Sanook.commenu

ดูดวง ดวงความรัก ทํานายฝัน เซียมซี กราฟชีวิต ไพ่ยิปซี เกมทายใจ เรื่องผี พระเครื่อง ดูทีวี ฟังเพลง ฟังหวยออนไลน์

Sanook! Horoscope

เมนู

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ธรรมชั้นสูง กับ อิทธิปาฏิหารย์ โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร  (อ่าน 896 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 6 ส.ค. 13, 10:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ธรรมชั้นสูง กับ อิทธิปาฏิหารย์ โดยอาจารย์เทวฤทธิ์ อยู่สุนทร



จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาพุทธ คือ นิพพาน เป็นการหลุดพ้นจากกิเลสตัณหาทั้งปวงและวิญญาณก็ดับไปด้วย ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีก แต่เป็นการยากนักที่จะปฏิบัติธรรมไปจนถึงขั้นบรรลุนิพพานได้ ระหว่างทางที่จะไปถึงนิพพาน มีธรรมหลายขั้นที่ต้องฝึกปฏิบัติ

ธรรมขั้นต้นที่ต้องปฏิบัติให้ได้ คือ การถือศีล 5 เป็นการประพฤติดีทั้งกายและวาจา ขั้นต่อไป คือ การปฏิบัติตามมรรค 8 ซึ่งเป็นหนทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ จะทำให้จิตใจให้บริสุทธิ ปราศจากกิเลส โลภ โกรธ หลง ซึ่งการปฏิบัติตามมรรค 8 นี้ ครอบคลุมทั้ง ศีล สมาธิ และ ปัญญา ทำให้เกิดญาณ เมื่อจิตนิ่ง ปราศจากนิวรณ์แล้วก็ฝึกให้บรรลุฌาน แล้วจะได้ วิชชา 8 ซึ่งเป็นธรรมชั้นสูงของพระพุทธเจ้า ที่เมื่อฝึกได้แล้วจะได้อิทธิปาฏิหารย์ คือ มีฤทธิ์ทางใจ แสดงฤทธิ์ต่างๆได้ มีหูทิพย์ อ่านใจผู้อ่ืนได้ ระลึกชาติได้ มีตาทิพย์ และ หมดสิ้นกิเลสตัณหาทั้งปวง

ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะแนะนำท่านให้มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่ออิทธิปาฏิหารย์ เพียงแต่ต้องการเผยแพร่ธรรมชั้นสูง วิชชา 8 ให้เป็นวิทยาทาน ว่า วิชชา 8 คือ อะไร มีผลอะไรบ้างเมื่อสามารถบรรลุธรรมชั้นสูงนี้ ตัวผู้เขียนเองยังมิได้บรรลุธรรมชั้นสูงนี้นะครับ เพราะยังติดอยู่ในนิวรณ์ข้อที่ 1 ซึ่งตัดใจลำบาก ส่วนนิวรณ์อีก 4 ข้อนั้น ตัดได้เป็นครั้งคราว

สิ่งที่ได้รับในการปฏิบัติธรรมในแต่ละวัน คือ ความสุขสงบในจิตใจ ไม่วิตกกังวลเป็นทุกข์เป็นร้อนกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นรอบตัวเรา แต่...ไม่ใช่เพราะเราทำเป็นไม่สนใจเหตุการณ์รอบตัว แต่เป็นเพราะเราเข้าใจความเป็นไปของชีวิตต่างหาก เพราะเรารู้ว่า... ผลทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น ย่อมมีมาแต่เหตุ เมื่อคนเราทำเหตุอย่างนั้น ผลที่ตามมาย่อมเป็นอย่างนั้น หากจะแก้ไขสิ่งใดให้ดี ต้องหาสาเหตุที่แท้จริงให้เจอก่อน แล้วแก้ที่เหตุ เมื่อเหตุได้รับการแก้ไขแล้ว ผลที่ออกมาย่อมเป็นไปตามเหตุนั้น ถ้าสิ่งใดที่อยู่นอกเหนืออำนาจหน้าที่ ที่เราจะพึงกระทำได้ เราก็ต้องทำใจปล่อยวาง เนื่องจากไม่ใช่กิจธุระของเรา ที่เราจะมีอำนาจหน้าที่ไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรได้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 6 ส.ค. 13, 10:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ก่อนที่จะเข้าใจเรื่อง วิชชา 8 ได้นั้น ต้องมีความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องต่อไปนี้ก่อนคือ:

- มรรค 8
- นิวรณ์ 5
- สภาวธรรม 2
- ขันธ์ 5
- อวิชชา 8
- อาสวะ 4
- ปฏิปทา 4
- ญาณ 3
- ฌาน 4
- เจตสิก 52


วันนี้จะขอยกเรื่อง นิวรณ์ 5 มากล่าวพอสังเขปก่อน:


นิวรณ์ 5 (hindrances)
อกุศลธรรมที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองและทำให้ด้อยปัญญา


นิวรณ์ 5 (hindrances) คือ สิ่งที่ขวางกั้นจิตใจไม่ให้ก้าวหน้าในคุณธรรม ไม่ให้บรรลุในคุณงามความดี ทำให้จิตใจเศร้าหมอง และ ด้อยปัญญา ไม่มีสมาธิ ได้แก่

1. กามฉันทะ (sensual desire) คือ ความยินดี ติดใจ ในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่เพียงแต่ในเรื่องเพศเท่านั้น เป็นความชื่นชมยินดีใน ลาภ ยศ สรรเสริญ แก้วแหวนเงินทอง บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ฯลฯ ที่เป็นความพอใจในทางโลกทั้งปวง

2. พยาบาท (illwill) คือ ความโกรธ ความไม่พอใจ ผูกใจเจ็บ พยาบาท ความคิดเคียดแค้นชิงชัง มุ่งร้ายต่อผู้อื่น

3. ถีนมิทธะ (sloth and torpor) คือ ความท้อแท้สิ้นหวัง ความหดหู่ หมดกำลังใจ ความเกียจคร้าน เฉื่อยชา ไม่มีเรี่ยวแรง ความง่วงเหงาเซื่องซึม ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า

4. อุทธัจจกุกกุจจะ (distraction and remorse, flurry and worry, anxiety) คือ ความฟุ้งซ่าน จิตไม่สงบ ความหงุดหงิดรำคาญใจ ความวิตกกังวล

5. วิจิกิจฉา (doubt, uncertainty) คือความไม่แน่ใจ ตัดสินใจไม่ได้ ความลังเล สงสัย ความไม่มั่นใจ ไม่ปักใจเชื่อว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด ไม่รู้ว่าจะทำแบบไหนดี


ในแต่ละวัน เราควรเฝ้าดูจิตของเราว่า มีนิวรณ์ในข้อใดบ้าง และ พยายามฝึกจิตให้ปราศจากนิวรณ์ เพื่อที่เราจะได้บรรลุธรรมขั้นสูงขึ้นไป หากจิตยังมีนิวรณ์หลายข้ออยู่ สมาธิและปัญญาย่อมไม่เกิดขึ้นได้

ในตอนต่อไปจะได้กล่าวถึงมรรค 8 ขันธ์ 5 และ สภาวธรรม 2 เพื่อเป็นความเข้าใจพื้นฐาน ก่อนที่จะได้อ่านเรื่อง วิชชา 8 ต่อไป

ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีจิตใจสุขสงบ แม้ในยามที่บ้านเมืองวุ่นวาย แต่เราก็ทำใจเราให้สงบได้ ด้วยการเข้าใจความเป็นไปของชีวิต และ ทำอย่างดีที่สุดในส่วนที่เราจะทำได้ หากทุกคนมีใจสุขสงบแล้ว บ้านเมืองของเราก็จะมีความสุขสงบเอง ขอให้เจริญในธรรมนะครับ



มีต่อ ตอนที่ 2 http://www.oknation.net/blog/pimahn/2009/02/04/entry-1



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #2 เมื่อ: 6 ส.ค. 13, 11:01 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ธรรมชั้นสูง กับ อิทธิปาฏิหารย์

