หน้า : พิมพ์หน้านี้ - ประเทศไทย 4.0 ก็แค่วาทกรรมหลอกๆ

เว็บบอร์ด webboard บอร์ด forum ฟอรั่ม กระดานข่าว กระดานสนทนา สนทนา กระทู้ ความคิดเห็น

หมวดหมู่ => ห้องข่าว => ข้อความที่เริ่มโดย: trebs5b ที่ 18 พ.ค. 17, 15:23 น

ประเทศไทย 4.0 ก็แค่วาทกรรมหลอกๆ


กระทู้: ประเทศไทย 4.0 ก็แค่วาทกรรมหลอกๆ
เริ่มกระทู้โดย: trebs5b ที่ 18 พ.ค. 17, 15:23 น
           แนวคิด "ประเทศไทย 4.0" จะไปถึงได้หรือไม่ หรือแค่วาทกรรมส่งเดชทางการตลาด พื้นฐานความคิด ที่มา แนวทางการดำเนินการเพื่อให้ไทยเจริญตามแนวคิดนี้ สอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแค่วาทกรรมที่แหกตาประชาชน มาร่วมกันวิเคราะห์ให้ชัดว่าเป็นเรื่องจอมปลอมไหม
           การพูดถึง "ประเทศไทย 4.0" นั้น เริ่มมาตั้งแต่เดือนเมษายนและลงข่าวมาอย่างต่อเนื่อง (http://bit.ly/2ggAC9C) แต่คำ ๆ นี้ ไม่ใช่รหัสลับอะไร เป็นเพียงวาทกรรมส่งเดช ที่ไร้ราก ไร้ที่มา นำไปใช้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันไม่ได้ และเชื่อว่าคิดขึ้นมาโดย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและคณะ ที่สรรหาคำพูดมาว่ากันไป และท้ายสุดก็จะไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ฝั่งฝันได้
ผิดตั้งแต่การแบ่งยุคส่งเดช
           มีการแบ่งไว้ตั้งแต่โมเดล “ประเทศไทย 1.0” ที่เน้นภาคการเกษตร ไปสู่ “ประเทศไทย 2.0” ที่เน้นอุตสาหกรรมเบา และก้าวสู่โมเดลปัจจุบัน “ประเทศไทย 3.0” ที่เน้นอุตสาหกรรมหนัก และต่อไปจะเป็น “ประเทศไทย 4.0” ให้ได้ภายใต้ 3-5 ปีนี้ จะสังเกตได้ว่าการแบ่งยุคส่งเดชแบบนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลาที่แน่ชัด ตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย แต่ความจริงก็คือ
           1. คำว่า "1.0" ที่ภาคเกษตรใคร ๆ ก็พูดได้เพราะไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมาก่อน
           2. ยุค "2.0" ที่อุตสาหกรรมเบา นี่เป็นการแบ่งยุคที่ผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงอย่างชัดเจน ทั้งนี้เพราะนับแต่มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 1 เมื่อปี 2503 เราก็เข้าสู่ยุคการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า (Import-substitution Industrialization) (http://bit.ly/2gI1VtC) โดยเน้นการผลิตอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ต่าง ๆ ทั้งสิ่งทอ ยางรถยนต์
           3. หลักฐานสำคัญคือการเกิดขึ้นของบริษัทไทยเกรียง (http://bit.ly/2gmUAim) อเมริกันเท็กซ์ไทล์และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อื่นๆ จากอเมริกา แม้แต่โรงกลั่นน้ำมันไทยก็เริ่มในช่วงต้นปีกึ่งพุทธกาลที่ผ่านมา (http://bit.ly/2gIaapt) และตามมาด้วยอุตสาหกรรมสิ่งทอ เช่น เทยินโพลีเอสเตอร์ (http://bit.ly/2fTlqOt) ในช่วงปี 2510 อุตสาหกรรมไทยเฟื่องมากจากการมีไฟฟ้าจากเขื่อนภูมิพล โดยกระจายทั้งในย่านรังสิต บางนา พระประแดง นี่แสดงว่าคณะทำงานของ ดร.สมคิดคงไม่เข้าใจหรือลืมประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมไทยไปแล้ว
           4. ยุค "3.0" ในปัจจุบันที่ว่าเน้นอุตสาหกรรมหนักนั้นยิ่งผิดลงเหวไปใหญ่เลย จะสังเกตได้ว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในนิคมอุตสาหกรรมนั้น เน้นอุตสาหกรรมเบา อุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น อาจเรียกได้ว่าหมดยุคอุตสาหกรรมหนักไปแล้วในประเทศไทย อุตสาหกรรมหนักที่ใช้แรงงานมาก ได้ย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมากแล้ว
ประเทศไทยเป็นประเทศอุตสาหกรรมแล้ว
           ใน “ประเทศไทย 4.0” ยังระบุถึง “ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ” 2 ด้าน คือ “ความหลากหลายเชิงชีวภาพ” และ “ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม” ข้อนี้ถือว่าหลับหูหลับตานิยาม แทบทุกประเทศในภูมิภาคนี้ก็มีทั้งสองสิ่งที่อ้างถึงทั้งสิ้น ไม่ได้มีอะไรที่วิเศษกว่าตรงไหน ที่อ้างว่าจะดำเนินการ ภาคเอกชนเขาก็ดำเนินการอยู่แล้ว เช่น
