หน้า : พิมพ์หน้านี้ - หลักการผสมพันธุ์สัตว์ ที่นักเพาะพันธุ์ควรรู้ และเพิ่ม script สำหรับ IE 10 – 11 ค่ะ

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => สัตว์เลี้ยงแสนรัก => ข้อความที่เริ่มโดย: pondchaiyo ที่ 30 เม.ย. 21, 06:09 น

หลักการผสมพันธุ์สัตว์ ที่นักเพาะพันธุ์ควรรู้


กระทู้: หลักการผสมพันธุ์สัตว์ ที่นักเพาะพันธุ์ควรรู้
เริ่มกระทู้โดย: pondchaiyo ที่ 30 เม.ย. 21, 06:09 น
ระบบการผสมพันธุ์แบ่งออกเป็น 2 ระบบใหญ่ คือ

1. การผสมภายในพันธุ์ ( Within breed )

2. การผสมระหว่างพันธุ์ ( Between breeds )

สำหรับบทความนี้จะกล่าวถึงการผสมภายในพันธุ์เท่านั้น เพราะในการเพาะเลี้ยงสุนัขในปัจจุบันยังนิยมสร้างพันธุ์แท้กันอยู่ ส่วนการผสมระหว่างพันธุ์นั้นจะนิยมทำกันในสัตว์เศรษฐกิจ เช่น โค สุกร ไก่ เพราะการผสมระหว่างพันธ ุ ์นั้นจะให้คุณค่าทางด้านเนื้อ นม ไข่ เป็นสำคัญมากกว่าที่จะดูลักษณะความสวยงามประจำพันธุ์ ดังนั้นการผสมระหว่างพันธุ์จึงยังไม่ขอกล่าวในที่นี้ ที่มา http://petsocietythailand.com/ (http://petsocietythailand.com/)

สำหรับการผสมภายในพันธุ์ ยังแบ่งออกเป็น 2 ระบบ คือ

1. การผสมในสายสัมพันธุ์หรือเลือดชิด ( Inbreeding )

2. การผสมนอกสายสัมพันธุ์ ( Outbreeding )

1. การผสมในสายสัมพันธุ์หรือเลือดชิด ยังแบ่งออกเป็น

1.1 การผสมแบบชิดจัด ( Closebreeding )

หมายถึง การผสมพันธุ์ระหว่างสัตว์ที่มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดใกล้ชิดมาก เช่น พ่อกับลูกสาว แม่กับลูกชาย พี่กับน้องที่มาจากพ่อแม่เดียวกัน พี่กับน้องพ่อเดียวกันแต่ต่างแม่ กัน เป็นต้น

ผลของการผสมแบบนี้จะทำให้ยีนคู่เหมือนกันเพิ่มขึ้นอ่างรวดเร็ว ลักษณะของสัตว์ในฝูงจะมีความสม่ำเสมอ และเหมือนบรรพบุรุษมากที่สุด แต่มีข้อเสียคือความสมบ ูรณ์พันธุ์ลดต่ำลง สมรรถภาพการอยู่รอดต่ำ ไม่ทนต่อสภาพแวดล้อม เพราะขาดความสมดุลย์ของฮอร์โมนจากต่อมไร้ท่อ เป็นต้น

ประโยชน์ของการผสมแบบนี้ คือ

1. ใช้ในการคัดเลือกพันธุ์ เพราะการผสมแบบนี้จะมียีนด้อยมาจับคู่กันทำให้แสดงให้เห็นได้ทางฟีโนไทพ์ ขณะเดียวกันยีนข่มจะไปจับคู่กันแสดงออกมาให้เห็นเช่นกัน จึงทราบว่าตัวใดควรคัดไว้ทำพันธุ์ และตัวไหนควรตัดทิ้ง

2. ใช้ในการสร้างสายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะดีเด่นเพื่อพัฒนาเป็นพันธ ุ์ใหม่ต่อไป เพราะการผสมแบบนี้ได้คัดเลือกลักษณะที่ดีในรุ่นลูกไว้แล้ว

3. ใช้ตรึงลักษณะหนึ่งลักษณะใดให้คงอยู่ในฝูงตลอดไป หลังจากที่ได้รวมลักษณะที่ดีจากฝูงอื่นมาแล้ว

1.2 การผสมแบบยึดสายพันธุ์ ( Life breeding )

การผสมแบบนี้เป็นการผสมระหว่างสัตว์ที่เป็นญาติกัน มีความสัมพันธ์กันทางสายเลือดน้อยกว่าแบบ 1.1 เช่น ปู่กับหลาน ลูกของลุงกับลูกของอา เป็นต้น หรือหมายถึง การผสมแบบยึดสายเลือดของบรรพบุรุษตัวหนึ่งตัวใดเป็นพิเศษ

จากภาพเป็นการผสมเพื่อยึดเอาลักษณะที่ดีของ A ให้มีอยู่ในฝูงไว้นั่นเอง ข้อจำกัดของการผสมแบบนี้ คือ ฝูงสัตว์ต้องมีขนาดใหญ่ เป็นพันธุ์แท้ มีสมรรถภาพการผลิตสูง

การที่จะผสมพันธุ์สัตว์แบบนี้ก็เพื่อ

1. จะอนุรักษ์ลักษณะเด่น ๆ ของสัตว์ไว้เป็นพิเศษ เพื่อเป็นการเพิ่มยีนคู่เหมือน แต่การเพิ่มจะช้ากว่าแบบ 1.1

2. ลดความสัมพันธ์ที่เกิดจากการผสมแบบจำกัด เพื่อหลีกเลี่ยงลักษณะไม่พึงประสงค์ที่แสดงออกมามากเกินไป

ประโยชน์จากการผสมแบบนี้ จะทำให้คุณภาพของสัตว์ในฝูงสูงกว่าค่าเฉลี่ยของพันธุ์ เช่น ปู่มีขนกำมะหยี่ ผสมพันธุ์จนถึงชั่วหลานขนกำมะหยี่เริ่มจางไป ถ้าต้องการเน้นขนกำมะหยี่ก็ให้นำปู่มาผสมกับหลานอีกครั้งหนึ่ง จึงทำให้ได้ลูกชั่วต่อไปมีขนกำมะหยี่ที่เข้มกว่าที่เคยปรากฏมาก่อนในสายตระกูลนี้

2. การผสมนอกสายพันธุ์

เป็นการผสมระหว่างคู่ผสมที่เป็นพันธุ์เดียวกัน แต่ไม่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกัน ซึ่งโดยทั่วไปมักถือว่าถ้านับย้อนหลังขึ้นไปในพันธุ์ประวัติ 4 ชั่วอายุแล้ว ไม่ปรากฏว่ามีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกันคือ ไม่มีบรรพุรุษร่วมกันแล้วก็ถือว่าอยู่นอกสายพันธุ์กัน ดังนั้นการผสมพันธุ์แบบนี้จึงเป็นการผสมต่างฝูง ต่างสายพันธุ์กันแน่นอน

ผลที่เกิดจากการผสมแบบนอกสายสัมพันธ์

1. เป็นการเพิ่มสภาพยีนข่มที่ต่างกันคู่ใหม่ ( Heterozygosity ) ทำให้ได้ลูกในชั่วแรกมีลักษณะข่มปรากฏออกมามาก

2. เป็นการทำลายตระกูลเดิม เพราะลูกในรุ่นต่อมาจะไม่มีลักษณะเหมือนพ่อแม่ เนื่องจากบีโนไทพ์มาจากต่างสายพันธุ์กัน ทำให้ลูกมีความผันแปรทางพันธุกรรมมาก ดังนั้นลักษณะที่ปรากฏจึงต่างไปจากพ่อแม่

3. เป็นการเพิ่มคุณภาพสัตว์ เพราะเป็นการรวมลักษณะเด่นจากพ่อแม่มาปลูกฝังในรุ่นลูก เนื่องจากมีโอกาสคัดเลือกพ่อพันธุ์แม่พันธุ์จากฝูงอื่นมาผสมพันธุ์ได้กว้างขวางขึ้น

4. อาจได้ลักษณะเด่นที่เหนือกว่าค่าเฉลี่ยของพ่อแม่ที่เรียกว่าสัตว์ลักษณะเด่นพิเศษ ( Heterosis หรือ Hybrid vigor ) คือลูกจะแสดงสมรรถภาพดีกว่าค่าเฉลี่ยของพ่อแม่

ประโยชน์ของการผสมแบบนอกสายสัมพันธ์

1. เพื่อเพิ่มคุณภาพของสัตว์ให้ดีขึ้น เพราะเป็นการรวมลักษณะที่ดีจากพ่อแม่พันธุ์หลาย ๆ ตัวเข้าด้วยกัน

2. อาจได้ลักษณะดีเด่นเป็นพิเศษเหนือกว่าพ่อแม่เดิม

3. ป้องกันการเกิดเลือดชิดในฝูง

4. รับลักษณะยีนข่มจากต่างสายสัมพันธุ์มาไว้ในรุ่นต่อไป ทำให้โอกาสมียีนข่มที่ดีมีอยู่มากในรุ่นลูก

สรุปแล้วในการผสมพันธุ์เพื่อสืบสายพันธุ์แท้นั้นแล้วแต่จุดประสงค์ว่า เจ้าของต้องการประโยชน์แบบใด ถ้าต้องการผสมเพื่อต้องการคัดเลือกพ่อพันธุ์ที่มีอยู่โดยมีลักษณะที่ประทับใจ ต้องการคงไว้ก็ผสมแบบเลือดชิดหรือแบบยึดสายพันธุ์ แต่ถ้าต้องการผสมพันธุ์เพื่อต้องการรุ่นลูกขึ้นมาเป็นพ่อพันธุ์แทน ก็ควรผสมแบบนอกสายสัมพันธ์ เพราะเป็นการรวมลักษณะเด่นของพ่อและแม่พันธุ์เข้าด้วยกัน

วิธีการคัดเลือกพันธุ์สัตว์

การคัดเลือกพันธุ์สัตว์เพื่อให้ได้พันธุ์สัตว์ที่ดีที่สุดนั้น จะต้องอาศัยหลักพันธุศาสตร์และการผสมพันธุ์และการคัดเลือกพันธุ์สัตว์มาช่วย โดยอาศัยข้อมูลจากตัวสัตว์เองและเครือญาติมาประกอบ การพิจารณา

ในการคัดเลือกสัตว์นั้นจะต้องอาศัยข้อม ูลจากตัวสัตว์เองและเครือญาติมาร่วมพิจารณา ซึ่งจำแนกได้ 4 แบบ คือ

1. การคัดเลือกโดยพิจารณาจากข้อมูลของตัวสัตว์เอง

2. การคัดเลือก โดยพิจารณาจากข้อมูลของ บรรพบุรุษ

3. การคัดเลือก โดยพิจารณาจากข้อมูลของลูก

4. การคัดเลือก โดยพิจารณาจากข้อมูลจากญาติพี่น้อง

ในการพิจารณาข้อมูลนั้น ให้ถือเอาลักษณะที่พึงประสงค์เป็นเกณฑ์ คือ

• การคัดเลือกครั้งละลักษณะ

• การคัดเลือกจากมาตรฐานของ 2 ลักษณะขึ้นไปในเวลาเดียวกัน

• การคัดเลือกด้วยดัชนีการคัดเลือก