ตอนที่ 2



ต้องขอออกตัวอีกทีนะครับว่า ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาจะแนะนำท่านให้มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่ออิทธิปาฏิหารย์
เพียงแต่ต้องการเผยแพร่ธรรมชั้นสูง วิชชา 8 ให้เป็นธรรมทาน ว่า วิชชา 8 คือ อะไร
มีผลอะไรบ้างเมื่อสามารถบรรลุธรรมชั้นสูงนี้ ตัวผู้เขียนเองยังมิได้บรรลุธรรมชั้นสูงนี้นะครับ
เพราะยังติดอยู่ในนิวรณ์ข้อที่ 1 ซึ่งตัดใจลำบาก ส่วนนิวรณ์อีก 4 ข้อนั้น ตัดได้เป็นครั้งคราว

ได้กล่าวไว้ในตอนที่ 1 แล้วว่า การที่จะเข้าใจเรื่อง วิชชา 8 ได้นั้น
ต้องมีความเข้าใจพื้นฐานในเรื่องต่อไปนี้ก่อนคือ:

- มรรค 8
- นิวรณ์ 5
- สภาวธรรม 2
- ขันธ์ 5
- อวิชชา 8
- อาสวะ 4
- ปฏิปทา 4
- ญาณ 3
- ฌาน 4
- เจตสิก 52

ในตอนที่ 1 นั้น ได้กล่าวถึงเรื่อง นิวรณ์ 5 ไปแล้ว วันนี้จะขอยกเรื่อง มรรค 8 มากล่าวพอสังเขปก่อน


มรรค มีองค์ 8 (the noble Eightfold Path)


มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึึ่งใครๆก็ทำได้ เพราะเป็นข้อปฏิบัติที่ได้ชื่อว่า
มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง อันเป็นข้อปฏิบัติที่พอดีที่จะนำไปสู่ความสงบ
และจุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดจากปัญหา
เป็นวิธีปฏิบัติที่ไม่สุดโต่งไปทางบำรุงบำเรอความสุขให้กับตนเอง (กามสุขัลลิกานุโยค) และ
ไม่ต้องสุดโต่งไปในทางทรมานตนเอง ทำให้ตัวเองต้องลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค)


อริยมรรค หรือ หนทางอันประเสริฐ มีองค์ประกอบอยู่ 8 ประการดังนี้



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #3 เมื่อ: 6 ส.ค. 13, 11:03 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ในตอนที่ 1 นั้น ได้กล่าวถึงเรื่อง นิวรณ์ 5 ไปแล้ว วันนี้จะขอยกเรื่อง มรรค 8 มากล่าวพอสังเขปก่อน


มรรค มีองค์ 8 (the noble Eightfold Path)


มรรค คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ซึึ่งใครๆก็ทำได้ เพราะเป็นข้อปฏิบัติที่ได้ชื่อว่า
มัชฌิมาปฏิปทา แปลว่า ทางสายกลาง อันเป็นข้อปฏิบัติที่พอดีที่จะนำไปสู่ความสงบ
และจุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดจากปัญหา
เป็นวิธีปฏิบัติที่ไม่สุดโต่งไปทางบำรุงบำเรอความสุขให้กับตนเอง (กามสุขัลลิกานุโยค) และ
ไม่ต้องสุดโต่งไปในทางทรมานตนเอง ทำให้ตัวเองต้องลำบาก (อัตตกิลมถานุโยค)


อริยมรรค หรือ หนทางอันประเสริฐ มีองค์ประกอบอยู่ 8 ประการดังนี้

1. สัมมาทิฏฐิ (Right View, Right Understanding) เห็นชอบ
คือ มีความคิดเห็นที่ถูกต้องอย่างมีปัญญา ด้วยการรู้และเข้าใจในเรื่องของความทุกข์
สาเหตุแห่งการเกิดทุกข์ วิธีดับทุกข์ มีความเข้าใจในเรื่องของความไม่เที่ยงแท้แน่นอน
เข้าใจเรื่องกิเลสมนุษย์ ความโลภ ความโกรธ ความหลง รู้ว่าสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น
ย่อมเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน

ยกตัวอย่างเช่น ทุกข์ที่เกิดจากการผิดหวังในเรื่องของความรัก ไม่ว่าจะเป็นรักเขาข้างเดียว
อกหักถูกทิ้ง หรือ คนรักมีชายอื่นหรือหญิงอื่น ฯลฯ หลังจากที่ผิดหวังเสียใจในเรื่องของความรักแล้ว
หลายๆคนก็ปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความทุกข์ ความเหงา ความเศร้า และ ความเจ็บแค้นใจ
บ้างก็ดื่มสุราจนเมามาย บ้างก็เข็ดขยาดและกลัวความรัก
ส่วนมากแล้วมักโทษคนอื่นเสมอว่าเป็นต้นเหตุแห่งความทุกข์ของตน

แท้จริงแล้วควรทำความเข้าใจให้ได้เสียก่อนว่า การที่ตนเองต้องอกหัก ถูกทอดทิ้ง
หรือคนรักนอกใจนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร ซึ่งสาเหตุนั้นอาจมาจากตนเอง หรือมาจากคนที่ตนรัก
ถ้าเป็นสาเหตุมาจากตนเอง ย่อมต้องแก้ไขที่ตนเองได้ เช่น เราอาจเป็นคนเจ้าอารมณ์ วู่วาม
ทำตัวไม่น่ารัก ใครอยู่ใกล้ก็ไม่มีความสุข เราควรต้องปรับปรุงตัวเรา

แต่ถ้าสาเหตุมาจากคนอื่น เช่น เขาเป็นคนเจ้าชู้ เราก็คงเปลี่ยนเขาไม่ได้ ถ้าเราไม่ชอบคนเจ้าชู้
เราก็ไม่ควรเลือกคนเจ้าชู้มาเป็นคู่ครองของเรา


2. สัมมาสังกัปปะ (Right Thought) ดำริชอบ คิดชอบ
มีความนึกคิดในทางที่ถูกต้อง ไม่โลภอยากได้ของใคร
ไม่อยากกอบโกยเงินทองมากมายเกินความจำเป็น แต่มีความคิดเสียสละ
และชอบบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ ไม่หมกมุ่นหรือมักมากในกามารมณ์ ไม่มักง่ายเรื่องกามารมณ์
รู้จักควบคุมตนเองได้ดีต่อสิ่งเย้ายวนใจ เป็นผู้ที่ไม่มีโทสะ ไม่โกรธง่าย ไม่มีจิตคิดทำร้าย หรือ
ผูกพยาบาทกับผู้ใด แต่มีเมตตา และ ปรารถนาดีต่อผู้อื่นเสมอ


3. สัมมาวาจา (Right Speech) เจรจาชอบ
พูดแต่ความจริง เชื่อถือได้ ไม่พูดจาหลอกลวง ไม่โกหก
พูดอย่างสร้างสรรค์ พูดให้คนสามัคคีกัน ไม่พูดส่อเสียด ไม่ยุแหย่ให้เกิดความแตกแยก
พูดแต่ถ้อยคำสุภาพ ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย
พูดให้เหมาะสมกับเวลา พูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ มีสาระ ไม่พูดเพ้อเจ้อ


4. สัมมากัมมันตะ (Right Action) กระทำชอบ
การไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทรมานสัตว์ ไม่ก้าวร้าว ไม่ทุบตีทำร้ายใคร
การไม่เอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ไม่ลักขโมย ไม่ฉ้อโกง ไม่หลอกเอาทรัพย์ของผู้ใด
การไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่เป็นชู้ ไม่เล่นชู้ ไม่ฝืนใจใครให้มาร่วมหลับนอนด้วย


5. สัมมาอาชีวะ (Right Livelihood) เลี้ยงชีพชอบ
ประกอบอาชีพสุจริต เว้นจากมิจฉาชีพ ไม่ค้าของเถื่อน ไม่ค้ายาเสพย์ติด ไม่ค้ามนุษย์เพื่อกามารมณ์
ไม่ค้าสัตว์เพื่อการฆ่า ไม่ค้าอาวุธเพื่อประหัตประหารกัน


