หน้า : 1  พิมพ์หน้านี้ - The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ดูหนัง ดูทีวี => ข้อความที่เริ่มโดย: Ricebeanoil ที่ 7 มี.ค. 11, 21:55 น

The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....


กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....
เริ่มกระทู้โดย: Ricebeanoil ที่ 7 มี.ค. 11, 21:55 น
มีนักวิชาการทั้งเสื้อแดงและเสื้อขาวหลายท่านมักจะพูดถึงสถาบันกษัตริย์ของประเทศอังกฤษเสมอ ในหลายๆแง่มุม แต่โดยรวมผมเห็นว่าเนื้อหาจะคล้ายๆกันคือ มักจะบอกว่าสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษเป็นแค่สัญลักษณ์ไม่ได้มีอิทธิพลใดใดอีกต่อไปมานานเป็นร้อยปีแล้ว

ผมก็ยังสงสัยว่ามันจะเป็นจริงขนาดนั้นหรือ เพราะเท่าที่อ่านหนังสือหลายๆเล่มก็ยังมีบางอย่างที่ผมพอจะเชื่อได้ว่าสถาบันอังกฤษยังมีความหมายกับประชาชนส่วนใหญ่ไม่น้อย

แต่จากการอ่านผมยังอธิบายอะไรไม่ถูก จนได้เห็นภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่แสดงภาพที่ผมเชื่อไว้ได้ค่อนข้างดี

p1

คือหนังที่ได้รางวัลออสก้าร์เรื่องล่าสุด The King's Speech ซึ่งสร้างจากเหตุการณ์จริง

เรื่องเล่าอย่างย่อที่สุดของภาพยนตร์เรื่องนี้คือ ในช่วงราวๆปี 1934 การเมืองอังกฤษมีปัญหาภายในพอสมควร ในเรื่องประมุขแห่งรัฐ เนื่องจากราชวงศ์อังกฤษในขณะนั้น เจ้าชาย Albert ดยุคแห่งยอร์ค  (Colin Firth) รัชทายาทอันดับที่สองทรงพระประชวรด้วยโรคติดอ่าง พระองค์ทรงมีปัญหาในการตรัสในที่สาธารณะ สร้างความกลัดกลุ้มพระทัยให้แก่พระเจ้ายอร์จที่ 5 (ผมขอเขียนออกเสียงตามอังกฤษ จอร์จ เป็นการออกเสียงแบบอเมริกัน) พระราชบิดาไม่น้อย เหตุเพราะเจ้าชาย เดวิท  (Guy Pearce) รัชทายาทอันดับหนึ่งทรงมีพระกริยาวัตรบางอย่างไม่พึงประสงค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่พระองค์ทรงไปพึงพอใจผู้หญิงที่หย่าสามีอันผิดเงื่อนไขของศาสนาคริสต์นิกายอังกฤษ

ดยุคแห่งยอร์ค ก็ทรงตะหนักเรื่องนี้ นอกจากจะทรงกระตุ้นให้พระเชษฐารู้สึกถึงหน้าที่รับผิดชอบแล้ว พระองค์โดยเฉพาะอย่างพระชายา Elizabeth (Helena Bonham Carter) ยังทรงหาทางรักษาโรคนี้โดยไปหาหมอมาแล้วถึง 7 คน

หนังเปิดเรื่องด้วยซีนที่น่าสะเทือนใจ เมื่อเจ้าชาย Albert พยายามจะทรงตรัสเปิดงานแข่งม้าประจำปี แต่พระองค์ก็ไม่อาจจะตรัสได้อย่างชัดถ้อยชัดคำ จนพระชายาต้องทรงพระกรรแสงด้วยความสงสาร

p2

ในภาวะที่เกือบจะหมดหนทางพระชายาได้พบกับ ไลโอเนล (Geoffrey Rush) นักบำบัดการพูดหัวทันสมัยจากประเทศออสเตรเลีย พระองค์ได้ทรงเข้ารับการรักษา ถึงแม้ว่าช่วงแรกๆพระองค์ไม่ทรงพอพระทัยในวิธีการรักษาแบบแปลกๆ (เช่น ลีโอเนลยืนยันว่าจะต้องเสด็จมารักษาที่ออฟฟิตของเขา/ให้ทรงหัดตรัสจากบทละครเชคสเปียร์/และให้เลิกสูบพระโอสถมวน) จนแทบจะตัดเป็นตัดตายกันหลายครั้ง

สองปีต่อมาพระเจ้ายอร์จที่ 5 เสด็จสวรรคต ราชบัลลังค์ตกสู่เจ้าชายเดวิทในพระนามพระเจ้า Edward ที่ 8 แต่พระองค์ทรงยืนยันจะอภิเสกสมรสกับนางซิมสันหญิงม่ายชาวอเมริกัน ทำให้เกิดแรงต้านอย่างหนัก ทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐมนตรีต่างวิตกอย่างหนัก เพราะบ้านเมืองตอนนั้นก็เข้าภาวะคับขัน

นักการเมืองหลายๆคนได้เข้าเฝ้า ดยุคแห่งยอร์คขอพระราชทานคำปรึกษา แต่รัฐมนตรีและ สส. บางคนก็ยังลังเลอยู่เพราะกังวลเรื่องที่กษัตริย์ซึ่งไม่อาจตรัสกับประชาชนได้

แต่สุดท้าย พระเจ้า Edward ที่ 8 ก็ทรงสละราชสมบัติจริงๆ ตามประเพณีและสภาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากอัญเชิญเจ้าชาย Albert ขึ้นครองราชย์ในนาม พระเจ้ายอร์จที่ 6

ในฐานะประมุขของรัฐในภาวะวิกฤติ พระองค์ทรงตระหนักดีถึงภาระของพระองค์ที่จะเป็นขวัญและกำลังใจแก่บรรดาพสกนิกร ซึ่งกำลังสับสนมากในภาวะที่สงครามกำลังจะเกิดขึ้น ยิ่งสภาพกองกำลังของต่างชาติ (ในกรณีนั้นคือนาซีเยอรมัน) ที่รุนแรงเด็ดขาดภายใต้ผู้นำอย่าง ฮิตเลอร์ ที่มีวีธีการพูดปลุกใจอย่างเหลือเชื่อ

ในหนังเรื่องนี้ ก็มีซีนหนึ่งที่ให้พระเจ้า ยอร์จที่ 6 ทรงทอดพระเนตรโทรทัศน์เห็นฮิตเลอร์กำลังพูดปลุกใจยุวชนนาซีอย่างชัดเจน และก็ทำให้พระองค์ก็ทรงโสมนัสอย่างยิ่งที่ยังทำไม่ได้ถึงเพียงนั้น

แต่นั้นก็ยิ่งทำให้พระองค์ทรงมุ่งมั่นมีขัตติยะมานะจะเอาชนะอาการป่วยนี้ให้ได้ ถึงกับลดพระองค์กลับไปขอโทษ ลีโอเนล และเริ่มการรักษาอย่างจริงจังอีกครั้ง



กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....
เริ่มกระทู้โดย: Ricebeanoil ที่ 7 มี.ค. 11, 21:56 น
p3

พระเจ้ายอร์จที่ 6 และ พระราชินี พระองค์จริง

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มีหลายซีนแสดงให้เห็นว่าประชาชนอังกฤษยังผูกพันกับสถาบันกษัตริย์ค่อนข้างสูง แต่ซีนที่ทรงพลังที่สุดเห็นจะเป็นซีนสุดท้ายที่แสดงบทสรุปของเรื่องราวนี้