           1. กลุ่มอาหาร เกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ
           2. กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์
           3. กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม
           4. กลุ่มดิจิตอล เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสมองกลฝังตัว
           5. กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ วัฒนธรรม และบริการที่มีมูลค่าสูง
           ในทางตรงกันข้าม การเร่ง "ปั้ม" Start-up ต่าง ๆ ออกมา อาจพากันเข้ารกเข้าพง และทำให้กลายเป็นหนี้สินได้มากมาย และกลายเป็นการรับใช้รายใหญ่ ขึ้นต่อรายใหญ่ ๆ ด้วยหรือไม่
รัฐอย่ายุ่ง อย่าโกง เอกชนก็ดีใจแล้ว
           ที่ว่ารัฐบาลจะสนับสนุนภาคเอกชนนั้น ในความเป็นจริง หากเราปล่อยให้ภาคเอกชนดำเนินการโดยรัฐสนับสนุนก็เพียงพอแล้ว รัฐบาลไม่ต้องไปทำอะไรมาก ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจทื่อยู่อาศัย ภาคเอกชนดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว ภาครัฐแทบไม่มีบทบาทอะไร ณ กลางปี 2558 บมจ.พฤกษา เรียลเอสเตท ได้พัฒนาโครงการขึ้นทั้งหมด 415 โครงการ รวม 163,630 หน่วย รวมมูลค่าถึงประมาณ 297,403 ล้านบาท
           ถ้าเทียบกับการเคหะแห่งชาติที่พัฒนาที่อยู่อาศัยมาก่อน บมจ.พฤกษาเรียลเอสเตท เป็นเวลา 17 ปี จะพบว่า ณ สิ้นปี 2557 การเคหะแห่งชาติสร้างที่อยู่อาศัยประเภทเคหะชุมชนเพื่อการขาย/ให้เช่า ในตลาดเปิดประมาณ 142,103 หน่วยเท่านั้น (ไม่รวมบ้านเอื้ออาทร: http://bit.ly/2a7Wr7j) การที่เอกชนนำ รัฐบาลก็ไม่ต้องออกเงินอุดหนุนใด แถมยังได้ภาษีมหาศาล ได้งานให้กับประชาชนเป็นจำนวนมากจากบริษัทพัฒนาที่ดินอีกด้วย ดังนั้นหากภาครัฐไม่มีการโกง ไม่ต้องให้เอกชนจ่ายใต้โต๊ะ ก็จะช่วยพัฒนาประเทศชาติได้มหาศาลแล้ว
ไทยจะไปสู่ประเทศร่ำรวยได้ไง
           ที่ว่าไทยยังติดอยู่ในประเทศรายได้ปานกลางนั้น คงต้องผ่าตัดใหญ่จริงๆ โดยเริ่มที่
           1. การสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยมากขึ้น จึงจะทำให้ภาพพจน์ของประเทศดีขึ้น ดูอย่างเมียนมาหลังเลือกตั้ง ก็ยิ่งมีผู้เข้าไปลงทุนมากขึ้น
           2. ข้าราชการต้องทำงานรับใช้ประชาชนมากขึ้น ไม่ใช่เอาเวลาไปออกกำลังกาย ควรทำงานในวันหยุดหรือเวลากลางวันโดยสลับเปลี่ยนกันมาเพื่อช่วยกันขับเคลื่อนประเทศมากกว่า
           3. การทำองค์กรราชการส่วนกลางให้เล็กลง รุข้าราชการที่ขาดประสิทธิภาพออกไปบ้าง ไม่ใช่อยู่ไปเรื่อย ๆ และเลี้ยงดูข้าราชการและครอบครัวไปชั่วชีวิต แถมมีบำนาญ มีลาภยศสักการะมากมาย อย่างนี้การกระจายรายได้จึงไม่เกิด ความเหลื่อมล้ำจึงมีมากมาย
           4. ทำการจัดเก็บภาษีมรดก และภาษีที่ดินที่อยู่อาศัยอย่างเป็นธรรมกว่านี้ (http://bit.ly/2gjcNgJ)
           5. การให้ท้องถิ่นได้มีงบประมาณ มีส่วนในการตัดสินใจอนาคตของตนเอง มากกว่าที่จะถูกส่วนกลางควบคุม จะทำให้ประเทศชาติเจริญขึ้นกว่านี้
           โดยสรุปแล้วรูปธรรมของ 4.0 ทั้งหลายล้วนแต่มีมาก่อนหน้าประกาศนโยบายนี้แล้วทั้งสิ้น ไม่มีอะไรใหม่ ประเด็นที่ต้องกล้าพูดให้ชัดๆ ก็คือ การที่ประเทศไทยยังไม่มีการปกครองแบบประชาธิปไตยเช่นนานาอารยประเทศ ต่างหากเล่าที่ทำให้ไทยต้องติดกับดักแหละขัดขาตัวเองล้ม การสร้างวาทกรรมทางการตลาดก็เป็นเพียงแค่การปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ ต้องแก้ที่รากเหง้าอันนี้ต่างหาก ทุกวันนี้ผู้มีอำนาจมีพนักงานเทกระโถนมากมายล้วนมาจากภาษีอากรของประชาชนแล้วแบบนี้ประเทศไทยเจริญไปได้อย่างไร
ที่มา: http://www.area.co.th/thai/area_announce/area_press.php?strquey=press_announcement1944.htm