6. สัมมาวายามะ (Right Effort) เพียรชอบ
ประคองจิตไว้ เพื่อมิให้เกิด ราคะ โลภ โกรธ หลง
แต่ถ้าเกิดราคะ โลภ โกรธ หลง ขึ้นมาเมื่อใด ก็ทำใจให้มีสติ ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้วเสียได้ และให้กุศลเกิด คือมีใจกว้างโอบอ้อมอารี มีเมตตา ให้อภัย และ มีสติอยู่เสมอ


7. สัมมาสติ (Right Mindfulness) ระลึกชอบ
มีสติระลึกอยู่เสมอว่า ทำอะไร จะทำอะไร ไม่เผลอ รู้ว่าสบาย ไม่สบาย รู้อารมณ์ที่ผ่านเข้ามาในจิตใจ


8. สัมมาสมาธิ (Right Concentration) ตั้งจิตมั่นชอบ
ฌาน 4 ความตั้งใจมั่นโดยถูกทาง กุศลจิตมีอารมณ์เดียว ไม่ฟุ้งซ่าน จิตสงัดจากกาม สงัดจากอกุศล
เข้าถึงปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จุตตถฌาน ไม่มี วิตกวิจาร ปิติ สุข เหลือแต่อุเบกขา



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #4 เมื่อ: 6 ส.ค. 13, 11:09 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ปกติแล้วจิตใจของปุถุชน มีธรรมชาติหลายอย่าง ประกอบไปด้วย :

1. เอกัคคตา
จิตที่เป็นสมาธิ ตั้งมั่นสนใจในสิ่งเดียว ไม่วอกแวก ใช้ข่มอารมณ์ที่พะวงในเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง
สัมผัส และความสะดวกสบายทั้งหลายได้

2. ปิติ
จิตที่เบิกบาน พอใจ ใช้ข่มความขุ่นข้องหมองใจ และความพยาบาทได้

3. สุข
จิตที่มีความสุข ใช้ข่มความฟุ้งซ่าน รำคาญใจได้

4. วิตก
จิตที่นึกคิด คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ใช้ข่มความหดหู่ท้อถอย ง่วงเหงาหาวนอนได้

5. วิจาร
จิตที่ไตร่ตรอง หาเหตุผลและมีวิจารณญาณ ใช้ข่มความลังเล สงสัย ไม่แน่ใจได้

(ส่วนนี้คือ นิวรณ์ 5 นั่นเอง)
6. กามฉันทะ
จิตที่ยังคงติดใจในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ และ ความสะดวกสบายทั้งหลาย

7. พยาบาท
จิตที่มีความขุ่นข้องหมองใจ ผูกใจเจ็บ ปองร้ายผู้อื่น

8. ถึนมิทธะ
จิตที่หดหู่ ท้อถอย ขาดกำลังใจ ง่วงเหงาหาวนอน อ่อนอกอ่อนใจ

9. อุทธัจจะกุกกุจจะ
จิตที่ฟุ้งซ่าน รำคาญใจ วิตกกังวล

10. วิจิกิจฉา
จิตที่ความไม่แน่ใจ ตัดสินใจไม่ได้ ความลังเล สงสัย ความไม่มั่นใจ ไม่ปักใจเชื่อว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด
ไม่รู้ว่าจะทำแบบไหนดี

ผู้ที่สำเร็จปฐมฌานย่อมสามารถตัด นิวรณ์ 5 นั้นออกได้ จึงเหลือแต่เพียง :
1. เอกัคคตา (สมาธิ)
2. ปิติ
3. สุข
4. วิตก
5. วิจาร

จิตใจของผู้บรรลุทุติยฌาน จะตัด วิตก วิจาร ออกเสียได้ จึงเหลือแต่เพียง :
1. เอกัคคตา (สมาธิ)
2. ปิติ
3. สุข

จิตใจของผู้ที่บรรลุตติยฌาน จะตัด ปิติ ออกเสียได้ จึงเหลือแต่เพียง :
1. เอกัคคตา (สมาธิ)
2. xxxxxxxxxx
3. สุข

จิตใจของผู้ที่บรรลุจตุตถฌาน จะทิ้ง สุข เสียได้ เหลือเพียงอารมณ์เดียวที่เป็นอุเบกขา
สามารถวางเฉย ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดๆที่มากระทบอารมณ์ ทำให้ดวงจิตมีอำนาจ
จิตมีเพียงอารมณ์เดียวคือ :
1. เอกัคคตา (สมาธิ)



ข้อ 3. สัมมาวาจา (Right Speech),
4. สัมมากัมมันตะ (Right Action),
5. สัมมาอาชีวะ (Right Livelihood) เป็น ศีล

ข้อ 6. สัมมาวายามะ (Right Effort),
7. สัมมาสติ (Right Mindfulness),
8. สัมมาสมาธิ (Right Concentration) เป็น สมาธิ

ข้อ 1. สัมมาทิฏฐิ (Right View, Right Understanding),
2. สัมมาสังกัปปะ (Right Thought) เป็น ปัญญา


ในตอนต่อไปจะได้กล่าวถึงขันธ์ 5 และ สภาวธรรม 2 เพื่อเป็นความเข้าใจพื้นฐาน ก่อนที่จะได้อ่านเรื่อง วิชชา 8 ต่อไป


เครดิต oknation.net



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #5 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 12:24 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล เสนอธรรมะ..




ผมไม่ต้องการให้จิตไปแขวนบนปัญหาในขณะนี้...
ผมกำลังดูกาย ดูจิตครับ..จะเข้าด้ายเข้าเข็ม ก็เป็นอันทะลายลงไปกับมานะฑิฐิ ความอยาก...
ในห้วงแห่งหนึ่งลมหายใจแค่จังหวะเข้า จิตของผมกระดอนออกไปภายนอกถึงสามครั้ง..
ในห้วงแห่งสถานการณ์ทางการเมือง ผมเชื่อว่า ประเทศของเราจะแก้ปัญหาลุร่วงลงไปได้ด้วยดี
อะไรจะเกิด มันก็ต้องเกิด ผมเชื่อมั่นในคุณแผ่นดิน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #6 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 12:25 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล เสนอธรรมะ..



ผมไม่ได้หมายความว่า ผมถอดจิตครับ..จิตกระดอน หมายถึงในขณะที่สมาธิกำลังจะเข้าญาญ จิตไม่นิ่ง มันสะท้อนขึ้นบน หรือสะท้อนลงล่าง
การทำสมาธิของผม คือการทำภาวะจิตให้เหมือนปุยนุ่่น ไม่ล่องลอยไปตามสิ่งกระทบจากภายนอก และภายในครับ..ดวงจิตที่ไร้รูปลักษณ์ แต่เรารู้ได้ด้วยวิญาญ คือความรู้สึก
จะไม่มีการคิดไปเบื้องเวลาในอดีต หรืออนาคต ไม่มีการคิดเรื่องราวต่างๆ เรียกว่ากระทบภายใน ปิดประตูการสัมผัสภายนอก เรียกว่า การสัมผัสภายนอก
จรดจ่อรู้ที่ปลายจมูผม้ลมเข้า แล้วรู้ลมออก..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #7 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 12:27 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล..


ลมหายใจจะละเอยดข้นที่ละน้อยๆ..ผมไม่ไปใส่ใจในลมอนละเอียด รู้แค่ว่าลมละเอียด
ผมมาถึงตรงนี้ จิตแกว่ง กระดอนกระเด็น แค่ช่วหายใจออก จิตกระดอนขึ้นลงถึงสามครังง..
ผม..ละความเพียรเสีย
ที่จรีิง ผมควรจะวางมันลง จิตกระดอนกระเด็น รู้แล้วก็ปล่อยวาง
แต่ผม..เหนื่อย หัวใจเต้นแรงไป ซึ่งเป็นการกระทำของคนละความเพียรครับ..
ผมก็ต้องสร้างความเพียรขึ้นมาใหม่..รู้เท่าทันกิเลส..
ความเกลียดครัาน ไม่ตั้งใจเอาชนะกิเลส ผมนี่เอง กำลังเป็นอยู่ครับ..

ลมหายใจ เหมือนดังวงล้อ มีเข้า มีออก หมุนเปลี่ยนไม่ขาดตอน



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #8 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 12:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล..



จิตที่จะสื่อถึงได้ เป็นด้วยการแผ่เมตตาครับ..ผมแผ่เมตตาไปยังบุคลทั้งหลาย หากจิตใครแจ่มใส พร้อมรับการแผ่เมตตา ก็จะได้พบกับพลังของความเตตาครับ
ผมมาอ่านจดหมายช้าไปบ้าง ในโลกมีแต่ความเคลื่อนไหว ในกรุงฯก็เคลื่อนไหว นอกกรุงก็เคลื่อนไหว บ้างเคลื่อนไหวเรื่องเดียวกัน บ้างเคลื่อนไหวคนละเรื่อง
ความเคลื่อนไหว เป็นการเปลี่ยนแปลง
ลองพิจารณาความเคลื่อนไหวดูชิครับ..เรายกมือ ค่อยๆยก..ทำบ่อยๆ ช้าๆ ลองดูชิครับ
ทีแรก...สอนให้ทำ ผมก็สงสัย ว่างๆก็ลองทำดู แล้วก็้ได้ครับ



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #9 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 19:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

คุณเฮโล เสนอธรรมะแก่ท่านผู้อ่าน..



เป็นผู้มีความรู้ในวิธีการเคลื่อนไหว..
การเคลื่อนไหว ดูกายเคลื่อนไหว จิตไม่เคลื่อน..



ท่านบอกให้ดูการเคลื่อนไหว เวลาทำสมาธิ ก็เพ่งดูร่างกายภายใน..
คำบอกพวกนี้ ผมไม่เข้าใจในตอนแรกๆครับ เมื่อทำตามดูเรื่อยๆ ก็เข้าใจได้เองครับ..
การเคลื่อนไหวที่เป็นระบบ เป็นไปตามธรรมชาติ การรู้ทุกขณะของการเคลื่อนไหว..
ผมเข้าใจในการแผ่เมตตาว่า เหมือนเราปล่อยคลื่นลักษณะคล้ายคลื่นวิทยุ ผู้ที่ได้รับคลื่นก็ต้องเปิดช่องรับคลื่นได้ตรง..คลื่นFMก็รับได้ในภาคคลื่นFM คลื่นAMก็รับได้ในภาคAM ในแต่ละคลื่น ก็มีในแต่ละช่องความถี่..
การแผ่เมตตาแก่กัน ก็เหมือน คนที่มีแต่ความปราถนาดีให้แก่กัน..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #10 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 19:35 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พวกมีมานะฑิฐิจริงๆ หากไม่มีพวกคนนิสัยมากมานะ ผมคิดว่า ผมจะเจริญธรรมได้เร็วกว่านี้ครับ..
ผมที่มาช่วยงานอยู่ในบอร์ด ก็เพราะต้องกาารแสวงหาคนรู้ธรรมมาสนทนา และสะสมบุญบารมีด้วยการชักจูงผู้คนสนใจ และประพฤติปฏิบัติในธรรม เพื่อการสะสมบุญอันสูงสุด..แต่ด้วยเพราะพวกเรามากล้นด้วยมานะฑิฐิ ผู้รู้ธรรมหลายท่านก็ใจน้อย ไม่หนักแน่น..สังคมที่ผมปราถนาก็เหงียบ..
ผมก็ไม่ทราบมาก่อนว่า จดหมายที่ผมส่งถึง ได้เข้าสู่การนำเสนอในบอร์ดด้วย..
...ก็ดีเหมือนกัน งั๊น เอาจดหมายฉบับนี้ลงให้อ่านกันด้วย..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
add
เรทกระทู้
« ตอบ #11 เมื่อ: 8 ส.ค. 13, 19:37 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เพื่อเป็นการปลุกสติให้ผู้คนได้ตื่นจากโลกแห่งสมมุติได้บ้าง..
ปลุกพวกเราให้พวกเราได้รู้ตัวกันบ้างว่า ความเข้าใจในคำสอนขององค์สัมมา..คอคำสอนที่พิสูจน์ได้ และจะได้ประพฤติตามคำสอนฯ..
...การยกมือช้าๆ..ยก.ขึ้น..ยกสุดแล้วก็หยุด..แล้วค่อยๆปล่อยลง..สุดแล้ว ก็ค่อยๆยกขึ้น..ทำจิตรู้ทุกขณะ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม