หน้า: 1 2  ทั้งหมด

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: มีหลักฐานว่า พุทธศาสนา น่าจะเกิดในไทยหรือประเทศใกล้เคียงมากกว่าในอินเดีย  (อ่าน 8654 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« ตอบ #45 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 19:51 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ความคิดเห็นที่ 10
เป็นข้อสังเกตว่า...หากเกิดมหาสงครามนองเลือดในแคว้นกาลิงคะ ดังที่ นักประวัติศาสตร์ว่า และมีจารึกไว้เป็นหลักฐาน ดังคำอธิบาย ในสารคดี ตามรอย พระพุทธเจ้า ตอน "กองทัพธรรมของพระเจ้าอโศก" ที่ว่า

• รัฐโอริสสา นครกาลิงคะในอดีต
• นครกาลิงคะ มหาสงครามที่ยิ่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยการนองเลือดครั้งใหญ่ที่สุดในสมัยสงครามของพระเจ้าอโศกมหาราชและเป็นสงครามครั้งสุดท้ายของพระองค์ ในศิลาจารึกบนเสาหินเสาที่ 13 พระเจ้าอโศกได้บันทึกว่าพระองค์ทรงรบชนะเมืองกาลิงคะด้วยสงครามอันนองเลือด ในครั้งนั้นเองที่ทำให้พระองค์ได้เปลี่ยนพระทัยเลิกการทำสงครามเข่นฆ่าผู้คนหันกลับมาทรงศึกษาพระศาสนา

ดูคลิป สารคดี ตามรอย พระพุทธเจ้า ตอน "กองทัพธรรมของพระเจ้าอโศก" ได้จาก ลิงค์ นี้
http://www.youtube.com/watch?feature=player_embedded&v=w7YnRDKchXc


เพื่อนๆ ลองคิดดูว่า "อนาคตของแคว้นนี้ จะดำเนินต่อไปอย่างไร จะล่มสลาย และยุติบทบาทลงไป โดยไม่มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อหรอืไม่?" หรือ ใครมี "ประวัติศาสตร์ของแคว้นกาลิงคะต่อเนื่องมาอีกหรือไม่ ว่าเป็นอย่างไร"

ที่ ตั้งประเด็นอย่างนี้ ก็เพราะ ในอีก ๘๐๐ กว่าปีต่อมา มีเรื่องของ นครทันตปุระ แคว้นกาลิงคะ นี้ ปรากฏขึ้นอีกครั้ง ในคัมภีร์มหาวงศ์ ,คัมภีร์สังคีติยวงศ์ ที่แต่งจากคัมภีร์เก่า รวมทั้ง นิทาน ตำนาน พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช ซึ่ง มีเรื่อง "พระเขี้ยวแก้ว"

เป็น "พระเขี้ยวแก้ว" ที่พระเจ้าเทวานัมปิยทัสสี" ที่ อินเดีย อาจจะไม่รู้จัก เพราะไม่เห็นจารึกที่ กลิงคะ กล่าวถึง "พระเขี้ยวแก้ว" เลย รวมทั้ง บรรดาจารึกทั่วทั้งอินเดีย ก็ไม่มีการกล่าวถึงการสร้างพระสถูป ๘๔,๐๐๐ องค์ เลย

จึงเป็นเรื่องที่ ผมจะตั้งข้อสังเกตว่า "แคว้นกลิงคะที่อินเดียที่อยู่รัฐโอริสสา จะเป็นแคว้นกาลิงคะ ในพระไตรปิฎกและอรรถกถา รวมทั้งใน คัมภีร์มหาวงศ์ หรือตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราชหรือไม่?"

เพราะ หากได้อ่าน "ตำนานพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช" แล้ว จะเกิดแง่คิดว่า "เมืองทันตบุรี แคว้นกาลิงคะ อยู่ในภาคกลางของไทยเรา" เหตุใด จึง ชวนให้คิดอย่างนั้น อ่านเพิ่มเติม จากนี้ ครับ



พระนางเหมชาลา-พระทันทกุมาร ไปลังกา จากภาคกลางของไทย
http://board.palungjit.com/f2/พระนางเหมชาลา-พระทันทกุมาร-ไปลังกา-จากภาคกลางของไทย-410915.html
ตอบกลับ
0 0
ศรีวรุณะอิสโร



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #46 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 19:53 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความคิดเห็นที่ 11
ผมอ่านที่คุณเขียนมาก็ยังไม่เห็นตรงไหนที่คุณจะบอกว่า กลิงคะ อุชเชนี กับตักสิลา จะอยู่ใกล้กันเลยนี่ครับ? ไหนล่ะครับหลักฐานทางเอกสาร?

ที่จริงผมว่าเรื่องที่คุณพยายามจะบอกมาตลอดเป็นห้าหกปี หรือเกินกว่านี้ เนี่ย มันไม่มีอะไรบ่งบอกเลยแม้แต่นิดเดียวว่าสมมติฐานของคุณจะถูกต้อง และคำถามที่ผมเคยถามไปในกระทู้เก่าที่พันทิปเวอร์ชั่นเก่า คุณก็ยังไม่ได้ตอบผมเลย ทั้งเรื่องแม่น้ำคงคา คนพูดภาษาบาลี วรรณะ ๔ ปัญหาเรื่องทิฏฐิความเชื่อนานาประการ สมมติฐานที่คุณเชื่อว่าสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนาในอินเดียเกิดจากเดียรถีย์ปลอมบวชไปหลอกพระเจ้าเทวานัมปิยะทัสสีในอินเดีย ที่ไม่ใช่พระเจ้าอโศก เรื่องสุวรรณภูมิอยู่ตรงไหน เรื่องเกาะลังกา ที่คุณเคยตั้งทฤษฎีว่า ศรีลังกานั่นน่ะไม่ใช่ลังกา แต่เป็นเกาะอะไรก็ไม่รู้ อยู่ในเขตเมืองไทยพม่าลาวนี่แหละ

ระเรื่อยไปจนกระทั่งว่าพระพุทธโฆสาจารย์เป็นชาวมอญไปแปลอรรถกถาภาษาสิงหลเป็นมคธภาษา แต่มันก็แย้งค้านกับทฤษฎีเดิมของคุณอีกว่าเกาะลังกาอยู่ในบริเวณเมืองไทยนี่แหละ

เอ๊า ! ก็ถ้าอยู่ในเมืองไทย แล้วทำไมพระพุทธโฆสาจารญ์ที่อยู่ในเมืองไทย (ตามทฤษฎีของคุณ) ท่านจะต้องไปแปลกลับเป็นมคธภาษาให้ยุ่งยากด้วยเล่า ในเมื่อเกาะสิงหลก็อยู่ในเมืองไทย ก็ต้องเป็นภาษาเดียวกันสิ เป็นภาษาบาลีไง ทำไมไปเป็นภาษาสิงหลล่ะ แล้วภาษาสิงหลนี่ไม่ใช่ภาษาที่ใช้กันในไทย พม่า ลาว มอญ หรอกหรือ แล้วเป็นภาษาอะไร?

ยังไม่ต้องนับในอีกหลาย ๆ ทฤษฎีความเชื่อ ที่ไม่มีอะไรบอกเลยว่าคุณถูก มีแต่บอกว่าคุณน่ะผิด

ที่จริงแล้วผมเองอยากจะเอาใจช่วยคุณอยู่มากทีเดียว เพราะสมัยที่ผมบวช ผมสอบประโยค ป.ธ. ๓ ตั้งหลายปี แต่ก็สอบไม่ได้ เพราะไม่ค่อยมีวิริยะอุตสาหะในการเรียนและแปลบาลี ถ้าหากว่าคุณยืนยันหนักแน่นว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่กำเนิดพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าประสูติตรัสรู้ปรินิพพานก็ที่เมืองไทย พม่า ลาว มอญ บลาๆๆๆ พระเจ้าอโศกก็คนไทย บลาๆๆๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมผมถึงสอบบาลีไม่ได้ล่ะครับ แล้วทำไมคนไทยไม่พูดภาษาบาลี มาพูดภาษาอย่างที่เป็นอยู่นี่ทำไม๊?? ทำให้ผมต้องปวดกะโหลกท่องบาลีเป็นวรรคเป็นเวร เพราะไม่ใช่ภาษาพูดปกติของตัวเอง

ผมว่าคุณไม่จำเป็นต้องไปตรวจสอบหาพิกัดสถานที่อะไรให้มากความหรอกครับ ที่จริงแล้วไม่ต้องใช้หนังสือ, ตำนาน, พงศาวดาร, เกร็ดความรู้, เรื่องเล่า, เรื่องแต่ง อะไรให้มากความเลยแม้แต่นิดเดียว

เอาง่าย ๆ ว่า..... "ถ้าเมืองไทยเป็นที่กำเนิดพระพุทธศาสนา..แล้วทำไมคนไทยไม่พูดภาษาบาลี ภาษาบาลีทีใช้กันในเมืองไทย พม่า ลาว มอญ บลาๆๆ ฯลฯ สูญหายไปตอนไหน?" เอาแค่เรื่องนี้ก็พอแล้วครับ

หรือไม่ก็ คุณไม่ต้องไปหาหลักฐานพิสูจน์ก็ได้ คุณเพียงแต่พูดภาษาบาลีโต้ตอบกับผมให้ได้ก่อนก็แล้วกัน เอาภาษาที่เราใช้กันตั้งแต่ครั้งพุทธกาลนั่นแหละ ตามทฤษฎีความเชื่อของคุณไง เม่าเริงร่า

ถ้าไม่สามารถทำได้เพียงเรื่องแค่นี้ ก็เลิกทฤษฎีความเชื่อของคุณไปเสียเถิดครับ เจ๊งตั้งแต่ในมุ้งแล้ว เม่าเซย์โน
แก้ไขข้อความเมื่อ 8 มกราคม 2556 เวลา 02:08 น.
ตอบกลับ
0 0
chohokun
8 มกราคม 2556 เวลา 01:42 น.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #47 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 19:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความคิดเห็นที่ 12
เรียน คุณ chohokun

อย่าโกรธกันนะ หากจะตอบแรง สักนิด เพราะเท่าที่อ่าน ความเห็นที่ได้อุตสาหะเขียนมายืดยาวนั้น ทำให้เห็นทะลุทะลวงได้ว่า ยากที่จะทำให้ คุณ chohokun เข้าใจอะไรได้ ถ้าเป็นทางพระ ก็ "ต้องชักสะพานทิ้งเสีย"
ใครสอน ให้ คุณ chohokun ใช้ตรรรกะง่ายๆ ว่า "ถ้าหากว่าคุณยืนยันหนักแน่นว่าเมืองไทยเป็นเมืองที่กำเนิดพระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้าประสูติตรัสรู้ปรินิพพานก็ที่เมืองไทย พม่า ลาว มอญ บลาๆๆๆ พระเจ้าอโศกก็คนไทย บลาๆๆๆ ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมผมถึงสอบบาลีไม่ได้ล่ะครับ"

