครามโลกครั้งที่ 3 จะมีการสู้รบกันอย่างไร ไอน์สไตน์ตอบว่า "ผมไม่รู้ ผมรู้แต่เพียงว่า สงครามโลกครั้งที่ 4 จะสู้รบกันด้วยไม้และก้อนหิน"

มีสองอย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุด จักรวาลกับความโง่เขลาของมนุษย์ แต่ผมยังไม่แน่ใจเรื่องจักรวาล (ว่าไม่สิ้นสุด)

คุณจะยังไม่เข้าใจบางอย่างได้อย่างถ่องแท้ จนกว่าคุณจะอธิบายให้ย่าคุณเข้าใจได้

โทรเลขแบบไร้สายนั้นเข้าใจไม่ยาก โทรเลขธรรมดา ก็เหมือนแมวตัวยาวมากๆ ถ้าดึงหางมันที่นิวยอร์ก มันจะร้องเมี้ยวที่ลอสแองเจลีส โทรเลขไร้สายก็แบบเดียวกัน แต่ไม่มีตัวแมวเท่านั้น

ถ้าความจริงไม่เป็นไปตามทฤษฎี จงเปลี่ยนความจริงซะ


ในช่วงที่ไอน์สไตน์กำลังสนุกกับการทำหน้าที่ในตำแหน่งศาสตราจารย์อยู่นั้น นักศึกษาคนหนึ่งได้เข้ามาถามท่านว่า “โปรเฟสเซอร์ครับ ข้อสอบปีนี้ มีคำถามเหมือนกับปีที่แล้วเลยครับ” ไอน์สไตน์ตอบว่า “ใช่ แต่ปีนี้คำตอบไม่เหมือนกัน”

มารีลิน มอนโร บอกกับไอน์สไตน์ว่า “ท่านว่ามั้ยคะ โปรเฟสเซอร์ ถ้าเราแต่งงานกัน แล้วมีลูกชายตัวเล็กๆ ด้วยกัน เด็กคนนี้จะมีใบหน้าเหมือนดิฉัน และฉลาดเหมือนท่าน”
ไอน์สไตน์ตอบว่า “ผมเกรงว่า.. คุณผู้หญิง.. มันจะตรงข้าม”



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #15 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 14:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เมื่อ Eduard ลูกชายของไอน์สไตน์ถามว่า ทำไมเขาถึงมีชื่อเสียง ไอน์สไตน์ตอบว่า
เมื่อเต่าทองตาบอดเดินไปบนใบไม้ มันไม่ได้สังเกตว่ามันเดินไปเป็นแนวโค้ง แต่พ่อโชคดี ที่สังเกตเห็นสิ่งที่เต่าทองสังเกตไม่เห็น

แรงโน้มถ่วง ไม่สามารถดึงให้ผู้คนยอมที่จะรักกันได้

วิทยาศาสตร์ที่ไม่มีศาสนานั้นไม่สมประกอบ ศาสนาที่ไม่มีวิทยาศาสตร์นั้นมืดบอด
วิทยาศาสตร์ ปรัชญา และศาสนา ต้องร่วมกัน


คำพูดสุดท้ายของไอน์สไตน์ คืออะไร
ไม่มีใครทราบ ประโยคสุดท้าย ไอน์สไตน์พูดเป็นภาษาเยอรมัน ขณะนั้น ในห้องมีแต่พยาบาลที่ไม่เข้าใจภาษาเยอรมัน ดังนั้น คำพูดสุดท้ายของไอน์สไตน์ จึงยังเป้นปริศนา
ขณะที่เราเดินทางมา ไอน์สไตน์อธิบายทฤษฎีของท่านให้ผมฟังทุกวัน เมื่อเดินทางมาถึง ผมจึงมั่นใจว่าท่านเข้าใจแล้ว … Chaim Weizmann, 1921 ภายหลังจากที่พาไอน์สไตน์เดินทางไปสหรัฐอเมริกา
สัมพัทธภาพ

วางมือคุณไว้บนเตาอบร้อนๆ สักนาที มันจะเหมือนกับชั่วโมง
นั่งลงข้างสาวสวยสักชั่วโมง มันจะเหมือนกับนาทีเดียว

ผมรู้แล้วว่าอะไรเคลื่อนที่เร็วกว่าแสง ความมืดไง ลองดูสิ
เข้าไปอยู่ในห้องมืดๆ แล้วค่อยๆ เปิดประตู คุณจะเห็นว่าแสงค่อยๆ เข้ามา แต่คุณไม่สามารถเห็น ตอนที่ความมืดออกไป เร็วขนาดไหน..

นักดาราศาสตร์คนที่ 1: ตำรวจเรียกให้ผมหยุดรถ และบอกว่าผมฝ่าสัญญาณไฟแดง ผมบอกว่าผมไม่เห็นว่ามันเป็นสีแดง เพราะสีแดงจะเลื่อนเป็นสีฟ้า เมื่อผมเคลื่อนที่เข้าหามัน
นักดาราศาสตร์คนที่ 2 : แล้วตำรวจเขาว่ายังไง
นักดาราศาสตร์คนที่ 1: เขาก็ให้ใบสั่งผมนะสิ

นักศึกษาหนุ่ม ได้พบกับไอน์สไตน์บนรถไฟ จึงได้ถามขึ้นว่า “ขอโทษครับ โปรเฟสเซอร์ นิวยอร์กจะหยุดที่รถไฟขบวนนี้หรือเปล่าครับ”

สัมพัทธภาพ
ผมสองเส้นในถ้วยกาแฟนั้นมากไป
ผมสองเส้นบนศีรษะนั้นน้อยไป



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #16 เมื่อ: 25 มิ.ย. 13, 14:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อ้างถึง

มารีลิน มอนโร บอกกับไอน์สไตน์ว่า “ท่านว่ามั้ยคะ โปรเฟสเซอร์ ถ้าเราแต่งงานกัน แล้วมีลูกชายตัวเล็กๆ ด้วยกัน เด็กคนนี้จะมีใบหน้าเหมือนดิฉัน และฉลาดเหมือนท่าน”
ไอน์สไตน์ตอบว่า “ผมเกรงว่า.. คุณผู้หญิง.. มันจะตรงข้าม”

ตามประโยคคำพูดของมอนโร หวังว่าจะได้ลูกที่หน้าตาดีเหมือนตัวเอง
และฉลาดแบบไอน์สไตน์

แต่ไอน์สไตน์กลับกลัวว่าจะลูกจะออกมาหน้าตาเหมือนไอน์สไตน์และสมองแบบมาริลิน มอนโร

เป็นการหักมุมในความคิดและคำตอบที่แหลมคมจริงๆ :P



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #17 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 10:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
ขอบคุณในการนำเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับอัลเบอร์ตฯ มาลงให้อ่าน ผมก็พลอยได้ประโยชน์ในการได้อ่าน..และหากมีเพิ่มเติม ก็กรุณานำมาลงต่อๆไปครับ ผมคงต้องอาศัยเพื่อนฝูงในบอร์ดกรุณาครับ..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #18 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 10:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จากสมการ E=mc2เป็นระเบิดปรมาณู




เมื่อพูดถึงระเบิดปรมาณูแล้ว ชื่อของไอน์สไตน์มักถูกนำไปโยงเข้ากับการสร้างหรือประดิษฐ์ระเบิดชนิดนี้อยู่ตลอดเวลา ซึ่งจากสมการที่โด่งดังที่สุด E = mc2 ถูกพัฒนาออกมาเป็นระเบิดปรมาณูได้อย่างไร? และไอน์สไตน์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการสร้างระเบิดปรมาณูตามที่ถูกกล่าวหาจริงหรือไม่? อย่างไร? ลองมาไล่เรียงเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นกันสักหน่อย

ค.ศ.1905 ไอน์สไตน์เผยแพร่ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (Special Relativity Theory) ผลลัพธ์สำคัญอันหนึ่งคือ E = mc2

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #19 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ค.ศ.1932 นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษเจมส์ แชดวิค (James Chadwick) เป็นบุคคลแรกที่ค้นพบนิวตรอน (neutron) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของอะตอม และจากผลงานนี้ทำให้เจมส์ แชดวิค ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี 1935

ค.ศ.1935 ในปีเดียวกันนี้เองที่ความเชื่อดั้งเดิมเรื่องอะตอมเป็นอนุภาคที่เล็กที่สุดและไม่สามารถแบ่งแยกได้ก็ถูกหักล้างไปเมื่อนักวิทยาศาสตร์ 2 ท่านจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ จอห์น ค็อกครอฟท์ (John Cockcroft) และเออร์เนสท์ วอลตัน (Ernest Walton) สามารถแยกอะตอมออกได้สำเร็จ

ค.ศ.1933 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศเยอรมันในวันที่ 1 มกราคม


เอ็นริโก เฟอร์มิ

อดอล์ฟ ฮิตเลอร์
ค.ศ.1934 นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาเลียน เอ็นริโก เฟอร์มิ (Enrico Fermi) ทดลองยิงยูเรเนียมด้วยนิวตรอน ทำให้นิวเคลียสของยูเรเนียมแตกตัวออกเกิดเป็นธาตุใหม่ขึ้นมา แต่เขาไม่ทราบว่าวิธีนี้คือ ต้นแบบของปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชั่น (nuclear fission) แต่ในภายหลังได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้พบปฏิกิริยาลูกโซ่ (chain reaction) เป็นคนแรก

ค.ศ.1937 สงครามโลกครั้งที่ 2 ในเอเชียอุบัติขึ้นเมื่อญี่ปุ่นส่งกำลังทหารเข้ารุกรานจีนในวันที่ 7 กรกฎาคม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #20 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ค.ศ.1938 อ๊อตโต ฮาห์น (Otto Hahn) ฟริทซ์ สตราสแมน (Fritz Strassman) ไลซ์ ไมน์เนอร์ (Lise Meitner) และอ๊อตโต ฟริซ์ช (Otto Frisch) นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันพบว่าการยิงนิวเคลียสของธาตุด้วยนิวตรอนให้แตกออกทำให้ได้พลังงานจำนวนมากออกมา ถือว่าเป็นจุดกำเนิดของปฏิกิริยาฟิชชั่น และทำให้อ๊อตโต ฮาห์นได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมีในปี ค.ศ.1944 (แต่ฮาห์นไม่สามารถเข้ารับรางวัลในขณะนั้นได้ เนื่องจากถูกคุมขังอยู่ที่ประเทศอังกฤษในฐานะเชลยสงคราม)

ค.ศ.1939 จากความก้าวหน้าของการวิจัยเรื่องปฏิกิริยาการแตกตัวแบบลูกโซ่ของนักวิทยาศาสตร์เยอรมัน ทำให้นักวิทยาศาสตร์หลายท่านเดินทางมาพบกับไอน์สไตน์เพื่อชี้แจงข่าวการค้นพบของทางเยอรมัน และขอให้ไอน์สไตน์ร่วมลงนามในจดหมายส่งถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์

2 สิงหาคม 1939 ไอน์สไตน์ลงนามในจดหมายที่ส่งถึงผู้นำสหรัฐชี้แจงเหตุผลแก่รัฐบาลสหรัฐให้มีการวิจัยเกี่ยวกับระเบิดปรมาณู เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลอำนาจทางอาวุธสงครามกับเยอรมัน แต่เนื่องจากขณะนั้นประเทศสหรัฐยังไม่มีท่าทีจะเข้าร่วมสงครามโลกจึงไม่ให้ความสนใจการวิจัยระเบิดปรมาณูมากนัก

1 ก.ย. 1939 สงครามโลกครั้งที่ 2 อุบัติขึ้นในทวีปยุโรปเมื่อกองทัพเยอรมันบุกเข้ารุกรานโปแลนด์

มีนาคม ค.ศ.1940 ไอน์สไตน์ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีรูสเวลท์เป็นฉบับที่สองเพื่อแจ้งให้ทราบถึงความก้าวหน้าในงานวิจัยด้านระเบิดปรมาณูของประเทศเยอรมัน เดือนเมษายนปีเดียวกันไอน์สไตน์ส่งจดหมายถึงประธานาธิบดีสหรัฐฉบับที่สามเพื่อกระตุ้นให้มีการวิจัยระเบิดปรมาณูมากขึ้น



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #21 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

6 ธันวาคม 1942 (1 วันก่อนที่ฝูงบินรบของญี่ปุ่นจะเข้าถล่มกองทัพเรือของสหรัฐที่อ่าวเพิร์ล ฮาเบอร์ เกาะฮาวาย) ประธานาธิบดีรูสเวลท์ลงนามอนุมัติงบประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์ (เทียบมูลค่าเท่ากับ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ในปัจจุบัน) สำหรับโครงการแมนฮัตตัน (Manhattan Project) เพื่อสร้างระเบิดปรมาณูโดยมีนักฟิสิกส์ เจ. โรเบิร์ต ออพเพนไฮม์เมอร์ (J. Robert Oppenheimer) เป็นผู้อำนวยการโครงการดังกล่าว

12 เมษายน 1945 ประธานาธิบดีรูสเวลท์ถึงแก่อสัญกรรม และแฮร์รี่ เอส ทรูแมน (Harry S. Truman) เข้ารับตำแหน่งประธานาดีคนที่ 33 ของสหรัฐต่อจากรูสเวลท์

7 พฤษภาคม หลังอดอล์ฟ ฮิตเลอร์กระทำอัตวินิบาตกรรม เยอรมันประกาศยอมแพ้สงครามถือเป็นจุดสิ้นสุดสงครามโลกในทวีปยุโรป

16 กรกฏาคม 1945 สหรัฐทดลองระเบิดปรมาณูลูกที่หนึ่งทรินิตี้ (Trinity) จากจำนวน 3 ลูกที่รัฐนิวเม็กซิโก




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #22 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

6 สิงหาคม 1945 เจ้าเด็กน้อย (Little Boy) ระเบิดปรมาณูลูกที่หนึ่งของสหรัฐอเมริกาถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมา ตามมาด้วยวันที่ 9 สิงหาคม เจ้าอ้วน (Fat Man) ระเบิดปรมาณูลูกที่สองถูกทิ้งลงที่เมืองนางาซากิ สร้างความสูญเสียให้กับญี่ปุ่นอย่างใหญ่หลวงทำให้ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงครามทันทีและถือเป็นการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างสมบูรณ์

ไอน์สไตน์เป็นผู้ที่รักสันติ ไม่ชอบความรุนแรง ดังนั้นไอน์สไตน์จึงเป็นเพียงแค่ชี้แจงถึงเหตุอันควรสร้างระเบิดปรมาณู แต่ไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ ในโครงการแมนฮัตตันซึ่งเป็นโครงการที่ตั้งขึ้นมาเพื่อวิจัย ออกแบบและสร้างระเบิดปรมาณูโดยเฉพาะ ตรงกันข้ามบุรุษผู้เป็นเหมือนสัญลักษณ์แห่งวงการวิทยาศาสตร์แห่งศตวรรษที่ 20 นี้กลับใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายดังคำพูดของเขาที่ว่า

"I am happy because I want nothing from anyone. I do not care for money. Decorations, titles, or distinctions mean nothing to me. I do not crave praise. The only thing that gives me pleasure, apart from my work, my violin, and my sailboat, is the appreciation of my fellow workers."

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
http://www.aip.org/history/einstein/nuclear1.htm
http://intergate.cccoe.k12.ca.us/abomb/timeline.htm
http://www.doug-long.com/einstein.htm
http://www.greatachievements.org/greatachievements/ga_19_3.html
http://www.4learning.co.uk/historyquest/dossier/hq_dossier_game_8.html
http://nuclearweaponarchive.org/Usa/Med/Discfiss.html
http://www.reformation.org/leo-szilard.html




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #23 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ : Albert Einstein
ประวัติ

เกิด วันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม (Ulm) ประเทศเยอรมนี
เสียชีวิต วันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1955 ที่เมืองนิวเจอร์ซี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา
ผลงาน
- ค้นพบทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity)
- ค้นพบทฤษฎีการแผ่รังสี (Photoelectric Effect Theory)
- ได้รับรางวัลโนเบล สาขาฟิสิกส์ ในปี ค.ศ.1921



ในบรรดานักวิทยาศาสตร์ในช่วงศตวรรษที่ 19-20 ไอน์สไตน์ถือว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และอาจกล่าวได้ว่า เขาคือผู้ยุติสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยระเบิดปรมาณูอันทรงอานุภาพแห่งการทำลายล้าง เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้น ไอน์สไตน์ ได้ส่งจดหมายฉบับหนึ่งถึงประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ (Franklin Delano Roosevelt) เกี่ยวกับคุณประโยชน์ของ แร่ยูเรเนียมที่สามารถนำมาสร้างลูกระเบิดพลังงานการทำลายสร้างรุนแรง เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นประกาศแพ้สงคราม และนำสันติภาพ มาสู่โลกอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตกลงทิ้งระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกลงที่เมืองฮิโรชิมา (Hiroshima) ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งส่งผลให้คนเสียชีวิตทันทีกว่า 60,000 คน และเสียชีวิตภายหลังอีกกว่า 100,000 คน

ไอน์สไตน์เกิดเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1879 ที่เมืองอูล์ม ประเทศเยอรมนี ไอน์สไตน์เป็นชาวเยอรมันแต่ก็มีเชื้อสายยิวด้วย บิดาของไอน์สไตน์เป็นเจ้าของร้านจำหน่ายเครื่องยนต์และสารเคมี ชื่อว่า เฮอร์แมน ไอน์สไตน์ (Herman Einstein) ต่อมาเมื่อ ไอน์สไตน์อายุได้ 1 ขวบ บิดาได้ย้ายไปอยู่ที่เมืองมิวนิค ซึ่งคนส่วนใหญ่ในเมืองเป็นชาวยิวเช่นเดียวกับเขา ทำให้เขาไม่มีปัญหากับ เพื่อนบ้าน ไอน์สไตน์เป็นเด็กที่เงียบขรึม และมักไม่ค่อยชอบออกไปเล่นกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน จนบิดาเข้าใจว่าเขาเป็นคนโง่ จึงได้จ้างครูมาสอนพิเศษให้กับไอน์สไตน์ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องการพูด ถึงแม้ว่าการพูดของเขาจะดีขึ้น แต่เขาก็ยังเงียบขรึม และ ไม่ออกไปเล่นกับเพื่อนเหมือนเช่นเคย เมื่อไอน์สไตน์อายุได้ 5 ขวบ บิดาได้ส่งเข้าโรงเรียนที่ยิมเนเซียม (Gymnasium) นักเรียน ในโรงเรียนแห่งนี้ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมัน และนับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก ถึงอย่างนั้นไอน์สไตน์ก็เข้ากับเพื่อนได้ดี แต่สิ่งที่เขาไม่ชอบมากที่สุดในโรงเรียนก็คือการสอนที่น่าเบื่อหน่าย ที่ใช้วิธีการท่องจำเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นวิธีการที่เขาเกลียดที่สุด ทำให้ไอน์สไตน์ไม่อยากไปโรงเรียน มารดาจึงหาวิธีแก้ปัญหาให้ไอน์สไตน์ โดยการให้เขาเรียนไวโอลินและเปียโนแทน แต่วิชาที่ ไอน์สไตน์ให้ความสนใจมากที่สุดคือ คณิตศาสตร์ โดยเฉพาะวิชาเรขาคณิตเป็นวิชาที่เขาชอบมากที่สุด ทำให้เขาละทิ้งวิชาอื่น ยกเว้นวิชาดนตรี และเรียนวิชาอื่นได้แย่มาก แม้ว่าจะทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีมาก เขาก็มักจะถูกครูตำหนิอยู่เสมอ

ต่อมาไอน์สไตน์อายุ 15 ปี กิจการโรงงานของพ่อเขาแย่ลง เนื่องจากการรวมตัวของบริษัทผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าและเคมีหลายแห่ง ทำให้โรงงานของพ่อเขาไม่สามารถจำหน่ายสินค้าได้ ครอบครัวของเขาต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองมิลาน (Milan) ประเทศอิตาลี (Italy) แต่ไอน์สไตน์ไม่ได้ย้ายตามไปด้วย เพราะยังติดเรียนอยู่ แต่ด้วยความที่เขาคิดถึงครอบครัวมาก หลังจากนั้นอีก 6 เดือน เขาได้วางแผน ให้แพทย์ออกใบรับรองว่าเขาป่วยเป็นโรคประสาท เพื่อให้เขาได้เดินทางไปหาพ่อกับแม่ที่อิตาลี เมื่อเป็นเช่นนั้นไอน์สไตน์จึงเดินทาง ไปหาครอบครัวที่มิลาน แต่ก่อนที่เขาจะออกเดินทางเขาได้ขอใบรับรองทางการศึกษา เพื่อสะดวกในการเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนอื่น

ต่อมาไอน์สไตน์ได้สอบเข้าเรียนต่อวิชาคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ ที่วิทยาลัยโปลีเทคนิค เมืองซูริค (Federal Poleytechnic of Zurich) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ไอน์สไตน์สอบวิชาคณิตศาสตร์ได้คะแนนดีมาก ส่วนวิชาชีววิทยาและภาษา ได้แย่มาก ทำให้ เขาไม่ได้รับคัดเลือกให้เข้าเรียนในวิทยาลัยแห่งนี้ ต่อมาอีก 1 สัปดาห์ เขาได้รับจดหมายจากครูใหญ่วิทยาลัยโปลีเทคนิค ได้เชิญเขา ไปพบและแนะนำให้เขาไปเรียนต่อ เพื่อให้ได้ประการศนียบัตร ซึ่งสามารถเข้าเรียนต่อวิทยาลัยโปลีเทคนิคได้โดยไม่ต้องสอบ หลัง จากนั้นเขาจึงเข้าเรียนที่วิทยาลัยของสวิตเซอร์แลนด์ ตามหลักสูตร 1 ปี ระหว่างนี้เขาได้พักอาศัยอยู่กับครูผู้หนึ่งที่สอนอยู่ในโรงเรียน แห่งนี้ ไอน์สโตน์รู้สึกชอบวิทยาลัยแห่งนี้มาก เพราะการเรียนการสอนเป็นอิสระไม่บังคับ และไม่จำกัดมากจนเกินไป แนวการสอน เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามความสามารถของตน นอกจากนี้สภาพแวดล้อมในการเรียนยังดีมากดีด้วย เพราะได้มีการจัด ห้องเรียนเฉพาะสำหรับแต่ละวิชา เช่น ห้องเรียนภูมิศาสตร์ก็มีภาพแผนที่ สถานที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ แขวนไว้ โดยรอบห้อง ส่วนห้องเคมีก็มีอุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย นอกจากนี้โรงเรียนแห่งนี้ยังมีนักเรียนจำนวนมาก ทำให้ ไอน์สไตน์ไม่รู้สึกว่ามีปมด้อยที่เป็นชาวยิวอีกต่อไป หลังจากที่เขาจบหลักสูตรที่โรงเรียนมัธยม 1 ปี ไอน์สไตน์ได้เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัย เทคนิคในสาขาวิชาฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ตามที่ได้ตั้งใจไว้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #24 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

หลังจากจบการศึกษาแล้ว ไอน์สไตน์ได้สมัครเข้าทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองซูริค แต่ได้รับ การปฏิเสธโดยไม่มีเหตุอันเหมาะสม และด้วยความเห็นใจจากศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยซูริคได้ออกใบรับรองผลการศึกษาให้เข้า จากนั้นไอน์สไตน์ได้เริ่มออกหางานทำจากประกาศตามหน้าหนังสือพิมพ์ซึ่งมีประกาศรับอาจารย์หลายแห่ง ไอน์สไตน์ได้เข้ารับการ สัมภาษณ์ แต่ปรากฏว่าไม่มีสถาบันแห่งใดรับเขาเข้าทำงานเลยแม้แต่สักที่เดียว ไอน์สไตน์เข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะเขาเป็นชาวยิว ดังนั้นในปี ค.ศ.1901 ไอน์สไตน์ได้โอนสัญชาติเป็นชาวสวิตเซอร์แลนด์ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่สามารถทำให้เขาหางานทำได้อยู่ดี ในที่สุดไอน์สไตน์ก็ได้งานทำเป็นครูในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง แต่ทำอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือนก็ถูกไล่ออก จากนั้นไอน์สไตน์จึงรับจ้างเป็น ครูสอนพิเศษตามบ้าน แต่ก็ทำได้ไม่นานก็ถูกพ่อแม่ของเด็กเลิกจ้าง เนื่องจากไอน์สไตน์ได้แสดงความผิดเห็นว่าไม่ควรให้เด็กไปเรียน ที่โรงเรียนอีก เนื่องจากครูที่โรงเรียนสอนคณิตศาสตร์ในแบบผิด ๆ ซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่ไอน์สไตน์สอน แม้ว่าเด็ก ๆ จะรักและชอบ วิธีการสอนของเขาก็ตาม ไอน์สไตน์ก็ยังถุดไล่ออกอยู่ดี

ต่อมาในปี ค.ศ.1902 ไอน์สไตน์ได้เจอกับเพื่อนเก่าคนหนึ่งได้ฝากงานที่สำนักงานจดทะเบียนสิทธิบัตรที่กรุงเบิร์น ถึงแม้ว่า ไอน์สไตน์จะไม่ชอบงานที่นี่มากนัก แต่รายได้ปีละ 250 ปอนด์ ซึ่งทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้น และมีโอกาสได้พบกับสิ่ง ประดิษฐ์ที่แปลกใหม่อีกด้วย ในระหว่างที่ไอน์สไตน์ทำงานอยู่ที่นี่ เขาได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งไปกับการประดิษฐ์สิ่งของเช่นกัน สิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกของไอน์สไตน์คือ เครื่องมือบันทึกการวัดกระแสไฟฟ้า

ในปี ค.ศ.1903 ไอน์สไตน์ได้แต่งงานกับมิเลวา มารี เพื่อนเก่าสมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยแห่งเมืองซูริค และในปีเดียวกันนี้เขา ได้เขียนบทความเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ให้กับนิตยสารเยอรมนีฉบับหนึ่ง และในปี ค.ศ.1905 บทความเรื่องของไอน์สไตน์ก็ได้รับ ความสนใจ และยกย่องอย่างมาก บทความเรื่องนี้เป็นของทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Theory of Relativity) ซึ่งอธิบายเกี่ยวกับความ สัมพันธ์ระหว่างพลังงาน กับมวลสาร โดยเขียนเป็นสูตรได้ดังนี้ E = mc2 โดย


E (Energy) = พลังงาน
m (mass) = มวลสารของวัตถุ
c = ความเร็วแสง

ทฤษฎีสัมพัทธภาพต่อมาได้นำไปสู่การค้นคว้าเรื่อง พลังงานปรมาณู เพราะทฤษฎีนี้อธิบายว่ามวลเพียงเล็กน้อยของแร่ชนิดหนึ่ง สามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานมหาศาลที่ใช้ในโรงงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ได้อย่างสบาย ในระยะแรกที่ไอน์สไตน์เผยแพร่ผลงานชิ้นนี้ออก ไป ผู้คนส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจนัก แต่เมื่อไอน์สไตน์อธิบายให้ฟังด้วยวิธีง่าย ๆ ก็เกิดความเข้าใจมากขึ้น และจากผลงานชิ้นนี้ทำให้เขา ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตขั้นเกียรตินิยมสูงสุด

ในปี ค.ศ.1909 เขาได้รับเชิญให้เป็นศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยซูริค (Zurich University) ซึ่งไอน์สไตน์ตอบรับทันที ทั้งนี้เขาต้องการแสดงให้ทุกคนได้เห็นถึงความสามารถของเขา ซึ่งมหาวิทยาลัยแห่งนี้เคยปฏิเสธเขามาครั้งหนึ่งแล้ว

ในปี ค.ศ.1911 ไอน์สไตน์ได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์สอนวิชาฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยปราค (Prague) ในปีต่อมาไอน์สไตน์ ได้รับเชิญจากวิทยาลัยเทคนิค ซึ่งเป็นโรงเรียนเก่าของเขา ไอน์สไตน์ตกลงทันทีเนื่องจากเขาต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นถึงความ สำคัญของเขา ในระหว่างนี้มีมหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ อีกหลายแห่งเชิญเขาไปสอน แต่เขาก็ปฏิเสธ และเขาได้ตอบรับเป็น ศาสตราจารย์พิเศษสอนที่สถาบันไกเซอร์วิลเฮล์ม (Kaiser Wilhelm Institute) การที่เขาตอบรับครั้งนี้ เกิดขึ้นจากการได้สนทนา กับพระเจ้าไกเซอร์ ผู้ก่อตั้งสถาบันแห่งนี้ ไอน์สไตน์รู้สึกถูกอัธยาศัยที่สนุกสนานเป็นกันเอง ประกอบกับความสนใจในเรื่องวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกัน และอีก 2 ปีต่อมา ไอน์สไตน์ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการประจำสถาบันแห่งนี้

เครดิต คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยฯราชมงคล



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #25 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในปี ค.ศ.1914 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 ขึ้น ทำให้ทุกหนทุกแห่งวุ่นวาย โดยเฉพาะในยุโรป แต่ถึงอย่างนั้นในปี ค.ศ.1915 ไอน์สไตน์ก็ยังทำการค้นคว้าเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และออกตีพิมพ์หนังสืออกมาเล่มหนึ่งชื่อว่า ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Theory of Relativity) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่หลายต่างก็ไม่เข้าใจในทฤษฎีข้อนี้ แต่ด้วยความที่ไอน์สไตน์เป็นคนสุขุมเยือกเย็น เขาได้ อธิบายเกี่ยวกับทฤษฎีในหลายลักษณะเพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นว่า มีรถไฟ 2 ขบวน ขบวนหนึ่งจอดอยู่กับที่ อีกขบวนหนึ่งกำลังวิ่งสวน ทางไป ผู้โดยสารที่อยู่บนรถไฟที่จอดอยู่อาจจะรู้สึกว่ารถไฟกำลังวิ่งอยู่ เพราะฉะนั้น อัตราเร็ว ทิศทาง จึงมีความเกี่ยวข้องกัน

ในปี ค.ศ.1921 ไอน์สไตน์ได้เสนอผลงานออกมาอีกชิ้นหนึ่ง คือ ทฤษฎีการแผ่รังสี (Photoelectric Effect Theory) และจากผลงานชิ้นนี้ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ และรางวัลจากอีกหลายสถาบัน ได้แก่ ค.ศ.1925 ได้รับเหรียญคอพเลย์ จากราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน ค.ศ.1926 ได้รับเหรียญทองราชดาราศาสตร์ ค.ศ.1931 ดำรงตำแหน่งนักค้นคว้าของวิทยาลัย ไครสต์เชิร์ช แห่งมหาวิทยาลัยอ็อกซฟอร์ด ค.ศ.1933 เขาได้รับเชิญจากประเทศสหรัฐอเมริกาให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีของ สถาบันบัณฑิตวิทยาลัยของมหาวิทยาลัยพรินส์ตัน ที่รัฐนิวเจอร์ซี่ (Institute for Advance Study at Princeton, New Jersey) นอกจากนี้ทฤษฎีของเขายังสามารถล้มล้างทฤษฎีของจอห์น ดาลตัน (John Dalton) นักฟิสิกส์และเคมีชาวอังกฤษที่ว่า "สสารย่อมไม่สูญไปจากโลกเพราะอะตอมเป็นส่วนที่เล็กที่สุดของสสาร ซึ่งไม่สามารถจะแยกออกไปได้อีก" แต่ไอน์สไตน์ได้กล่าวว่า สสารย่อมมีการสูญสลาย นอกจากพลังงานเท่านั้นที่จะไม่สูญหาย เพราะพลังงานเกิดขึ้นจากสสารที่หายไป และอะตอมไม่ใช่ส่วนที่ เล็กที่สุดของสสาร เพราะฉะนั้นจึงสามารถแยกออกได้อีก

ในปี ค.ศ.1939 ได้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น ทำให้ไอน์สไตน์ได้รับความทุกข์ทางใจมาก เนื่องจากเยอรมนีในฐานะผู้ก่อ สงคราม และมีฮิตเลอร์เป็นผู้นำ ฮิตเลอร์รังเกียจชาวยิว และกล่าวหาชาวยิวว่าเบียดเบียนชาวเยอรมันในการประกอบอาชีพ แต่ ไอน์สไตน์ ก็ยังโชคดีเพราะว่าก่อนหน้านี้ ในปี ค.ศ.1933 ได้อพยพออกจากเยอรมนี เพราะในขณะนั้นฮิตเลอร์ได้ดำรงตำแหน่ง ประธานาธิบดีของเยอรมนี และเริ่มขับไล่ชาวยิวออกจากเยอรมนีตั้งแต่ปี ค.ศ.1932 ไอน์สไตน์เห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนักจึงเดิน ทางออกมา แต่ยังมีชาวยิวกว่า 2,000,000 คน ที่ยังอยู่ในเยอรมนี และถูกสังหารในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กว่า 1,000,000 คน

สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามที่ยืดเยื้อนานกว่า 6 ปี โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายสัมพันธมิตร ได้แก่ ประเทศสหรัฐ อเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศษ และรัสเซีย และฝ่ายอักษะ ได้แก่ เยอรมนี อิตาลี และญี่ปุ่น ต่อมาช่วงกลางปี ค.ศ.1945 เยอรมนี และอิตาลี ได้ยอมแพ้สงครามเหลือเพียงแต่ญี่ปุ่นประเทศเดียวเท่านั้นที่ยังไม่ยอมแพ้ ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตัดสินใจทิ้งลูกระเบิดปรมาณู เพื่อบังคับให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม ระเบิดปรมาณูได้ทำการทดลองสร้างขึ้นในระหว่างสงครามครั้งนี้ ซึ่งมีไอน์สไตน์เป็นผู้ริเริ่ม และควบคุมการผลิต ลูกระเบิดปรมาณูลูกแรกของโลกได้ทำการทดลองทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมา ในวันที่ 6 สิงหาคม ค.ศ.1945 ทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายกว่า 150,000 คน แต่ญี่ปุ่นยังไม่ประกาศยอมแพ้ ดังนั้นฝ่ายสัมพันธมิตรจึงตัดสินใจทิ้งระเบิดอีก 1 ลูก ที่เมืองนางาซากิ (Nagasaki) ในวันที่ 9 สิงหาคม ค.ศ.1945 ทำให้มีผู้เสียชีวิตอีกกว่า 100,000 คน เช่นกัน ลูกระเบิด 2 ลูก นี้ ทำให้ญี่ปุ่นยอมแพ้สงคราม และปิดฉากสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เพียงเท่านี้

ไอน์สไตน์เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจวายเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน ค.ศ.1955 หลังจากที่ไอน์สไตน์เสียชีวิตไปแล้วมีการสร้าง อนุสาวรีย์ รูปไอน์สไตน์ครึ่งตัวขึ้นภายในสถาบันฟิสิกส์ แห่งกรุงเบอร์ลิน เรียกว่า หอคอยไอน์สไตน์ เพื่อระลึกถึงความสามารถของเขา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #26 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปัจจุบันวิทยาศาสตร์อาจถือเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดเลยก็ว่าได้ วิทยาศาสตร์เติบโตและพัฒนาอย่างรวดเร็วควบคู่ไปกับเทคโนโลยี ฉะนั้น วิทยาศาสตร์จึงมีบทบาทสำคัญในการดำรงอยู่ของมนุษย์นับตั้งแต่ปี ค.ศ. 1700 เป็นต้นมา ได้เข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีการค้นพบทฤษฎีการสันดาปโดยลาวัวซิเอ ความก้าวหน้าด้านเคมีสาขาต่าง ๆ ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อม ๆ กับความก้าวหน้าด้านฟิสิกส์และกลศาสตร์ ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและมีการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ทุกสาขาเพื่อ สนองความต้องการของมนุษย์ในการที่จะครองโลกวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีจนถึงปัจจุบันนี้
1. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยปฏิวัติอุตสาหกรรม
การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในวงการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกิดขึ้นในสมัย ปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ คริสตศตวรรษที่ 18 จากความก้าวหน้าทางวิทยาการในแขนงต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ในช่วง คริสตศตวรรษที่ 18 ซึ่งได้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงความเชื่อถือ แนวความคิดปรัชญาวิทยาศาสตร์โบราณมาเชื่อถือปรัชญาวิทยาศาสตร์แนวใหม่ และได้นำวิธีการวิทยาศาสตร์มาใช้ทำให้ประสบผลสำเร็จเพิ่มมากขึ้นอย่างรวด เร็ว และใช้รูปแบบทางคณิตศาสตร์มาจำลองศีกษาธรรมชาติ ทำให้เกิดการค้นพบ และการตั้งทฤษฎีใหม่ ๆ มากมาย นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ประสาทความรู้ให้กับวงการวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ในสมัยนี้ได้แก่
- เบนจามิน แฟรงคลิน (Benjamin Franklin ค.ศ. 1706-1790) ค้นพบว่าไฟฟ้าเป็นของไหล ซึ่งเป็นรากฐานทำให้ค้นพบอิเล็กตรอนในเวลาต่อมา เขาค้นพบไฟฟ้าในอากาศ ทำให้เกิดฟ้าแลบและฟ้าผ่า และแนะนำวิธีการป้องกันฟ้าผ่า โดยการประดิษฐ์สายล่อฟ้าขึ้น นอกจากนี้ยังได้เสนอแนะว่าอาการเกิดสารพิษจากตะกั่ว มักจะเกิดกับบุคคลที่ทำงานในโรงพิมพ์
- เจมส์ วัตต์ (James Watt ค.ศ. 1736-1819) เป็นผู้ปรับปรุงเครื่องจักรไอน้ำของนิวโคเมน และประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำแบบใหม่ โดยแก้ไขจุดบกพร่องจากแบบของนิวโคเมน และได้พัฒนาเครื่องจักรไอน้ำที่ทำงานระบบ "ดับเบิลแอกชัน" ทำให้ลูกล้อหมุนไปได้ซึ่งเป็นแนวทางในการประดิษฐ์รถยนต์และรถไฟในเวลาต่อมา และเป็นผู้กำหนดกำลังเครื่องจักเป็น "แรงม้า"
ปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม บรรยากาศทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ที่เอื้ออำนวยให้มีการประดิษฐ์คิดค้น ซึ่งเริ่มต้นขึ้นในอังกฤษโดยรัฐเป็นผู้สนับสนุนในทุกวิถีทางที่จะทำให้เกิด สิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ซึ่งเชื่อกันว่า จะทำให้ชาติเป็นมหาอำนาจในทางเศรษฐกิจและการเมืองได้โดยการให้ผลประโยชน์แก่ ผู้ประดิษฐ์คิดค้น และหลักประกันสิ่งประดิษฐ์ ดำเนินการจัดหาแหล่งทรัพยากรและตลาดการค้า ตลอดไปจนถึงการสนับสนุนการลงทุน รวมทั้งเผยแพร่ความคิดเห็นในทางอุตสาหกรรมทำให้มีการตื่นตัวขึ้นในสังคม และแผ่ขยายอิทธิพลความคิดไปสู่นานาประเทศ ดังนั้นกระบวนการผลิตสินค้าเพื่อสนองความต้องการของพลเมือง ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจึงเปลี่ยนจากการทำในครัวเรือนไปเป็นโรงงานขนาด ใหญ่ที่มีการทำงานโดยใช้ระบบแบ่งแรงงานให้แต่ละคนทำงานเฉพาะส่วน มีการศึกษาวิจัยระบบงานให้สัมพันธ์กับเวลา และใช้เครื่องมือเครื่องจักรที่ทันสมัยในกระบวนการประกอบการอุตสาหกรรม ซึ่งทำให้อุตสาหกรรมด้านต่าง ๆเจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็ก่อให้เกิดปัญหาสังคมติดตามมาด้วย ผลที่เห็นได้ชัดเจน คือ คนอพยพเข้ามารวมกันทำงานในเมืองอุตสาหกรรมเกิดความแออัด ชนชั้นกรรมกรถูกกดขี่ และทารุณจนเกิดการต่อสู่ระหว่างชนชั้นขึ้น ส่วนนายทุนเริ่มมีอำนาจก็แสวงหาอาณานิคมเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นแหล่งทรัพยากร หรือเป็นตลาด ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ประสบผลสำเร็จได้เปลี่ยนแปลงความ เชื่อเก่า ๆ เกี่ยวกับแนวความคิดโบราณโดยสิ้นเชิง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #27 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

2 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยสงครามโลก
ในประวัติศาสตร์เกือบจะไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่โลกปลอดจากสงคราม สงครามจัดได้ว่าเป็นกิจกรรมร่วมของมนุษยชาติอย่างหนึ่งซึ่งมักใช้เป็นทางออก เมื่อเกิดข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ ความสามารถในการประหัตประหาร ชาติพันธุ์เดียวกันของมนุษย์เหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง อาจเป็นเพราะว่า ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในบางช่วงเวลาของประวัติศาสตร์เป็น ไปอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะมนุษย์ได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างทั้งสติปัญญาและทรัพยากรเพื่อ พัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดจนกลวิธีทำลายข้าศึก ตัวอย่างเช่น เห็นได้จากวิวัฒนาการของเครื่องบินรบ ทั้งในแง่ของความเร็วและสมรรถนะ ในมหาสงครามโลกทั้งสองครั้ง ประเทศมหาอำนาจได้ผนึกกำลังนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำเข้ามาทำงานด้วยกันเป็น กลุ่มใหญ่เพื่อพัฒนาและประยุกต์วิธีการประหัตประหารแบบใหม่ ๆ ในมหาสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง นั้น จัดได้ว่าเป็นสงครามเคมี เพราะมีการทำลายล้างด้วยระเบิดชนิดต่าง ๆ และแก๊ส ส่วนมหาสงครามโลกครั้งที่สอง ก็ยุติลงด้วยระเบิดปรมาณูที่ทำลายล้างชีวิตมนุษย์นับแสนคนลงในชั่วพริบตา ผลจากสงครามทำให้เกิดการกระตุ้นเตือนนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์คิดค้นให้ เพิ่มความรับผิดชอบและระมัดระวังในผลงานของตนยิ่งขึ้น บุคคลหลายกลุ่มได้ผนึกตัวขึ้นต่อต้านการทำสงครามด้วยวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี มีการเรียกร้องให้ลดกำลังอาวุธ ถึงกระนั้นก็ตามประเทศมหาอำนาจก็ยังเร่งระดมสร้างอาวุธร้ายแรงขึ้นทุกที เช่น ระเบิดไฮโดรเจน ระเบิดนิวตรอน สารพิษ และเชื้อโรค เป็นต้น ซึ่งสงครามครั้งต่อ ๆ ไป อาจหมายถึงอวสานของมนุษย์ก็เป็นได้ นักวิทยาศาสตร์ที่สำคัญในสมัยนี้ ได้แก่
- อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein ค.ศ. 1879-1955) เป็นนักฟิสิกส์คณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นผู้ค้นพบทฤษฎีสัมพันธภาพอันนำไปสู่การสร้างระเบิดปรมณู และคิดค้นทฤษฎีใหม่ ซึ่งนำไปสู่การสำรวจอวกาศ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #28 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:20 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

3. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลังการปฏิวัติทางอุตสาหกรรม
ช่วงนี้เป็นช่วงต่อจากสมัยการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมและอาจกล่าวได้ว่า มีผลงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากมายเกิดขึ้น ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษยสุขสบายความเป็นอยู่ดีขึ้นและปลอดภัยจาก โลกภัยไข้เจ็บ นักวิทยาศาสตร์สมัยนี้ได้แก่
- ลาวัวซิเอ (Antoine Laurent Lavoisier ค.ศ. 1743-1794) เป็นผู้สนใจทางด้านเคมี ได้ตั้งทฤษฎีการสันดาป เขาได้ตั้งชื่อก๊าซที่ทำให้ลุกไหม้ว่า "ก๊าซออกซิเจน" และตั้งกฎทรงแห่งมวลสาร ซึ่งมีใจความว่า "มวลของสารก่อนทำปฏิกริยาย่อมเท่ากับมวลของสารหลังการทำ ปฏิกริยา"
- วอลตา (Alessandro A. Volta ค.ศ. 1744-1827) ได้ทดลองใช้แผ่นสังกะสีและทองแดงตัดให้กลมคล้ายเหรียญบาทประกบสลับกัน แล้วนำปลายข้างหนึ่งจุ่มลงในอ่างน้ำที่มีเกลือและชิ้นส่วนของหนังสัตว์ปน อยู่ด้วย ปรากฎว่าเกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น เขาเรียกเครื่องมือนี้ว่า "โวลทาอิกไฟล์" และเมื่อเชื่อมโวลทาอิกไฟล์หลายอันเข้าด้วยกันพบว่าเกิดประแสมากขึ้นซึ่ง เป็นหลักของแบตเตอรี่ในปัจจุบัน
- ลามาร์ก (Jean Baptise - Chevalier de Lamark ค.ศ.1744-1829) เขาได้สนใจเรื่องความแตกต่างและความเหมือนกันของสิ่งมีชีวิต จึงได้จัดแบ่งสัตว์เป็นหมวดหมู่และได้ตั้งกฎการใช้และไม่ใช้ ที่อธิบายว่าลักษณะด้อยจะถ่ายทอดจากบรรพบุรุษไปยังลูกหลาน และลักษณะที่ไม่จำเป็นจะค่อย ๆ เสื่อมสลายไป
- เอ็ดมันด์ ฮัลลีย์ (Edmund Halley ค.ศ. 1656 - 1742 เป็นนักดาราศาสตร์ชาวอังกฤษศึกษาค้นคว้าหาตำแหน่งดาวฤกษ์ต่าง ๆ เขาได้บันทึกการเคลื่อนที่ของดาวหางดาวหนึ่งและได้พยากรณ์ว่าดาวหางดวงนั้น จะปรากฎให้เห็นในทุก 76 ปี และก็เป็นดังที่เขาทำนาย เพื่อเป็นเกียรติแก่เขาดาวหางดวงนั้นจึงชื่อว่า "ดาวหางฮัลลีย์"
- เอ็ดวาร์ด เจนเนอร์ ( Edward Jenner ค.ศ. 1749 - 1823) เป็นผู้ค้นพบวิธีลูกผีเพื่อป้องกันไข้ทรพิษ
- เซอร์ ฮัมฟรีย์ เดวี (Sir Humphry Davy ค.ศ. 1778 -1829) ได้ค้นพบก๊าซไนตรัสออกไซด์ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นยาสลบได้
- แอมแปร์ (Andre- Marie Ampere ค.ศ. 1774 - 1836) เป็นผู้ค้นพบกระแสไฟฟ้าสลับ ซึ่งต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งชื่อหน่วยวัดกระแสไฟฟ้าว่า "แอมแปร์"เพื่อเป็นเกียรติแก่เขา
- ไมเคิล ฟาราเดย์ (Michael Faraday ค.ศ. 1791- 1867) เป็นผู้ค้นพบสนามแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งต่อมาพัฒนาเป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า พบหลักการของหม้อแปลง พบกฎการแยกสลายด้วยไฟฟ้าซึ่งยังใช้กันในปัจจุบัน
- โทมัส แอลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edisson ค.ศ. 1847 - 1931) เป็นนักประดิษฐ์ที่สำคัญคนหนึ่งของโลกได้ประดิษฐ์เครื่องบันทึกเสียงเครื่อง แรกของโลก หลอดไฟฟ้าเครื่องฉายภาพยนต์ มีสิ่งประดิษฐ์ที่จดลิขสิทธิ์ 1,328 ชิ้น และที่ไม่ได้จดลิขสิทธิ์อีกมากมาย
- ชาลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน (Charles Robert Dawin ค.ศ. 1809 - 1882) เป็นผู้ค้นพบทฤษฎีวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #29 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

4. วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยปัจจุบัน
การศึกษาและการประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งครั้งหนึ่งในสมัยประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เป็นเพียงกิจกรรมส่วนหนึ่งของนักปราชญ์กลุ่มย่อยๆ ในสังคม ได้เปลี่ยนแปลงกลายมาเป็นอาชีพที่หลายคนให้ความเชื่อถือ และใฝ่ฝันที่จะได้เข้าไปมีบทบาทร่วมดำเนินการ ฐานะ และภาพพจน์ของสังคมที่มีต่ออาชีพการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้น ไม่ว่าจะเป็นของนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร หรือ นักเทคโนโลยี ไม่เป็นรองอาชีพใด ๆ ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ได้กำหนดนโยบายสนับสนุนงานค้นคว้าวิจัยเป็นอย่างมาก จึงเกิดสถาบันค้นคว้าวิจัยที่มีผู้ทำงานเป็นกลุ่มซึ่งแต่ละคนจะฝึกฝนมาเป็น ผู้ชำนาญเฉพาะด้านเฉพาะแขนง งบประมาณสำหรับการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้น ได้จากงบประมาณแผ่นดิน แหล่งเงินทุน มูลนิธิ และบริษัทอุตสาหกรรมต่าง ๆ ซึ่งให้ในรูปเงินทุนวิจัยแก่มหาวิทยาลัย หรือจัดตั้งห้องปฏิบัติการของตนเองแล้วจ้างนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรเข้าไป ทำงานวิจัย การคิดค้นทฤษฎีและวิธีการประยุกต์จึงเป็นไปอย่างกว้างขวางต่อเนื่องและรวด เร็ว ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่พิมพ์เผยแพร่กันในปัจจุบันและสิ่ง ประดิษฐ์ใหม่ ๆ มีมากมายจนไม่สามารถที่จะรวบรวมไว้ ณ ที่หนึ่งที่ใดได้หมดสิ้น เนื้อหาความรู้ในแต่ละแขนงวิชาก็มีความลึกซึ้ง และเริ่มขยายขอบเขตไปคาบเกี่ยวกับคน ในบางครั้งไม่อาจจะแยกลงไปอย่างชัดเจนว่าจัดอยู่ในสาขาใดแน่ ตัวอย่างเช่น วิชาชีวเคมี วิชาชีวฟิสิกส์ และวิศวกรรมการแพทย์


เครดิต tomzana



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #30 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความเชื่อผิดๆ เมื่อคิดถึงไอน์สไตน์ : เขาไม่ใช่ผู้คิดระเบิดปรมาณู


หลังจากที่ผู้จัดการวิทยาศาสตร์ได้นำบทความแก้ไขความเข้าใจผิดๆ ว่าอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) เคยเป็นเด็กโง่มาก่อน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในบทความ “7 ความเชื่อผิดๆ เพี้ยนๆ เกี่ยวกับไอน์สไตน์” ของ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ นักวิชาการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสารคดีฉบับที่ 243 ประจำเดือนพฤษภาคม 2548 มาเสนอไปแล้วนั้น

สัปดาห์นี้ก็เป็นเรื่องที่น่าจะเรียกได้ว่าเข้าใจผิดกันมากที่สุด เพราะเมื่อใดก็ตามที่เอ่ยถึงไอน์สไตน์บางท่านก็มักจะมองว่าเขาคือฆาตรกรในสมัยสงครามโลกเลยทีเดียว

ความเชื่อผิดเพี้ยน : ไอน์สไตน์เป็นบิดาของระเบิดอะตอม เพราะสมการ E = mc2 เป็นสูตรของระเบิดอะตอม

ข้อชี้แจง: เป็นความจริงที่ว่า สมการ E= mc2 ซึ่งเป็นผลผลิตของทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ได้ทำให้นักฟิสิกส์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่าเป็นไปได้ที่จะเปลี่ยนมวลสาร (mass, สัญลักษณ์ m ในสมการ) ให้กลายเป็นพลังงาน (energy, สัญลักษณ์ E ในสมการ)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #31 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

แต่คำว่า “สูตรของระเบิดอะตอม” นั้นออกจะเป็นการยกย่องสมการนี้มากเกินไปหน่อยหรือเปล่า? เพราะสมการ E= mc2 เพียงแต่ระบุว่ามวลสารสามารถเปลี่ยนไปเป็นพลังงานได้ และกลับกัน คือพลังงานก็อาจเปลี่ยนไปเป็นมวลสารได้เช่นกัน โดยมีแฟกเตอร์การแปลงได้แก่อัตราเร็วของแสงยกกำลังสอง แต่สมการนี้ไม่ได้ระบุขั้นตอนในการสร้างระเบิดอะตอมเลยแม้แต่น้อย!

นอกจากนี้สมการ E= mc2 ยังอาจใช้อธิบายปริมาณพลังงานที่ดวงอาทิตย์ปลดปล่อยออกมา ปริมาณพลังงานที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าพลังปรมาณู รวมถึงใช้อธิบาย (หรือคำนวณ) มวลของอนุภาคที่เกิดขึ้น หากพลังงานจำนวนหนึ่งเปลี่ยนรูปไปเป็นสสาร เช่น ในกระบวนการสร้างคู่อนุภาค (pair creation) เป็นต้น

สำหรับระเบิดอะตอมนั้นถือกำเนิดขึ้นในโครงการแมนฮัตตัน (The Manhattan Project) และถือกันว่านักฟิสิกส์ชื่อ โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ (J. Robert Oppenheimer) เป็นบิดาของระเบิดอะตอม ส่วนระเบิดที่ทรงอานุภาพร้ายแรงกว่าระเบิดอะตอมคือ ระเบิดไฮโดรเจน (hydrogen bomb) นั้น บิดาคือ เอดเวิร์ด เทลเลอร์ (Edward Teller)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #32 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:39 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไอน์สไตน์ ไม่ได้ทำระเบิดปรมาณู
มีคนเยอะแยะไปหมดที่เข้าใจว่าไอน์สไตน์ทำระเบิด
แม้กระทั่งพระที่จบปริญญาเอก ก็เคยพูดตำหนิ

ไอน์สไตน์เป็นเพียงผู้พบทฤษฎีสัมพันธภาพ ที่มีเนื้อหาหลักอยู่ที่ว่า จักรวาลนี้ประกอบด้วยสสารและพลังงาน ในทุกสสารมีพลังแฝงอยู่ ยิ่งสสารที่เป็นธาตุหนัก อณูที่ประกอบในสสารนั้นควบแน่น ถ้าสามารถทำให้การควบแน่นนั้นแตกตัว พลังงานมหาศาลจะทะลักออกมา

กองทัพสหรัฐฯเอาหลักการนี้ ไปให้เหล่านักวิทยาศาสตร์คิดทำระเบิด เพื่อหาทางยุติสงครามโลก โดยไอน์สไตน์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย รายละเอียดถามอากู๋เรื่องปรมาณูได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #33 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ท่านเป็นเจ้าของ สูตร E = MC2 ( ยกกำลังสอง ) ครับ

คนที่่ทำระเบิด ปรมาณูได้สำเร็จ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ที่สหรัฐ นำตัวมาจากประเทศ เยอรมันหลังเยอรมันพ่ายแพ้สงคราม ในสงครามโลกครั้งที่สอง จากนั้น ไม่นาน ระเบิดนิวเคลียร์ ก็ถูกทิ้งใ่ส่ อิโรชิม่า



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #34 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:44 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เก่งเนอะ ไอน์สไตน์
ไม่รู้ ลูคัสเซียน ในปัจจุบันคิดได้อย่างไอน์สไตน์เปล่า
เฮ้อเซง ตำแหน่ง ลูคัสเซียน ที่อยู่มาตั้ง800 กว่าปี
ไม่เห็นมีไรใหม่ๆเลยอ่ะ

ตอนนี้ตำแหน่งลูคัสเซียน ที่เก่งทีสุด หลังช่วงไอน์สไตน์ ก็คือ
สตีเฟน ฮอว์กิ้ง เป็นนักคณิตศาสตร์และฟิสิกส์
มัวแต่นั่งรถเข็น ยกตำแหน่งให้คนอื่นเหอะ 555+

แต่ก่อนเค้าจะป่วยก็คิดค้นทฤษฎีสรรพสิ่ง เป็นอะไรที่ต่อยอดจากทฤษฎีสัมพันธภาพ
การอ้างอิง




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #35 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:50 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ไอไตน์ และ นักวิทยาศาสตร์ ทั่วโลกต่างทึ่ง พระพุทธเจ้า



ค้นพบของพระพุทธเจ้ากับวิทยาศาสตร์
พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเรื่องของปรมาณูหรืออะตอมไว้ ว่ามีขนาดเล็กแค่ไหน ซึ่งทางวิทยาศาสตร์ก็จัดได้ว่าเล็กมากที่สุด ซึ่งพระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า
1 ธัญญามาตร (ขนาดเล็กของเมล็ดข้าว)ประกอบด้วย 7 อูกา (ศรีษะของตัวเล็น)
1 อูกา ประกอบด้วย 7 สิกขา (รอยขีดเล็กๆ)
1 สิกขาประกอบด้วย 37 รถเรณู (ละอองเกษรดอกไม้)
1 รถเรณู ประกอบด้วย 36 ตัชชารี (ละอองรังสีในแสงแดด)
1 ตัชชารี ประกอบด้วย 36 อนู (อนุภาคขนาดเล็ก)
1 อณู ประกอบด้วย 36 ปรมาณู
1 ปรมาณู แบ่งแยกไม่ได้อีก เพราะหากแยกต่อไปจะหมดสภาพของสารนั้น
จะเห็นได้ว่าเม็ดข้าวหนึ่งเม็ด จะมีขนาดประมาณ(วัดจากแนวนอน) กว้างประมาณ0.7ซม สูงประมาณ0.2ซม
และหนาประมาณ0.2ซม จะประกอบไปด้วยอะตอมประมาณ 84,000,000 อะตอม
ดังนั้น 1 ปรมาณูหรืออะตอมจะขนาดประมาณ 0.36 นาโนเมตร (nm = 10(-9) m) จัดได้ว่าเป็นสสารที่เล็กที่สุดแล้ว ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้น แสดงการคำนวณหารัศมีของอะตอมของธาตุไฮโดรเจน ซึ่งเป็นขนาดของอะตอมที่เล็กที่สุด ตามทฤษฎีของ Bohr ได้รัศมีของไฮโดรเจน rH = 0.053 นาโนเมตร(ค่านี้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า Bohr's radius) ค่า 0.036x10(-9) และ 0.053x10(-9) แม้จะแตกต่างกัน แต่ถือว่าอยู่ใน order เดียวกัน คือในลำดับความละเอียด ขนาด 10(-9) เมตรเหมือนกัน จำนวนอะตอมของธาตุอะลูมิเนียมในโลหะอลูมิเนียม 1 กรัม มีมากถึง 2 x1022 อะตอม คำนวนออกมาได้2หมื่นล้านล้านล้านอะตอม เลข0ต่อท้าย23ตัว อะตอมประกอบไปด้วย นิวเคลียส มีอนุภาคประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ที่อยู่รวมกัน และมีอิเล็กตรอน วิ่งวนอยู่รอบๆ และเล็กกว่าโปตรอน1,000เท่า ประกอบด้วย ควาร์ก และก็ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เล็กกว่าอะตอมแล้ว ซึ่งการค้นพบของพระพุทธเจ้าเป็นการค้นพบในรูปแบบนามธรรมยากต่อการเข้าใจ แต่ อัลเบิร์ตไอสไตน์ ค้นพบในแบบรูปธรรมให้เห็นให้เข้าใจว่าอะตอมเป็นแบบนี้ และถ้ามองลึกลงไปจะเห็นว่าอะตอมแต่ละตัวนั้นมีการเรียงตัวกันเองโดยที่ไม่ได้มีการยึดติดใดๆทั้งสิ้น แต่เป็นเพียงการรวมตัวของธาตุอะตอมนั้นๆ
ทำให้นึกถึงคำพูดของพระพุทธเจ้าว่า อย่ายึดติดใน รูป รส กลิ่น เสียง ขนาดอะตอมซึ่งเป็นสสารวัตถุแท้จริงแล้วยังไม่ได้ยึดติดแล้วทำไมมนุษย์ต้องไปยึดติดกับ รูป รส กลิ่น เสียง ด้วย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #36 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:52 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธเจ้ารู้ว่าโลกนี้กลมมา 2500 กว่าปีแล้ว ท่านตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตร ว่า "โลกนี้กลมเหมือนผลมะขามป้อม"
ก็คือโลกมีลักษณะกลมๆแต่ไม่ถึงกับกลมเหมือนลูกปิงปอง เพราะโลกเรามีทั้งภูเขาที่มีความสูงต่ำไม่เท่ากันจึงทำให้รู้ว่าโลกลักษณะที่ไม่เรียบคับ ในสมัยโบราณมนุษย์ยังคิดว่าออกมหาสมุทรไปเรื่อยๆจะตกขอบมหาสมุทร หรือยังคิดว่าโลกแบนเป็นกล้วยทับอยู่คับ แต่นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะรู้ว่าโลกกลม เมื่อตอนที่ส่งจานดาวเทียมขึ้นไปเองคับ

พระพุทธเจ้าอธิบายถึงการมีอยู่ของโลก ไว้ว่าแบบไหน

" โลกตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
"บนแผ่นน้ำ" (พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
" แผ่นน้ำตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
" บนลม"(พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
" และลมตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
" บนอวกาศ"(พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
" และอวกาศเล่าตั้งอยู่บนสิ่งใด?" (คำถามของพราหมณ์)
" มากเกินไปเสียแล้ว พราหมณ์เอ๋ย อวกาศมิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่มีสิ่งใดค้ำอวกาศไว้เลย"(พระพุทธเจ้าทรงตอบ)
ถ้ามนุษย์ขึ้นไปอยู่บนอวกาศจะเห็นได้ว้าแผ่นดินมี1ใน4 ส่วนของน้ำ จะเห็นว่าเหมือนแผ่นดินตั้งอยู่บนน้ำ และถ้าอยู่สูงขึ้นไปอีกจะเห็นว่าชั้นบรรยากาศห้อหุ้มโลก ที่เหมือนห่อหุ้มน้ำไว้ อากาศนั้นหนาประมาณ22กิโลเมตร ก็เปรียบเหมือน น้ำตั้งอยู่บนลม และถ้าออกจากชั้นบรรยากาศ ก็จะเป็นอวกาศ ก็เปรียบเสมือนอากาศตั้งอยู่บนอวกาศ และอวกาศไม่ได้ตั้งอยู่บนที่ใดแล้ว และยังไม่มีที่สิ้นสุดด้วย

พระพุทธเจ้าจำแนกขั้นตอนการเกิดของมนุษย์ เมื่อเปรียบเทียบกับการเจริญของเชลล์ไข่ที่ผสมอสุจิมนุษย์แล้วมีดังนี้
เมื่อเชลล์ไข่ผสมกับอสุจิ ภายใน 10-12 ชั่วโมง นิวเคลียสของทั้งสองก็จะรวมตัวอย่างสมบูรณ์ เรียกว่า การปฏิสนธิ (หมายถึง กลละ ในพระสูตร)
หลังจากนั้นจะมีการแบ่งเชลล์ 30-37 ชั่วโมง เรียกกว่า ไชโกด แล้วก็จะกลายเป็นกลุ่มเชลล์ เรียกว่า เอ็มบริโอ (หมายถึง อัพพุทะ ในพระสูตร)
หลังจากนั้นเจ็ดวัน เอ็มบริโอ ก็จะเคลื่อนที่ฝังในผนังมดลูก (หมายถึง เปสิ ในพระสูตร)
หลังจากนั้น 3 สัปดาห์ เริ่มมี หัวใจ สมอง และไข่สันหลัง (หมายถึง ฆานะ ในพระสูตร)
หลังจากนั้น 4 สัปดาห์ เริ่มมีปุ่มแขนขา จนถึงสัปดาห์ที่ 7 (เป็นช่วง ปรากฏ 5 ปุ่ม ในพระสูตร จนปรากฏ ศีรษะ แขนขา ชัดเจน)
หลังจากนั้นก็จะพัฒนา อวัยวะ ต่างๆ จนครบสมบูรณ์ ด้วยอาศัยอาหารจากมารดา (ซึ่งตรงตามพระสูตรทุกอย่าง)



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #37 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เห็นได้ว่าพระพุทธเจ้ารู้การเกิดของมนุษย์ ตั้งแต่เมื่อ2,500ปีมาแล้ว ก่อนที่นักวิทยาศาสตร์จะเครื่องอุล ตร้าซาวนด์ (The ultrasound scan) และยังเป็นการเจริญเติบโตจากภายใน ยากที่มนุษย์ยุคนั้นจะรู้แต่พระพุทธเจ้าก็ได้ตอบไว้หมดแล้ว นักวิทยาศาสตร์เพิ่งได้เห็นการเจริญเติบโตมนุษย์ในครรภ์ได้ไม่ถึงร้อยปีคับ


และที่ทำให้ ไอสไตน์ และเหล่าวิทยาศาสตร์ทึ่งก็คือ สิ่งที่พระพุทธเจ้า กล่าวเอาไว้ว่า
เวลาในโลกมนุษย์ สวรรค์ นรกไม่เท่ากัน ซึ่งวิทยาศาสตร์เพิ่งจะพิสูจย์ได้โดย ทฤษฏีสัมพันภาพของไอน์สไตน์
ว่าเวลาในแต่ละที่ไม่เท่ากัน แม้กระทั่งใน ยานอวกาศ และ ดาวแต่ละดวง โดยเฉพาะใน blackhole ที่มืดมิดที่สุด แสงโดนดูดจนหมดสิ้น จะมีเวลานานที่สุด

นักวิทยศาสตร์ชาวพุทธคนนึงได้ เอาแผนที่ของ blackhole ทุกๆที่ มาทาบกับ เรื่องราวของภพสาม
ก็คือ เขาพระสุเมรุ นรก สวรรค์ และ โลกมนุษย์ ผลจากการทาบแผนที่ของ black hole
พบว่า ตำแหน่งของ blackhole ตรงกับตำแหน่งของ ขุมนรกต่างๆ พอดี และตรงกับคำของพระพุทธเจ้าว่า เวลาในนรกยาวนานที่สุด
เพราะแสงเดินทางได้ช้าที่สุด ตามทฤษฏีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์
ดังนั้นใครไม่อยากลงนรก ผิดศีล เป็นประจำ ถ้านิดหน่อยไม่เป็นไร
หากผิดไปแล้ว ให้ลืมทุกสิ่งที่ผิดมาแล้ว เริ่มใหม่ แต่ถ้าจะกันเหนียวให้สร้างพระพุทธรูป เป็นการปิดอบาย หรือ บวช ปิดอบาย ไม่ตกนรก แต่ยังมีวิบากกรรมอยู่ เอาไว้ใช้กรรมตอนเกิดใหม่

แต่หาก ผิดข้ออนันตยกรรม5ข้อ อันได้แก่
1. ทำร้ายพระพุทธเจ้าเพียงห้อเลือด แบบ พระเทวทัต
2. ฆ่าพระอรหันต์
3. ฆ่าบิดามารดา ด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็น การุณฆาต ก็ผิดเช่น แม่ป่วยมากเจ็บปวดอย่างทรมาณ อยากตายให้เราช่วยหน่อย ก็ยังผิด
4. ทำสงฆ์แตกแยก แบบ พระเทวทัต
5. ... ฝากไว้เป็นการบ้าน ใครตอบได้ช่วยหน่อย ลืม



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #38 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 11:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จากทั้ง 5 ข้อ ถ้าผิดไปแล้ว คงไม่มีอะไรช่วยได้ เพราะจะดิ่งสู่ โลกันต์นรก ที่แสนทรมาณและยาวนาน (super blackhole)
รอพระพุทธเจ้ามาโปรดเป็น ล้านๆๆๆ พระองค์ ก็ยังไม่ออกจากขุมนี้


และอีกเรื่องของกรมอนามัยโลก วิเคราะว่ามนุษย์ยุคนี้มีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 75 ปี
ดันมาตรงกับคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า ทุกๆ 100 ปี อายุนนุษย์จะลดลง 1 ปี
ดังนั้น ศาสนาพุทธผ่านมาประมาณ 2552 ปี อายุเฉลี่ย= 2500/100=25 ปี
100(อายุเฉลี่ยของคนในยุค 2500 ปีที่แล้ว) - 25 ปี =75 ปีพอดี


น่าทึ่งมากๆๆ ขนาดไอน์สไตน์กล่าวไว้ว่า ผมเป็นคนไม่มีศาสนา แต่ถ้าจะให้ผมนับถือศาสนา ผมจะนับถือศาสนาพุทธ
เพราะเป็นศาสนาที่ไม่อ้างอิงถึงพระเจ้า หรือ เทวนิยม แต่เป็นศาสนาที่ให้เชื่อในสิ่งที่พิสูจย์ได้ แม้จะต้องใช้เวลาในการพิสูจย์นาน แต่ผลที่ได้เป็นจริง
และยกย่องให้เป็นศาสนาแห่ง จักวาล




noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #39 เมื่อ: 26 มิ.ย. 13, 14:19 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ลงข้อความให้ท่านสมาชิกอ่านอย่างจุใจเลยครับ เื่อท่านสมาชิกอาจจะคิดทฤษฏีใหม่ๆขึ้นมาบ้างเพราะคนไทยไม่แพ้ต่างชาติ เพียงแต่ขาดคนส่งเสริมครับ..ต้องรอคนรุ่นใหม่ขึ้นมาครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #40 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 09:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ผู้ที่บวชเป็นพระสงฆ์แล้วควรต้องปล่อยวางทุกสิ่งไว้เบื้องหลังทรัพย์สินเงินทอง สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งหลายไม่ให้ไปยึดติด การที่มีลูกศิษย์มามอบทรัพย์สินให้เพื่อให้เข้าไปอยู่ในอุบายมีลาภ ยศและกิเลส แล้วจะไปสำเร็จไปนิพพานได้อย่างไรครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #41 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 11:36 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระ มีสมบัติ เพียงแค่ผ้า สามผืน มีบาตร มีมีดโกน มีเข็มเย็บผ้า พระไม่มีกระทั่งที่พักที่สร้างเอง พระไม่ยึดติดในที่นอน พระไม่ยึดติดในรสอาหาร พระไม่ใช้แป้ง เครื่องประทินหอม..9ล9..(ข่าวว่า พระบางวัด อาบน้ำนมด้วย สืบกันเอาเอง)
พระไม่แสวงหาลาภ..
พระมีหน้าที่ ปฏิบัติกิจของพระ พระต้องอยู่ในระหว่างท่ามกลาง ไม่มีพระจีวรเหลือง จีวรแดง..
พระมีหน้าที่โปรดสัตว์ มนุษย์ เทวดา..

5โหล..เอาฮ.มารับอาตมาไปช๊อปปิ้งหน่อยโยม..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #42 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 13:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

มีพระบางรูปสะสมรถโบราณหลาบสิบคัน ก็ถือว่ายังติดในรูป รส กลิ่น เสียง น่าจะสึกออกมาเล่นรถเลยจะดีกว่า หรือลาออกมาตั้งคณะตลกเด๋อเชิญยิ้มจะดีกว่าครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #43 เมื่อ: 27 มิ.ย. 13, 13:41 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
เรื่อรถหรู มีมาให้ห่อร่อกันมาหลายครั้งแล้วครับ..
แต่ว่า หัวร่อเรื่องที่มีคนเอามาเป็นข่าวเท่านั้น ไม่ได้รับรู้ถึงความหรูอื่นๆของพระอีกหลายด้าน หลายมูม(เอาเข้าแล้ว กิเลสจับผมเข้าให้แล้ว) อ่านกันแล้วก็ขอให้นึกปลงๆกันนะครับ จะได้ไม่สะท้อนกลับมาที่ผมผู้เริ่มต้นคุย..
พระชั้นผู้ใหญ่ๆในวัดกลางกรุง ในวัดใหญ่ๆประจำจังหวัด..
ท่านอวดจีวรกันครับ..แล้วก็ระบาดลงไปสู่ลูกวัดเป็นลำดับต่อไป..
จีวรมันระยับ คล้ายผ้าที่ทอจากเส้นไหม..

ก็พวกโยมมหาภัยนั่นแหละครับเริ่มก่อกิเลสสุมใส่พระ..
พวกคุณหญิง คุณนาย ลองสวมจรวรที่ดิชั๊นนำมาถวายนะค๊ะ..
จีวรวาวมันระยิบระยับ..

บรรดาพระ..หากจีวรใครมีค่าสูงๆ นั่นหมายความว่า โยมอุปฐาก ร่ำรวย..

ลิเกมีแม่ยก...พระก็เลยมี..โยมยกมั่ง จะได้ไหม..
โยมยกบางคน กระทั่งรองเท้า ต้องสวมตามใจหล่อน..

การรู้จิต รูใจของตนเองเป็นสิ่งสำคัญ หากปล่อยให้ความหลงเข้าครอบงำได้เมื่อไร..เมื่อนั้น..ลำบาก..
นี่ยังกลับวัดไม่ได้อีกท่านหนึ่ง..
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #44 เมื่อ: 28 มิ.ย. 13, 10:23 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อมิตาพุทธ สาธ สาธุ สาธุ ขอส่วนบุญนี้แผ่ไปถึงทุกๆคนครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:  พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ ไอน์สไตน์ 

หน้า: 1 2  ทั้งหมด