เพราะเอาเข้าจริงๆ เป็นเรื่องของคนคนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยบางอย่าง จนทำให้รู้สึกท้อถอยที่จะทำอะไร รวมทั้งพยายามปฎิเสธภาระหน้าที่ที่ตนเองจะต้องได้รับผิดชอบอยู่เสมอ แต่เมื่อถึงเวลา และรู้ว่าตนเองเป็นพึ่งที่หวัง และเป็นกำลังใจของคนอีกนับล้าน เขาก็ยอมต่อสู้กับอาการที่ตัวเขาก็เกือบจะยอมแพ้ไปแล้วไม่รู้จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Tom Hooper ผู้ซึ่งเคยกำกับภาพยนตร์เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษที่ยอดเยี่ยมอีกเรื่องมาแล้วคือ The Queen (เรื่องนั้นของลูกสาวคราวนี้เรื่องของพ่อ) ภาพยนตร์ทำได้ดีครับ สมควรที่จะได้ทุกรางวัลเท่าที่ได้มา ทั้งลูกโลกทองคำและออสก้าร์ ส่วนภาคการแสดงอย่าง Colin Firth ก็แสดงเป็นพระเจ้ายอร์จที่ 6 อย่างสมบทบาท โดยเฉพาะการพูดติดอ่าง ไม่แปลกใจที่ได้ตุ๊กตาทอง ส่วนบท ไลโอเนล ก็ได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง เจฟฟี่ย์ รัช มาแสดง (จริงๆ รัช คือตัวเลือกแรกสำหรับบทพระเจ้ายอร์จที่ 6 แต่เขาชอบบทไลโอเนลมากกว่า และแนะนำให้ทีมสร้างเลือก ฟิธ มาแสดงแทน)

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เมื่อถึงคราววิกฤติจริงๆ ผมเชื่อค่อนข้างมากว่า เสียงที่ประชาชนต้องการได้ยินเพื่อปลอบประโลมใจนั้น ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองคนไหน แต่เป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น

หนังตอกย้ำความเชื่อของผมในซีนสุดท้าย ซึ่งอังกฤษต้องประกาศสงครามกับยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมัน ที่ตอนนั้นยึดยุโรปได้ค่อนทวีป กำลังจะตีฝรั่งเศสแตก ประชาชนอังกฤษอยู่ในภาวะขวัญเสียขนาดหนัก และเป็นภาระของพระเจ้ายอร์จที่ 6 ที่จะต้องทรงตรัสกับพสกนิกรทางวิทยุไปทั่วโลกเพื่อสร้างกำลังใจ

ในห้องกระจายเสียงนั้น มีเพียงพระองค์กับไลโอเนล แต่ด้านนอก ในพระราชวังที่ทั้งพระชายาและพระราชธิดา (ควีน Elizabeth ครั้งทรงพระเยาว์-เจ้าหญิงมากาเร็ต)/พระราชวงศ์/คณะรัฐมนตรี/ทูต/สส. และนอกพระราชวังที่ลานที่ประชาชนนับพันมารอฟังพระราชดำรัส

และนั้นเป็น The King's Speech ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติอังกฤษ พระองค์ตรัสอย่างเกือบจะหายขาด รวมทั้งเนื้อหาในนั้น

"ถ้าเป็นไปได้ ข้าพเจ้าอยากจะไปพบพวกท่านทุกคน ข้าพเจ้าอยากเข้าไปนั่งในบ้านท่านและพูดปลอบใจพวกท่าน แต่เมื่อมันไม่อาจทำได้ ข้าพเจ้าจึงขอพูดกับพวกท่านในวิทยุนี้ และขอให้พวกท่านของมีความสามัคคี มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ประเทศอังกฤษกำลังจะต่อสู้"

หนังย้ำซีนตรงนี้โดยแสดงให้เห็นถึงพสกนิการทั่วประเทศ คนทุกชนชั้นต่างรอฟังพระราชดำรัส ตั้งแต่พวกผู้ดีในคลับสโมสรหรูหรา/ผับบาร์เล็กๆชานเมือง/ร้านอาหาร/สนามกีฬา/ในบ้านเรือนแต่ละหลัง/บรรดาทหารที่เตรียมตัวออกรบ-เมื่อดูในแววตาแล้วทุกคนต่างมีความเชื่อมั่นเมื่อได้กำลังใจจากองค์เหนือหัว

ผมชอบนัยยะของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่บอกว่า การที่คนคนหนึ่ง ซึ่งต้องพยายามเอาชนะตัวเอง ในภาวะที่ต้องรับผิดชอบคนเป็นสิบๆ ล้านนั้น เมื่อมันประสบความสำเร็จ มันไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของเขาเท่านั้น แต่มันเสมือนชัยชนะของคนทั้งชาติ

การที่นักวิชาการหลายๆท่านออกมาพูดถึงสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษบ่อยๆในช่วงหลังนี้ ผมก็ไม่ทราบจะมีจุดหมายอะไรแน่แท้ แต่มีประโยคหนึ่งในหนังที่ พระเจ้ายอร์จ ที่ 6 ทรงตรัสกับ ไลโอเนล เมื่อทรงท้อพระทัยในการรักษาและไม่เข้าใจว่าราษฎรจะต้องการอะไรจากพระองค์

"ฉันมีอำนาจอะไรหรือ ฉันสั่งให้ลดภาษีได้ไหม สั่งให้ลดราคาสินค้าได้ไหม แล้วจะมีใครมาหวังอะไรจากฉัน"

ไลโอเนลเอาแต่ยิ้มและมองเข้าไปในพระเนตรของพระองค์เพราะทราบว่าจริงๆแล้วพระองค์รู้ว่าประชาชนต้องการอะไรจากสถาบันกษัตริย์

ครับ-ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ  ผมเชื่อค่อนข้างมากว่า เมื่อถึงคราววิกฤติจริงๆ เสียงที่ประชาชนต้องการได้ยินเพื่อปลอบประโลมใจนั้น ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองคนไหนหรอก แต่เป็นพระสุรเสียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น

สิ่งที่อยู่เหนือกว่าอำนาจใดใดคือพระบารมี ที่นักการเมืองคนไหนก็ไม่อาจทัดเทียมได้เลย .......

[youtube=425,350OAm7gRXFiRo&feature [/youtube]


ที่มา : http://www.oknation.net/blog/kakalot/2011/03/07/entry-2 (http://www.oknation.net/blog/kakalot/2011/03/07/entry-2)


กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....
เริ่มกระทู้โดย: Ricebeanoil ที่ 7 มี.ค. 11, 21:57 น
OAm7gRXFiRo&feature


กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....
เริ่มกระทู้โดย: Ricebeanoil ที่ 7 มี.ค. 11, 22:08 น
p3

พระเจ้ายอร์จที่ 6 และ พระราชินี พระองค์จริง

ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มีหลายซีนแสดงให้เห็นว่าประชาชนอังกฤษยังผูกพันกับสถาบันกษัตริย์ค่อนข้างสูง แต่ซีนที่ทรงพลังที่สุดเห็นจะเป็นซีนสุดท้ายที่แสดงบทสรุปของเรื่องราวนี้

เพราะเอาเข้าจริงๆ เป็นเรื่องของคนคนหนึ่ง ที่รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยบางอย่าง จนทำให้รู้สึกท้อถอยที่จะทำอะไร รวมทั้งพยายามปฎิเสธภาระหน้าที่ที่ตนเองจะต้องได้รับผิดชอบอยู่เสมอ แต่เมื่อถึงเวลา และรู้ว่าตนเองเป็นพึ่งที่หวัง และเป็นกำลังใจของคนอีกนับล้าน เขาก็ยอมต่อสู้กับอาการที่ตัวเขาก็เกือบจะยอมแพ้ไปแล้วไม่รู้จะกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย Tom Hooper ผู้ซึ่งเคยกำกับภาพยนตร์เกี่ยวกับราชวงศ์อังกฤษที่ยอดเยี่ยมอีกเรื่องมาแล้วคือ The Queen (เรื่องนั้นของลูกสาวคราวนี้เรื่องของพ่อ) ภาพยนตร์ทำได้ดีครับ สมควรที่จะได้ทุกรางวัลเท่าที่ได้มา ทั้งลูกโลกทองคำและออสก้าร์ ส่วนภาคการแสดงอย่าง Colin Firth ก็แสดงเป็นพระเจ้ายอร์จที่ 6 อย่างสมบทบาท โดยเฉพาะการพูดติดอ่าง ไม่แปลกใจที่ได้ตุ๊กตาทอง ส่วนบท ไลโอเนล ก็ได้นักแสดงมากฝีมืออย่าง เจฟฟี่ย์ รัช มาแสดง (จริงๆ รัช คือตัวเลือกแรกสำหรับบทพระเจ้ายอร์จที่ 6 แต่เขาชอบบทไลโอเนลมากกว่า และแนะนำให้ทีมสร้างเลือก ฟิธ มาแสดงแทน)

ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ เมื่อถึงคราววิกฤติจริงๆ ผมเชื่อค่อนข้างมากว่า เสียงที่ประชาชนต้องการได้ยินเพื่อปลอบประโลมใจนั้น ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองคนไหน แต่เป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น

หนังตอกย้ำความเชื่อของผมในซีนสุดท้าย ซึ่งอังกฤษต้องประกาศสงครามกับยักษ์ใหญ่อย่างเยอรมัน ที่ตอนนั้นยึดยุโรปได้ค่อนทวีป กำลังจะตีฝรั่งเศสแตก ประชาชนอังกฤษอยู่ในภาวะขวัญเสียขนาดหนัก และเป็นภาระของพระเจ้ายอร์จที่ 6 ที่จะต้องทรงตรัสกับพสกนิกรทางวิทยุไปทั่วโลกเพื่อสร้างกำลังใจ

ในห้องกระจายเสียงนั้น มีเพียงพระองค์กับไลโอเนล แต่ด้านนอก ในพระราชวังที่ทั้งพระชายาและพระราชธิดา (ควีน Elizabeth ครั้งทรงพระเยาว์-เจ้าหญิงมากาเร็ต)/พระราชวงศ์/คณะรัฐมนตรี/ทูต/สส. และนอกพระราชวังที่ลานที่ประชาชนนับพันมารอฟังพระราชดำรัส

และนั้นเป็น The King's Speech ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชาติอังกฤษ พระองค์ตรัสอย่างเกือบจะหายขาด รวมทั้งเนื้อหาในนั้น

"ถ้าเป็นไปได้ ข้าพเจ้าอยากจะไปพบพวกท่านทุกคน ข้าพเจ้าอยากเข้าไปนั่งในบ้านท่านและพูดปลอบใจพวกท่าน แต่เมื่อมันไม่อาจทำได้ ข้าพเจ้าจึงขอพูดกับพวกท่านในวิทยุนี้ และขอให้พวกท่านของมีความสามัคคี มีความเชื่อมั่นในสิ่งที่ประเทศอังกฤษกำลังจะต่อสู้"

หนังย้ำซีนตรงนี้โดยแสดงให้เห็นถึงพสกนิการทั่วประเทศ คนทุกชนชั้นต่างรอฟังพระราชดำรัส ตั้งแต่พวกผู้ดีในคลับสโมสรหรูหรา/ผับบาร์เล็กๆชานเมือง/ร้านอาหาร/สนามกีฬา/ในบ้านเรือนแต่ละหลัง/บรรดาทหารที่เตรียมตัวออกรบ-เมื่อดูในแววตาแล้วทุกคนต่างมีความเชื่อมั่นเมื่อได้กำลังใจจากองค์เหนือหัว

ผมชอบนัยยะของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่บอกว่า การที่คนคนหนึ่ง ซึ่งต้องพยายามเอาชนะตัวเอง ในภาวะที่ต้องรับผิดชอบคนเป็นสิบๆ ล้านนั้น เมื่อมันประสบความสำเร็จ มันไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของเขาเท่านั้น แต่มันเสมือนชัยชนะของคนทั้งชาติ

การที่นักวิชาการหลายๆท่านออกมาพูดถึงสถาบันกษัตริย์ของอังกฤษบ่อยๆในช่วงหลังนี้ ผมก็ไม่ทราบจะมีจุดหมายอะไรแน่แท้ แต่มีประโยคหนึ่งในหนังที่ พระเจ้ายอร์จ ที่ 6 ทรงตรัสกับ ไลโอเนล เมื่อทรงท้อพระทัยในการรักษาและไม่เข้าใจว่าราษฎรจะต้องการอะไรจากพระองค์

"ฉันมีอำนาจอะไรหรือ ฉันสั่งให้ลดภาษีได้ไหม สั่งให้ลดราคาสินค้าได้ไหม แล้วจะมีใครมาหวังอะไรจากฉัน"

ไลโอเนลเอาแต่ยิ้มและมองเข้าไปในพระเนตรของพระองค์เพราะทราบว่าจริงๆแล้วพระองค์รู้ว่าประชาชนต้องการอะไรจากสถาบันกษัตริย์

ครับ-ในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ  ผมเชื่อค่อนข้างมากว่า เมื่อถึงคราววิกฤติจริงๆ เสียงที่ประชาชนต้องการได้ยินเพื่อปลอบประโลมใจนั้น ไม่ใช่เสียงของนักการเมืองคนไหนหรอก แต่เป็นพระสุรเสียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น

สิ่งที่อยู่เหนือกว่าอำนาจใดใดคือพระบารมี ที่นักการเมืองคนไหนก็ไม่อาจทัดเทียมได้เลย .......


OAm7gRXFiRo&feature


ที่มา : http://www.oknation.net/blog/kakalot/2011/03/07/entry-2 (http://www.oknation.net/blog/kakalot/2011/03/07/entry-2)


กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....
เริ่มกระทู้โดย: pandagroup ที่ 8 มี.ค. 11, 00:26 น
ผิดแล้วนะครับ ผกก. The queen คือ สตีเฟน เฟรียส์ คนละคนกับผู้กำกับ King's speech แน่นอน และสถาบันกษัตรยิ์ของอังกฤษ ก็ไม่ใช่แค่สัญลักษณ์แน่นอน ถ้าใครติดตามประวัติศาสตร์ ความเป็นมาเป็นไปทั้งหมดของราชวงศ์อังกฤษ ผ่านช่วงยุคสมัยต่างๆมาก็คงจะทราบดี แต่ที่แน่ๆ เค้ามีบริษัทที่วางแผนจัดการภาพลักษณ์ได้เก่ง และที่สำคัญเขาวางตัวได้ดี ทำให้ประชาชนรักได้ โดยไม่ต้องสร้างภาพสมมุติเทพแต่อย่างใด ที่สำคัญราชวงศ์ของเขา กับระบอบการเมืองมันเกี่ยวพันแน่นแฟ้นและเอื้อประโยชน์ให้กันทั้งสองฝ่าย ( ส่วนของบางประเทศ สถาบันไปอิงกับระบอบทหารซะปึ้กเชียว )


กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....
เริ่มกระทู้โดย: noonee66 ที่ 10 มี.ค. 11, 11:09 น
คุณ รู้สึกกระทู้คุณจะมีคนดูน้อย ก็เลยโผล่มาโชว์โง่กระทู้คนอื่นเขาหรือ  q*013 q*013 q*013 น่าสมเพช
แปลกนะอ้างว่าตัวเองเป็นนักวิจารณ์มีชื่อเสียง แต่ไม่ยักกะมีใครชอบหรืออยากดูกระทู้คุณสักเท่าไรเลย ว่าไหม


กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....
เริ่มกระทู้โดย: pandagroup ที่ 10 มี.ค. 11, 13:40 น
กระทู้ใหนผมมีคนดูน้อยเหรอครับ เห็นมีแต่หลักร้อยหลักพันทั้งนั้น กระทู้คุณต่างหากน่ะครับ ไม่ทราบว่ามีคนเข้ามาอ่านบ้างหรือเปล่าเหอะ เหงาล่ะสิ ผมไปบอกตรงใหนว่าผมเป็นนักวิจารณ์มีชื่อเสียง แต่อย่างน้อยผมก็คงเป็นที่รู้จักกว่าคุณแน่ๆครับ ไอ้คำว่าโชว์โง่ เก็บไว้ใช้กับบุพการีคุณเองเหอะครับ คุณ noonee ผมตอบด้วยเหตุผล ด้วยหลักฐาน และไม่เคยลามปามไปถึงอุปนิสัยต่ำๆของคุณมาก่อนนะครับ ระวังปากไว้บ้าง


กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....
เริ่มกระทู้โดย: noonee66 ที่ 10 มี.ค. 11, 15:32 น
ทำไมต้องระวัง ในเมื่อคุณก็ไม่เคยระวัง กล้าดียังไงมาอ้างอิงบุพการีดิฉัน สารรูปคุณว่าอุบาทว์แล้วจิตใจยังอุบาทว์กว่า ปากสุนัขอย่างนี้ ไปเหอะโดนเด็กด่าถอนหงอกจนผมร่วงหมดหัวแล้วมั้ง 
และคนอย่างดิฉันไม่เคยตั้งกระทู้ที่อวดความไม่ฉลาดหาข้อจับผิดหรือแง่ลบอะไรใคร ดิฉันไม่เหงาหรอก ฉันก็มีความสุขเล็กๆของดิฉันที่ทำในสิ่งที่ฉันชอบ
ที่ฉันพูดก็หมายถึงกระทู้คล้ายกันแต่ของคุณกลับมีคนเข้าชมน้อยกว่าของคุณ Ricebeanoil เขา คุณก็ไม่ได้เจ๋งอะไรหรอกเหตุผลและหลักฐานคุณก็ไปก็อบเขามา เลิกอ้างว่าเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของนักวิจารณ์ เหอะ เห็นแล้วเซ็ง


กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....
เริ่มกระทู้โดย: pandagroup ที่ 11 มี.ค. 11, 00:03 น
อ้อ ถ้าบุพการีคุณสอนมาดี คงจะไม่ไปเที่ยวพูดใส่คนอื่นว่าโชว์โง่จริงใหมครับ ผมคิดว่าเผลอๆการศึกษา การงานผมก็ดีกว่าคุณด้วยซ้ำ ก่อนจะว่าคนอื่นนะครับ หัดดูตัวเองซะบ้างนะครับ ว่ากิริยามารยาทหยาบคายแค่ใหน เดี๋ยวจะไม่มีใครรับไปเป็นภรรยา ต้องขึ้นคานทึนทึก น่าสงสารแย่นะครับ ส่วนคุณ Rice อะไรนั่นผมไม่รู้จักเลยครับ และก็ไม่สนด้วย กระทู้ผมจะมีคนอ่านมาก อ่านน้อย ก็แล้วแต่เพื่อนสมาชิกครับ คุณอย่ามาเดือดร้อนแทนผมเลยครับ ยกเว้นซะว่า ทนเห็นคนอ่าน คนคุยกับผมเยอะๆไม่ได้ มันผื่นจะขึ้น หรือมีอาการลมชัก อะไรแบบนันหรือเปล่าครับ ไปหาหมอนะครับ จิตแพทย์ช่วยได้


กระทู้: The Kings Speech - บารมีขององค์ราชา .....
เริ่มกระทู้โดย: pandagroup ที่ 11 มี.ค. 11, 00:05 น
เหตุผลและหลักฐาน .. ผมก็คิด ก็ตอบตามที่ผมได้อ่าน ได้เจอ ได้ประมวลองค์ความรู้มาตอบครับ อย่านึกว่า คนอื่นเค้าจะเที่ยวก๊อปแปะ ก๊อปวางความคิดของคนอื่นมา เหมือนคุณสิครับ ไม่เอาน่า .... ผมไม่ขออ้างว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงนะครับ แต่ถ้าถามว่ารู้จักคนในวงการ กับพวกนักวิจารณ์ดังๆบ้างใหม ก็ถ้าบอกว่าไม่รู้จักเลย ก็คงไม่ใช่ ไปดูในเฟสบุคผมเองแล้วกันครับว่า มีผกก.กี่ท่าน มีนักวิจารณ์ดังๆกี่ท่าน .. คงหาได้นะ เฟสบุคผมน่ะ ...