ทำไมไม่คิดหล่ะครับ ว่า ในแผ่นดินไทย-พม่า-ลาว รวมทั้งมอญโบราณ มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษาบาลี กี่พัน กี่หมื่น กี่แสนคน เขาแต่งบาลีเป็นเล่มๆ และคนไทยก็แปลออกมาเป็น "ภาษาไทยในปัจุบันได้สละสลวย ปฏิบัติตามได้ และได้ผล" ต่างจาก "ที่มีการแปลเป็นภาษาโรมันซึ่งอาจทำให้ตีความหมายผิดเพี๊ยนไป"
ทำไมไม่คิดหล่ะ คนอื่นเขาสอบบาเรียน หรือเปรียญ ตั้งแต่เปรียญธรรม ๓ ประโยค จนถึงเปรียญธรรม ๙ ประโยค ในประเทศไทย มีเป็นร้อย มีเป็นพัน เป็นหมื่นคน ทำไมเขาถึงสอบได้
ผมจะเรียนคุณ chohokun ว่า เรื่องบางอย่าง หากเข้าใจ และมีความศรัทธาตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว จะไม่ต้องอธิบายอะไรมาก เพราะคำถามที่คุณ chokun ถาม และที่ว่าผมไม่ได้ตอบนั้น มีผู้ถามเหมือนๆ กัน และผมก็ได้ตอบไปแล้ว หากรู้จักขวานขวาย หาอ่าน ก็จะได้คำตอบ ลองไปหาอ่าน จากกระทู้ต่างๆ ที่ผมเพิ่งนำกลับมาต้ั้ง กระทู้ใหม่ และตอบคำถามใหม่ นะครับ
ส่วนที่คุณ chohokun ถามว่า "ทำไมคุณถึงสอบบาลีไม่ได้" ผมจะไม่บอกหรอกนะครับว่า "เพราะคุณโง่" เพราะเรื่องบางอย่าง ไม่ใช่เพราะความโง่ แต่เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย และเวลา รวมถึงการได้กัลยาณมิตร ชี้ช่อง ดังตัวอย่าง "พระจุลปันถก" ที่พี่ชายของท่านระอา ที่จะสอน เพราะคิดว่า "น้องชายโง่" แต่เมื่อเหตุปัจจัยถึงพร้อม ได้กัลยาณมิตรที่ดี คือพระพุทธเจ้า ชี้แนะกรรมฐานที่ตรงจริต ท่านก็บรรลุความเป็นพระอรหันตบุคคล ในวันนั้น พร้อมทั้งได้แสดงฤทธิ์ พระรูปเดียวเนรมิตให้เป็นสิบ เป็นร้อย ได้ในพระเชตวัน ให้เป็นที่ประจักษ์ ผมเชื่อว่า คุณ chohokun ต้องเคยอ่านแน่เลย เอาเป็นสำหรับท่านที่ยังไม่เคยอ่าน ผมขอยก คาถาสั้นๆ มาให้ได้อ่าน ดังนี้

จุลลปันถกเถราปทานที่ ๔ (๑๔)
ว่าด้วยพระจุลลปันถกปัญญาเขลา
[๑๖] เวลานั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตระ ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว พระองค์
เสด็จหลีกออกจากหมู่ ประทับอยู่ ณ ภูเขาหิมวันต์ แม้เวลานั้นเราก็อยู่
ในอาศรมใกล้ภูเขาหิมวันต์ เราได้เข้าไปเฝ้าพระมหาวีรเจ้าผู้เป็นนายกของ
โลก ซึ่งเสด็จมาไม่นาน เราถือเอาฉัตรอันประดับด้วยดอกไม้ เข้าไปเฝ้า
พระนราสภ เราได้ทำอันตรายแก่พระผู้มีพระภาคซึ่งกำลังเสด็จเข้าสมาธิ
เราประคองฉัตรดอกไม้ด้วยมือทั้งสองถวายแด่พระผู้มีพระภาค พระผู้มี
พระภาคมหามุนีพระนามว่าปทุมุตระทรงรับแล้ว เทวดาทั้งปวงมีใจชื่นบาน
เข้ามาสู่ภูเขาหิมวันต์ ยังสาธุการให้เป็นไปว่า พระผู้มีพระภาคผู้มีจักษุ
ทรงอนุโมทนา ครั้นเทวดาเหล่านี้กล่าวเช่นนี้แล้วได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ-
ภาคผู้สูงสุดว่านระ เมื่อเรากั้นฉัตรดอกบัวอันอุดมอยู่ในอากาศ (พระผู้มี
พระภาคตรัสว่า) ดาบสได้ประคองฉัตรใบบัว ๗ ใบให้แก่เรา เราจัก-
พยากรณ์ดาบสนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ดาบสนี้จักเสวยเทวรัช
สมบัติอยู่ตลอด ๒๕ กัลป์ และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง จะท่อง
เที่ยวสู่กำเนิดใดๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้นๆ
จักทรงไว้ซึ่งดอกปทุมอันตั้งอยู่ในอากาศ ในแสนกัลป พระศาสดาพระ
นามว่าโคดม โดยพระโคตร ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จัก
เสด็จอุบัติในโลก เมื่อพระศาสดาทรงประกาศพระศาสนา ดาบสผู้จักได้
ความเป็นมนุษย์ เราจักเป็นผู้อุดมในกายอันบังเกิดแล้วด้วยใจ จักมีพี่
น้องชายสองคนมีชื่อว่าปันถก แม้ทั้งสองคนเสวยประโยชน์อันสูงสุดแล้ว
จักยังพระศาสนาให้รุ่งเรือง เรานั้นมีอายุ ๑๘ ปี ออกบวชเป็นบรรพชิต
เรายังไม่ได้คุณวิเศษในศาสนาของพระศากยบุตร เรามีปัญญาเขลา เพราะ
เราอบรมอยู่ในบุรี พระพี่ชายจึงขับไล่เราว่า จงไปสู่เรือนเดี๋ยวนี้ เราถูก
พระพี่ชายขับไล่แล้วน้อยใจ ได้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูสังฆาราม ไม่หวังใน
ความเป็นสมณะ ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะ
เรา ทรงจับเราที่แขน พาเข้าไปในสังฆาราม พระศาสดาได้ทรงอนุเคราะห์
ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เราว่า จงอธิษฐานผ้าอันสะอาดอย่างนี้วางไว้
ณ ส่วนข้างหนึ่ง เราจับผ้านั้นด้วยมือทั้งสองแล้วจึงระลึกถึงดอกบัวได้
จิตของเราปล่อยไปในดอกบัวนั้น เราจึงได้บรรลุอรหัต เราถึงที่สุดใน
ฌานทั้งปวง ในกายอันบังเกิดแล้วแต่ใจ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว
ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมปภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ
อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว
ฉะนี้แล.
ทราบว่า ท่านพระจุลลปันถกได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
จบ จุลลปันถกเถราปทาน

หรือว่า ด้วยการสั่งสมเหตุปัจจัย ก็มีตัวอย่าง ที่พระพุทธองค์ตรัสพยากรณ์นิครนถ์ท่านหนึ่ง เอ่ยชื่อมา คุณ chohokun ก็จะต้องรู้จัก คือ "ท่านนิครนถ์นาถบุตร" ซึ่งมีโอกาสได้พบพระพุทธเจ้า สนทนาโต้ตอบธรรมซึ่งหน้า แต่ไม่บรรลุธรรม ต่างจาก พระอริยบุคคลหลายท่าน ดั่งเช่น พระพาหิยทารุจีริยเถระ ซึ่งได้รับยกย่องว่า เป็น "เอตทัคคมหาสาวกผู้ผู้ตรัสรู้เร็ว" ซึ่งการที่ "ท่านนิครนถ์นาถบุตร" ไม่ได้บรรลุคุณวิเศษ เมื่อได้ฟังธรรม เบื้องหน้าพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระบรมครูนั้น พระพุทธองค์ท่าน ตรัสไว้ และอรรถกถาจารย์ ยกขึ้นไว้ในคัมภีร์อรรกถา ว่า....

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นว่า บัดนี้อุปนิสัยของนิครนถ์นี้ ยังไม่มี
แต่เมื่อเราปรินิพพานล่วงไปได้ ๒๐๐ ปีเศษ ศาสนาจักประดิษฐานอยู่ตัมพปัณณิทวีป
นิครนถ์นี้จักเกิดในเรือนมีสกุลในตัมพปัณณิทวีปนั้น บวชในเวลาถึงพร้อมแล้ว
เรียนพระไตรปิฏก เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต์พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา
เป็นพระมหาขีณาสพ ชื่อว่า กาลพุทธรักขิต พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเหตุนี้

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #48 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 19:56 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จึงทรงแสดงธรรมเพื่อเป็นวาสนาในอนาคต.

อ่านเพิ่มเติม ที่
ถ้า "พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่ไทย" ทำไมไม่มีร่องรอยของศาสนาเชน
http://board.palungjit.com/f181/ถ้า-พระพุทธศาสนาเกิดขึ้นที่ไทย-ทำไมไม่มีร่องรอยของศาสนาเชน-411941.html

และ ผมจำได้ว่า ได้อธิบายแล้วว่า อย่ายึดว่า แผ่นดินไทย พม่า มอญ ตรงนี้ จะต้องเป็นคนไทย พม่า หรือมอญ เพราะแผ่นดินตรงนี้
หรือ เจ้าของโครงกระดูก ที่ฝังอยู่ใต้พื้นดิน อายุ ๒-๔ พันปี คงไม่ใช่คนไทย พูดภาษาไทยทั้งหมด ตั้งแต่เหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก แน่
ลอง เข้าไปอ่าน ไปค้น ด้วยตัวเอง เพื่อเป็นการสั่งเหตุปัจจัย ด้วยตัวเองให้มากๆ เมื่อมีผู้ชี้แล้วจะได้มองเห็น มองภาพ ได้ชัดเจน
อุปมาเปรียบเหมือนการชี้ทางให้คนหลงทาง หาก ไม่มีพื้นฐานแผนที่ แผนทาง ในกรุงเทพฯ มาก่อน เพิ่งเดินทางมาแต่เขมร อธิบายอย่างไร
ก็อาจจะไม่เข้าใจ เว้นแต่ "เดินไปด้วยกัน" แต่ถ้า ไม่ฟังกัน ไม่ไปด้วยกัน แล้วจะคลำเอง อันนี้ ก็สุดแต่เวรและกรรม ครับ
................................................

ร่วมให้ข้อมูล ในภารกิจพลิกประวัติศาสตร์โลก เพื่อ "คืนความจริง" ให้แผ่นดิน
http://pantip.com/topic/30007973

เบาะแส ที่อาจนำไปสู่ข้อพิสูจน์ว่าชมพูทวีปคือ "แผ่นดินพม่าและไทย"
http://board.palungjit.com/f2/เบาะแส-ที่อาจนำไปสู่ข้อพิสูจน์ว่าชมพูทวีปคือ-แผ่นดินพม่าและไทย-400180.html


"เมืองราชคฤห์" ในอุรังคธาตุนิทาน อยู่ที่อินเดียจริงหรือ?
http://board.palungjit.com/f2/เมืองราชคฤห์-ในอุรังคธาตุนิทาน-อยู่ที่อินเดียจริงหรือ-409690.html

ชาวเมืองจำปานาคบุรี ในอดีต ไปอัญเชิญธาตุพระโมคคัลลาน์ มาจากที่ไหน?
http://board.palungjit.com/f2/ชาวเมืองจำปานาคบุรี-ในอดีต-ไปอัญเชิญธาตุพระโมคคัลลาน์-มาจากที่ไหน-409676.html

เมืองราชคฤห์ที่พระเจ้าตากสิน ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมา อยู่ที่ไหน?
http://board.palungjit.com/f2/เมืองราชคฤห์ที่พระเจ้าตากสิน-ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมา-อยู่ที่ไหน-409670.html

เมือง "เทวทหะ" ที่พระชาวเวียงจันทน์ ได้ส่วนแบ่งธาตุพระอานนท์มา อยู่ที่ไหน?
http://board.palungjit.com/f2/เมือง-เทวทหะ-ที่พระชาวเวียงจันทน์-ได้ส่วนแบ่งธาตุพระอานนท์มา-อยู่ที่ไหน-409672.html

พระพุทธศาสนาดั้งเดิม แบบเถรวาท ไม่เคยมีอยู่ในแผ่นดินอินเดีย
http://board.palungjit.com/f2/พระพุทธศาสนาดั้งเดิม-แบบเถรวาท-ไม่เคยมีอยู่ในแผ่นดินอินเดีย-409966.html

"เมืองสาวัตถี" ในสมัยพุทธกาลอยู่ที่อินเดียจริงหรือ?
http://board.palungjit.com/f2/เมืองสาวัตถี-ในสมัยพุทธกาลอยู่ที่อินเดียจริงหรือ-410147.html

เมืองอาฬวี สมัยพุทธกาล อยู่ที่นี่ อำเภอแจ้ห่ม ลำปาง
http://board.palungjit.com/f2/เมืองอาฬาวี-สมัยพุทธกาล-อยู่ที่นี่-อำเภอแจ้ห่ม-ลำปาง-410336.html

โยนก ไม่ใช่เปอร์เซียอย่างที่ฝรั่งบอก แต่อยู่ภาคเหนือของไทย
http://board.palungjit.com/f2/โยนก-ไม่ใช่เปอร์เซียอย่างที่ฝรั่งบอก-แต่อยู่ภาคเหนือของไทย-410395.html

ปริศนาจาก "วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์" ที่ปราจีนบุรี
http://board.palungjit.com/f2/ปริศนาจาก-วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์-ที่ปราจีนบุรี-409680.html

"ศรีลังกา" ในอดีต ไม่เคยรู้จัก พระบาง พระแก้วมรกต และพระพุทธสิหิงค์
http://board.palungjit.com/f2/ศรีลังกา-ในอดีต-ไม่เคยรู้จัก-พระบาง-พระแก้วมรกต-และพระพุทธสิหิงค์-410391.html

"วิชัยกุมาร" ที่ไปสร้างเมืองที่ลังกาทวีป ไปจากสิงห์บุรี ประเทศไทย
http://board.palungjit.com/f2/วิชัยกุมาร-ที่ไปสร้างเมืองที่ลังกาทวีป-ไปจากสิงห์บุรี-ประเทศไทย-410900.html

พระนางเหมชาลา-พระทันทกุมาร ไปลังกา จากภาคกลางของไทย
http://board.palungjit.com/f2/พระนางเหมชาลา-พระทันทกุมาร-ไปลังกา-จากภาคกลางของไทย-410915.html

พระโมคคัลลาน์ เหาะจากอินเดีย มาที่ เขาพระพุทธฉายจริงหรือ?
http://board.palungjit.com/f2/พระโมคคัลลาน์-เหาะจากอินเดีย-มาที่-เขาพระพุทธฉายจริงหรือ-410870.html

สถานที่ตรัสรู้ แสดงปฐมเทศนาปรินิพพานที่อินเดีย เคยจมอยู่ใต้มหาสมุทร!!!
http://board.palungjit.com/f2/สถานที่ตรัสรู้-แสดงปฐมเทศนาปรินิพพานที่อินเดีย-เคยจมอยู่ใต้มหาสมุทร-395119.html

ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก ที่อาจนำไปค้นพบหลักฐานว่า "สังกัสสะอยู่ที่พุกาม"
http://board.palungjit.com/f2/ประเพณีหนึ่งเดียวในโลก-ที่อาจนำไปค้นพบหลักฐานว่า-สังกัสสะอยู่ที่พุกาม-368462.html


ฝากไว้สุดท้าย คาถาบริกรรม แก้โง่ ว่า “รโชหรนัง รชังหรติ” โบราณจารย์ว่า ใช้เสกข้าวฝาบาตรกินดีนักแล
แก้ไขข้อความเมื่อ 8 มกราคม 2556 เวลา 07:11 น.
ตอบกลับ
0 0
ศรีวรุณะอิสโร
8 มกราคม 2556 เวลา 06:56 น.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #49 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 19:58 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความคิดเห็นที่ 13
มาพิจารณาบริบท ร่วมกัน จากพระไตรปิฎก และอรรถกถา กันครับ เพื่อนสมาชิก ท่านใด ได้อ่าน ได้ศึกษา พระไตรปิฎก อรรถกถา พบเจอข้อมูล ที่น่าสนใจ ก็ มาเพิ่มเติมข้อมูลนะครับ

อรรถกถากุรุธรรมชาดกที่ ๖

ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-

ในอดีตกาล เมื่อพระราชาพระนามว่า ธนัญชัยโกรัพย์ ครอง

ราชสมบัติอยู่ในพระนครอินทปัฏฏ์ ในแคว้นกุรุ พระโพธิสัตว์ถือ

ปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชานั้น ถึงความรู้

เดียงสาโดยลำดับ แล้วเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักศิลา พระบิดา

ทรงแต่งตั้งให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอุปราช ในกาลต่อมา เมื่อพระบิดา

สวรรคตแล้ว ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ มิได้ทรงกระทำทศพิธราช-

ธรรมให้กำเริบ ทรงประพฤติในกุรุธรรมอยู่. ศีลห้า ชื่อว่ากุรุธรรม.

พระโพธิสัตว์ทรงรักษาศีลห้านั้นให้บริสุทธิ์. พระมารดาของพระ-

โพธิสัตว์ พระอัครมเหสี พระอุปราชผู้เป็นพระอนุชา พราหมณ์ผู้

เป็นปุโรหิต อำมาตย์ผู้รังวัดนา สารถี เศรษฐี มหาอำมาตย์ผู้ตวงข้าว
นายประตู นางวัณณทาสีผู้เป็นนครโสเภณี ก็เหมือนพระโพธิสัตว์

รวมความว่า ชนเหล่านี้รักษาศีลห้าเหมือนดังพระโพธิสัตว์

ชน ๑๑ คน คือ พระราชา ๑ พระ-

ชนนี ๑ พระอัครมเหสี ๑ พระอุปราช ๑

ปุโรหิต ๑ อำมาตย์ผู้รังวัด ๑ สารถี ๑

เศรษฐี ๑ อำมาตย์ผู้ตวงข้าว ๑ นายประตู ๑

และนางคณิกา ๑ ดำรงอยู่ในกุรุธรรม.

ชนแม้ทั้งหมดเหล่านี้ รักษาศีลห้าให้บริสุทธิ์ ด้วยประการดังนี้.

พระราชาให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือ ที่ประตูพระนครทั้ง ๔ ที่กลาง

เมือง ที่ประตูพระนิเวศน์ ทรงสละพระราชทรัพย์หกแสนทุกวัน ๆ

ทรงบริจาคทานกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้ไม่ต้องทำไร่ไถนา. ก็ความ

ที่พระโพธิสัตว์นั้นมีพระอัธยาศัยยินดีในการบริจาคทาน ได้แผ่คลุม

ไปทั่วชมพูทวีป. ในกาลนั้น พระเจ้ากาลิงคราชครองราชสมบัติใน

ทันตปุรนคร ในแคว้นกาลิงคะ. ในแคว้นของพระเจ้ากาลิงคราชนั้น

ฝนไม่ตก ก็เกิดความอดอยากไปทั่วแคว้น. ก็เพราะอาหารวิบัติ โรค

จึงเกิดขึ้นแก่มวลมนุษย์. ภัย ๓ ประการ คือ ฉาตกภัย ภัยคือความ

อดอยาก โรคภัย ภัยคือโรค ทุพภิกขภัย ภัยคือข้าวยากหมากแพง ก็

เกิดขึ้น. มนุษย์ทั้งหลายหมดที่ยึดถือ ต่างพากันจูงมือเด็กๆ เที่ยว

เร่ร่อนไป. ชาวแว่นแคว้นทั้งสิ้นรวมกันไปยังพระนครทันตปุระ
พากันส่งเสียงร้องอยู่ที่ประตูพระราชวัง. พระราชาประทับยืนพิงพระ-

แกล ทรงสดับเสียงนั้น จึงตรัสถามว่า คนเหล่านี้เที่ยวไปเพราะ

เหตุอะไรกัน พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ภัยเกิดขึ้นทั่ว

แว่นแคว้นทั้งสิ้น ฝนไม่ตก ข้าวกล้าวิบัติเสียหาย เกิดความอดอยาก

มนุษย์ทั้งหลายกินอยู่ไม่ดีถูกโรคภัยครอบงำ หมดที่ยึดถือระส่ำระ-

สาย พากันจูงมือลูก ๆ เที่ยวไป ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงยังฝน

ให้ตกเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า พระราชาแต่เก่าก่อน

ทั้งหลาย เมื่อฝนไม่ตก ทรงกระทำอย่างไร ? พวกอำมาตย์กราบทูล

ว่า ข้าแต่มหาราช พระราชาแต่เก่าก่อนทั้งหลาย เมื่อฝนไม่ตก ได้

ทรงบริจาคทาน อธิษฐานอุโบสถสมาทานศีลแล้ว เสด็จเข้าสู่ห้อง

สิริไสยาศน์ ทรงบรรทมเหนือเครื่องลาดซึ่งทำด้วยไม่ตลอด ๗ วัน

ในกาลนั้น ฝนก็ตกลงมา. พระราชาทรงรับว่าดีละ. แล้วได้ทรงกระทำ

อย่างนั้น. แม้ทรงกระทำอย่างนั้น ฝนก็มิได้ตก. พระราชาตรัสกะ

อำมาตย์ทั้งหลายว่า เราได้กระทำกิจที่ควรกระทำแล้ว ฝนก็ไม่ตก

เราจะกระทำอย่างไรต่อไป. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช

พระเจ้าธนัญชัยโกรัพยราชในนครอินทปัฏ มีช้างมงคลหัตถีชื่อว่า

อัญชนสันนิภะ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักนำช้างมงคลเชือกนั้นมา

เมื่อเป็นเช่นนั้น ฝนก็จักตก. พระราชาตรัสว่า พระราชาพระองค์

นั้นทรงสมบูรณ์ด้วยพลพาหนะ ใคร ๆ จะข่มได้ยาก พวกเราจักนำ

ช้างพระราชาพระองค์นั้นมาได้อย่างไร. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า

ข้าแต่มหาราช ไม่มีกิจที่จะต้องทำการรบกับพระเจ้าธนัญชัยโกรัพย-

ราชนั้น พระราชาพระองค์นั้น มีพระอัธยาศัยยินดีในการบริจาค

ทานเป็นผู้ถูกเขาขอ แม้พระเศียรอันประดับแล้วก็ทรงตัดให้ได้ แม้

ดวงพระเนตรอันสมบูรณ์ด้วยประสาทก็ทรงควักให้ได้ แม้ราชสมบัติ

ทั้งสิ้นก็ทรงมอบให้ได้ ในเรื่องช้างมงคลไม่จำต้องพูดถึงเลย ทูลขอ

แล้วจักทรงประทานให้แน่แท้. พระราชาตรัสว่า ใครจะสามารถไป

ขอช้างมงคลนั้น อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พวก

พราหมณ์ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกพราหมณ์ ๘ คนมา

จากที่อยู่ของพราหมณ์แล้วทรงกระทำสักการะสัมมานะแล้วทรงส่งไป

เพื่อให้ขอช้างมงคล. พราหมณ์เหล่านั้นถือเอาเสบียงเดินทาง ปลอม

เพศเป็นคนเดินทาง รีบเดินทางไป โดยพักแรมอยู่ราตรีหนึ่งในที่

ทุกแห่ง บริโภคอาหารในโรงทานที่ประตูพระนคร บำรุงร่างกายให้

อิ่มหนำสิ้นเวลา ๒-๓ วันแล้วถามว่า เมื่อไรพระราชาจักเสด็จมา

โรงทาน ? พวกมนุษย์บอกว่า พระราชาจะเสด็จมาในวัน ๑๔ ค่ำ

๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ ตลอด ๓ วันแห่งปักษ์หนึ่งๆ ก็พรุ่งนี้ เป็น

วันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ เพราะฉะนั้น พระราชาจักเสด็จมาในวันพรุ่งนี้.

วันรุ่งขึ้น พวกพราหมณ์รีบไปแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่ประตูด้านทิศตะ-

วันออก. พระโพธิสัตว์ทรงสนานและลูบไล้พระวรกายแต่เช้าตรู่ ทรง

ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เสด็จขึ้นคอช้างมงคลหัตถีอันประดับ

แล้ว เสด็จไปยังโรงทานทางประตูด้านทิศตะวันออก ด้วยบริวารอัน

ยิ่งใหญ่ เสด็จลงจากคอช้างแล้วได้ประทานอาหารด้วยพระหัตถ์ของ

พระองค์ แก่ชน ๗-๘ คน แล้วรับสั่งว่า พวกท่านจงให้โดยทำนอง

นั้น. แล้วได้เสด็จขึ้นช้างไปยังประตูด้านทิศใต้. พวกพราหมณ์ไม่

ได้โอกาสที่ประตูด้านทิศตะวันออก เพราะมีการอารักขาแข็งแรง จึงได้

ไปยังประตูด้านทิศใต้เหมือนกัน ยืนอยู่ในที่สูงไม่ไกลเกินไปจากประตู

คอยดูพระราชาเสด็จมา พอพระราชาเสด็จมาประจวบเข้าก็ยกมือถวาย

คอยดูพระราชาเสด็จมา พอพระราชาเสด็จมาประจวบเข้าก็ยกมือถวาย

ชัยมงคลว่า ขอพระมหาราชเจ้าจงทรงพระเจริญ จงมีชัยชำนะเถิด

พระเจ้าข้า. พระราชาทรงเอาพระแสงขอเพ็ชรเหนี่ยวช้างให้หันกลับ

เสด็จไปยังที่ใกล้พราหมณ์เหล่านั้น แล้วตรัสถามว่า พราหมณ์

ทั้งหลายผู้เจริญ ท่านทั้งหลายต้องการอะไร ? พราหมณ์ทั้งหลายเมื่อ

จะพรรณนาคุณของพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าประชาชน

ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ทราบศรัทธาและศีล

ของพระองค์แล้ว จึงขอรับพระราชทานเอา

ทองคำแลกกับช้างมีสีดังดอกอัญชัน นำไป

ในแว่นแคว้นกาลิงคราช.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #50 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 19:59 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จากอรรถกถา ข้างต้น แม้จะเป็นในเรื่องสมัยชาดก แต่ ชื่อว่า เมืองตักกศิลา กุรุ และกาลิงคะ นี้ ไม่เคยเปลี่ยนแปลที่ตั้ง ดุจดังเมืองพาราณสี
ดังนั้น จาก อรรถกถาข้างต้น ก็พอที่จะคะเนได้ว่า "แคว้นกุรุ กับ แคว้นกาลิงคะ" ไม่น่าจะอยู่ไกลกันมา คำว่าไกลกันมาก ให้นึกถึงสมัยโบราณ
ซึ่งหากนึกไม่ออก ให้นึกย้อนไปแค่สมัย อยุธยา หรือต้นรัตนโกสินทร์ ที่ยังไม่มี รถยนต์ ถนนหนทาง สะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ เพียงแค่การ
เดินทาง จากอยุธยา ไปหัวเมืองที่อยู่ไม่ไกลมากนัก ก็ใช้เวลาเป็นแรมเดือน

แต่ถ้าหาก ชาวกลิงคะที่ อยู่รัฐโอริสสาปัจจุบัน จะเดินทางไปขอช้างมงคล ที่เมืองกุรุ ซึ่งปัจจุบัน อยู่ที่นิวเดลฮี จะต้องใช้เวลานานมากเพียงใด
ในสมัยนั้น เพราะต้องข้ามแว่นแคว้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เจตี,วังสะ,ปัญจาละ จนถึงแคว้นกุรุ ซึ่งจากแผนที่ปัจจุบัน ทั้ง ๒ เมืองนี้ อยู่ห่างกันประมาณ
๑,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร จะใช้เวลานานเพียงใด?
หรือว่า ทั้ง ๒ เมือง จริงๆ แล้ว อยู่ไม่ห่างกันมากมายขนาดนั้น

อันนี้ ก็นอกประเด็น เรื่อง เมืองตักกศิลา อุชเชนี และกลิงคะ ไปสักหน่อย ค้นเจอ เห็นว่าน่าสนใจ จึงเอามาแปะไว้ให้อ่าน
ตอบกลับ
0 0
ศรีวรุณะอิสโร
8 มกราคม 2556 เวลา 12:50 น.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #51 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:00 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความคิดเห็นที่ 14
ความจริงแล้วที่ผมยกเรื่องภาษาบาลีมานั้น ไม่ใช่เรื่องอะไรมากหรอกครับ ง่ายที่สุดก็คือ

"ในเมื่อเมืองไทยเป็นที่ประสูติตรัสรู้ปรินิพานของพระพุทธเจ้า ทุกสิ่งในพระไตรปิฎกอยู่ในเมืองไทย พม่า มอญ"

ก็แล้วทำไมผมจึงพูดภาษาบาลีไม่ได้ ทำไมคุณจึงพูดภาษาบาลีไม่ได้?

การที่บอกว่า "ภาษาไทยในปัจจุบัน" ก็แสดงว่า ในครั้งโบราณไม่ได้ใช้ภาษาไทย ถ้าคุณจะบอกว่าเป็นภาษาบาลีเนี่ย... ผมก็ให้สงสัยอยู่ครามครันว่า ภาษาบาลีที่เคยใช้กันมา หายไปตอนไหน?

ถ้าหากคุณเชื่อว่าแนวคิดของคุณถูกต้อง คุณก็ต้องไปหามาให้ได้ว่า ภาษาบาลีที่ใช้พูดกันในเมืองไทย ถ้าเมืองไทยเป็นที่เดียวกับในครั้งพุทธกาล ไม่ทราบว่า ภาษาบาลีที่ใช้ในเมืองไทย หายไปตอนไหน? ทำไมจึงจะต้องมีแต่ผู้เรียนภาษาบาลีเท่านั้นจึงจะเขียน แต่งแปลบาลีออกมาได้ นั่นแสดงว่า ภาษาบาลี ไม่ใช่ภาษาที่ใช้กันมาแต่เดิมในเมืองไทยใช่ไหม?

แล้วผมก็ได้ถามว่า ทำไมพระพุทธโฆสาจารย์จะต้องลำบากไปแปลอรรถกถาภาษาสิงหลถึงศรีลังกา ที่คุณเคยบอกว่า ลังกาน่ะไม่ใช่ศรีลังกา แต่อยู่ในบริเวณเมืองไทยนี่แหละ ก็ถ้าหากว่าลังกาที่ว่านี้อยู่ในบริเวณเดียวกัน ทำไมมหาอรรถกถา กุรุนทีอรรถกถา และปัจจรีอรรถกถา ถึงแปลเป็นภาษา
สิงหล ทำไมไม่เป็นภาษาบาลีเดิม แล้วภาษาสิงหลนี่ใช่ภาษาในศรีลังกาตอนนี้ไหม ถ้าไม่ใช่ (คือคุณบอกว่าลังกาไม่ใช่ศรีลังกา แต่อยู่ในเมืองไทย) ถ้าไม่ใช่ เป็นภาษาอะไร แล้วทำไมท่านจะต้องถ่อสังขารเดินทางไปถึงลังกา (เมืองไทย?) เพื่อไปแปลภาษาสิงหล (ทำไมไม่เป็นภาษาบาลี แสดงว่าต้องเป็นคนละประเทศสิ?) กลับเป็นภาษาบาลี ในเมื่ออยู่ในประเทศเดียวกันแท้ ๆ

ส่วนที่คุณพูดถึงเรื่อง "ภาษาโรมัน" ผมก็งงว่า "มันมีที่ไหนเล่าภาษาโรมัน" และไม่เคยมีคัมภีร์บาลีที่ไหนเขาแปลกันเป็นภาษาโรมัน เขามีแต่ "ปริวรรตเป็นอักษรโรมัน" เหมือนอย่างเราปริวรรตพระไตรปิฎกอักษรขอม เป็นอักษรไทย อย่างในรัชกาลที่ ๕ ทรงให้ปริวรรตพระไตรปิฎกภาษาบาลีจากอักษรขอม เป็นอักษรไทย แล้วให้จัดทำเป็นรูปเล่มสมุด เป็นพระไตรปิฎกเถรวาทเล่มสมุดชุดแรกของโลก

เรื่องอักษรโรมันนี้มีประโยชน์ตรงที่ฝรั่งหรือคนชาติไหนๆ ถึงเขาจะอ่านภาษาอังกฤษแปลไม่ออก แต่เขาอ่านอักษรโรมันได้ เพราะฉะนั้นก็เลยปริวรรตพระไตรปิฎกภาษาบาลีอักษร.... (อักษรชาติไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง เช่น อักษรสีหล อักษรพม่า) เป็นอักษรโรมัน นี่คือเรื่องการปริวรรต ไม่ใช่การแปล

คุณนี้นอกจากถือทิฏฐิผิดแล้ว ความรู้ความเข้าใจก็คับแคบมาอีกด้วย จับแพะชนแกะมั่วไปหมด

คุณเข้าใจคำว่าอักษรโรมันหรือเปล่า? เคยเรียนไหม เทียบเสียงบาลีด้วยอักษรโรมันน่ะ ก-K ข-Kh ค-G ฆ-Gh ง N

ส่วนเรื่องแคว้นกุรุกับกลิงคะ ที่ว่าจะต้องเดินทางไปขอช้างเนี่ย... ผมยังไม่เห็นเลยว่าทำไมคุณจึงคิดว่ามันต้องอยู่ใกล้กัน ด้วยหลักฐานข้อไหนอย่างไร อ่านดูในอรรถกถา ก็ไม่ได้มีบอกเรื่องระยะเวลาในการเดินทาง

คุณอ่านข้อความในอรรถกถาแตกฉานหรือเปล่า?

"พราหมณ์เหล่านั้นถือเอาเสบียงเดินทาง ปลอมเพศเป็นคนเดินทาง รีบเดินทางไป โดยพักแรมอยู่ราตรีหนึ่งในที่ทุกแห่ง บริโภคอาหารในโรงทานที่ประตูพระนคร บำรุงร่างกายให้อิ่มหนำสิ้นเวลา ๒-๓ วันแล้วถามว่า เมื่อไรพระราชาจักเสด็จมาโรงทาน ? "

ข้อความว่า "โดยพักแรมอยู่ราตรีหนึ่งในที่ทุกแห่ง" หมายความว่า เมื่อถึงราตรีก็หยุดพัก คำว่า ราตรีหนึ่ง ไม่ได้หมายถึงพักแค่คืนเดียวแล้วเดินทางถึงเลย แต่หมายถึง เมื่อจะพัก ก็พักเพียงหนึ่งคืน แล้วเดินทางต่อ พอถึงค่ำมืด ก็พัก แล้วก็เดินทางต่อ (ไม่ได้พักสองคืนสามคืนแล้วเดินทางต่อ) ดังนั้นอรรถกถาท่านจึงใช้คำว่า พักแรมอยู่ราตรีหนึ่ง) ในที่ทุกแห่งคือในระหว่างทางระหว่างเมือง จะยาวนานแค่ไหนก็ไม่รู้ล่ะ

สมมติว่าใช้เวลาเดินทางซัก ๑๐ วัน ก็คือ กลางคืนก็หยุดพัก รุ่งเช้าเดินทางต่อ เดินทางไปถึงที่หนึ่ง กลางคืนพอดี ก็หยุดพัก แล้วเดินทางต่อ

ข้อความท่อนท้ายบอกว่า "บริโภคอาหาร..... บำรุงร่างกายให้อิ่มหนำ สิ้นเวลา ๒-๓ วัน" ข้อความนี้ไม่ได้หมายถึงระยะเวลาเดินทาง (เข้าใจว่าคุณคงเอาจุดนี้เพื่อบอกว่าเป็นระยะเวลาเดินทาง) แต่หมายความว่า พักอยู่ที่โรงทานที่ประตูนครกุรุ เป็นเวลา ๒-๓ วัน เพื่อจะรอเข้าเฝ้าพระราชาที่จะเสด็จมาโรงทาน

อย่าบอกนะครับว่าคุณเข้าใจว่า ตรงคำว่า "๒-๓วัน" เนี่ย เป็นระยะเวลาเดินทาง นี่ถ้าเป็นเด็กในชั้นเรียนผม ผมคงให้สอบตกไปแล้ว - * -
แก้ไขข้อความเมื่อ 8 มกราคม 2556 เวลา 13:28 น.
ตอบกลับ
0 0
chohokun
8 มกราคม 2556 เวลา 13:14 น.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #52 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความคิดเห็นที่ 15
คราวนี้ มาพิจารณา จากอรรถกถานี้ ซึ่ง จะทำให้มองเห็นภาพ สภาพความเชื่อมโยงสัมพันธ์ ของ ๔ แคว้น ได้แก่ แคว้นคันธาระ แคว้นกุรุ แคว้นอุตตรปัญจาละ แคว้นวิเทหรัฐ ดังนี้

อรรถกถา กุมภการชาดก
ว่าด้วย เหตุให้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ควรเป็นไปในอำนาจของกิเลสที่เป็นไปแล้วในภายใน ด้วยว่ากิเลส เมื่อเจริญขึ้น ย่อมให้ถึงความพินาศมากเหมือนปัจจามิตร. ธรรมดาภิกษุ กิเลสแม้มีประมาณเล็กน้อยก็ควรข่มไว้ บัณฑิตในกาลก่อน เห็นอารมณ์ประมาณเล็กน้อย ก็ข่มกิเลสที่เป็นไปแล้วในภายในไว้ ให้ปัจเจกโพธิญาณเกิดขึ้น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลช่างหม้อ ในหมู่บ้านใกล้ประตูนครพาราณสี เจริญวัยแล้วได้ครอบครองสมบัติ มีบุตรชาย ๑ คน บุตรหญิง ๑ คน เลี้ยงบุตรภรรยาโดยอาศัยการทำหม้อ.
ในกาลครั้งนั้น พระราชาทรงพระนามว่า กรกัณฑะ ในทันตปุรนคร แคว้นกลิงคะมีพระราชบริพารมาก เมื่อเสด็จไปพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงใกล้ประตูพระราชอุทยาน มีผลน่าเสวย เต็มไปด้วยผลเป็นพวง ประทับบนคอช้างต้นนั้นเอง ทรงเหยียดพระหัตถ์ออกไปเก็บผลมะม่วงพวงหนึ่ง แล้วเสด็จเข้าไปพระราชอุทยาน ประทับนั่งบนมงคลสิลาอาสน์ พระราชทานแก่คนที่ควรพระราชทาน แล้วจึงเสวยผลมะม่วง.
จำเดิมแต่เวลาที่พระราชาทรงเก็บผลมะม่วงแล้ว ตามธรรมดาคนที่เหลือทั้งหลาย ก็ต้องพากันเก็บเหมือนกัน ดังนั้น อำมาตย์บ้าง พราหมณ์และคหบดีบ้าง จึงพากันเขย่าผลมะม่วงให้หล่นแล้วรับประทานกัน. ผู้ที่มาหลังๆ ก็ขึ้นต้นใช้ไม้ค้อนฟาดทำให้กิ่งหักทะลายลงกินกัน แม้แต่ผลดิบๆ ก็ไม่เหลือ.
ฝ่ายพระราชาทรงกรีฑาในพระราชอุทยานตลอดทั้งวันแล้ว ตอนเย็นเมื่อทรงประทับนั่งบนคอช้างต้นที่ตกแต่งแล้ว เสด็จไปทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงนั้น จึงเสด็จลงจากคอช้างแล้วเสด็จไปที่โคนต้นมะม่วง ทรงมองดูลำต้นพลาง ทรงดำริว่า ต้นมะม่วงต้นนั้นเมื่อเช้านี้เอง เต็มไปด้วยผลเป็นพวงสง่างาม ทำความอิ่มตาให้แก่ผู้ดูทั้งหลายยืนต้นอยู่ บัดนี้ เขาเก็บผลหมดแล้ว หักห้อยรุ่งริ่งยืนต้นอยู่ไม่งาม.
เมื่อทรงมองดูต้นอื่นอีก ได้ทรงเห็นต้นมะม่วงต้นอื่นที่ไม่มีผล แล้วประทับยืนที่ควงไม้นั่นเอง ทรงทำต้นมะม่วงมีผลให้เป็นอารมณ์ว่า ต้นไม้ต้นนั้นยืนต้นสง่างาม เหมือนภูเขาแก้วมณีโล้น เพราะตัวเองไม่มีผล ส่วนมะม่วงต้นนี้ถึงความย่อยยับอย่างนี้เพราะออกผล แม้ท่ามกลางเรือนนี้ก็เช่นกันกับต้นมะม่วงที่ออกผล ส่วนการบรรพชาเป็นเช่นกับต้นไม้ที่ไม่มีผล ผู้มีทรัพย์นั่นแหละมีภัย ส่วนผู้ไม่มีทรัพย์ไม่มีภัย แม้เราก็ควรเป็นเหมือนต้นไม้ที่ไม่มีผลดังนี้แล้ว ทรงกำหนดไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนายังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้นแล้ว ทรงรำลึกอยู่ว่า บัดนี้เราทำลายกระท่อมคือท้องของมารดาแล้ว. การปฏิสนธิในภพทั้ง ๓ เราตัดขาดแล้ว. ส้วมแหล่งอุจจาระ คือสงสารเราล้างแล้ว. ทะเลน้ำตาเราวิดแห้งแล้ว. กำแพงกระดูกเราพังแล้ว. เราจะไม่มีการปฏิสนธิอีกดังนี้ ได้ทรงแต่งองค์ด้วยเครื่องประดับทั้งหมดประทับยืนอยู่แล้ว.
จึงอำมาตย์ทั้งหลายได้ทูลพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์เสด็จประทับยืนนานเกินไปแล้ว.
รา. เราไม่ใช่พระราชา แต่เราเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า.
อำ. ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายจะไม่เป็นเช่นกับด้วยพระองค์.
รา. ถ้าเช่นนั้นเป็นอย่างไร?
อำ. โกนผมโกนหนวด ปกปิดร่างกายด้วยผ้ากาสาวพัสตร์ มีส่วนเปรียบเทียบด้วยดวงจันทร์ที่พ้นจากปากพระราหู พำนักอยู่ที่เงื้อมนันทมูลในป่าหิมพานต์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นนี้.
ในขณะนั้น พระราชาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบพระเกษา
ในทันทีนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ก็อันตรธานไป เพศสมณะก็ปรากฏขึ้น สมณบริขารทั้งหลายที่พระองค์ตรัสถึงอย่างนี้ว่า :-
ไตรจีวร บาตร มีดโกน เข็ม รัดประคตพร้อมด้วยกระบอกกรองน้ำ ๘ อย่างเหล่านี้ เป็นบริขารของภิกษุผู้ประกอบความเพียร ได้ปกปิดพระกายของพระองค์ทันที.
พระองค์ประทับที่อากาศ ประทานพระโอวาทแก่มหาชนแล้ว ได้เสด็จไปสู่เงื้อมนันทมูลนั่นแหละ.

ฝ่ายพระราชาทรงพระนามว่านัคคชิ ในนครตักกสิลา ที่แคว้นคันธาระ เสด็จไปที่ท่ามกลางพระราชบัลลังก์ เบื้องบนปราสาททอดพระเนตรเห็นหญิงคนหนึ่ง ในมือแต่ละข้างประดับกำไลแก้วมณี คือหยกข้างละอัน นั่งบดของหอมอยู่ไม่ไกล ประทับนั่งทอดพระเนตร พลางดำริว่า กำไลแก้วมณี คือหยกเหล่านั้นไม่กระทบกัน ไม่มีเสียงดัง เพราะเป็นข้างละอัน คือแยกกันอยู่.
ภายหลัง นางเอากำไลแขนจากข้างขวามาสวมไว้ที่ข้างซ้ายรวมกัน แล้วเริ่มเอามือขวาดึงของหอมมาบด. กำไลแก้วมณีคือหยกที่มือซ้ายมากระทบกำไลข้างที่ ๒ จึงมีเสียงดังขึ้น.
พระราชาทอดพระเนตรเห็นกำไลแขนทั้ง ๒ ข้างเหล่านั้นกระทบกัน อยู่มีเสียงดัง จึงทรงดำริว่า กำไลแขนนี้เวลาอยู่ข้างละอันไม่กระทบกัน แต่อาศัยข้างที่ ๒ กระทบกันก็มีเสียงดังฉันใด แม้สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แต่ละคนๆ ไม่กระทบกัน ก็ไม่ส่งเสียง แต่พอมี ๒, ๓ คนขึ้นไปก็กระทบกัน ทำการทะเลาะกัน.
ส่วนเราวิจารณ์ราษฎรในราชสมบัติ ๒ แห่ง ในกัสมิระและคันธาระ เราควรจะเป็นเหมือนกำไลแขนข้างเดียว ไม่วิจารณ์คนอื่น วิจารณ์ตัวเองเท่านั้นอยู่ ดังนี้แล้ว ทรงทำการกระทบกันแห่งกำไลให้เป็นอารมณ์แล้ว ทั้งๆ ที่ทรงนั่งอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนา แล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิด.
ข้อความที่เหลือ เป็นเช่นกับข้อความแต่ก่อนนั่นแหละ.

ที่มิถิลานครในวิเทหรัฐ พระเจ้านิมิราช เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว มีคณะอำมาตย์แวดล้อม ได้ประทับยืนทอดพระเนตรระหว่างถนน ทางสีหบัญชรที่เปิดไว้.
ครั้งนั้น เหยี่ยวตัวหนึ่งคาบเอาชิ้นเนื้อจากเขียงที่ตลาดแล้วบินขึ้นฟ้าไป. นกทั้งหลายมีแร้งเป็นต้น บินล้อมเหยี่ยวตัวนั้น ข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง ใช้จะงอยปากจิก ใช้ปีกตี ใช้เท้าเฉี่ยวไป เพราะเหตุแห่งอาหาร.
มันทนการรังแกตนไม่ไหว จึงทิ้งก้อนเนื้อก้อนนั้นไป. นกตัวอื่นก็คาบเอาเนื้อก้อนนั้นไป. นกเหล่าอื่นก็พากันละเหยี่ยวตัวนี้ติดตามนกตัวนั้นไป. ถึงนกตัวนั้นปล่อยแล้ว ตัวอื่นก็คาบไป นกทั้งหลายก็พากันรุมตีนกแม้ตัวนั้นอย่างนั้นเหมือนกัน.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #53 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:02 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระราชาทรงเห็นนกเหล่านั้นแล้ว ทรงดำริว่า นกตัวใดๆ คาบก้อนเนื้อ นกตัวนั้นๆ นั่นแหละมีความทุกข์ ส่วนนกตัวใดๆ ทิ้งสละก้อนเนื้อนั้นทิ้ง นกตัวนั้นๆ นั่นแหละมีความสุข.
แม้กามคุณทั้ง ๕ เหล่านี้ ผู้ใดๆ ยึดถือไว้ ผู้นั้นๆ นั่นแหละมีความทุกข์ ส่วนผู้ไม่ยึดถือ นั่นแหละมีความสุข เพราะว่า กามเหล่านี้เป็นของสาธารณะสำหรับคนจำนวนมาก. ก็แลเรามีหญิงหมื่นหกพันนาง เราควรจะละกามคุณทั้ง ๕ แล้วเป็นสุขเหมือนเหยี่ยวตัวที่ทิ้งก้อนเนื้อฉะนั้น.
พระองค์ทรงมนสิการโดยแยบคายอยู่ ทั้งๆ ที่ทรงนั่งอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนา แล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น.
ข้อความที่เหลือ เป็นเช่นกับข้อความแต่ก่อนนั่นแหละ.

แม้ในแคว้นอุตตรปัญจาละ ในกปิลนคร พระราชาทรงพระนามว่าทุมมุขะ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ทรงประดับเครื่องอลังการพร้อมสรรพ มีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม ได้ประทับยืนทอดพระเนตรพระลานหลวงทางสีหบัญชรที่เปิดไว้.
ในขณะนั้น คนเลี้ยงวัวทั้งหลายต่างก็เปิดประตูคอกวัว. พวกวัวตัวผู้ออกจากคอก แล้วก็ติดตามวัวตัวเมียตัวหนึ่งด้วยอำนาจกิเลส ในจำนวนวัวเหล่านั้น โคถึกใหญ่ตัวหนึ่งเขาคม เห็นวัวตัวผู้อื่นกำลังเดินมา มีความเห็นแก่ตัวคือหึงด้วยอำนาจกิเลส ครอบงำจึงใช้เขาแหลมขวิดที่ระหว่างขา. ใส้ใหญ่ทั้งหลายของวัวตัวนั้นทะลักออกมาทางปากแผล มันถึงความสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง.
พระราชาทรงเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงดำริว่า สัตวโลกทั้งหลาย ตั้งต้นแต่สัตว์เดียรัจฉานไปถึงทุกข์ด้วยอำนาจกิเลส วัวผู้ตัวนี้อาศัยกิเลสถึงความสิ้นชีวิต สัตว์แม้เหล่าอื่นก็หวั่นไหว เพราะกิเลสทั้งหลายนั่นเอง เราควรจะประหารกิเลสที่เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายหวั่นไหว.
พระองค์ประทับยืนอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนา แล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น.
ข้อความที่เหลือ เหมือนกับข้อความในตอนก่อนนั่นเอง.

อยู่มาวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๔ องค์เหล่านั้นกำหนดเวลาภิกขาจารแล้ว ก็เสด็จออกจากเงื้อมนันทมูล ทรงเคี้ยวไม้ชำระฟันนาคลดา ที่สระอโนดาด ทรงทำการชำระพระวรกายแล้ว ประทับยืนบนพื้นมโนศิลา ทรงนุ่งสบงแล้วถือเอาบาตรและจีวร เหาะขึ้นไปบนอากาศด้วยฤทธิ์ ทรงย่ำเมฆ ๕ สีไปแล้ว เสด็จลง ณ ที่ไม่ไกลหมู่บ้าน ใกล้ประตูนครพาราณสี ทรงห่มจีวรในที่สำราญแห่งหนึ่ง ทรงถือบาตรเสด็จเข้าไปในหมู่บ้าน ใกล้ประตูเมือง เที่ยวบิณฑบาตลุถึงประตูบ้านพระโพธิสัตว์.
พระโพธิสัตว์เห็นพระปัจเจกเหล่านั้นแล้วดีใจ นิมนต์ให้ท่านเข้าไปในบ้าน ให้นั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว ถวายทักขิโนทก อังคาสด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ไหว้พระสังฆเถระแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การบรรพชาของพระองค์ทั้งหลายงามเหลือเกิน อินทรีย์ทั้งหลายของพระองค์ผ่องใส ฉวีวรรณก็ผุดผ่อง พระองค์ทรงเห็นอารมณ์อะไรหนอ จึงทรงเข้าถึงการบรรพชาด้วยอำนาจภิกขาจารวัตร และได้เข้าไปทูลถามพระเถระแม้ที่เหลือเหมือนทูลถามพระสังฆเถระ.
จึงท่านทั้ง ๔ เหล่านั้นได้ตรัสบอกเรื่องการออกบวชของตนๆ แก่พระโพธิสัตว์นั้น โดยนัยมีอาทิว่า อาตมภาพเป็นพระราชาชื่อโน้น ในนครโน้น ในแคว้นโน้น
แล้วได้ตรัสคาถาองค์ละ ๑ คาถาว่า :-
อาตมภาพได้เห็นต้นมะม่วง ที่งอกงามออกผลเขียวไปทั้งต้น ในระหว่างป่ามะม่วง เมื่อกลับออกมา ได้เห็นมะม่วงต้นนั้นหักย่อยยับ เพราะผลของมันเป็นเหตุ ครั้นเห็นแล้ว อาตมภาพจึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
หญิงสาวคนหนึ่งสวมกำไลแขนหินหยกเกลี้ยงกลมคู่หนึ่ง ที่นายช่างผู้ชำนาญเจียระไนแล้ว ไม่มีเสียงดัง แต่เพราะอาศัยกำไลแขนข้างทั้ง ๒ จึงมีเสียงดังขึ้น อาตมภาพได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
นกจำนวนมากพากันบินตามรุมล้อม ตีจิกนกตัวหนึ่งที่กำลังนำก้อนเนื้อมา เพราะอาหารเป็นเหตุ อาตมภาพได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
อาตมภาพได้เห็นวัวตัวผู้ตัวหนึ่ง ท่ามกลางฝูงมีหนอกขึ้นเปลี่ยว ประกอบด้วยสีสวยและมีกำลังมาก ได้เห็นมันขวิดวัวตัวหนึ่งตาย เพราะกามเป็นเหตุ ครั้นได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.

...............

เว้นไว้ ๒ แคว้น พิจารณาเฉพาะ คันธาระ กับ กุรุ จากอรรถกถา ข้างต้น ชวนให้คิดว่า ทั้ง ๒ แคว้น ควรจะอยู่ใกล้กัน พระราชาของทั้ง ๒ แคว้น จึงไปพำนัก อยู่ เงื้อมเขานันทมูล ด้วยกันได้ แต่หากอยู่ไกลกัน ขนาดที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คือ "รัฐโอริสสา ที่อินเดีย กับ เมืองอิสลามาบัด ที่ปากีสถาน" ซึ่งอยู่ห่างกันประมาณ ๒ พันกิโลเมตร แล้ว ไม่น่าจะเป็นไปได้
แก้ไขข้อความเมื่อ 8 มกราคม 2556 เวลา 13:39 น.
ตอบกลับ
0 0
ศรีวรุณะอิสโร
8 มกราคม 2556 เวลา 13:36 น.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #54 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:04 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความคิดเห็นที่ 16
ก่อนอื่น ต้องขอบคุณ คุณ chohokun เรื่องที่ทักมา

"ส่วนที่คุณพูดถึงเรื่อง "ภาษาโรมัน" ผมก็งงว่า "มันมีที่ไหนเล่าภาษาโรมัน" และไม่เคยมีคัมภีร์บาลีที่ไหนเขาแปลกันเป็นภาษาโรมัน เขามีแต่ "ปริวรรตเป็นอักษรโรมัน" เหมือนอย่างเราปริวรรตพระไตรปิฎกอักษรขอม เป็นอักษรไทย อย่างในรัชกาลที่ ๕ ทรงให้ปริวรรตพระไตรปิฎกภาษาบาลีจากอักษรขอม เป็นอักษรไทย แล้วให้จัดทำเป็นรูปเล่มสมุด เป็นพระไตรปิฎกเถรวาทเล่มสมุดชุดแรกของโลก"

เพราะ ความตั้งใจ จะเขียนว่า "พระไตรปิฎกและอรรถกถาที่แปลเป็นภาษาอังกฤษ" นั่นเองครับ จึงเรียนมาเพื่อความเข้าใจตามนี้ครับ

ส่วน เรื่อง "๒-๓ วัน" เข้าใจตรงกันครับ ว่า "คณะพราหมณ์ พักอยู่แถวประตูพระนคร ๒-๓ วัน" ครับ ไม่ได้เข้าใจเป็นอย่างอื่น

จริงอยู่ครับ ในอรรถกถา ไม่ได้บอกว่า อยู่ใกล้กัน ซึ่งอยู่ระหว่างการค้นหา "ข้อความที่บ่งชัดกว่านี้อยู่ครับ" ดังที่เรียนไว้ในกระทู้ตั้งต้นครับ ว่า หาก ผมสามารถ นำ หลักฐานทางเอกสาร มายืนยันว่า แท้ที่จริง ทั้ง 3 แคว้น ไม่ได้ แยกกันอยู่อย่างที่เขาว่า แต่มีอาณาเขตอยู่ติดกัน ท่านคิดว่า "มันเกิดความผิดปรกติอะไรขึ้นบ้างหรือไม่?"


ค่อยๆ ติดตามไปเป็นลำดับ นะครับ ส่วนเรื่องภาษาสิงหล ที่ว่า ถ้าอยู่ในไทย ทำไมต้องไปแปล หรือภาษาบาลีหายไปไหน ตอนไหนนั้น
เคยตอบไปในกระทู้เก่าๆ ว่า "ภาษาบาลี เป็นภาษาของชาวมคธ ซึ่ง แคว้นนี้ ล่มสลายไปตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๔๓๓ เมื่อครั้งสังคายนา ที่ลังกา อรรถกถาจารย์ ได้อธิบายให้กุลบุตรชาวลังกาฟังว่า เวลานั้น เมืองราชคฤห์ ร้างกลาย เป็นป่า เป็นดง เป็นที่อยู่อาศัยของยักษ์" ดังนั้น การใช้ภาษาจึงอาจหายไปช่วงนั้น และเกิด ปฏิสัมพันธ์กับแคว้นอื่น หรือผสมผสาน แต่ยังคงเหลือ คำบาลี ใช้กัน อยู่จำนวนไม่น้อย ในภูมิภาคนี้"

ส่วน "ภาษาสิงหล" ซึ่ง ดังที่ว่า เมื่อเราถูกทำให้เข้าใจว่า "ศรีลังกาคือสิงหล" เราจึงเข้าใจว่า "ภาษาสิงหลหรืออักษรสิงหลที่ใช้ในศรีลังกาคือภาษาสิงหลในสมัยพระพุทธโฆษาจารย์ไปแปลอรรถกถาจากสิงหลขึ้นเป็นบาลีภาษา"


แต่ หาก อ่านกระทู้ เรื่องที่เกี่ยวข้อง กับ ศรีลังกา ลังกา ดังที่ ได้ทำลิงค์ไปให้อ่าน

"ศรีลังกา" ในอดีต ไม่เคยรู้จัก พระบาง พระแก้วมรกต และพระพุทธสิหิงค์
http://board.palungjit.com/f2/ศรีลังกา-ในอดีต-ไม่เคยรู้จัก-พระบาง-พระแก้วมรกต-และพระพุทธสิหิงค์-410391.html

"วิชัยกุมาร" ที่ไปสร้างเมืองที่ลังกาทวีป ไปจากสิงห์บุรี ประเทศไทย
http://board.palungjit.com/f2/วิชัยกุมาร-ที่ไปสร้างเมืองที่ลังกาทวีป-ไปจากสิงห์บุรี-ประเทศไทย-410900.html

พระนางเหมชาลา-พระทันทกุมาร ไปลังกา จากภาคกลางของไทย
http://board.palungjit.com/f2/พระนางเหมชาลา-พระทันทกุมาร-ไปลังกา-จากภาคกลางของไทย-410915.html

โดยเฉพาะ "เรื่องวิชัยกุมารไปตั้งรกรากที่ลังกาทวีป" นั้น ผมจะบอกว่า "วิชัยกุมาร ไปจากภาคกลางของไทย(ปัจจุบัน) คือ แถวจังหวัดสิงห์บุรี ซึ่ง ดินแดนนี้ ในอดีต เป็น "แผ่นดินมอญ" มีภาษาและอักษรเป็นของตัวเอง แต่ "ฝรั่งสอน(หลอก)ว่า คนแถวนี้ ไม่เคยมีอักษรใช้ เพิ่งมีหลังจาก ได้รับอิทธิพลปัลลวะ" จารึกอักษรมอญโบราณ เราจึงตกกระป๋อง และถูกร่นอายุมาเหลือ ๑ พันกว่าปีเอง



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #55 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:07 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ภาพแสดงอักษรมอญ

เพราะฉนั้น ถ้าจะถามผมเพื่อให้ตอบ ผมก็จะบอกว่า "อรรถกถาที่ยกขึ้นเป็นภาษาสิงหลก็คือภาษามอญ" "อักษรที่ใช้จารึกพระไตรปิฎกและอรรถกถาก็เป็นอักษรมอญ" ดังนั้น "พระพุทธโฆษจารย์ชาวมอญ จึงสามารถที่จะ แปลภาษาสิงหล(คือภาษามอญ) ขึ้นเป็นภาษาบาลี"



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #56 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:08 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ภาพแสดงจารึกที่ชาวลังกา จารึกไว้ที่วัดเขาวงถ้ำนารายณ์ สระบุรี
กรมศิลปากรแปลไว้ว่า
“กัณทราชัย ผู้ตั้งแคว้นอนุราธปุระ ได้มอบให้พ่อลุงสินาธะ เป็นตัวแทนพร้อมกับชาวเมือง (อนุราธปุระ) จัดพิธีร้องรำ เพื่อเฉลิมฉลอง(สิ่ง)ซึ่งประดิษฐานไว้แล้วข้างในนี้”
มีข้อสังเกตว่า "ภาษาลังกา มีคำว่า "พ่อลุง" แปลกดี



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #57 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:10 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จารึก เยธัมมา ที่พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม

หากสังเกตรูปอักษร มอญโบราณ ที่นครปฐม กับ จารึกชาวลังกา ที่สระบุรี จะเห็นว่า "มีความคล้ายคลึงกัน"
แต่ หากพิจารณาจาผมปอักษรสิงหลที่่ศรีลังกา ดังภาพข้างล่าง จะเห็นว่า ไม่ค่อยจะเหมือน จารึกชาวลังกา ที่สระบุรี เท่าไหร่นักเลย



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #58 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:12 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ตัวอย่างอักษรสิงหล ที่ศรีลังกา

อ่านเพิ่มเติม...
พระพุทธโฆษาจารย์กลับจากลังกา แล้วเดินทางไปที่ไหน?
http://pantip.com/topic/13071514


เพราะฉนั้น "ไม่ใช่ไทยไปแปลไทย" อย่างที่คุณ chohokun เข้าใจแน่ ครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ 8 มกราคม 2556 เวลา 17:48 น.
ตอบกลับ
0 0
ศรีวรุณะอิสโร
8 มกราคม 2556 เวลา 15:25 น.

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #59 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:14 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ความคิดเห็นที่ 17
ระหว่าง ค้นหาความสัมพันธ์ ที่ตั้ง 3 แคว้น คือ คันธาระ อวันตี กับ กาลิงคะ ขอคั่นด้วยเบาะแส เรื่อง เมือง "ตักกศิลา" ในเมืองไทย ดังนี้

ค้นไป ค้นมา เจอเบาะแส น่าสนใจ จาก ข้อมูล "องค์การบริหารส่วนตำบลบ้านแหง" ดังนี้

ช้อมูลทั่วไป


เดิมบริเวณตำบลบ้านแหง เป็นเขตเมืองเก่าแก่นับว่าเป็นชุมชนโบราณแห่งหนึ่งของอำเภองาวมีอาณาเขตไปถึงบ้านบ่อห้อ( หมู่ ๔ ในปัจจุบัน ) ใจกลางเมืองตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านดอนไชย ( ที่ตั้งที่ว่าการอำเภองาวหลังเก่า ) ต่อมาถูกเงี้ยวเข้ารุกรานบ้านเมือง จึงถูกปล่อยร้างว่างเปล่า ในปี พ . ศ .๒๔๓๐ ได้มีชาวบ้านระแหง จากเมืองตักสิลา ( จังหวัดตาก ) อพยพเข้ามาอยู่เป็นจำนวนมาก หัวหน้าชาวบ้านเรียกว่า " เจ้าระแหง " กำนันที่มีชื่อเสียงสมัยนั้นคือ " ขุนแหงหาญสู้ "

จากข้อมูล นี้
http://www.m-culture.in.th/moc_new/album/130018/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2584%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25AA%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%259A%25E0%25B8%259A%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2587-%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A7/

จาก ข้อมูลข้างต้น เมื่อ สืบค้น ต่อไปอีก จะพบข้อมูลที่น่าสนใจ ว่า...

เมืองตากในอดีตเป็นเมืองที่มีชาวมอญอยู่มาก่อน ดังมี หลักฐานศิลปมอญปรากฏอยู่ที่อำเภอบ้านตาก มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ และเป็นหนึ่งในหัวเมืองที่มีอายุขัยเกินกว่าสองพันปีขึ้นไป เมื่อมีการ อพยพ ของชนชาติไทยจากลุ่มน้ำแยงซีเกียงตอนใต้ ลงมาตามแนวลำน้ำดง (ลำน้ำสาละวิน) มีพวกหนึ่งได้ข้ามลำน้ำสาละวิน ผ่านลุ่มน้ำเมยหรือแม่น้ำต่องยินเข้ามาทางช่องเขาด้าน อำเภอแม่สอดและมาถึงบริเวณที่ปัจจุบันเรียกว่า “เมืองตาก”

ผู้นำกลุ่มคนไทยที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่เมืองตากในยุค นั้น ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ปกครองสืบทอดต่อเนื่อง กันมาจนถึงปี พ.ศ. 560 รัชสมัยพระเจ้าสักดำ ซึ่งเป็นกษัตริย์เมืองตากที่ยิ่งใหญ่มาก มีอาณาเขตที่อยู่ในอำนาจแผ่ไปจนจรดทะเลอันดามันดังมีบันทึกในพงศาวดารเหนือกล่าวว่าในรัชสมัยพระเจ้าสักดำนั้นเมืองตากมีการค้าขายกับเมืองอินเดียด้วย

เมืองตากคงจะเสื่อมลงในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 พระยากาฬวรรณดิสผู้เป็นกษัตริย์เมืองตากที่อพยพมาจาก ตอนใต้ของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง ได้โยกย้ายไปสร้างราชธานีขึ้นใหม่ที่เมืองละโว้ทางตอนใต้ของเมืองตากลงไปอีก

มีบางยุคเมืองตากถูกทอดทิ้ง กลายเป็นเมืองร้างดังในพงศาวดารเหนือได้ กล่าวถึงการเสด็จทางชลมารคของพระนางจามเทวี พระราชธิดากษัตริย์ละโว้ (พระยากาฬวรรณดิส) เพื่อไปปกครองแคว้นหริภุญไชย (ลำพูน) ในราว พ.ศ. 1176 โดยทาง ลำน้ำปิง พระนางจามเทวีขึ้นไปสำรวจบนฝั่งแม่น้ำพบร่องรอยกำแพงเมืองเก่าๆ ถูกทิ้งร้าง จึงโปรดให้สร้างเป็นบ้านเมืองใหม่ชื่อว่า “เมืองตาก”

ข้อมูล จาก..http://www.tak.go.th/history.htm

จากข้อมูล ประวัติเมืองตาก ที่ได้ เมื่อค้น ต่อ โดย ให้ความสนใจไปที่ พระเจ้าสักดำ กษัตริย์เมืองตากผู้ยิ่งใหญ่

ได้พบ ข้อมูล ที่น่าสนใจ เพิ่มขึ้นอีก ดังนี้...

เรื่องพระยาสักรตั้งจุลศักราช
พ.ศ.๓๐๖ กษัตริย์เมืองตักสิลา พระนามพระยาสักรดำมหาราชาธิราช มีพระราชดำริว่า พระพุทธศาสนาเป็นฝ่ายพระพุทธจักร จึงมีพระราชโองการแก่อดีตพราหมณ์ปุโรหิตว่า ตั้งแต่วันนี้ไปจนสิ้นพระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าอนุญาตไว้ ๕,๐๐๐ พรรษา ให้ตั้งจุลศักราชไว้สำหรับกรุงกษัตริย์สืบไปภายหน้า จึงให้ตั้ง ณ วันพฤหัสบดี เดือนห้า แรมค่ำหนึ่ง จุลศักราช ปีชวด เอกศก เป็นมหาสงกรานต์ไปแล้ว จึงให้ยกเป็นจุลศักราชวันเดือนปีใหม่ ถ้ามหาสงกรานต์ยังมิไป ยังเอาเป็นปีใหม่ไม่ได้ด้วยเดือนนั้นยังไม่ครบ ๓๖๐ วัน พระองค์ให้ตั้งพระราชกำหนดจุลศักราชแล้ว สวรรคตในปีนั้น เสวยราชสมบัติ ๗๒ ปี จุลศักราชได้ ศก ๑

กับ...


เรื่องพระยากาฬวรรณดิสสร้างเมืองต่าง ๆ
ปี พ.ศ.๑๐๐๒ พระยากาฬวรรณดิสได้เสวยราชสมบัติเมืองตักกะสิสามหานคร จึงให้พราหมณ์ทั้งหลายยกพลไปสร้างเมืองละโว้ ได้ ๑๙ ปี เมื่อ พ.ศ.๑๐๑๑ แล้วให้พระยาทั้งหลายไปตั้งเมืองอยู่ทุกแห่ง ขุนนางขึ้นไปถึงเมืองทวารบุรี เมืองสันตนาหะ เมืองอเส และเมืองโกสัมพี แล้วมานมัสการที่พระพุทธเจ้าตั้งบาตรตำบลบ้านแม่ซ้องแม้ว แล้วลงมา เมืองสวางคบุรี ที่บรรจุพระรากขวัญของพระพุทธเจ้าไว้แต่ก่อนนั้น แล้วจึงอาราธนาพระรากขวัญกับพระบรมธาตุมาว่าจะบรรจุไว้เมืองละโว้ พระบรมธาตุทำอริยปาฏิหาริย์ลอยกลับขึ้นไปเหนือน้ำถึงเมืองสวางคบุรีเป็นเช่นนั้นอยู่เจ็ดครั้ง พระรากขวัญกับพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าจึงไม่อยู่ได้ในเมืองละโว้ จน พ.ศ.๑๐๑๕ พระยากาฬวรรณดิสขึ้นไปทำนุบำรุง เมืองนาเคนทรแล้วกลับมาเมืองสวางคบุรี จึงอาราธนาพระรากขวัญกับพระบรมธาตุกับข้อพระกรของพระพุทธเจ้าที่บรรจุไว้ในเจดีย์ แต่ครั้งพระอานนท์ และพระอนิรุทธเถรเจ้า กับพระยาศรีธรรมโสกราช ท่านชุมนุมกันบรรจุไว้แต่ครั้งก่อนนั้นลงมาบรรจุไว้ในพระเจดีย์เมืองละโว้สองปี พระองค์สวรรคต เมื่อ พ.ศ.๑๐๔๓

จากข้อมูล นี้

http://www.panyathai.or.th/wiki//%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD#.E0.B9.80.E0.B8.A3.E0.B8.B7.E0.B9.88.E0.B8.AD.E0.B8.87.E0.B8.9E.E0.B8.A3.E0.B8.B0.E0.B8.A2.E0.B8.B2.E0.B8.81.E0.B8.B2.E0.B8.AC.E0.B8.A7.E0.B8.A3.E0.B8.A3.E0.B8.93.E0.B8.94.E0.B8.B4.E0.B8.AA.E0.B8.AA.E0.B8.A3.E0.B9.89.E0.B8.B2.E0.B8.87.E0.B9.80.E0.B8.A1.E0.B8.B7.E0.B8.AD.E0.B8.87.E0.B8.95.E0.B9.88.E0.B8.B2.E0.B8.87_.E0.B9.86
ตอบกลับ
0 0
ศรีวรุณะอิสโร
8 มกราคม 2556 เวลา 18:06 น.



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #60 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอขอบคุณข้อมูลจากเว็บพันทิพ และผู้ร่วมสนทนาธรรมทุกท่านมาในครั้งนี้ด้วยครับ จะได้บุญกุศลร่วมกัน และหากท่านใดมีความคิดเห็นหรือมีข้อมูญเพิ่มเติมก็เสนอเข้ามาได้เลยครับ...



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #61 เมื่อ: 24 ก.ค. 14, 20:26 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ได้ทำงานร่วมกันมา จะเป็นกระทู้ประวัติศาสตร์ต่อไปหากผมจากโลกนี้ไปยังมีกระทู้ต่างๆไว้ศึกษาข้อมูลของคนรุ่นต่อไปครับ..



noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #62 เมื่อ: 25 ก.ค. 14, 06:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ใครมีข้อมูลอย่างไรก็ช่วยแสดงความคิดเห็นเข้ามาครับ...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #63 เมื่อ: 25 ก.ค. 14, 11:21 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณ สำหรับบทความ ครับ ไม่มี คห.ครับ Read Only 55

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #64 เมื่อ: 26 ก.ค. 14, 19:31 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ขอบคุณที่เข้ามาคุยครับ...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
add
เรทกระทู้
« ตอบ #65 เมื่อ: 27 ก.ค. 14, 07:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

เข้ามาดูกัน 3500 คนช่วยกันคิดหน่อยครับว่าอย่างไร...

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
Fooars
เรทกระทู้
« ตอบ #66 เมื่อ: 27 ก.ค. 14, 12:54 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

อยากเรียนถามผู้รู้นะครับ
เกี่ยวกับเรื่องที่มีชาวอินเดีย(ตามประวัติศาสตร์นะครับ)นำอัฐิของพระพุทธเจ้ามาเมืองไทย แล้วเรือมาอัปปางที่ หาดทรายแก้ว นครศรีธรรมราชและได้มีปลาวาฬมาเกยตื้นในตอนนั้น จากนั้นก็ได้นำอัฐิมาเก็บบูชาไว้ในองเจดีย์ของวัดมหาธาตุ และกระดูกปลาวาฬก็ยังอยู่ในวัดมหาธาตุขณะนี้ เรื่องนี้ใครพอทราบประวัติ ช่วยบอกหน่อยนะครับ
ปล.ผมเป็นคน (มุสลิม)นครศรีธรรมราช แต่ชอบศึกษาประวัติศาสตร์ครับ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
รุ่ง
เรทกระทู้
« ตอบ #67 เมื่อ: 27 ก.ค. 14, 14:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธศาสนาเกิดที่อินเดียนั้นละครับแต่เดียวนี้มันก็รวมกับประเทศเพื่อนบ้าน มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ มีต้นโพธิ์ เสาที่พระเจ้าอโศกหรือ ศาสวัตถุอยู่ ตรงตามพระไตรปิฏกบอกไว้ ฝรั่งเขาก็ค้นหาตามนั้นละ
ส่วนที่ในอินเดียคนส่วนน้อยนับถือพุทธนั้นเพราะในสมัยก่อนถูกอิสลาม ที่ใช้กำลังทหารบุกฆ่าชาวพุทธ เผาวัดวาอารามมีหลักฐานหาอ่านได้
ส่วนไทยเรานั้นที่มีหลักฐานคือพระเจ้าอโศกส่งพระเถระออกมาเผยแผ่ จากจำนวนเก้าสาย
ส่วนวัฒนธรรมไทยเรานั้นนับถือศาสนาพุทธมานานก็เป็นธรรมดาละครับ
ศาสนาพุทธเรามีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากที่สุดละครับ ทั้งพระไตรปิฏก หรือว่า สถานที่สำคัญต่างๆ เช่น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม ปรินิพพาน และสถานที่ต่างๆเยอะแยะครับ หาดูไม่ยาก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
rungss
เรทกระทู้
« ตอบ #68 เมื่อ: 27 ก.ค. 14, 14:47 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

พระพุทธศาสนาเกิดที่อินเดียนั้นละครับแต่เดียวนี้มันก็รวมกับประเทศเพื่อนบ้าน มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ต่างๆ มีต้นโพธิ์ เสาที่พระเจ้าอโศกหรือ ศาสวัตถุอยู่ ตรงตามพระไตรปิฏกบอกไว้ ฝรั่งเขาก็ค้นหาตามนั้นละ
ส่วนที่ในอินเดียคนส่วนน้อยนับถือพุทธนั้นเพราะในสมัยก่อนถูกอิสลาม ที่ใช้กำลังทหารบุกฆ่าชาวพุทธ เผาวัดวาอารามมีหลักฐานหาอ่านได้
ส่วนไทยเรานั้นที่มีหลักฐานคือพระเจ้าอโศกส่งพระเถระออกมาเผยแผ่ จากจำนวนเก้าสาย
ส่วนวัฒนธรรมไทยเรานั้นนับถือศาสนาพุทธมานานก็เป็นธรรมดาละครับ
ศาสนาพุทธเรามีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากที่สุดละครับ ทั้งพระไตรปิฏก หรือว่า สถานที่สำคัญต่างๆ เช่น สถานที่ประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรม ปรินิพพาน และสถานที่ต่างๆเยอะแยะครับ หาดูไม่ยาก

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
g<jkmkid
เรทกระทู้
« ตอบ #69 เมื่อ: 27 ก.ค. 14, 19:45 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ส้วมพระพุทธเจ้าครับ หลักฐานที่ชัดเจนที่สุด

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
พูทธศาสนิกชน
เรทกระทู้
« ตอบ #70 เมื่อ: 29 ก.ค. 14, 15:18 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

q*033คงไม่โกรธนะครับถ้าผมยังเชื่อว่าศาสนาพุทธกำเนิดเกิดขึ้นในอินเดียและเนปาลตามที่เล่าเรียนมา....ส่วนรูปหลวงพ่อจรัลที่นำมาลงไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาที่เอามาลงใช่ไหมครับ......
หลายปีมาแล้วที่หลวงพ่อเคยพูดไว้ว่า.....ในอนาคตจะมีนักวิชาการหรืออะไรประมาณนี้หล่ะครับ.....จะนำหลักฐานต่างๆมาโน้มน้าวว่าศาสนาพุทธไม่ได้เกิดที่ชมพูทวีป......ซึ่งเป็นข้อมูลที่ผิดเพี้ยนไปครับ
ข้อมูล ผิดพลาดประการใด ผมขอรับไว้คนเดียวนะครับ....กรุณาอย่าต่อว่า หรือ ด่าทอหลวงพ่อจรัลเลยนะครับ.....เพราะท่านเป็นพระประพฤติดี ปฏบัติชอบ

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
แดง
เรทกระทู้
« ตอบ #71 เมื่อ: 20 ส.ค. 14, 15:06 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

จริงครับพระพุทธเจ้าตรัสรู้ในประเทศไทยแต่ไม่ใช้ตำแหน่งที่เขาระบุกันในเวลากึ่งพุทธกาลนี้พระพุทธเจ้าเปิดโลกพระองค์ให้พบความจริงอย่างมีหลักฐานจริงแล้ว

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Guest
แดง
เรทกระทู้
« ตอบ #72 เมื่อ: 20 ส.ค. 14, 15:11 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 

ที่ตรัสรุ้พบแล้วในไทยแต่ไม่ใช้ที่เขาระยบุกัน

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

หน้า: 1 2  ทั้งหมด

 
ตอบ

ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:  
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม