หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: ว่าด้วยความจริง  (อ่าน 154 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 26 ก.ย. 13, 16:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ที่ผ่านมาผมสนับสนุน การทำงานขององค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด เพียงแต่การตรวจสอบและหลัก “นิติรัฐ” ต้องยึดมั่นกับหลักการและความโปร่งใส คนส่วนใหญ่ในสังคมจึงจะยอมรับได้ q*069

แต่กรณีที่ กรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท น.ส.ณัฎฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส บอกตามตรงผมไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าในฐานะคนทำสื่อก็ต้องค้นหาความจริง

ส่วนในสำนวนเดียวกันที่มีการฟ้องร้อง “ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์” นักวิจัยประจำสถาบันทีดีอาร์ไอ รวมอยู่ด้วย อันเนื่องมาจากการไปร่วมรายการที่มีน.ส.ณัฎฐาเป็นผู้ดำเนินรายการ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2556 และพูดถึงความเสียหายที่เกิดจากมาตรการขยายเวลาคืนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของ กทค. ผมเห็นว่า เมื่อ ดร.เดือนเด่นมั่นใจกับข้อมูล ก็คงพร้อมที่จะไปพิสูจน์ความจริงต่าง ๆ ตามกระบวนการยุติธรรม

เพราะแถลงการณ์ของกสทช. ระบุไว้ตอนหนึ่ง ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจฟ้องร้องนักวิชาการและสื่อมวลชนว่า กสทช. ไม่ได้ไปข่มขู่ หรือใช้อิทธิพลไปห้ามสื่อนำเสนอข่าวการวิพากษ์วิจารณ์ กสทช. เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ยังสามารถกระทำได้ แต่จะต้องไม่ใช่เอาข้อมูลที่ไม่จริงหรือบิดเบือน มานำเสนอก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

การฟ้องคดีนี้แท้จริงแล้ว จะส่งผลเป็นการปกป้องสื่อ ไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายองค์กรใด ๆ นอกจากนี้ยังทำให้เป็น การยกระดับมาตรฐานทางวิชาการ ของสถาบันวิจัยให้มีมากขึ้น

ที่ผ่านมาผมสนับสนุน การทำงานขององค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรมมาโดยตลอด เพียงแต่การตรวจสอบและหลัก “นิติรัฐ” ต้องยึดมั่นกับหลักการและความโปร่งใส คนส่วนใหญ่ในสังคมจึงจะยอมรับได้

แต่กรณีที่ กรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) และ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท น.ส.ณัฎฐา โกมลวาทิน ผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส บอกตามตรงผมไม่เห็นด้วย เพราะเห็นว่าในฐานะคนทำสื่อก็ต้องค้นหาความจริง

ส่วนในสำนวนเดียวกันที่มีการฟ้องร้อง “ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์” นักวิจัยประจำสถาบันทีดีอาร์ไอ รวมอยู่ด้วย อันเนื่องมาจากการไปร่วมรายการที่มีน.ส.ณัฎฐาเป็นผู้ดำเนินรายการ เมื่อวันที่ 14 ส.ค. 2556 และพูดถึงความเสียหายที่เกิดจากมาตรการขยายเวลาคืนคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ ของ กทค. ผมเห็นว่า เมื่อ ดร.เดือนเด่นมั่นใจกับข้อมูล ก็คงพร้อมที่จะไปพิสูจน์ความจริงต่าง ๆ ตามกระบวนการยุติธรรม

เพราะแถลงการณ์ของกสทช. ระบุไว้ตอนหนึ่ง ถึงเหตุผลที่ตัดสินใจฟ้องร้องนักวิชาการและสื่อมวลชนว่า กสทช. ไม่ได้ไปข่มขู่ หรือใช้อิทธิพลไปห้ามสื่อนำเสนอข่าวการวิพากษ์วิจารณ์ กสทช. เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ยังสามารถกระทำได้ แต่จะต้องไม่ใช่เอาข้อมูลที่ไม่จริงหรือบิดเบือน มานำเสนอก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น

การฟ้องคดีนี้แท้จริงแล้ว จะส่งผลเป็นการปกป้องสื่อ ไม่ให้ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อทำลายองค์กรใด ๆ นอกจากนี้ยังทำให้เป็น การยกระดับมาตรฐานทางวิชาการ ของสถาบันวิจัยให้มีมากขึ้น

คงต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่ “ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์” ก้าวเข้ามารับตำแหน่งประธานทีดีอาร์ไอ องค์กรก็เริ่มมีคำถามมาตลอดว่า ถึงมาตรฐานการทำงานและการใช้หลักเกณฑ์ตรวจสอบ โดยเฉพาะถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ มุ่งเน้นตรวจสอบบริษัทสื่อสารบางค่าย แต่ละเลยบางค่ายบางบริษัท ทั้ง ๆ ที่มีข้อครหาว่าต่างชาติถือหุ้นใหญ่อยู่

หากย้อนกลับไปในปี 2527 ที่ทีดีอาร์ไอถูกตั้งขึ้น โดยเป็นมูลนิธิไม่หวังผลกำไรเป้าหมายหลัก คือ การวิจัยเชิงนโยบาย และ เผยแพร่ผลงานวิจัยให้รัฐบาลและเอกชน เพื่อสนับสนุนการกำหนดนโยบายระยะยาว ที่ส่งผลดีต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

เช่นเดียวกับ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เน้นการทำหน้าที่เสนอความเห็น โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นไปของภาวะเศรษฐกิจ

แต่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทีดีอาร์ไอถูกตั้งคำถามว่า พุ่งเป้าโจมตีอุตสาหกรรมโทรคมนาคมของไทยอย่างต่อเนื่อง หากจะอ้างว่าทำเพื่อส่วนรวมและมีความเป็นกลาง ทำไมไม่ตรวจสอบบริษัท ซึ่งอยู่ภายใต้การถือหุ้นของต่างชาติ แถมยังเกิน 50 % ด้วยซ้ำ

รวมทั้งยังคัดค้านการทำงานของ กสทช.แบบหัวชนฝา จนถูกมองว่าไร้เหตุผล แม้ กสทช. ได้ออกมาตรการเยียวยาผู้ใช้บริการกรณีสิ้นสุดการอนุญาต หรือสัญญาการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หลังคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ จะหมดสัญญาสัมปทาน

เพื่อไม่ให้ประชาชนกว่า 17 ล้านเลขหมายต้องประสบปัญหาซิมดับ ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ต้องยึดหลักความต่อเนื่องของการให้บริการ และการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ ให้ประชาชนผู้ใช้บริการสามารถใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

ดังนั้นการใช้ กระบวนการยุติธรรม ช่วยพิสูจน์ความจริง ถือเป็นเรื่องดีที่สุด แต่ละฝ่ายจะได้นำข้อมูลและหลักฐานมาหักล้างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับสาธารณชน ถ้า กสทช.เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ทำงานในลักษณะเลือกปฏิบัติ ก็ต้องถูกดำเนินคดี และยื่นถอดถอน

แต่ถ้าหากข้อมูลที่เป็นตัวแทนของทีดีอาร์ไอ ที่ออกมาพาดพิงหน่วยงานรัฐและเอกชน ปราศจากข้อเท็จจริง ก็ต้องรับผิดชอบ เพราะสังคมต้องอยู่ด้วยการยอมรับกฎกติกา.

เขื่อนขันธ์

dailynews.co.th/article/5/235593

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม