หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: เตรียมบอกลาโรคฮิต “ออฟฟิศ ซินโดรม” กับเคล็ดลับดีๆ  (อ่าน 444 ครั้ง)
Guest
play12345
เรทกระทู้
« เมื่อ: 2 ต.ค. 14, 16:55 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 

ในปัจจุบันเราจะเห็นว่ามีผู้คนจำนวนมากที่ต้องประสบปัญหาทนทุกข์ทรมานกับการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมากจากการทำงานหนัก โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศสมัยนี้ที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดทั้งวัน อีกทั้งยังเกิดจากการออกกำลังกายอย่างหักโหม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และนำไปสู่การปวดเมื่อยตามร่างกาย
จริงๆ ปัญหาของการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อสามารถจัดการได้เพียงแค่รู้ที่จะใช้วิธีรักษาแบบ “ตรงจุด” เริ่มจากการเรียนรู้ที่จะป้องกันและแก้ไข ผศ นพ. วิศาล คันธารัตนกุล หัวหน้าศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เปิดเผยภายในงานเปิดตัวกิจกรรม The Pain Challenges - ภารกิจ ซ่า ท้า ปวด ว่าความปวดที่เกิดขึ้นจากการนั่งทำงานในออฟฟิศตั้งแต่เช้าจรดเย็นนั้น ถือเป็นโรคที่มีชื่อเฉพาะว่า ออฟฟิศซินโดรม ‘Office Syndrome’ ซึ่งส่วนใหญ่จะพบในหมู่ของคนเมือง อาการของโรคนั้นสามารถร้ายแรงขึ้นถ้าเราปล่อยปละละเลยเพราะอาจทำให้ปวดจนกระทั่งไม่สามารถไปทำงานได้ หรือที่แย่ไปกว่านั้นอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ หรือบางรายอาจปวดเรื้อรัง ถึงขนาดเคลื่อนไหวลำบาก จนต้องทำการรักษา
กลุ่มคนที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงต่อการเป็น ‘Office Syndrome’ นั้นแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ สามกลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งคือกลุ่มของคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำ แต่ในระหว่างวันต้องเผชิญกับกิจกรรมที่ต้องใช้การบิดกล้ามเนื้อ ยกตัวอย่างเช่น เวลาเดินทางไปทำงาน เมื่อขึ้นรถไฟฟ้าหรือรถโดยสารชนิดต่างๆ นั้นมักจะต้องบิดลำตัวหรือแขนระหว่างการยืนโหนเสารถโดยสาร ซึ่งก่อให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อ กลุ่มที่สองคือกลุ่มคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ โดยประมาณหนึ่งครั้งต่อสองอาทิตย์แต่ออกอย่างหนัก อย่างเช่นกลุ่มคนที่นานๆทีจะไปปั่นจักรยาน แต่ปั่นทีเดียวเป็นระยะทาง 20 กม. หรือคนที่เข้าฟิตเนสไม่สม่ำเสมอและเล่นอย่างหักโหมโดยที่ไม่ได้เตรียมร่างกายมาก่อน ทั้งนี้ผลที่ตามมาแทนที่ช่วยทำให้สุขภาพแข็งแรง แต่กลับบั่นทอนความ “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” ของร่างกาย ทำให้เกิด “ความเจ็บปวด” ส่วนกลุ่มที่สามนั้นคือกลุ่มคนออฟฟิศที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันไปกับการนั่งทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดความปวดร้าวตามแขน ขา และมือ หรือแม้กระทั้งส่งผลให้เกิดอาการปวดศีรษะขั้นรุนแรงได้
คุณหมอได้มีข้อแนะนำดีๆ ในการนั่งทำงานที่ถูกต้องมาฝาก สำหรับคนที่ทำงานออฟฟิศนั้นควรนั่งในท่าที่ถูกต้องเพื่อจัดการกับปัญหาความปวดเมื่อยที่มักทำให้เราทำงานได้อย่างไม่เต็มที่ ท่านั่งที่ทำให้เกิดอาการปวดมีอยู่สองท่าหลักๆคือ ท่านั่งที่อยู่ในท่าที่ผิด เช่น เวลาวางคอมพิวเตอร์ไว้ในจุดที่เราต้องเอี้ยวหรือโน้มตัวเพื่อจะไปพิมพ์คีย์บอร์ดอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน และท่าสำคัญอีกท่าหนึ่งคือท่านั่งที่ทำให้มือเราต้องเกร็งและเท้าของเราลอยไม่แตะพื้นระหว่างนั่ง โดยเฉพาะเวลานั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ทั้งนี้ วิธีการป้องกันการเกิดความปวด เมื่อย ล้า ง่ายๆนั้นก็คือ ทุกๆครั้งเมื่อนั่งทำงานพยายามอย่าให้แขนและขาลอย เพราะจะทำให้เกิดการปวดเมื่อยได้เป็นอย่างมาก เนื่องจากกล้ามเนื้อจะเกร็งโดยเราไม่รู้ตัว และที่สำคัญคือจอคอมพิวเตอร์ควรจะอยู่ที่ระดับสายตาเราเมื่อนั่งพิมพ์งาน อีกทั้งยังควรจัดหาที่รองข้อศอกและที่รองขาระหว่างนั่งทำงาน

หลังจากนั่งทำงานมาทั้งวันแล้ว การออกกำลังกายถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งที่ได้รับความนิยมและต้องใช้กล้ามเนื้ออย่างมาก อย่างปัจจุบันสาวๆ ยุคใหม่นิยมออกกำลังกายด้วยวิธี “T25” ซึ่งถือเป็นวิธีออกกำลังกายที่หนักและหักโหม และบางคนลืมนึกถึงผลเสียที่จะตามมา เช่น ความเจ็บปวด เพราะหลังจากเล่นเสร็จแล้วส่วนมากจะเกิดอาการปวดกล้ามเนื้ออย่างมากในเช้าวันรุ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คุณหมอแนะนำให้ทายาแก้ปวดทันทีหลังจากการเล่น และเน้น “การทาตรงจุด” ที่ได้ใช้ในการบริหารร่างกายมากที่สุด เป็นต้น นอกจากนี้ก่อนและหลังการออกกำลังการควรทำการยืดเหยียดหรือวอร์มกล้ามเนื้อก่อนทุกครั้ง และหากรู้สึกตึงหรือเจ็บที่กล้ามเนื้อหลังจากเล่นกีฬาเสร็จให้ทำการยืดเหยียดอีกครั้งหนึ่งเพื่อให้เลือดหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อและทายาแก้ปวดตามทันที ทั้งนี้ไม่ควรทำการยืดเหยียดให้มากเกินไปเพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อยิ่งเจ็บปวดเพิ่มขึ้นอีก ส่วนกลุ่มคนที่ต้องใช้รถไฟฟ้า หากรูเกิดการเบียดเสียดกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ในเวลารีบเร่งก็ ทำให้กล้ามเนื้อบิดเกร็งผิดท่า ก็สามารถใช้ยาทาบรรเทาอาการปวด อักเสบของกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดกล้ามเนื้อที่มีตัวยาไอบูโพรเฟน ได้เช่นกัน
หลายๆ ท่าน อาจเข้าใจว่ายาทาที่ดีต้องให้ความรู้สึกร้อน หรือเย็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยาทาที่มีตัวยา เช่น ไอบูโพรเฟน นอกจากจะสามารถลดอาการปวดได้แล้ว ยังลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้อได้ด้วย ในขณะที่ยาทาที่ให้ความรู้สึกร้อนหรือเย็นจะบรรเทาได้เพียงอาการปวดเมื่อยเท่านั้น ไม่สามารถลดอาการอักเสบของกล้ามเนื้ออันเกิดจากการออกกำลังกายหนักเกินไป ออกกำลังกายไม่สม่ำเสมอ หรือกล้ามเนื้ออยู่ในท่าเดียวนานๆ จนถึงอาการปวด อักเสบอันเกิดจากกล้ามเนื้อผิดท่าได้ นอกจากนั้น ไลฟ์สไตล์คนเราก็เปลี่ยนไป เราไม่ได้นั่งทำงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องออกไปสังสรรค์ และมีชีวิตหลังการทำงาน จึงจำเป็นต้องดูแลบุคลิกตัวเอง การใช้ยาทาแก้ปวดที่กลิ่นไม่ฉุน ซึมเร็ว ไม่เหนียวเหนอะหนะ หรือเป็นคราบเปื้อนเสื้อผ้า และที่สำคัญออกฤทธิ์ตรงจุดที่ปวด นั้นเป็นทางเลือกที่เหมาะกับหนุ่มสาวในยุคสมัยใหม่ เพราะสามารถทายาได้ในระหว่างวัน จึงพร้อมสำหรับทุกกิจกรรม ทำให้คนยุคเราใช้ชีวิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีความปวดมาขัดขวางความสนุกและความสำเร็จในชีวิต

noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า

กระทู้ฮอตในรอบ 7 วัน

Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 20000000 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
ติดตามกระทู้นี้ : ส่งไปที่อีเมลของสมาชิกสนุก
  ส่งไปที่
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม